You go Girl ! ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

27.06.18 4,115 views

‘ยิปซี’ โด่งดังมาจากความน่ารักสดใสพิมพ์นิยมแบบไชนีสเกิร์ล เธอก้าวผ่านวัคซีนที่เรียกว่า ‘คอมเมนต์’ จากเว็บไซต์เด็กดีและ Hi5 โซเชียลเน็ตเวิร์กสุดฮิตเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา จนมาถึงทุกวันนี้ ‘ยิปซี’ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมโลกโซเชียลฯ ที่ดุเดือดมากขึ้นทุกนาที จากเด็กสาวน่ารักสดใสสู่สาวฮอตปรอทสั่น ที่ลงรูปในอินสตาแกรมไม่ถึงชั่วโมงยอดไลก์ก็เหยียบหมื่นเหยียบแสนแทบทุกรูป นั่นเองที่ทำให้ HAMBURGER สนใจในความสตรอง ความมั่นใจ และเคล็ดลับการอยู่รอดในโลกที่เราไม่ต้องทำร้ายกันด้วยอาวุธ แต่ทำร้ายกันด้วยประโยคไม่กี่ประโยคบนโลกโซเชียลฯ 


คิดว่าชีวิตในวงการบันเทิงของยิปซีตอนนี้เป็นอย่างไร

เราว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรค่อนข้างเยอะ ได้สนุกกับงานหลายแบบ ได้เป็นตัวละครหลายคาแร็กเตอร์ สำหรับยิปถือว่าคุ้มแล้วนะ


คนอื่นมีขาขึ้น-ขาลง ถ้าให้ยิปซีประเมินตัวเองคิดว่าตอนนี้อยู่ในจุดไหน

ไม่รู้เลยค่ะ คือเราไม่ถนัดเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเทียบกับตัวเองหรือคนอื่น เป็นสิ่งที่ยิปไม่ทำเลย เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกไม่พอใจในตัวเอง แล้วมันไม่มีความสุข บางครั้งเราก็เผลอคิดว่าตอนนั้นเราเคยทำได้แบบนั้น เคยทำได้แบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วไม่มีประโยชน์เลย ยิปว่าเราอยู่กับปัจจุบันแล้วโอเค มีความสุขหรือเปล่า คอยอัพเดตด้วยคำถามแบบนี้กับตัวเองเรื่อยๆ อืม...เราโอเคนี่ คือมีความสุขนี่ 


เราอยากให้ยิปซีช่วยเริ่มต้นด้วยการเล่าย้อนเส้นทางบันเทิงให้ฟังสักหน่อยได้ไหม

โห ย้อนไกลเลยนะ (หัวเราะ)


ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดังมาจากการเป็นเน็ตไอดอลถูกไหม

ใช่ เราขอเรียกตัวเองว่าเป็นเน็ตไอดอลยุคบุกเบิก (หัวเราะ) ยุคดึกดำบรรพ์ ช่วงนั้นยิปน่าจะเรียนอยู่ประมาณปี 1 มาพร้อมๆ กับ เบเบ้ ธันย์ชนก, แป้งโกะ จินตนัดดา ยุค Hi5 เว็บเด็กดี ก็จับคู่มาพร้อมน้องสาว (ยิปโซ อริย์กันตา) เข้ามาพร้อมกันเลย เมื่อก่อนโลกโซเชียลฯ มีช่องทางที่ยากกว่าเดี๋ยวนี้เยอะนะ เดี๋ยวนี้คนเรามีแค่อินสตาแกรมก็โปรโมตตัวเองได้แล้ว แต่ยุคนั้นมันเหมือนใครก็ไม่รู้ในอากาศที่อยู่ๆ กลายเป็นที่สนใจขึ้นมา ณ ตอนนั้น


เริ่มจากคาแร็กเตอร์สาวหมวยน่ารักสดใส  

ใช่ค่ะ


เมื่อมีคนเริ่มรู้จักชื่นชมมากขึ้น แถมมีแฟนคลับด้วย รู้สึกอย่างไรบ้าง

มันก็มีคนมาคอมเมนต์ เริ่มมีแฟนคลับ ตอนแรกก็สนุกดีนะ เออ...เราไม่ได้เป็นดารา แต่มีคนมาตั้งกลุ่มชอบเรา มีคนมาชม แต่คนด่าก็มีเหมือนกัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของเราก็จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เขาไม่รู้จักเราอยู่แล้วล่ะ ก็ตัดสินเราจากรูปลักษณ์ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับยุคนี้มันจะต่างกันก็ตรงที่สมัยนั้นคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเยอะเท่าสมัยนี้ ทุกวันนี้คนพร้อมแชร์ความคิดเห็นกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าคนหนึ่งเริ่มด่า เหมือนเป็นการเปิดหัวขึ้นมาเลย คราวนี้ก็จะตามมาด่ากันใหญ่ 

ขณะที่เมื่อก่อนคนกล้าแสดงความคิดเห็นน้อยกว่าตอนนี้ อย่างมากก็จะโดนแค่ว่าเป็นดาราได้ยังไง ไม่เห็นสวยเลย คนส่วนใหญ่เน้นไปที่การวิจารณ์รูปลักษณ์หรือด่าว่าแรดก็มีบ้าง นิดๆ หน่อยๆ ตอนนั้นเรายังเด็ก ก็ทำให้เรานอยด์เหมือนกัน ซึ่งยิปไม่เคยตอบโต้คอมเมนต์เลย จนถึงตอนนี้ก็ไม่ตอบโต้


