True Man Show - พุฒ พุฒิชัย เกษตรสิน

29.10.18 1,431 views

หลายครั้งที่ชีวิตจริงของคนเราก็ไม่สามารถแยกออกจากนิยายได้ หรือบางครั้งนิยายหลายเรื่องก็มาจากเรื่องจริง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีนิยามใดที่กำหนดตายตัวได้เลยว่าชีวิตจริงหรือละคร อะไรที่มีความเข้มข้น หรือเนื้อเรื่องชวนติดตามมากกว่ากัน เพราะในบางครั้งชีวิตจริงของคนก็มีเรื่องราวดั่งนิยาย เช่นเดียวกับตลอดช่วงชีวิตแห่งการเติบโตของพุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน หรือที่หลายคนเรียกเขาว่า ‘ดีเจพุฒ’ และ ‘เฮียพุฒ’ 

ดีเจพุฒเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนของลูกเกษตรกรคนหนึ่ง สู่การเป็นดาวในวงการบันเทิงที่มีออร่าจับตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมข่าวดราม่ามากมายตามสไตล์บันเทิงไทยภายใต้แสงออร่านั้น แม้จะมีข่าวต่างๆ มากมาย ทว่าวันนี้ดีเจพุฒยังคงยืนหยัดอยู่ในแวดวงบันเทิง มีผลงานชวนติดตาม มีแฟนคลับให้กำลังใจ และกำลังจะเป็นเจ้าบ่าวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ช่วงชีวิตที่มีสเต็ปเช่นนี้จะปฏิเสธอย่างไรได้เล่าว่าชีวิตจริงก็เหมือนนิยาย


ผลงานตอนนี้มีอะไรบ้าง 

ตอนนี้ผมเป็นดีเจอยู่ที่ EFM 104.5 ครับ ช่วงแฉข่าวเช้า 8-10 โมง จัดทุกวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ มีละครที่ถ่ายเสร็จแล้วเรื่อง สงครามนักปั้น รอออนแอร์ช่วงปลายปี เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องของคนในวงการบันเทิงนี่แหละครับ และมี Club Friday the Series ส่วนซีรีส์ที่กำลังออนแอร์อยู่เป็นเรื่อง Happy Birthday วันเกิดของนาย วันตายของฉัน 


บทบาทในเรื่อง Happy Birthday ดูเหมือนจะแตกต่างจากหลายเรื่องที่ผ่านมา

เรื่องนี้เป็นแนวดราม่าสืบสวน มีเรื่องให้คอยลุ้นคอยติดตาม ผมเล่นเป็นแฟนของนางเอกในเรื่อง ซึ่งเธอฆ่าตัวตายในวันเกิดของน้องชายตัวเอง ตอนที่เรื่องเกิดขึ้นตัวผมไม่รู้อะไรเลยว่าทำไมเธอถึงฆ่าตัวตาย เวลาผ่านไป 17 ปี น้องชายเขาโตขึ้น ก็ไม่มีคำตอบว่าทำไมเธอตัดสินใจแบบนั้น ชีวิตของผมในเรื่องเหมือนคนที่ติดอยู่กับอดีตมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าตอนโตผมจะกลายเป็นดารา เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่ยังมีอดีตในใจ จนวันหนึ่งก็มีโอกาสได้เจอกับน้องชายของนางเอก แล้วก็เกิดการสื่อสารกับน้องชายเพื่อกลับไปคุยกับนางเอก 

(ถือว่ามีความดราม่ากว่าที่ผ่านมาไหม) ตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้มีความดราม่าของตัวเองแต่ในเส้นเรื่องก็มีเรื่องเบิกบาน และมีบางตัวละครที่มาช่วยสร้างรอยยิ้ม มาช่วยลดทอนอารมณ์ที่หม่นหมองหรือหนักหน่วงของเรื่องไปได้บ้าง ส่วนตัวผมในเรื่องนี้เหมือนคนอมทุกข์ครับ คิดอะไรอยู่ในหัวตลอดเวลา มีความเป็นโรคซึมเศร้าในตัวละครอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นบทนี้ถือว่าเป็นอีกบทที่ต้องเล่นกับอารมณ์ เล่นกับข้างในตัวเราหนักกว่าเรื่องอื่น


แตกต่างจากตัวตนไหม

ต่างค่อนข้างเยอะครับ เพราะตัวจริงผมค่อนข้างลั้นลา เฮฮา สนุกสนาน แต่ช่วงที่ถ่าย Happy Birthday ผมค่อนข้างเก็บตัว เก็บอารมณ์ เพราะผมกลัวว่าถ้าผมเล่นเฮฮาในกองแบบที่ผ่านมา สมาธิอาจจะหลุด ซึ่งถ้าไม่มีสมาธินี่จะหายไปยาวเลย (เป็นคนที่อินกับบทมากเหรอ) อินครับยิ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอ่านแล้วเหมือนคนติดการ์ตูนเลย ผมขอบทจากคนเขียนบทมาอ่านจนจบ เพราะผมอยากรู้เรื่องราวต่อไปว่ามันจะเป็นอย่างไร พออ่านแล้วทำให้ผมเข้าใจจนไม่ต้องถามผู้กำกับแล้วว่าทำไมตัวละครแต่ละตัวทำแบบนี้ ทำไมต้องร้องไห้ ทำไมดาร์กอย่างนี้ ทุกตัวมีเหตุผลของมันเองในบทละคร 

ผมก็ทำกับเรื่องอื่นๆ แบบนี้นะ แต่ว่าบางเส้นเรื่องที่มันมีความเป็นครอบครัว ข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อแม่ มันเป็นสิ่งที่สามารถเทียบเคียงกับเรื่องราวในชีวิตของผมได้ มันทำให้ผมอินเป็นพิเศษ 


เวลาที่คุณรับบทที่มีความเครียดอย่างนี้ มันตามคุณไปในชีวิตประจำวันอื่นๆ ด้วยไหม 

ในชีวิตจริงไม่ติดครับ ไม่อยากให้ติดมาด้วย 


ปีนี้เป็นอีกปีที่มีงานแสดงของคุณเยอะมาก มีเกณฑ์ในการรับบทอย่างไร

ปีนี้น่าจะประมาณ...จบไปแล้ว 2 เรื่อง และปลายปีมีอีก 3 เรื่อง เป็นละครยาว 1 เรื่อง และซีรีส์ 2 เรื่องครับ 

ความจริงผมอยากรับงานแสดงครั้งละเรื่องก็พอ ไม่อยากรับละครหลายๆ เรื่องพร้อมกัน แล้วต้องถ่ายติดกัน 7 วัน เพราะมันต้องใช้พลังงานสูง การถ่ายงานติดๆ กันมันอาจทำให้ผมทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผมไม่มีเวลาหาแรงบันดาลใจ หรือเติมเชื้อเพลิงในชีวิต และมีเวลาในการโฟกัสสิ่งที่ผมเล่นไม่มากพอ ส่วนการเลือกรับบท...มันมาจากการที่ผมโตขึ้น ก็อยากลองรับบทที่หนักขึ้น หลากหลายกว่าเดิม ช่วงนี้ผมเลยเบรกเรื่องโรแมนติกคอเมดี้ไว้ก่อน อยากลองอะไรที่ท้าทายความสามารถของตัวเองดูบ้างครับ 


ต้องทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ไม่กลัวว่าจะโดนวิจารณ์เหรอ

มันมี 2 อย่างเท่านั้นครับ คือกลัวว่าตัวเองจะทำได้ไหม กับอีกอย่างคือลองสิ ลองดู มันไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ถามว่าแฟนๆ ที่ติดตามผม เขาก็คงอยากเห็นผมก้าวต่อไปเรื่อยๆ ก้าวไปสเต็ปที่ผมไม่เคยทดลอง แล้วถ้ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร ผมเชื่อว่าผมยังมีกำลังใจจากแฟนๆ อยู่ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือการเรียนรู้


