Born This Way - จีน่า วิรายา ภัทรโชคชัย

11.06.18 1,398 views

“เราหวังมาก ตอนที่ยืนในรอบFinal Walk กัน 3 คน แล้วเขาประกาศชื่อเป็นติช่า (กันติชา ชุมมะ) เราก็ยิ้มดีใจกับเพื่อน แต่พอกลับบ้านนอนร้องไห้ทั้งคืน” ประโยคสั้นๆ ช่วงเริ่มต้นการสนทนากับจีน่า-วิรายา ภัทรโชคชัย ผู้ชนะเลิศจากการประกวด The Face Thailand ซีซั่น 4 All Stars มาหมาดๆ กล่าวถึงความรู้สึกผิดหวัง เมื่อครั้งที่ประกวด The Face Thailand ซีซั่น 2

แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดเพราะอิจฉาหรือริษยาแต่อย่างใด เพราะด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของจีน่านั้นเต็มไปด้วยความสดใส แม้ว่าการแข่งขันครั้งนั้นของจะจบลงด้วยการไม่เป็นผู้ชนะ แต่ชื่อของจีน่า The Face ก็กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในวงการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งวันที่มีการจัดประกวด The Face Thailand ซีซั่น 4 All Stars ที่ทำให้เธอต้องทบทวนความคิดอีกครั้งว่าจะกลับไปสานฝันให้สำเร็จหรือพบความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม


ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ผ่านมา 4 เอ้อ...5 วันแล้ว ทุกวันที่ตื่นนอนยังรู้สึกตื่นเต้น เหมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ เพราะนี่คือความฝันของเราตั้งแต่ซีซั่น 2 แล้วพอวันนี้เราทำได้จริงๆ มันทั้งรู้สึกว่าฉันทำสำเร็จแล้วนะ! สลับกับความรู้สึกว่าจริงเหรอเนี่ย? สุดท้ายก็จะตัวลอยๆ เบาหวิว ดีใจจังเลย เราทำสำเร็จแล้ว ความสำเร็จเพิ่มขึ้นอีกก้าวหนึ่ง (น้ำเสียงดีใจ)


จีน่าหวังกับการเป็น The Winner มากเลยเหรอ  

มากค่ะ ตอนซีซั่น 2 เราหวังมาก หวังแบบตอนที่ยืนในรอบ Final Walk กัน 3 คน มีเรา ติช่า และกวาง แล้วเขาประกาศชื่อว่าเป็นติช่า เราก็ยิ้มดีใจกับเพื่อน แต่พอกลับบ้านนอนร้องไห้ทั้งคืน แต่ติช่าไม่รู้นะ คือเราก็เป็นเพื่อนกันอยู่ดี มันเป็นแค่ความเสียใจของเรา เสียใจเงียบๆ คนเดียว ไม่อยากให้ใครเศร้าไปด้วย ซึ่งความจริงแล้วเราก็พอรู้ตัวว่าเราไม่ได้แน่ๆ เพราะวันนั้นรู้ว่าเดินต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง ไม่เคยเดินแบบแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย รู้เลยว่าไม่ได้แน่นอน 


มาตรฐานของจีน่าคืออะไร 

ตั้งแต่ซีซั่น 2 เรารู้ว่าจุดแข็งของเราคือการเดินแบบ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนก็รู้เช่นกัน ซึ่ง Final Walk มันคือการเดินแบบ ทั้งๆ ที่เราควรจะทำออกมาได้ดี แต่กลายเป็นวันที่แย่มากวันหนึ่งในชีวิต ความรู้สึกข้างในของเราคือรู้ตัวเลยว่าเราไม่ได้ เราทำได้ไม่ดี เราแบกทุกอย่างไว้เต็มไปหมด ความประหม่า ความกังวล และความกดดัน ทั้งจากตัวเราเองและจากคนรอบตัว ถึงแม้ว่าหลายคนชมว่าสวยมากเหมือนนางพญา แต่ลึกๆ เรารู้ตัวว่านี่มัน 50 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถเราเอง


รู้ตัวตั้งแต่เด็กเลยหรือว่าจุดแข็งของจีน่าคือเดินแบบ

ในวัยเด็กไม่ได้คลั่งไคล้เรื่องพวกนี้เท่าไร เพราะโตมากับพี่ชาย แอบพ่อไปดีดลูกแก้ว เล่นปืนอัดลม ปั่นจักรยาน ชีวิตประจำวันห่างไกลคำว่าเดินแบบ จะมีบ้างก็ตอนกินข้าวหรืออยู่คนเดียวแล้วเปิดทีวีดูพวกนางแบบต่างประเทศบ้าง มารู้ตัวจริงจังอีกทีก็ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 2-3 แล้ว พอเปิดเพลงมาก็เดินแบบได้เลย รู้สึกเหมือนอยู่ในสายเลือดขึ้นมาเอง

เมื่อก่อนจีน่าเป็นเด็กตัวเล็กมาก จนเปิดเทอม ม.3 เราตัวสูงขึ้นแบบพรวดพราดมาก จากเด็กหัวแถวต้องไปยืนท้ายแถว กลายเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวสูงที่สุดในห้องภายในเวลาเทอมเดียว จนเพื่อนๆ งง ตัวเราเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ สูงขึ้นเร็วขนาดนี้ เพราะจีน่าไม่ได้ทำอะไรพิเศษ คิดว่าน่าจะได้เชื้อความสูงจากคนในครอบครัว (ยิ้ม) ช่วงแรกๆ ก็ปรับตัวยังไม่ชินเท่าไร พอเริ่มชินคนเริ่มทักว่าขาสวย 

เฮ้ย...ความฝันใกล้ความจริงอีกนิดนึงแล้วนี่นา เริ่มสนใจการเดินแบบมากขึ้น คราวนี้ไม่ใช่แค่ดูในทีวี แต่เริ่มหัดเดินแบบเล่นๆ ที่บ้าน เดินให้ญาติๆ และคนในบ้านดู เริ่มนั่งดูเวลาแม่แต่งหน้า พอแม่เห็นบ่อยๆ เขาคงรู้แล้วว่าเราชอบทางนี้  ช่วงเรียนอยู่ ม.3-4 เขาเลยส่งจีน่าไปเรียนคอร์สการแสดงที่กันตนาอย่างจริงจัง มีทั้งหมด 4 คอร์สคือปรับบุคลิกภาพ เรียนเต้น เดินแบบ และการแสดง 


ครอบครัวไม่ต่อต้านการเข้าสู่วงการบันเทิงของลูกสาวบ้างหรือ

ไม่ค่ะ เพราะคุณอาก็เป็นดาราอยู่แล้ว (ทองขาว ภัทรโชคชัย) ที่บ้านเลยฟรีกับงานสายบันเทิง แต่ไม่ได้ฟรีสไตล์ถึงขั้นว่าจีน่าจะถ่ายอะไรก็ได้ ถ่ายโป๊แค่ไหนก็ได้ ไม่ถึงขั้นนั้น ซึ่งพอช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเริ่มมีงานให้ทำมากขึ้น จนไม่ค่อยมีเวลากลับบ้าน ทางบ้านจึงเริ่มถามถึงงานว่าเป็นอย่างไร โป๊ไหม ซึ่งจีน่ามีลิมิตให้ตัวเองอยู่แล้ว ความจริงจีน่าหัวโบราณนะ เพิ่งมาเริ่มกล้าใส่เสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว

ทางบ้านไม่ได้ห้ามนะ แต่ถูกปลูกฝังมาว่าการใส่กางเกงขาสั้นแต่งตัวโป๊มันไม่น่ามอง เราเองก็เพิ่งมาเปิดกว้างว่ามันคือแฟชั่นก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใจกล้าขนาดนั้น เช่น ถ้าเราใส่เสื้อสายเดี่ยว เราจะไม่ใส่กับกางเกงขาสั้น รองเท้าส้นสูง มันดูโป๊เกินไป หรือถ้าจะใส่กางเกงขาสั้นท่อนบนก็ต้องเป็นเสื้อแขนยาว ใส่เสื้อเว้าหลังได้แต่ข้างหน้าต้องปิด โชว์ได้บางส่วนค่ะ มันมีเสน่ห์ ดูน่าค้นหากว่า มันเกิดจากจีน่าชอบมองเวลาผู้หญิงสวยๆ แต่งตัว ชอบดูเคนดัล เจนเนอร์ จีจี้-เบลล่า ฮาดิด พวกนี้เขาเปรี้ยวมาก เราอาจจะแต่งตามไม่ไหว แต่เราเอามาปรับให้เข้ากับตัวเองค่ะ


วัยเด็กมุ่งมั่นสู่เส้นทางนางแบบขนาดไหน

อย่างที่บอกว่าอยู่ๆ ก็สูงขึ้น เลยเริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมโรงเรียน แต่ทำไปสักพักก็เลิกทำ เพราะติดเพื่อนมากกว่า ช่วงที่เรียนการแสดงก็เหมือนกัน เราสนุกกับการเล่นละคร คนอื่นเห็นว่าเราทำได้ เริ่มมีงานละครติดต่อมา แต่สุดท้ายก็ยังอยากใช้เวลากับเพื่อน และจีน่ายังรู้สึกว่าเรายังไม่เก่งพอ ยังเด็กเกินไป ยังไม่พร้อมจะมาทำงานตรงนี้เท่าไร


ดูเหมือนเป็นเด็กที่มีอิสระในการใช้ชีวิต อย่างนี้คือเด็กสปอยล์หรือเปล่า 

การเรียนของจีน่าขึ้นๆ ลงๆ เหมือนเด็กหลังห้องทั่วไป (หัวเราะ) แต่เราไม่เคยสอบตก เราเกเรบ้าง แต่ไม่ทิ้งการเรียน ไม่ใช่หนอนหนังสือ และไม่ได้เรียนเก่งเหมือนพี่ชาย แต่เราเอาตัวรอดได้ตลอด ถ้าถามว่าพี่ชายเก่ง แล้วเราเรียนไม่เก่ง ทำไมไม่ให้พี่ชายช่วยติวช่วยสอน ตอบเลยว่าไม่ค่ะ...ไม่ชอบ เพราะจีน่าเป็นคนชอบจัดระเบียบ จัดการทุกอย่างในชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เล็กจนโต ตอนเด็กชอบเป็นหัวหน้า เป็นหัวหน้าพี่ชาย บางทีก็หัวหน้าพ่อแม่ (ยิ้ม) ชอบสั่งคนอื่น ชอบสร้างมาตรฐานให้ตัวเองและคนอื่นๆ เลยให้พี่ชายสอนไม่ได้แน่