คุณคือดาราคนหนึ่งที่โดนวิจารณ์เรื่องการแสดงไม่สมบทบาทอยู่บ่อยๆ ในช่วงแรก

ผมว่าทุกวันนี้การแสดงของผมยังแสดงแข็งอยู่บ้าง หรืออาจจะไม่ได้เป็นที่สุดของการแสดงในแต่ละบท อาจจะไม่มีใครเดินมาบอกผมตรงๆ ก็ได้ แต่ในพื้นฐานของตัวเองผมก็พอจะรู้แล้วว่าอันนี้ผมเล่นได้ดี 100% ไหม หรือว่าทำได้แค่ 80% หรือแค่ 50% เท่านั้นหรือเปล่า ความรู้สึกพวกนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ผมทำงานผ่านไปแล้ว หรือตอนที่ทำงานอยู่เลยก็มี 

ถ้าต้องให้คะแนนตัวเอง ผมว่าตัวเองยังอยู่ในเลเวลกลางๆ ผมรู้สึกว่ามันสามารถทำได้ดีมากกว่านี้ บางทีผมกลับมาบ้านแล้วเจ็บใจ บางฉากผมเก็บมาคิดว่าผมน่าจะเล่นได้ดีกว่านี้ มันควรจะทะลุ 100% ได้ แต่ผมกลับทำได้แค่ 60% คือในสนามจริงมันมีอะไรหลายอย่างที่ไม่สามารถทำได้ พอวันไหนที่ทำได้แค่ 60% ผมจะรู้สึกผิดหวัง แต่ผมก็พยายามคิดว่าไม่เป็นไร มีบทบาทแบบนี้อีกก็เอาใหม่ให้ดีกว่าเดิม (เป็นคนเครียดกับงานมากเหรอ) ผมอยากทำให้มันออกมาดีครับ เวลาทำอะไรสักอย่างผมไม่อยากทำไปอย่างนั้นๆ ผมอยากเต็มที่ให้มากที่สุด มันก็เกิดเป็นความเครียดบ้าง แต่ผมว่าในความเครียดมันก็มีข้อดีของมันอยู่คืองานจะได้ออกมาดีขึ้น


คุณบอกว่ายังรับงานดีเจอยู่

ดีเจคืออาชีพของผมครับ ผมไม่เคยหยุดงานดีเจเลย จัดรายการมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่มีโอกาสจัดรายการวิทยุ จนตอนนี้ก็ 9 ปีแล้วครับ 


หลายคนเรียกคุณว่าดีเจพุฒบ้าง เฮียพุฒบ้าง จนลืมเลือนไปแล้วว่าความจริงคุณเริ่มต้นจากการเป็นดีเจ

วันแรกที่เข้าวงการบันเทิง ผมเริ่มต้นจากการเป็นพิธีกรรายการ O:IC ก่อนครับแล้วถึงมาเป็นดีเจ หลังจากนั้นก็ยึดอาชีพดีเจมาตลอด ขณะที่งานพิธีกรก็รับบ้างไม่รับบ้าง สลับกับงานแสดงบ้าง แต่ว่าเป็นดีเจตลอด


ดูเหมือนว่าคุณรักการเป็นดีเจมาก มันคืออาชีพในฝันเหรอ

ตอนเด็กผมไม่เคยคิดเลยครับ ไม่เคยคิดว่าจะเป็นดีเจ ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำงานในวงการบันเทิง เพราะผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ผมเป็นคนราชบุรี ที่บ้านเป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้นความฝันของผมไม่มีทางไกลถึงขั้นเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงได้เลย 

ตอนเด็กผมต้องช่วยพ่อแม่ปลูกผลไม้ องุ่น ละมุด มะม่วง สลับกับปลูกผักระยะสั้นๆ 60 วันบ้าง 120 วันบ้าง หรือผักบางชนิดอย่างผักชี ข้าวโพด มะเขือเปราะ ที่มันเก็บง่าย ชีวิตวนเวียนอยู่ในลูปนี้ จันทร์-ศุกร์ไปเรียน กลับมาบ้านตอนเย็นอาจจะต้องไปช่วยรดน้ำบ้าง เสาร์-อาทิตย์ช่วยฉีดยาในแปลง ชีวิตวัยเด็กของผมเป็นแบบนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ตั้งใจอะไรขนาดนั้น บอกกันตรงๆ ว่าผมไม่ได้ชอบหรอกที่ต้องไปยืนตากแดดร้อนๆ (หัวเราะ) แต่ว่ามันคือหน้าที่ที่ผมต้องทำ ต้องช่วยที่บ้าน มันก็ได้เรียนรู้วิถีเกษตรกรไปในตัว 


ครอบครัวของดีเจพุฒเป็นอย่างไรบ้าง

บ้านผมมีพี่น้อง 6 คน ทุกคนเป็นผู้ชายหมดเลย ผมเป็นลูกคนที่ 4 ครับ (ยิ้ม) ทุกคนก็ช่วยกันทำงานในสวนในไร่เหมือนกัน ฉีดยา รดน้ำ เก็บผลผลิต เอาของไปส่ง เป็นลูปที่ช่วยกัน มีน้องชายคนเล็กที่ช่วยงานน้อยหน่อย เพราะเขาค่อนข้างมีปัญหาสุขภาพ 


แล้วตอนเด็กฝันไว้ว่ายังไง

ความฝันของผมในวัยเด็กมันยังไม่มีหรอกครับ ไม่มีการบอกว่าต้องรับช่วงต่อที่บ้าน จะมีก็แค่ประโยคที่ได้ยินจากคุณแม่บ่อยๆ ว่า “ตั้งใจเรียน ไม่ต้องกลับมาทำสวน เพราะมันลำบาก” เขาบอกว่าไม่ต้องมาทนตากแดด หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เพราะอาชีพเกษตรกรไม่ได้เป็นอาชีพที่จะสร้างความร่ำรวยได้ภายในปีสองปี พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกรมาทั้งชีวิต เราอยู่ได้แต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ผมฟังและเห็นว่ามันมีความลำบากจริงๆ ทุกวันนี้โตขึ้นมาแล้วถามว่าอยากกลับไปทำไหม ผมก็คิดว่ามันมีมุมที่มีความสุขนะ ถึงผลตอบแทนจะไม่ได้ทำให้เราร่ำรวย แต่มันมีคำว่าความสุขในแบบของมันมาต่อท้ายเท่านั้นเอง ในทางกลับกันงานที่ผมทำอยู่มันคนละเรื่องเลย 


ชีวิตเหมือนผ่านช่วงลำบากที่สุดมาก่อน

มันไล่สเต็ปของมันมาเรื่อยๆ ครับ ผมโชคดีที่ว่าผมมาจากความลำบาก พอวันหนึ่งผมสามารถทำงานและใช้ชีวิตที่มันไม่ต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อน มันเลยทำให้เรียนรู้คุณค่าของการใช้ชีวิต รู้ค่าของเงิน 


เรียนไปทำงานไปเหรอ 

มันต้องเริ่มจากการที่ผมเลือกมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ครับ ผมเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และไม่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนเพราะค่าเทอมแพง ผมไม่อยากรบกวนที่บ้านมากไปกว่านี้ และไม่ผมรู้ว่าจะเรียนอะไรด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นรู้สึกอยากเรียนอะไรที่มันเกี่ยวกับการเขียนข่าว คือผมคิดง่ายๆ ผมแค่ชอบอ่านนิดหน่อย เลยอยากรู้ว่าผมจะเขียนเองได้ไหมก็เลยเรียน ซึ่งขณะที่เรียนผมเลือกที่จะหางานทำด้วย เพราะผมอยากมีประสบการณ์ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย ที่สำคัญเราอยากแบ่งเบาภาระที่บ้าน เลยพยายามที่จะหาเงินใช้เองหาค่าเทอมเองในทุกเทอม 