ถามว่าเป็นเด็กสปอยล์มั้ย...ไม่ใช่เด็กอย่างนั้นเลย เราเป็นลูกคนเล็กก็จริง พ่อและหลายคนตามใจนิดนึงจริงๆ ค่ะ แต่ยังไงดีล่ะ...คือสุดท้ายแล้วเรารู้ว่าตรงไหนที่ไม่ดี เราไม่มีทางจะพาตัวเองไปอยู่จุดที่ทำให้ตัวเองแย่ อย่างตอนมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ที่บ้านพูดกับเราแค่ว่าไม่จำเป็นต้องเรียนจนได้เกียรตินิยม ไม่ต้องขลุกอยู่แต่กับหนังสือเรียน เรียนรู้ชีวิตตัวเองด้วยตนเองก็พอ และจีน่ารู้ตัวว่าไม่ว่าอย่างไรเราจะไม่พาตัวเองไปในจุดที่แย่ เพราะฉะนั้นที่บ้านไม่ต้องห่วง เรารักตัวเองมากพอ และที่บ้านก็ตบๆ ให้เราอยู่ในกรอบที่ดี


ไม่พาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดเรื่องไม่ดี แล้วไม่เคยคิดอยากลองบ้างหรือ

ไม่เคยคิดจะลองอะไรเลย อาจเพราะว่าเป็นคนบ้างานมั้ง ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มทำงานแล้ว มีไปประกวด Thai Super Model ด้วย ก็ทั้งเรียนทั้งทำงาน พยายามแบ่งเวลาให้ได้ แอบอ้อนอาจารย์บ้าง จนเราเริ่มอินกับงานเดินแบบมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าบ้างาน ส่วนเรื่องเรียนสำหรับจีน่า ตัวเองรู้สึกว่าใบปริญญาไม่ได้ทำให้คนประสบความสำเร็จขนาดนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เรียนให้จบไว้ก่อนดีกว่า เราเลือกเรียนโฆษณาเพราะเรียนไม่หนักเท่าไรเมื่อเทียบกับสายอื่นๆ ในด้านนี้ เพราะจีน่ามุ่งแล้วว่าจะเอาดีจากงานเดินแบบ จะหาเลี้ยงที่บ้านให้ได้ 


ไม่เคยพลาดเลยหรือ

พลาดไง พลาดตอนซีซั่น 2! นี่คือเรื่องพลาดที่สุดในชีวิตเรา และเราจะไม่กลับไปจุดนั้นแล้ว เอาอย่างนี้จีน่าขอเล่าเรื่องนี้เต็มๆ เลยดีกว่า

ต้องบอกว่าพอตอนประกาศผล Final Walk ในวันนั้น เราก็บอกกับตัวเองว่าเราจะตั้งรูปโปรไฟล์ทุกอย่างบนโลกโซเชียลฯ เป็นรูปคู่กับพี่ลูกเกด (เมทินี กิ่งโพยม) ซึ่งเป็นเมนเทอร์ของจีน่ามาตลอด แล้วบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่มีวันทำตัวเองแบบวันนั้นอีกเป็นอันขาด ในทุกๆ งานหลังจากนั้นของเราต้องทำให้ได้ดีที่สุด ต้องต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ให้ได้ เพิ่งมาเปลี่ยนรูปเมื่อไม่กี่วันที่ได้แชมป์นี้เอง (ยิ้ม) 


เป็นลูกรักของเมนเทอร์ลูกเกดจริงหรือเปล่า

คำว่า “ลูกรัก” มันมีอยู่ในทุกสาขาอาชีพนะคะ เราไม่ได้เป็นลูกรักเขา และพี่เกดก็ไม่ใช่แม่รักอะไรขนาดนั้น เราแค่นิสัยคล้ายกัน คุยกันถูกคอ เราคลิกกันมากกว่า จนเรารู้สึกว่าเขาแค่มองตาเราก็รู้แล้วว่าเขาไม่ชอบ เราจะไม่ทำ ในขณะเดียวกันเราก็รู้ทันทีโดยที่พี่เกดไม่ต้องพูดออกมาเลยว่าอันนี้ดี อันนี้เขาปลื้มอยู่ เรารู้สึกได้เอง จีน่าว่ามันลงล็อกมาก และก็ขอบคุณมากๆ ที่วันนั้นพี่เกดเลือก

วันคัดเลือกมีพี่บี น้ำทิพย์ และพี่เกดที่เลือก ซึ่งต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้าที่จะมาประกวด จีน่าเริ่มงานเดินแบบมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราเดินแบบประจำให้ป้าตือ (สมบัษร ถิระสาโรช) มาตลอด ก็เจอพี่ๆ ทั้งคู่ ซึ่งรู้จักกับพี่บี ยังบอกพี่บีก่อนมา The Face ซีซั่น 2 เลยว่าอย่าลืมเลือกหนูนะคะ (ยิ้ม) แต่สุดท้ายไม่รู้ทำไมตอนนั้นเราเอาแต่มองพี่เกด 

เราคือนางแบบต๊อกต๋อยมาก แต่วินาทีที่พี่เกดถือป้ายเลือกเรามันขนลุก พี่เกดเลือกเราด้วย! แล้วจำได้ว่าพี่เกิดพูดขึ้นมาว่า “พี่จะพาน้องไปได้ไกลมากๆ” ประมาณนี้ เท่านี้เราก็รู้สึกดีใจที่เขาอยากได้เรา ทั้งๆ ที่พี่เกดไม่รู้จักเราเลยด้วยซ้ำ พี่บีเลือกเรา เราก็ดีใจนะคะ แต่ก็นั่นแหละสุดท้ายมันบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่เราเกร็งและกลัวเขา แต่มันรู้สึกได้ว่าเขาอบอุ่น เขาต้องพาเราไปได้ไกลแน่ๆ พี่ต้องสอนอะไรดีๆ ให้เราเยอะมาก


ความสัมพันธ์กับเมนเทอร์บีล่ะ 

ก็คุยกันเหมือนเดิมนะคะ วันนั้นที่พี่เกดเดินมากอดเรา เราก็ยังหันไปขอโทษพี่บีอยู่เลย ซึ่งพี่บีก็ยิ้มให้ทีหนึ่ง แล้วหุบยิ้ม (หัวเราะ) ทุกวันนี้พี่บีก็ยังเป็นพี่ที่ดีต่อกัน 


การได้ทำงานกับคนที่เราเลือก 

เราโชคดี ไม่รู้สิ...มันเป็นสไตล์เรามากๆ เลยทำให้เราเรียนรู้อะไรๆ จากพี่เกดได้เร็ว เรามีเรเฟอเรนซ์จากสิ่งที่เราชอบดู อย่างท่าทางทั้งหลายของนางแบบจากอินสตาแกรมที่จีน่าเซฟเก็บไว้เยอะมาก เราก็จะมีท่าใหม่ๆ มาเสนออยู่เสมอ ในซีซั่น 2 ทุกแคมเปญคือพี่เกดให้การบ้านคิดมาก่อนว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วเราเอามาปรึกษาอีกครั้งว่าทำแบบไหนดี เมื่อพี่เกดคอมเมนต์มา ถ้าอันไหนไม่ดีเราจะพลิกเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำ ส่วนอันไหนดีแล้วก็ทำเลย


ทำตามเมนเทอร์เพียงเพราะมั่นใจว่าจะชนะเท่านั้นหรือ

ไม่ค่ะ มันผ่านทั้งความสร้างสรรค์ของเราเองและคำแนะนำมาอย่างดีแล้ว ซึ่งจีน่าเชื่อมั่นและเคารพเมนเทอร์มาก ต่อให้เมนเทอร์จะเป็นใครก็ตาม จีน่าก็จะเชื่อเขา เพราะเขาต้องเห็นอะไรในตัวเราแล้วสามารถปรับให้เราดีขึ้นได้แน่นอน


ความจริงแล้วเส้นทางนางแบบของจีน่าไม่ได้เริ่มต้นที่ The Face Thailand 

เพื่อนสนิทมาบอกว่า “วันพรุ่งนี้จะเปิดรับสมัครประกวดไทยซุปฯ (Thai Super Model 2011) จีน่ามึงทำได้” ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น ตัวผอมมาก แต่ด้วยเพื่อนก็อารมณ์เหมือนเพื่อนนางเอกที่ผลักดันสุดฤทธิ์ จนสุดท้ายก็ลองไปสมัคร แล้วก็เข้ารอบ 50 คนสุดท้าย จากนั้นจะคัดเหลือ 20 คน ซึ่งต้องมีการแถลงข่าวแล้ว เลยโทรบอกลุงทองขาวไว้ก่อน จนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ซึ่งต้องมีการเก็บตัวและถ่ายทำรายการ จึงบอกที่บ้านให้เขารับรู้และเชียร์เรา “หนูจีสู้ๆ หนูจีได้อยู่แล้ว” ที่บ้านก็ตื่นเต้นกันใหญ่

สุดท้ายเราได้รางวัล Body Perfect เท่านั้นก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจมากแล้ว จากนั้นก็ได้งานเดินแบบ และได้เดินแบบทุกงานที่ป้าตือมีจัดเดินแบบ ได้เจอเพื่อนนางแบบเยอะแยะ ได้เจอกับซาบีน่า (The Winner ของ The Face Thailand ซีซั่น 1) พอเขาประกวดจบจนได้รางวัล เขาเลยชวนให้ลองไปประกวด ประจวบกับว่าเราก็อินกับรายการตั้งแต่ยังไม่นำเข้ามาจัดในไทยอยู่แล้ว เลยตัดสินใจไปประกวดเลย 