คงเพราะเห็นพ่อแม่ลำบากมั้งครับ เขาจ่ายค่าเทอมให้ลูกๆ มาตลอด มันเยอะนะถ้าเทียบกับรายได้ที่เขาหามาได้ ซึ่งมันแทบไม่ครอบคลุม และยังต้องนำไปหมุนต่อในการลงทุนทำไร่ทำสวนของเขา ผมรู้สึกว่าถ้าผมช่วยแบ่งเบาได้ ถึงจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในครอบครัวก็ยังดี ก็เลยเริ่มต้นหางานด้วยการไปสมัครเป็นพนักงานร้าน MK ครับ ผมไม่รู้จะทำอะไรดี ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยอยู่กรุงเทพฯ มีภาพจำพนักงาน MK ที่เซ็นทรัลฯพระราม 3 จากละคร ก็เลยไปสมัคร ค่าแรงคือชั่วโมงละ 30 บาท แต่ถ้าทำของแตกต้องหักเงินนะ ผมเริ่มรู้สึกว่าอุ้ย!! (หัวเราะ) ผมกลัวว่าทำๆ ไปแล้วของแตกหักเยอะไม่เท่ากับว่าผมทำงานฟรีเหรอ ก็เลยไม่เอาดีกว่า 


ดูเหมือนว่าชีวิตของคุณไม่มีเวลาเที่ยวเล่นแบบวัยรุ่นเลยนะ

เรียนกับทำงาน ไม่มีเวลาเที่ยวจริงๆ ครับ (มุ่งหาเงินอย่างเดียวเหรอ) ใช่ เพราะผมต้องดูแลตัวเอง ผมไม่ได้ขอเงินที่บ้านมาตั้งแต่ตอนปี 1 เทอม 2 แล้ว หลังจากนั้นก็ทำแต่งานมีบ้างที่หมุนเงินไม่ทัน แต่ผมเลือกโทรไปหาพี่ชาย ขอยืมเงินหน่อย มีเมื่อไหร่เดี๋ยวคืนให้ แต่จนทุกวันนี้ยังไม่ได้คืนเลย (ยิ้ม) 


งานแรกในชีวิตของคุณคืออะไร

ผมไปสมัครงานที่โรงหนังแทน (ที่ไหนเหรอ) ก็ที่ห้างเดิมนี่แหละครับ เริ่มรู้สึกว่าใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเรียนอยู่ขึ้นมาอีกนิด นอกจากจะไม่ต้องรับผิดชอบจานชามถ้าทำแตกเสียหายแล้ว ยังได้ดูหนังฟรีอีกด้วย เพราะเขามีโควตาพนักงาน หลังเลิกงานจะดูหนังเรื่องอะไรก็ได้ มีโควตาพาคนในครอบครัวมาดูได้เดือนละ 2 เรื่อง มีตั๋วฟรีให้เดือนละ 4 ใบ ได้เงินชั่วโมงละ 35 บาท ถ้าเลิกดึกมากๆ หลัง 5 ทุ่มมีค่ารถให้อีก 30 บาท เออ มันก็เป็นอาชีพที่โอเคนะ ผมก็เลยทำงานเลิกดึกทุกวันเลย ได้เงินรายชั่วโมงเยอะ แถมได้ค่ารถอีก งกน่ะครับ (หัวเราะ) ก็ทำงานนี้อยู่ประมาณเกือบปี จนเขามีการปรับค่าแรง เปลี่ยนเป็นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 180 บาท

จากที่เราทำงานชั่วโมงละ 25 บาท ผมทำขั้นต่ำก็ 6 ชั่วโมงแล้ว ไหนจะได้ค่ารถเพิ่มในวันที่ทำงานจนดึกอีก สัปดาห์ละ 6 วันพอคำนวณคร่าวๆ แต่ละวันมันก็ได้ประมาณวันละ 200 บาทขึ้นไปแล้ว คำนวณเป็นเดือนได้เท่านี้ แต่ถ้าปรับค่าแรง...ฉิบหายแล้วเงินไม่เท่าเดิมแล้ว ค่ารถก็ไม่มี ก็เลยมองหาลู่ทางอื่นๆ ซึ่งผมบังเอิญไปเห็นบูธดีเจข้างๆ ป้ายโปสเตอร์หนังที่ผมต้องเปลี่ยน ตอนนั้นในห้างมันมีโซนของวัยรุ่นที่เรียกว่า Junction X ตอนนั้นวัยรุ่นจะฮิตมาเดินกัน ซึ่งมันมีบูธดีเจอเปิดเพลงด้วย ซึ่งผมได้ยินเพลง ได้ยินสิ่งที่เขาพูดมาตลอดที่ทำงานโรงหนัง มันทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียนมาขึ้นไปอีก เลยตัดสินใจไปถามว่าถ้าอยากเป็นดีเจต้องทำยังไง ผมก็ไปแคสต์ ลองพูดให้ฟัง การพูดผมน่าจะพอไปได้ หลังจากนั้นผมก็ได้เป็นดีเจสมใจ 

ตอนนั้นผมได้เป็นดีเจเพราะผมพูดไปได้เรื่อยๆ แต่เรื่องการต่อเพลงของเราแย่มาก เราไม่รู้ว่าการต่อเพลงคืออะไร การต่อเพลงของดีเจคือเพลงที่นำมาต่อกัน ซึ่งมันควรอยู่ในอารมณ์เดียวกัน มีบีตหรือเมโลดี้คล้ายกัน ผมค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานเลย (เรื่องพูดไม่มีปัญหา แสดงว่าเป็นคนพูดเก่งใช่มั้ย) ไม่เก่งครับ แต่ได้พี่ๆ เขาช่วยเทรน บวกกับผมทำการบ้านเองด้วย เปิดวิทยุฟังเยอะๆ หาสไตล์การพูดแบบที่ผมชื่นชอบ และฟังว่าผมมีวิธีการจัดรายการอย่างไร เป็นดีเจใน Junction X อยู่ประมาณ 2-3 ปี เริ่มได้เป็นดีเจอยู่ในลานโบว์ลิ่งของโรงหนังในเครือ SF ด้วย ผมได้ลองเปิดแผ่น สปินแผ่นหลากหลายสไตล์ขึ้น ทั้งฮิปฮอป เฮาส์ หรือแม้แต่เพลงร็อกควบคู่ไปด้วย มันก็เป็นช่วงที่สนุกนะ บวกกับสิ่งที่เราเรียนคือวิทยุโทรทัศน์ เลยยิ่งทำให้ผมอยากลองเป็นดีเจในคลื่นวิทยุจริงๆ ด้วย แต่ตอนนั้นพี่ๆ ก็บอกว่าผมยังไม่พร้อมหรอก อย่าเพิ่งเลย 

ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ ผมคิดว่าตัวเองก็พูดได้นี่ เปิดเพลงก็ดีขึ้นแล้ว แต่ในมุมมองของรุ่นพี่ที่เปรียบเหมือนโค้ชเรา เขายังเห็นว่านักกีฬาคนนี้ยังไม่พร้อมพอที่จะส่งไปแข่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งพอเวลาผ่านไปผมก็รู้ตัวว่าตอนนั้นผมยังไม่พร้อมจริงๆ แหละ ผมยังก๊องแก๊งมากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ผมยังต้องพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่


ในวันที่คุณรู้ตัวว่าพร้อมจะก้าวสู่สนามจริงแล้วคือตอนไหน

ช่วงปี 4 ผมเริ่มส่งเดโม่จัดรายการวิทยุไปที่คลื่นต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น 104.5 Fat Radio คลื่น Seed 97.5 แล้วก็มี Virgin Hits ด้วย แต่อันดับหนึ่งในใจที่เราอยากทำมากที่สุดคือคลื่น Fat เพราะตอนนั้นผมชอบฟังมาก

ตอนส่งเดโม่ไปที่ Fat ผมก็ใจชื้นนะ เพราะว่าพี่ที่เป็นเหมือน Co-Producer เขามาถามผมว่าถ้าได้จัดรายการ แล้วจัดในช่วงประมาณตี 4-6 โมงเช้า ผมโอเคมั้ย เหมือนเขามาลองถามผมดูก่อน ด้วยความที่ผมอยากทำมากอยู่แล้ว จะเวลาไหนก็ได้ จะเป็นช่วงยามไทม์หรือเช้าตรู่ผมก็โอเคหมด แต่ปรากฏว่าเขาให้ผมทำเดโม่ส่งไปอีกรอบ ผมเลยรู้สึกว่าขอเฟดตัวเองออกมาก่อน ขณะที่คลื่น Seed ก็ติดต่อมา จะให้ผมเซ็นสัญญาอยู่แล้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่อยากทำ เพราะใจผมอยากทำ Fat มากที่สุด เพราะผมอินดี้มากในตอนนั้น คิดดูสิว่าผมปฏิเสธคลื่นวิทยุไปแล้วอีกคลื่นเหมือนตัดชอยส์ตัวเองไปเลย ในใจผมยังคิดเลยว่า “พอมีโอกาสมึงก็ไม่เอาเนอะ” 

ส่วนที่ A-Time นี่คือผมไม่ได้นึกถึงเลยครับ เพราะรู้ตัวว่ามันค่อนข้างยากเกินไปสำหรับเรา จนช่วงใกล้จบปี 4 ทางรายการ O:IC จัดโครงการ VJ Search มีรุ่นพี่ชวนไปแคสติ้งดู ผมก็เลยลอง และก็ได้เป็นพิธีกรใน O:IC ครับนั่นคือจุดเริ่มต้นแรกของผมในวงการบันเทิงด้วยการเป็นพิธีกร 


การเป็นพิธีกรนี่หมายความว่าเราหน้าตาดีใช่ไหม

แย่มากพี่...ไปดูรูปผมตอนเป็นพิธีกรปีแรกสิ คือผมว่าน่าจะได้เป็นเพราะผมถนัดพูด ถนัดการขายเสียงมากกว่า แต่โอกาสการเป็นพิธีกรมาก่อนดีเจ เราก็เลยรู้สึกว่าต้องลองแล้ว โชคดีที่ผมมีทักษะในการสื่อสารพอที่จะทำให้คนรู้เรื่อง มันเลยทำให้ได้อยู่ในรายการ หลังจากนั้นในปีเดียวกัน ผมบังเอิญได้รู้จักพีอาร์ของคลื่นวิทยุของ A-Time Media และเขาได้แนะนำให้ผมทำเดโม่ส่งที่ Hot Wave รออยู่เกือบครึ่งปี แล้วผมก็ได้เป็นดีเจที่ Hot Wave ครับ (ยิ้ม) ความรู้สึกแรกคือเหมือนถูกหวยฮะพี่! ตอนนั้นขับรถอยู่แล้วโปรดิวเซอร์โทรมาบอกว่าให้ผมจัดรายการช่วงตี 2-5 ไหวมั้ยยามไทม์อีกแล้ว...แต่ผมก็ตอบตกลงทันทีไม่คิดเลย “โอเคมากครับพี่” จำได้ว่าพอวางสายก็ดีใจ ปล่อยพวงมาลัยแล้วตะโกนเย้ๆ เหมือนคนบ้าอยู่ในรถ ได้เป็นดีเจแล้วเว้ย ความรู้สึกตอนนั้นคือสิ่งที่ผมพยายามมาตลอดมันจะเป็นจริงแล้ว โคตรตื่นเต้นกับการเฝ้ารอวันขึ้นปีใหม่เลย เพราะมันจะเป็นวันแรกที่ผมจะได้จัดรายการวิทยุ ได้นั่งหลังไมค์และเปิดเพลง และเกือบจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้พูดสวัสดีปีใหม่ให้คนฟังทั้งประเทศ 


พิธีกร ดีเจ สู่การเป็นนักแสดง และกลายเป็นหนุ่มฮอตของวงการบันเทิง

ช่วง 2 ปีแรกของการเป็นพิธีกรและดีเจก็เริ่มได้ลองชิมงานละคร ตอนนั้นพี่ตู่ ปิยวดี ให้โอกาสผมไปแคสติ้งซีรีส์เรื่อง จุดนัดภพ ของทางช่อง 3 เป็นงานแสดงครั้งแรกของผม ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผมว่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่ตัวตนของผม ผมไม่เข้าใจการแสดง ไม่รู้ว่าการแสดงคืออะไร แต่ก็มีงานแสดงมาให้เล่นเรื่อยๆ ในใจผมรู้สึกว่าผมเป็นคนอื่นได้ไม่ดีเท่าเป็นตัวเอง การเป็นดีเจมันคือการเป็นตัวเอง มันทำแล้วผมโอเค (นี่คือที่มาที่คนวิจารณ์ว่าคุณแสดงแข็งเหรอ) ผมว่าก็น่าจะใช่นะครับ ผมก็ไม่รู้หรอก แต่มันทำให้ค้นพบอยู่อย่างหนึ่งว่าทุกอย่างที่ทำคือการเรียนรู้ มันจะต้องมีการเจ็บตัว หรือต้องไม่รู้มาก่อน เพื่อจะได้มีการเรียนรู้และเกิดเป็นการพัฒนาตัวเอง ผมว่ามันก็สนุกดี 


เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ครอบครัวเห่อมั้ย

ที่บ้านก็ตื่นเต้นนะ ทุกคนตื่นเต้นหมด เพราะปกติที่บ้านเขาดูละครกันอยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเห็นลูกตัวเองในทีวี ขนาดพ่อผมเป็นคนเงียบๆ แต่เวลาที่ผมแอบถามแม่ว่าพ่อเป็นยังไงบ้าง แม่ก็จะบอกเสมอว่าถ้ามีละครที่ลูกเล่น พอถึงเวลา 2 ทุ่มก็ไปเฝ้ารออยู่หน้าทีวีแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่น่ารักดีนะครับ (ยิ้ม) 


อะไรที่ทำให้ดีเจพุฒเริ่มดังจนมีแฟนคลับกรี๊ดกร๊าด ทั้งที่อยู่วงการมานานพอสมควร

ผมว่าน่าจะค่อยๆ มาจากทีละเรื่อง ค่อยๆ สะสมมา แล้วระเบิดบู้ม ตั้งแต่รับบทพี่เสือ ในซีรีส์ ‘รักนะเป็ดโง่’ ตอนนั้นไม่ได้คาดคิดเลย คือเรื่องนั้นทีมงานก็เป็นทีมที่ทำรายการ O:IC มาด้วยกัน เป็นยุคแรกๆ ที่ซีรีส์เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา คนทำรายการทีวีก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง จากโปรดิวเซอร์ต้องมาลองเขียนบท มาทดลองทำอะไรใหม่ๆ ที่พวกเราไม่ได้โตมากับมัน เรื่องนี้เลยเป็นเรื่องที่เหมือนเรามาช่วยกัน ทำด้วยความสบายใจและสนุกไปกับมัน ผมว่าคนดูชอบอะไรที่มันสบายๆ ซึ่งเรื่องนี้เขาให้อิสระในการเล่นกับผมมาก “มึงเล่นเป็นตัวเองเลย” (ที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะบทนี้มีความเป็นดีเจพุฒหรือเปล่า) ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันนะ 


เมื่อดังแล้ว ข่าวไม่ค่อยดีต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง 

ในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจนะ แล้วก็มีวิธีรับมือผิดๆ ถูกๆ หรือถูกในความคิดตัวเอง แต่ผิดในความคิดของคนอื่น แต่ถามว่าถ้ามองย้อนกลับไป ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ใครสักคนหนึ่งที่มีสปอตไลต์ส่องลงไปใหม่ๆ มันจะมีเรื่องราวเหล่านั้นผ่านเข้ามา ลูปก็จะคล้ายกันหมดเลย ผมจะรู้สึกว่าแต่ละคนจะมีวิธีรับมือกับมันยังไง จัดการอารมณ์ตอนนั้นอย่างไรครับ 