ย้อนกลับไปที่ซีซั่น 2 อีกครั้ง ถ้าวันนั้นไม่มีใครเลือกจีน่าเลยจะเป็นอย่างไร

นั่นน่ะสิ ไม่รู้เหมือนกัน จะมาสมัครซีซั่น 3 อีกครั้งหรือเปล่ายังไม่รู้เลย หลังจากประกวดไทยซุปฯ จบ มีหลายคนอยากให้ลองประกวดเวทีนางงามหลายเวทีเลยนะ แต่ใจเรารู้สึกว่าจะไม่ประกวดอะไรอีก จนมาเจอ The Face นี่แหละ


ทำไมไม่คิดจะประกวดนางงาม

มันไม่ใช่จริตค่ะ เราทำไม่ได้ ไม่สามารถนั่งยิ้มให้ทุกคนตลอดเวลาได้ (เธอพูดด้วยเสียงที่นุ่มลง) ในชีวิตจริงถ้ามีใครเดินมาเหยียบเท้าเรา เราคงอุทานว่า “อ้าวอีนี่!” นึกออกมั้ยคะ ไปเป็นตัวแทนประเทศที่สวยงามไม่ได้ ใจเราไม่ได้สวยขนาดนั้น ต้องบอกอย่างนี้ดีกว่า (หัวเราะ) เรามีจริตกะเทย เอะอะ เสียงดัง ตลก เป็นตัวของตัวเองสูง


การกลับมา The Face ซีซั่น 4 All Stars เป็นอย่างไร 

ตอนแรกที่รายการโทรมาชวน เราปฏิเสธเลยนะ เพราะช่วงนั้นมีทั้งงานเดินแบบ มีถ่ายละครด้วย แล้วคิวถ่ายมันยาวหลายสัปดาห์ ถ้ามาถ่าย The Face จะกลายเป็นว่าเราไม่ได้พักเลย หลังจากนั้นรายการโทรมาอีกรอบ เราขอเวลาคิด 5 นาที หลังวางสายจีน่าโทรหาพี่เกด พี่เกดก็ชวนกลับมานะ แต่เราก็บอกพี่เกดไปว่าอีกอย่างที่กังวลมากคือเรากลัวแป้ก ครั้งที่แล้วเราทำได้ดีมาก เราไม่เคยเข้าห้องดำ เราชนะแคมเปญมากที่สุด และได้ไปถึง Final Walk แล้ว ไม่อยากมาแล้วดร็อปลง มันจะมีข้อเปรียบเทียบทันที เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี หรือถ้ากลับมาแล้วไม่ชนะอีกมันคงเฟลมาก จนพี่เกดพูดย้ำว่าอย่าคิดมาก มาเล่นเถอะ คิดเสียว่ามาสนุกกับพี่เกด

ได้ยินแบบนี้ก็ตัดสินใจมาแข่งอีกครั้ง ซึ่งก่อนไปอัดรายการก็เจอทั้งพี่บี พี่คริสด้วย พวกพี่ยังรับปากเลยว่าจะเลือกเรา แต่ในใจเรามีเมนเทอร์อยู่แล้วไง ก็ไปถามแม่ตัวเอง แต่พี่เกดตอบมาแบบซีเรียสมากว่าให้อยู่ทีมอื่น ให้เมนเทอร์คนอื่นสอนบ้าง ตัวเราช็อกไปเลย เหมือนโดนเทกลางอากาศ 

เมื่อพี่เกดพูดแบบนั้น เราก็โอเค แต่นอยด์เดินหันหลังให้พี่เกดแล้วเดินออกไปเลย จนวันที่ต้องเลือกเมนเทอร์มาถึง พี่บีและพี่คริสเลือกเราจริงตามสัญญา แต่ใจเรารู้สึกว่าจริตเข้าทางพี่คริสมากกว่า เหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่งของเรา ซึ่งพี่คริสก็บอกว่า “น้องคือ Final Walk ของพี่” ก็เลือกพี่คริสเป็นเมนเทอร์ ซึ่งมันรู้สึกดียิ่งขึ้นไปอีกเมื่อพี่เกดและพี่คริสอยู่ทีมเดียวกัน


แล้วเรื่องที่ต้องมี The Face Men มาแข่งด้วย รู้สึกอย่างไร เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไหม

ชอบมากสิคะ (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกเป็นคู่แข่งเลยค่ะ เพราะการมาครั้งนี้เรามาแข่งกับตัวเอง ทำอย่างไรให้กลับไป Final Walk และแก้ตัวไม่ให้ซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง และไม่เคยคิดว่าผู้หญิงหรือผู้ชายใครจะได้เปรียบกว่ากัน เพราะทุกคนที่กลับมาเก่งกันหมด เพียงแค่อาจจะเก่งคนละด้าน เดินแบบ แอ็กติ้ง พรีเซ็นเตอร์ 


ระหว่างการแข่งขันจีน่ามักถูกมองว่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป 