ตอนนั้นวิธีการจัดการของดีเจพุฒเป็นอย่างไร 

บางทีผมไม่ได้เตรียมตัวรับมือ อยู่ๆ วันหนึ่งผมคิดว่าผมรับมือได้แล้วนะในตอนนั้น ความคิดผมบอกว่าผมรับมือได้ แต่คนรอบข้างบอกว่าไม่ได้ หลายคนบอกว่าเวลาผมให้สัมภาษณ์ที่ไหน ดูผมค่อนข้างใส่อารมณ์ แต่ตัวผมเองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใส่อารมณ์ 


ในช่วงแรกที่เริ่มโด่งดัง กับเงาตามตัวคือ #ดาราเรื่องเยอะ 

พวกข่าวมันค่อยๆ มาทีละอย่างสองอย่าง บางอย่างจริงบ้าง บางอย่างไม่จริงบ้าง ผมก็แก้ข่าวเท่าที่แก้ได้ 


อีกเงาตามตัวใต้สปอตไลต์คนดัง #ดาราหน้าใหม่ เปลี่ยนหน้าบ่อยมาก

ตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเปลี่ยนไปยังไง มันมากขนาดนั้นเลยเหรอ โอเค...ผมยอมรับมาตลอดว่าผมทำตา แต่ในช่วงนั้นอาจจะโบท็อกซ์มากไปหน่อย ผมก็ยอมรับว่ามันก็ต้องมีบ้าง ก็อาจจะโดนทักว่าหน้าตึงบ่อยมาก จนบางทีทำให้กลายเป็นมองว่าหน้าผมเปลี่ยนตลอดเวลา เจอจนไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่แล้ว จนตอนหลังๆ เวลาที่พี่ๆ นักข่าวถาม ผมก็จะบอกว่าเอาผมเข้าเครื่อง CT Scan เลยมั้ยจะได้ดูว่าผมทำอะไรมาบ้าง จะได้เคลียร์ๆ จบๆ กันไป หลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องราวแบบนั้นเกิดขึ้นมาอีกเลย 


อีกข่าวที่ฮือฮามากกว่าดาราที่ชอบเล่นกีฬา คือเรื่องภาพที่ออกมามากกว่าการแข่งไตรกีฬาของคุณ

ความจริงมันเริ่มมาจากนี่คือความท้าทายในชีวิตของผมครับ เริ่มจากการวิ่งก่อน ผมลงวิ่งมาราธอนมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว จาก 10 กิโลเมตรเป็น 21 กิโลเมตร ลงวิ่งมาราธอนไป 4 รายการ เริ่มขยับเป็นมาราธอน 42 กิโลเมตร ช่วงแรกๆ ที่ลงวิ่งผมยังคิดเลยว่าใครมันจะวิ่งได้เยอะแยะขนาดนั้นวะ 42 กิโลเมตรเลยนะ ตอนช่วงแรกๆ ที่ลงแข่งวิ่ง 10 หรือ 21 กิโลเมตร ผมก็รู้สึกว่ามันโคตรเหนื่อยแล้ว แต่ตอนหลังมันเหมือนเป็นการท้าทายตัวเองแล้วว่าผมจะทำได้มั้ย ทำได้มากกว่าเดิมมั้ย พอได้เริ่มวิ่งไปหนึ่งรายการ มันเริ่มอยากที่จะลองวิ่งรายการอื่นตามมา พอมันทำเวลาดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็...ต้องมากกว่าวิ่งแล้วมั้ง ต้องมากกว่าวิ่งแล้วล่ะ

พอดีว่ามีเพื่อนๆ ในวงการไตรกีฬาเริ่มมาชวน อย่างพี่ดีเจเอก กฤษณาวารินทร์ เป็นหนึ่งในรุ่นพี่ที่เขาขยับสู่การเล่นไตรกีฬาไปแล้ว เขามาป้ายยาผม เป็นโค้ชให้ผมกลายๆ ด้วย ทั้งแนะนำเรื่องซื้อจักรยาน เรื่องว่ายน้ำ ส่วนวิ่งเป็นงานถนัดของเราอยู่แล้ว ไปๆ มาๆ ผมเลยตัดสินใจลงแข่งดูสักรายการแล้วกัน พอดีช่วงนั้นผมมีถ่ายละครแค่เรื่องเดียว มันก็เลยมีเวลาซ้อมอยู่ประมาณ 3 เดือนก่อนแข่ง ผลการแข่งขันถือว่าออกมาค่อนข้างดีนะครับ อยู่ในระดับกลางๆ ก็แฮปปี้สำหรับตัวเอง และไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยมากถึงขนาดต้องนอนซมหลังแข่ง 

ส่วนเรื่องรูปผมในชุดไตรกีฬานั้น (ยิ้ม) จริงๆ ชุดปั่นจักรยานมันเป็นชุดที่ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตเป้าอยู่แล้ว ทุกคนที่ใส่มันจะมีความหมกอย่างที่เขาเรียกกันจริงๆ ยิ่งชุดของผมดีไซน์และลวดลายมันหวือหวาด้วยเลยยิ่งทำให้เด่นขึ้นมาอีกอย่างทุกคนที่ลงแข่งเขาจะมี Bib หรือป้ายที่ติดเลขประจำตัวของคนแข่งแปะไว้ที่เอวและมีสายรัด จริงๆ มันช่วยปกปิดเวลาที่ช่างภาพถ่ายรูปไปด้วยในตัว แต่พอมันเป็นไตรกีฬามันมีว่ายน้ำด้วย บางทีมันไม่สะดวกเวลาที่เราว่ายน้ำ มันก็ต้องเอาออก หรือย้ายตำแหน่ง ทุกคนเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกัน 


นั่นเลยทำให้ไม่ได้ระวังตัว

มันระวังไม่ได้ครับ ไม่รู้จะทำยังไงดีไม่ให้เห็น ทุกคนก็เผชิญสถานการณ์เดียวกันหมด ลองดูนักกีฬาไตรกีฬาผู้ชายคนอื่นได้เลย (แฟนหวงไหม) วันที่ฟิตติ้งชุดแรกๆ เขาก็ทักนะว่าใช่เหรอ! คือเขาเล่นกีฬาก็จริง แต่ไม่ได้ลุยถึงขั้นไตรกีฬา ปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ เขาก็ไม่ค่อยชินกับชุดแบบนี้ ความจริงตอนแรกผมก็ไม่ชินนะ ถามพี่เอกว่ามีชุดที่มันราบกว่านี้มั้ย เขาบอกว่า “เดี๋ยวมึงก็ชินไปเอง แรกๆ กูก็เหมือนมึง แต่พอมึงไปแข่ง ไปอยู่ในที่ๆ ทุกคนเป็นเหมือนมึง เดี๋ยวก็ชินไปเอง” แล้วมันก็ชิน แต่วันแข่งก็มีแฟนคลับไปเชียร์ ไปถ่ายรูป บางรูปมันเลยเป็นอย่างที่เห็นครับ (ยิ้ม) 


ข่าวที่เป็นเงาตามตัวใต้สปอตไลต์อีกอย่างของคุณคือเรื่องของความรัก จากคู่จิ้นสู่คู่จริงใช่ไหม

ใช่ๆ (มันสปาร์กกันมาจากในละครเหรอ) ในละครเราไม่ได้สปาร์กกันครับ ละครเรื่อง ฝันเฟื่อง มาก่อน รักนะเป็ดโง่ อีกครับ ช่วงที่เล่นละครเรื่องเดียวกัน เราเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่า ทุกคนในกอง ฝันเฟื่อง สนิทกัน ทำงานกับจุ๋ยก็เหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกัน แกล้งกันไปมา คนดูส่วนหนึ่งก็เชียร์ก็จิ้นคู่เรา อาจจะเพราะว่าด้วยบทบาทและเนื้อเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายรวยมาก แต่ฝ่ายหนึ่งปลอมตัวมาเป็นคนขับรถ อีกฝ่ายเป็นคนรับใช้ คนเลยพยายามจิ้นกัน แต่ตอนนั้นมันไม่มีอะไรจริงๆ 