จีน่ามองข้ามไปเลย เพราะเขาไม่ได้ติเพื่อก่อ เขาติเพื่อความสบายใจของตัวเอง ส่วนเราเลือกทำอย่างนี้เพราะนี่คือความสบายใจของเราเช่นกัน คือเขาไม่ได้มาเห็นเราตลอด 24 ชั่วโมง เขาเห็นเราแค่ไม่กี่วินาทีจากรายการ ซึ่งมีสิทธิ์จะไม่ชอบเราก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากันเลย แต่อันไหนถ้ามันแย่จริงๆ เราก็เอามาปรับแก้พัฒนาตัวเอง


แยกแยะอย่างไร แล้วที่จีน่าดูแรงในรายการมาจากสคริปต์หรือเปล่า

ที่เราเห็นว่าไม่ใช่ติเพื่อก่อคือมันมีแต่คำด่า อีห่า อีเลว พ่อแม่ไม่สั่งสอน จนทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาด่ามันย้อนกลับไปที่ตัวเองนะ อย่างในรายการอาจจะเห็นว่าเราเหน็บเพื่อนคนนั้นคนนี้ก็จริง สถานการณ์คือทางทีมงานเขาก็มีพูดเสี้ยมเหมือนกระตุ้นอารมณ์เรา เราเพิ่งแพ้มา พอเขามาบอกว่าคนนั้นพูดอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็มีอารมณ์ตามที่เขาพูด 

ไม่มีสคริปต์ค่ะ ใครจะนั่งท่องบทได้ขนาดนั้น ป่านนี้ได้สุพรรณหงส์ไปแล้ว นอกจากนี้อีกอย่างคือสุดท้ายเราต่างก็รู้ว่านี่คือเพื่อนกันทั้งนั้น ถ้าเรานิสัยไม่ดี ชอบเหน็บคนอื่นไปเรื่อย เราคงไม่มีงาน หรือพวกเรา The Face ทุกคนคงไม่มีงานไปแล้ว (ยิ้ม) เพราะทุกคนโดนกระตุ้นโดนเสี้ยมเหมือนกันหมด แต่ละวีกทางรายการจะคัดคำพูดใครออกอากาศเพื่อเป็นสีสันของรายการ ถึงจะโดนด่าแต่ตอนซีซั่น 2 เราเปรี้ยวสุดนะคะ (หัวเราะ)


กระแสในโลกโซเชียลฯ ไม่ทำให้ท้อใจบ้างหรือ

ไม่มีผลค่ะ จีน่าแทบจะเป็นคนเดียวเลยที่ไม่ตอบกลับคอมเมนต์ ถ้าเขาชมเรากดไลก์ถ้าเขาด่าเราข้ามไปไม่อ่านเลย เพราะพี่เกดบอกตั้งแต่แรกและเสมอมาว่าถ้าเราเอาแต่จมกับคอมเมนต์ ครั้งหน้าที่มาถ่ายงาน ความรู้สึกมันค้างอยู่ในใจเราด้วย งานก็ออกมาไม่ดี ซึ่งมันใช้ได้กับทุกงานนะ เราเคยถามว่าพี่เกดอ่านไหม พี่ไม่อ่านเลยค่ะ สี่พันกว่าคอมเมนต์ 


เป็นทีมที่ประสบดราม่าอยู่บ่อยๆ 

ข้ามค่ะ ทุกคนมองข้าม ไม่สนใจ เพราะฉะนั้นดราม่าไม่ได้เกิดในทีมเรา ดราม่ามาจากคนข้างนอกทั้งนั้น


ดูเป็นทีมเชิ่ดๆ และเซลฟ์มาก

เป็นแบบนั้นทุกทีมค่ะ แต่ละทีมก็รู้สึกว่าพวกฉันเก่ง แล้วมันกลับมาที่คำพูดพี่เกด ที่ให้เรามองข้ามอะไรทั้งหลาย เพื่อทำปัจจุบันและวีกต่อๆ ไปให้ดี


ต้องระวังตัวเพื่อไม่ให้เกิดดราม่าเป็นพิเศษไหม

ไม่ค่ะ ใช้ชีวิตตามปกติ พูดเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างอยู่ที่ว่าทางรายการจะตัดมาให้ดูกันมากแค่ไหนเท่านั้นเอง


จีน่าไม่มีข่าวเรื่องความรักเหมือนเพื่อนๆ ใน The Face เลย ความรักของจีน่าเป็นอย่างไร

ความรักในความคิดของจีน่าคือความเข้าใจกัน รู้จักมองข้ามให้ได้ เพราะทุกคนเกิดมามีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่ามันร้ายแรงมากแค่ไหนเท่านั้นเอง แม่จีน่าบอกเสมอว่าสิ่งสำคัญในการมีแฟนข้อหนึ่งคือเราต้องรู้จักอดทน ไม่มีคู่ไหนเพอร์เฟ็กต์ เรื่องเก่าต้องไม่เอามาเล่าใหม่ให้เกิดเรื่องอีก มองข้ามได้ให้มองข้ามเสีย ไม่อย่างนั้นความรักจะไม่ไปไหนเสียที ส่วนเรื่องโสดหรือไม่โสดนั้นจีน่าขอไม่ตอบนะคะ (ยิ้ม)