ซึ่งตอนถ่ายละครเรื่อง ฝันเฟื่อง เราก็ต้องมาเจอมาใช้ชีวิตด้วยกันประมาณ 7-8 เดือน ทำให้ได้เห็นว่าแต่ละคนมีนิสัยแบบไหน คาแร็กเตอร์เป็นอย่างไร คุณจุ๋ยเขาเป็นคนลุยๆ แมนๆ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกชอบก็คือเขาเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับเพื่อนๆ ในการทำงาน สมมติว่าเขามีขนมมา หรือสั่งของกิน เขาจะไม่ได้สั่งมากินแค่นักแสดงด้วยกันหรือแบ่งแค่ผู้กำกับ แต่เขาจะเผื่อทีมงานคนอื่นด้วย ทีมกล้อง ทีมไฟ เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สวยงามที่มีอยู่ในความมีน้ำใจของใครสักคน ตอนนั้นผมคิดแค่นั้นเฉยๆ แถมต่างฝ่ายต่างมีแฟนกันอยู่แล้วด้วย 


เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เลยทำให้ทั้งคู่สปาร์กกันจนได้ 

ถึงละครจะจบไป แต่กรุ๊ปไลน์ของ ฝันเฟื่อง ยังมีอยู่ ผมมีกรุ๊ปไลน์จากกองละครเยอะมาก แต่ว่าจะแอ็กทีฟต่างกันในแต่ละกรุ๊ป ซึ่ง ฝันเฟื่อง นี่แอ็กทีฟมากที่สุดแล้ว ถึงแม้ละครจะจบไปแล้ว เพราะนักแสดงในเรื่องสนิทกันหมด อัพเดตเรื่องราวกันตลอด จนทั้งผมและคุณจุ๋ยก็โสด


ใครบุกใครก่อน

ไม่มีใครบุกใครครับ มันเริ่มจากคุยกันเหมือนเพื่อน เริ่มมีคุยกันนอกรอบบ้าง เราเริ่มจากเพื่อนนั่นแหละ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนสถานะมาเป็นคนรู้ใจ ตัวผมเล่าให้เขาฟังนะว่าผมประทับใจความมีน้ำใจของเขาตั้งแต่ตอนถ่ายละครแล้ว เขาดูเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ดี ผมชอบที่เขาเป็นแบบนั้น ส่วนเขา...ไม่ได้บอกอะไรนะ (หัวเราะ) 


ข่าวที่ตามมาคือพุฒและจุ๋ยซุ่มเงียบคบกัน

จริงๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่เปิดตัวนะ ถ้าลองไล่ไทม์ไลน์คู่ของเราเปิดเผยมาตลอด แค่ยังไม่ได้ใช้คำว่าแฟน เราใช้คำว่าความสุขของกันและกัน มันก็เหมือนเปิดตัวกลายๆ แล้วนะ คือเราไม่ได้รู้สึกว่าต้องคอยปิดบังเวลาไปไหนมาไหน ลงรูปในอินสตาแกรมไม่ได้ เราเปิดเผยตลอด แต่มันก็มีช่วงเวลาของมันในการที่เราเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว คนที่ติดตามเราก็เห็นความเคลื่อนไหวของเราอยู่ 


ไม่เปิดตัวว่าเป็นแฟน เพราะกลัวเรตติ้งตกหรือเปล่า 

ไม่ได้กลัวนะครับ คือเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถไปด้วยกันได้ ผมคิดว่าเรื่องความดังหรือเรตติ้งยังไงวันหนึ่งมันก็ต้องตกลงมาอยู่แล้ว มันเหมือนสังขารของคนเรา วันนี้ผมยังหนุ่มยังแน่น กล้ามแน่น ซิกซ์แพ็กแน่น แต่วันหนึ่งมันก็เหี่ยวลงวันหนึ่งเราจะมีพุง ฟันหลอ มันเหมือนกันครับ แค่จะเกิดช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง 


ตรงกลางระหว่างคุณสองคนคือตรงไหน ขณะที่จุ๋ยดูเหมือนคนลุยๆ ส่วนพุฒก็ดูจะมุ้งมิ้ง

หลายๆ อย่างมันค่อยๆ เปิดออกมาทีละนิดครับ คุณจุ๋ยเขาเป็นผู้หญิงแมนๆ แต่เขาก็มีมุมของความเป็นผู้หญิงขี้อ้อน อ้อนแอ้นแบบผู้หญิ้งผู้หญิงมากเลย ส่วนตัวผม คนอาจจะเห็นจากรูปในอินสตาแกรมที่หลายคนมองว่ามุ้งมิ้ง แต่บางทีภาพที่เห็นอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น คาแร็กเตอร์หรือบุคลิกของเราคงหวานเหมือนหน้าเรา แต่ตัวจริงของเราค่อนข้างนิ่ง ก็มีความเฮฮาบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นมุ้งมิ้งอะไรอย่างนั้น ซึ่งภาพรวมไลฟ์สไตล์ของเรากับคุณจุ๋ยก็คล้ายๆ กัน มีความบ้านๆ เหมือนกันครับ (บางคนมองว่าจุ๋ยมีความเป็นสาวห้าวๆ เท่ๆ) เขาทำไปอย่างนั้นเองครับ (หัวเราะ) แซวเล่นครับ คือคุณจุ๋ยมีความเท่ของเขาอยู่แล้วล่ะ ด้วยลุคเขาดูเป็นสปอร์ตเกิร์ล อาจจะดูแมนๆ แต่ถ้าเขาแต่งหญิงจะมีความหวานอีกฟีลหนึ่งเลย


นานแค่ไหนจึงใช้คำว่าแฟนได้ 

สักพักหนึ่งเลยครับ คือเราจะมีความเขินๆ อยู่เหมือนกัน เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน เป็นเพื่อนชนิดที่คอยแกล้งกันด้วยนะ ช่วงก่อนหน้านั้นเราแกล้งกัน พูดจากันแบบไม่น่าจะเป็นแฟนกันได้ แล้วพอวันหนึ่งมันเริ่มที่จะคบกันแล้ว มันก็จะรู้สึกว่าเราต้องทำยังไงกันดีนะ ต้องจับมือกันมั้ย หรือต้องทำยังไง ต้องเปลี่ยนชื่อที่เคยเรียกกันเป็นสรรพนามอื่นๆ แบบที่แฟนเขาเรียกกันยังไงดี 


อุปสรรคของความรักคืออะไร

อุปสรรคมากที่สุดคงเป็นเรื่องข่าวครับ 


คู่รักดาราที่ถูกต่อต้านเหรอ

ตอนนั้นเราได้รับฉายาเลยว่า ‘คู่จิ้นฟินไม่ลง’ มีเพจแอนตี้เรา ในช่วงนั้นถือเป็นอุปสรรคทางความรู้สึกต่อสภาพจิตใจของเราพอสมควรเลย เราคุยกันตลอด ให้กำลังใจกันตลอด เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นเหมือนที่ในเพจแอนตี้เขียนถึงเรานะ เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่หลายคนไม่ชอบเรา แล้วมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียไปต่างๆ นานา เราก็ได้แต่ให้กำลังใจกันว่าวันหนึ่งเดี๋ยวคนที่รักเราจริงๆ เขาจะเห็น จะมากหรือน้อยแต่ก็เป็นคนที่รักพวกเราจริงๆ และเวลาจะพิสูจน์เรื่องของคู่เราเองจะเห็นว่าเราผ่านมันได้ดีมากน้อยแค่ไหน 


กระแสต่อต้านเหล่านั้นเคยแรงมากจนทำให้พวกคุณยอมแพ้บ้างไหม 

ไม่มีเลยครับ คือเรารู้สึกว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดของเราคือกำลังใจและความเข้าใจที่มีให้กัน ในวันที่เราคุยกัน เราเปิดใจที่จะคบเป็นแฟนกัน ในความรู้สึกของเราเองเวลาที่มีแฟนสักคนหนึ่ง เราจะรู้สึกได้เองว่าคนนี้จะอยู่กับเราได้ตลอดไหม คนนี้เข้ากับเราได้ไหม อาจจะเข้ากันได้แหละ แต่ในวันที่ต้องเดินไปด้วยกันในชีวิตจริงมันอาจจะไปด้วยกันไม่ถึงสุดทาง มันจะมีความรู้สึกนั้นนะ เราจึงมีคำตอบในใจของเราที่รู้สึกได้ ซึ่งกับตัวจุ๋ยมันมีคำตอบนั้นอยู่ในใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เราคุยกัน ผมรู้สึกว่าคนนี้คือคนที่ผมรู้สึกว่าสามารถใช้คำว่า ‘หามานาน’ (หัวเราะ)


พรหมลิขิตเหรอ

ตอนแรกไม่เชื่อนะ พรหมลิขิตอะไรวะบ้าบอ พอโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้วเราได้ตกตะกอนว่าทำไมมนุษย์เราถึงต้องมาเจอกับคนที่ไม่ได้โตมาจากจังหวัดเดียวกัน ไม่ได้เกิดจากคนข้างบ้าน เป็นใครก็ไม่รู้ 

อยู่ดีๆ วันหนึ่งเด็กชาวสวนอย่างเราจะได้มาทำงานกรุงเทพฯ ได้มาเจอนักแสดงเยอะแยะได้มาเจอคุณจุ๋ย มันเพราะอะไร อะไรวะ? เราตั้งคำถามเล่นๆ แบบนี้ แล้วลองหาคำตอบดูมันไม่มี...เออ มันคือพรหมลิขิตนะ หรือชาติที่แล้วทำบุญมาด้วยกันเหรอ (ยิ้ม) คือทุกคนที่เราเจอ เราก็คิดว่าเราทำบุญมาร่วมกันเมื่อชาติที่แล้วบางคนเจอกันแล้วอยู่ด้วยกันนานเลย เราคงทำบุญด้วยกันมาเยอะ ชาตินี้เลยอยู่ด้วยกันยาวนาน ผมว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น 


ขอย้อนกลับไปตรงที่คุณบอกว่าเราจะเรียกชื่อแทนตัวกันว่าอย่างไรดี เป็นเรื่องซีเรียสมาก

เท้าความไปตอนที่เล่นละครด้วยกันก่อนว่า ตอนถ่ายเราจะมีฉายาที่เรียกกันเองในกอง คุณจุ๋ยจะเรียกผมว่ายีราฟ เพราะผมตัวสูง ขายาว เก้งก้าง ส่วนผมเรียกเขาว่าฮิปโป เพราะเขาผิวสีแทน (หัวเราะ) แล้วยิ่งวันไหนที่อากาศร้อนๆ มีถ่ายเอาต์ดอร์ ตัวเขา หน้าเขาก็จะมันๆ เลื่อมๆ คล้ายฮิปโปตัวเปียก เขาเรียกเราว่ายีราฟ ผมก็เรียกเขาว่าฮิปโป จริงๆ ภาพในหัวมาจากตัวการ์ตูนในเรื่องมาดากัสการ์

พอมาเป็นแฟน สรรพนามมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย เริ่มมีคำแทนชื่อ คงเหมือนๆ คู่รักทั่วไป ไอ้อ้วนบ้าง ไอ้หมาน้อยอะไรแบบนี้ สรรพนามก็เปลี่ยนไปเรื่อย แต่ละชื่อจะมีช่วงเวลาของมัน เรียกไปสักพักหนึ่งก็จะมีชื่อใหม่มาเรียกอีกแล้ว หรือบางทีเราเอ็นดูจากมุมไหนของร่างกายก็จะใช้เรียก 


อะไรที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด 

ผมรู้สึกว่าคนนี้คือคนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย อย่างที่บอกว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราข้างใน แล้วผมก็ได้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าผมไม่ได้จริงจังกับคนนี้ แล้วถ้าสมมติว่าผมปล่อยให้เขาผ่านไป โดยที่ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหลังจากนั้น ผมจะได้เจอคนดีๆ แบบนี้อีกไหม แน่นอนว่าผมอาจจะได้เจอใครอีก แต่ไม่รู้ว่าคนที่ผมเจอจะดีกว่ามากหรืออาจไม่ดีเลยก็ได้ ผมคิดว่าผมรู้สึกโอเคและแฮปปี้กับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก บวกกับว่าเรา 2 คนเป็นคนชอบเด็กทั้งคู่ ช่วงเวลาที่คบกัน เวลาที่เราเจอเด็กๆ เราต่างชอบ เราหมั่นเขี้ยว เรารู้สึกตรงกันว่าอยากมีลูก ซึ่งไม่ควรให้เวลานานไปมากกว่านี้ เราไม่อยากมีลูกตอนอายุเยอะ เพราะแก่แล้วมันไม่สนุกกับการเลี้ยงลูกแล้ว 

เป็นเรื่องที่ทั้งตัวผมคิดเองด้วย และเริ่มพูดคุยมีการแชร์ความรู้สึกกัน ปรากฏว่าเราก็มีความคิดที่คล้ายกัน ซึ่งเราคิดแบบนี้กันมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่คบกันเลย เมื่อความคิดต่างๆ เราคล้ายกัน ถ้าอย่างนั้นเราก็รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม รอเวลาที่พร้อมแล้วลุยเลย โดยฤกษ์แต่งงานของเราได้มาตั้งแต่ช่วงประมาณปลายปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นการคุยกับผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย มีพระอาจารย์ที่เราเคารพนับถือเป็นคนจัดหาฤกษ์ยามให้ คือคุณจุ๋ยเขาเป็นคนเชื่อเรื่องฤกษ์ เรื่องโชคนิดหนึ่ง (ยิ้ม) 


แล้วเรื่องโชค ฤกษ์ยาม มีผลต่อตัวคุณเองไหม

ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่พออยู่ด้วยกันแล้วมันก็ต้องมีส่วนผสมกัน ผมก็มีบางเรื่องที่เชื่อตามเขาไปด้วย บางเรื่องผมรู้สึกว่าเชื่อไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ดี 


คิดอย่างไรที่เขาเชื่อกันว่าก่อนแต่งงานมักมีมารผจญ 

ไม่มีฮะ 


ไม่ทะเลาะกันบ้างเลยเหรอ

เราทะเลาะกันน้อยมากเลยครับ ตั้งแต่ตอนที่เราตัดสินใจคบกัน เราแชร์ประสบการณ์ความรักของตัวเองที่มันพังไปแล้ว มันพังเพราะอะไร คือเมื่อก่อนผมเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาทะเลาะกันก็ไม่อยากเคลียร์ตอนนั้น เราปล่อยให้เรื่องราวมันข้ามวัน เราเดินหนีมันออกมา ส่วนตัวเขาก็ทำคล้ายๆ ผม เราเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่ทะเลาะกันแล้วไม่ยอมเคลียร์เรื่องให้จบในวันเดียว ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป ข้ามวัน ข้ามเป็นอาทิตย์ สุดท้ายมันกลายเป็นการทำลายความรู้สึกของการใช้ชีวิตคู่ 

เราก็เลยบอกกันว่าถ้าทะเลาะกัน อย่าเดินหนีกันนะ เคลียร์กันให้จบเถอะ ปรับอารมณ์ให้เร็ว เพื่อรักษาความรู้สึกดีๆ ที่เราสร้างกันมาจะได้ไม่ถูกทำลายไป เรื่องทะเลาะมันเลยมีน้อยมากครับ 