ความแตกต่างระหว่าง 2 ซีซั่นเป็นอย่างไร

แตกต่างค่ะ เพราะครั้งนี้ทีมเราชนะแคมเปญแค่ 2 ครั้ง เราพาทีมชนะแค่ครั้งเดียว มันเฟลตอนที่พี่เกดมาคุมทีมชนะไม่ได้เลย จนมาแคมเปญสุดท้ายที่เป็นแอ็กติ้ง เราบอกตัวเองว่ายังไงก็ต้องชนะ เพราะไม่รู้เลยว่าเราจะได้เดิน Final Walk มั้ย จะชนะอะไรอีกหรือเปล่า 

ส่วนเพื่อนร่วมทีม จีน่าไม่เคยอยู่กับใครในทีมนี้มาก่อน แต่ไปๆ มาๆ สนิทกับพี่น้ำหวานมากที่สุด เขาเหมือนพี่สาวเราอีกคน ซึ่งภาพรวมจีน่ารู้สึกว่าทุกคนในทีมเราคือส่วนผสมที่ลงตัว แต่ละวีกเรารู้ว่าใครถนัดอะไร เราก็จะสนับสนุนคนนั้นเต็มที่


การเหลือลูกทีมมากที่สุดก่อนเข้าสู่รอบ Final Walk เป็นปัญหาหนักสำหรับเมนเทอร์จริงไหม

ทุกคนอยากเดิน Final Walk กันทั้งนั้นค่ะ แต่ทีมเราจับมือคุยกันทั้ง 6 คน ต่อหน้าพี่คริส พี่เกดว่าพวกเราจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนในทีมเหลือเยอะที่สุดเพื่อให้เมนเทอร์ได้เลือก ไม่ใช่เหลืออยู่แค่คนเดียว ได้เข้าไปโดยที่เมนเทอร์ไม่ได้เลือก การมีคนอยู่เยอะมันทำให้พี่ๆ ได้เห็นอะไรในตัวทุกคนมากขึ้น แล้วท้ายที่สุดแล้วพี่ๆ ไม่เลือกเรา เราไม่โกรธเลยจริงๆ เพราะถึงตอนนั้นเรารู้สึกว่าสิ่งที่เมนเทอร์เลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม และเชื่อว่าจะชนะ Final Walk แน่นอน 


ไม่ได้เข้า Final Walk จะไม่กลายเป็นภาพจำอันโหดร้ายซ้ำอีกหรือ

ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจกลับมาแล้วได้อยู่ในทีม มันมีมิตรภาพเกิดขึ้นค่ะ สุดท้ายแล้วออกจากรายการเราก็ยังมีงานอยู่ดี ถ้าเราไม่ถูกเลือกเราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่เหมาะสมจริงๆ


สุดท้ายก็ได้เข้า Final Walk อีกครั้ง

เรามีเวลาเตรียมตัวแค่ 4 วัน วันละชั่วโมงนิดๆ เท่ากับว่าเราได้ซ้อมทั้งหมดประมาณ4 ชั่วโมงครึ่ง รวมวันซ้อมใหญ่บนเวทีจริงด้วยนะคะ เมนเทอร์ทุกคนคิดโชว์ แล้วแจ้งกับทางป้าตือว่าเราโชว์อะไร ต้องการอะไรในโชว์บ้าง ตัวเราต้องลอยบนโคมไฟแชนเดอเลียร์สูงกว่าพื้นตั้ง 5 เมตร ตอนแรกกังวลจนต้องบอกพี่เกดว่าทำไม่ได้แน่ๆ เพราะเรากลัวความสูง กระโปรงที่จะใส่ก็ยาวมาก “ยูทำได้ นี่คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะชนะ แล้วเรามีโอกาสมากนะ ลองคิดถึงตอนที่ยูชนะสิ” พี่เกดนั่งคุยกับเรา ซึ่งตอนนั้นผลของแคมเปญแอ็กติ้งยังไม่ออกมาว่าใครชนะ เราก็เลยเอาวะ...สู้ๆๆๆ สู้จนถึงที่สุดแล้วกัน เราและดารัณขึ้นไปอยู่บนแชนเดอเลียร์ เปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง มองลงมาข้างล่างจนเริ่มไม่กลัวแล้ว จนรู้สึกว่าถ้าตกลงไปก็แค่แข้งขาหัก เอาเป็นว่าสู้ตาย!


ชนะทั้งแคมเปญ และได้เป็นผู้ชนะของซีซั่นนี้ แต่ถ้าผลออกมาไม่ได้เป็นอีกครั้ง จีน่า คิดว่าจะเป็นอย่างไร

เออเนอะ เออว่ะ (หัวเราะ) ไม่ได้คิด เพราะตอนนี้มันฟีลของคนชนะ...จีน่าก็คงผิดหวังแหละ เป็นความผิดหวังที่ทำให้เขาไม่ได้ ก่อนขึ้นเวทีเรารู้ผลว่าตัวเองชนะแคมเปญ ก็รู้สึกว่าเราทำให้แม่เกดจนได้แล้ว เราได้พูดให้พี่เกดฟังแล้วว่าเราทำได้แล้วนะ มันยิ่งทำให้เราฮึดสู้สำหรับโชว์ขึ้นมาอีก 