ตกลงเรื่องการแต่งงานแล้ว ฤกษ์ยามก็ได้มาแล้ว ทำไมยังต้องคุกเข่าขอแต่งงานอีก

มันเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ทำครับ ความจริงผมตั้งใจจะทำก่อนที่เรื่องแต่งงานของเราจะออกมาเป็นข่าว อย่างที่บอกว่าคุณจุ๋ยเขาเป็นคนเชื่อเรื่องฤกษ์ชนิดที่ว่าจะบอกนักข่าวยังต้องมีช่วงเวลาของเขาเลยนะ (ยิ้ม) เขาขอคำปรึกษาพระอาจารย์เสมอ ช่วงที่จะแจ้งพี่นักข่าว ช่วงการขอแต่งงานต่างๆ 

ซึ่งผมแอบไปถามพระอาจารย์เองต่างหากด้วย (ยิ้ม) ว่าจะซื้อแหวนไปขอเขาแต่งงานดีไหม ท่านแนะนำว่าให้ทำหลังช่วงเดือนเมษายน แต่ข่าวเรื่องแต่งงานของเรามันก็เป็นข่าวออกมา คนนั้นคนนี้รู้เรื่องของเราหมดว่าเราไปจองโรงแรม เรามีฤกษ์แต่งงานแล้ว เรื่องงานแต่งของเราก็จะเป็นข่าวออกมาเรื่อยๆ จนวันที่ได้ฤกษ์บอกนักข่าวจริงๆ ก็ออกมาบอกพี่ๆ นักข่าว แต่ผมยังไม่ได้ขอแต่งงานจริงจังสักที ซึ่งผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนแหละที่อยากมีโมเมนต์นี้เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในชีวิต และผมก็ได้คุกเข่าขอเขาแต่งงานที่ไอซ์แลนด์ 


ช่วยเล่าเรื่องแฮชแท็กฆ่าคนโสด อย่าง #ทุกที่คือพรีเวดดิ้งpj และรูปพรีเวดดิ้งที่แท้จริงคือรูปไหน 

ครับ ทุกที่คือพรีเวดดิ้งจริงๆ และรูปพรีเวดดิ้งจริงๆ ไม่มีครับ (ไม่มีการจ้างช่างภาพถ่ายรูปคู่แต่งงานแบบคนอื่นๆ เหรอ) ไม่มีครับ คอนเซ็ปต์ของเราคือทุกที่คือพรีเวดดิ้ง เพราะว่าเราไปเที่ยวกันแต่ละที่มันก็จะมีโมเมนต์แห่งความทรงจำจากภาพเหล่านั้นที่เราถ่ายเก็บไว้ หรือภาพที่เพื่อนถ่ายเก็บไว้ มันจะมีความเรียลที่อยู่ในแต่ละภาพที่เคยได้เที่ยวมาในแต่ละที่ มีอีกหลายภาพที่เราเก็บไว้ไม่ได้ลงโซเชียลฯ ให้ใครได้ดู พอเราเอามาดูมันมีรูปเก็บไว้เยอะมาก และมีหลายโมเมนต์ที่ดีเหมือนกันนะ ทั้งชุด เสื้อผ้า หน้าผม ที่ดูดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องประโคมเซ็ตอะไรให้มากมาย หน้า ผม ไม่ต้องเซ็ต ซึ่งมันดูเรียลและสวยด้วยตัวมันเอง จนหลายครั้งเวลาไปเที่ยวเพื่อนก็แซวว่ามาพรีเวดดิ้งกันเหรอ เออ...มันทำให้เรารู้สึกเหมือนพรีเวดดิ้งจริงๆ และทุกที่มันคือพรีเวดดิ้งได้จริงๆ เราก็เลยทำแคปชั่นขึ้นมา และสร้างเป็นเพจจริงจังขึ้นมาเลย ชื่อว่า PJeverywhereinlove 


รู้สึกอย่างไรเมื่อวันแต่งงานใกล้เข้ามาทุกที 

เป็นช่วงที่วุ่นวายมากพอสมควร ทั้งเรื่องพาพ่อแม่พี่น้องไปตัดชุด เลือกแหวน ซื้อของที่ต้องอยู่ในสินสอด เวลาราคาทองลดลงก็รีบไปซื้อ ส่วนเรื่องความพร้อมไม่พร้อม ผมว่ามันก็พร้อมอยู่ในทุกๆ วันครับ มันจะกลายเป็นอีกวันที่ก้าวไปสู่อีก
สเต็ปหนึ่งของชีวิตที่เราจะเดินต่อไป 


ซีเรียสเรื่องสินสอดไหม

ไม่ครับ คู่เราเป็นคู่ที่สบายๆ เอาตามที่เห็นสมควร แล้วช่วงเดือนนี้ (ตุลาคม) เป็นช่วงที่เราทยอยเก็บรายละเอียดต่างๆ ยังเป็นช่วงที่แจกการ์ดแต่งงานให้กับผู้หลักผู้ใหญ่และคนในวงการบันเทิงกันอยู่

 

เมื่อฝ่ายหญิงเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม แล้วเรื่องการที่สามีต้องเก็บเงินไว้กับภรรยานี่เชื่อไหม

ไม่ได้เก็บครับ กระเป๋าใครกระเป๋ามัน แต่ว่าตอนนี้เราสร้างบ้านกันอยู่ด้วย เราก็จะมีบัญชีหนึ่งที่ตั้งไว้เป็นบัญชีกลางด้วย เมื่อเราทำงานนี้เสร็จเราจะตัดเงินส่วนหนึ่งจากการผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด แล้วโยนเข้ามาในบัญชีกลางสำหรับค่าบ้านนี้ 


ที่บอกว่าอยากมีลูก คิดไว้แล้วหรือยังว่าจะเป็นพ่อแบบไหน

ไม่รู้เลยครับ ผมเคยแค่ไปเล่นกับเด็กๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นพ่อแบบไหน ตัวผมเป็นคนชอบเล่นกีฬา ถ้าผมเลี้ยงลูกผมคงอยากให้เขาเติบโตมาด้วยความแข็งแรง สปอร์ตๆ หน่อย อยากให้เขาลุยๆ หน่อย


มาถึงวันนี้คุณมองตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

ผมว่าชีวิตผมโชคดีกว่าหลายคนที่เขาไม่ได้มีชีวิตเหมือนผม หรือมีความเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตสุขสบายมากขึ้นเหมือนผมบางคนอาจยังต้องต่อสู้กับชะตาชีวิตของตัวเองอยู่เลย ส่วนในจุดที่ผมยืนอยู่ทุกวันนี้ ผมโชคดีมาก ผมมีมากกว่าที่เคยคาดคิดไว้เยอะ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะทำงานหาเงินได้มากขนาดนี้ 

ผมโตมาจากบ้านที่ทำอาชีพเกษตรกร บ้านของผมเป็นแบบนั้น ผมมีการต่อสู้อยู่ แต่ก็ยังต่อสู้ไม่หนักเท่าหลายๆ อาชีพที่เขาต้องต่อสู้กันมากกว่านี้ หลายครั้งเวลาที่ผมท้อกับงานที่ทำ มันทำให้ผมมองหลายอย่างรอบตัว คนที่ดิ้นรนต่อสู้กับชะตาชีวิต มีคนลำบากกว่าผมอีกเยอะมาก ชีวิตตอนนี้ของผมมีความสุขไหม คำตอบคือมีความสุข ผมก็ต้องก้าวต่อไปในสิ่งที่ผมตั้งใจ ผมรู้ตัวว่าเคยลำบากมามากขนาดไหน ผมกลัวไหมที่จะกลับไปลำบากอีก ไม่ได้กลัวนะ แต่ถ้าคนเราเลือกได้ก็ไม่อยากให้ผมและคนที่ผมใช้ชีวิตด้วยต้องลำบากไปกับผม ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูก หรือคนใกล้ตัว 

ผมเองลำบากได้ แต่ไม่อยากให้พวกเขาต้องลำบากเหมือนชีวิตที่ผ่านมาของผมอีกแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตั้งใจก็คือตั้งใจทำงานในทุกสิ่งที่ผมทำได้ และทำมันออกมาให้ดีที่สุด