เอาวะอีกนิดเดียว! พูดกับตัวเองว่าวันนี้ทุกคนในทีมเดินมาส่งเราเพื่อคว้ารางวัลให้ได้ วันนี้เวทีคือของเรา เราต้องเอาคนดูให้อยู่ แล้วเดินขึ้นและโชว์เลย แอ็กติ้งชนะ 


นี่เป็นเพราะมีประสบการณ์การแสดงด้วยหรือเปล่า

อาจจะมีส่วนค่ะ เรารู้จักเรื่องมุมกล้อง รู้การถ่ายทอดอารมณ์ทางสายตาว่าต้องทำอย่างไร อาจเป็นความโชคดีของเรา อย่างที่บอกว่าความเป็นออลสตาร์มันคือการเอาประสบการณ์ช่วงที่ผ่านมามาใช้ มันคือผลของประสบการณ์ในวงการบันเทิงช่วงที่ผ่านมาว่าเราเก็บเกี่ยวอะไรมาได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร


ความจริงแล้วจีน่าก็มีงานแสดงเพิ่มมากขึ้น ไม่อยากผันตัวไปเป็นนักแสดงบ้างหรือ 

ละครเรื่องที่ 4 คือ “ถิ่นผู้ดี” เป็นละครเรื่องที่คนจำชื่อจีน่าได้มากขึ้น บทของเราเป็นนางร้าย แต่มีความตลก เราทำได้ดี คนรู้จัก คนเรียกเราว่า “สายรุ้ง” มันเริ่มมีความรู้สึกว่าอ๋อ...นี่สินะการที่คนรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จทางด้านการแสดงเป็นอย่างนี้เองเหรอ ตอนเด็กๆ ที่เรียนการแสดงใหม่ๆ เราก็ชอบเล่นละครนะ แต่เล่นกับเพื่อน เล่นเป็นนางร้าย จีน่าว่านางร้ายมันเป็นเรื่องท้าทายตัวเรามาก เพราะตัวจริงเราเป็นคนตลก จะให้มาร้ายคงต้องใช้สมาธิมากกว่าการเป็นนางเอก พอโตมาได้ทำมันเลยรู้สึกสนุก 

เวลาไปกองละครเราไม่ค่อยอยากกลับ เราถ่ายต่อเท่าไหร่ก็ได้ไปเรื่อยๆ จะให้ถ่าย 16 ซีนเหรอ?...ก็ได้นะ 16 ซีนก็ 16 ซีน สนุกออก อยากไปกองละคร อยากไปถ่าย อยากแอ็กติ้งอารมณ์ อยากทำงานมาก จากที่เคยรู้สึกว่าจุดสูงสุดของเราคืองานเดินแบบ ตอนนี้การได้เล่นละครก็เป็นอีกหนึ่งจุดสูงสุดของเราในวงการบันเทิง ซึ่งงานเดินแบบก็ไม่ได้ทิ้ง ทำควบคู่ทั้ง 2 งาน


ไม่คิดอยากลองเล่นหนังด้วยหรือ

เล่นได้นะคะ ขายตรงสุด (หัวเราะ) ยังไม่มีโอกาสค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็อยากเล่น อยากลองดู ความจริงอยากลองทั้งหมดถ้ามีโอกาสเข้ามาค่ะ ตอนนี้ได้ลองงานพิธีกรเพิ่มมาด้วย รายการ ET Thailand (Entertainment Tonight Thailand) ที่ทำร่วมกับเกรซ The Face (ซีซั่น 3) และแบงค์ อนุสิทธิ เป็นรายการอัพเดตข่าวแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ทั่วทุกมุมโลก และอัพเดตข่าวบันเทิงทั้งไทยและต่างประเทศด้วย อันนี้ก็ฝากด้วยนะคะทางช่อง PPTV* ทำพิธีกรก็สนุกดีเหมือนกัน แต่งานละครสนุกสุดๆ ค่ะ


ถ้าวันหนึ่งได้เป็นเมนเทอร์เสียเอง คิดว่าจะเป็นเมนเทอร์แบบใด

ไม่ได้อะ...อ้าว สมมติหรอ นี่คิดจริงแล้วนะ (ยิ้ม) สมมติได้เป็นจริงๆ เราคงยึดหลักของ 2 เมนเทอร์ของเรา จีน่าคงจะมีความเป็นตัวแม่ เป็นคุณแม่ของทีมแบบพี่เกด และเป็นคนเข้าใจง่ายๆ เป็นพี่สาวแบบที่พี่คริสเป็น คือเป็นทั้งแม่และพี่สาวที่มีอะไรดีๆ สอนน้องๆ ในทีมไปพร้อมกัน 


เป้าหมายสูงสุดของจีน่าเองเป็นอย่างไร จะปลดเกษียณอาชีพนางแบบเมื่อใด

เราอยากประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงด้วย ในส่วนของนางแบบ จีน่าอยากเป็นแบบพี่เกดนะ จำได้ว่าเราเคยคุยกับพี่เกดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะพี่เกดเคยบอกว่าตอนเด็กๆ พี่เกดเป็นเหมือนจีน่า ส่วนเราก็บอกว่าเราอยากโตไปเป็นแบบพี่เกด เป็นนางแบบยาวนานแบบพี่เกด