เพราะอะไรถึงไม่ตอบโต้ เป็นคนไม่โกรธคนหรือ

ไม่!...โกรธสิ เราโกรธ แต่การตอบโต้ก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อก่อนจะนอยด์เงียบๆ คนเดียว เราไม่สวยเหรอ พอมาถึงตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้สึก ไม่ได้บอกว่าด่าฉันเลยสิ ฉันโอเค แต่เราเข้าใจมากขึ้น เราพยายามทำความเข้าใจคนเหล่านี้เขาอาจมีชีวิตที่ไม่ค่อยดี คนเรามีหลายประเภท เขาก็เป็นแค่หนึ่งในคนประเภทที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เขาทำได้ ก็อย่าเอามาใส่ใจ 


ในวันที่เริ่มมีชื่อเสียง คิดว่านี่คือชีวิตที่เราใฝ่ฝันไว้หรือเปล่า

ไม่ใช่เลยค่ะ ยิปไม่ใช่คนกล้าแสดงออก เราไม่ใช่เด็กประเภทที่เวลามีงานโรงเรียนแล้วขึ้นไปเต้น ขึ้นไปร้องเพลง เราเป็นเด็กเงียบ เด็กเนิร์ด และเรียนเก่งด้วย ได้ที่ 1-3 ตลอดนะคะ (ยิ้ม) เวลาอาจารย์ถามก็เป็นคนยกมือตอบก่อนเพื่อน เป็นคนรวบรวมการบ้านส่ง เป็นหัวหน้าห้อง คือยิปไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนะ แต่เรารู้สึกว่าเราทำได้ดี ยิ่งทำได้ดีก็ยิ่งชอบ อาจเพราะว่าคุณพ่อเป็นคนหัวดี และยิปคงได้เศษเสี้ยวเซลล์สมองที่ฉลาดๆ นั้นมา (หัวเราะ) เลยเป็นคนเรียนรู้เร็ว พอตั้งใจทำอะไรก็ทำออกมาได้ดี และคงเป็นเพราะเราอยากฉลาด อยากเก่งเหมือนพ่อ แต่ปัญหาของยิปคือเราเป็นเด็กไม่ค่อยพูด เป็นเด็กเงียบมาก จนคนอื่นมองว่าประหลาด ยิปแค่ขี้เกียจพูดค่ะ ไม่ชอบพูดเยอะ ไม่ชอบเสียงดัง ชอบอยู่เงียบๆ จนแม่นึกว่าลูกตัวเองมีปัญหา (ยิ้ม) 


ความฝันของเด็กเรียนอย่างยิปซีคืออะไร 

ไม่มีเลย ชีวิตเหมือนไหลไปตามน้ำมากกว่า พอเรียนโรงเรียนมัธยมฯ หญิงล้วน แล้วนับว่าเป็นเด็กหน้าตาโอเค ก็มักจะถูกเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ได้ทำกิจกรรมโรงเรียนอื่นๆ คือเหมือนโดนแปะป้ายไว้ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กหน้าตาดีที่เวลามีกิจกรรมอะไร
เรามักจะถูกเลือกให้ทำ เหมือนระบบโรงเรียนนั่นแหละ ไม่ว่าจะถือพานไหว้ครู เชียร์ลีดเดอร์ เดินนำขบวน เราก็ถูกเลือกเสมอ แต่ถ้าถามว่าให้ยกมือเสนอตัวเองมั้ย ก็ไม่ยกมือ 


เมื่อเด็กหน้าตาดีอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้หญิงล้วน มีเรื่องเขม่นกันไหม

มีค่ะ เหมือนเรื่อง Mean Girls อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) แต่เราไม่ใช่หัวโจกของทีม เพราะนิสัยส่วนตัวยิปจะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ อยู่แล้ว เราเป็นเหมือนคนคอยเคลียร์ คอยตามเช็ดขี้เยี่ยวให้เพื่อน (หัวเราะ) ต้องใช้คำแบบนี้เลย เพราะเป็นแบบนั้นจริงๆ


ความหน้าตาดีสร้างปัญหาให้เรา

ก็สร้างอยู่แล้วค่ะ ยกตัวอย่างอื่นๆ ก็อย่างตอนมีคนรู้จักช่วงแรกๆ ในเว็บเด็กดีก็มีคนหมั่นไส้เรา ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรเลย แค่เห็นหน้าแล้วไม่ชอบก็ด่าได้เลย


จากเด็กขี้อาย พอมาอยู่ในวงการบันเทิงต้องปรับตัวเยอะไหม อยากย้อนกลับไปเปลี่ยนทางเดินไหม

เราโอเคกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตลอดนะ มันทำให้เราแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกยินดีเช่นกันกับเรื่องไม่ดีต่างๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต การที่มีคนทำเรื่องแย่ใส่ แต่เราผ่านมาได้ ทำให้ทุกวันนี้เรามีความสุขง่ายขึ้น เพราะไม่มีอะไรมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว 

ส่วนเรื่องการแสดงต้องบอกว่ายิปเริ่มต้นด้วยงานที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย เราเล่นเอ็มวี มันก็แค่ภาพสั้นๆ ตามเพลง ส่วนตัวเราว่ามันง่ายนะ เหมือนเราขายภาพตัวเองเท่านั้น จากนั้นมันเริ่มมีงานอื่นๆ ตามมา คิดว่ามันเป็นแพตเทิร์นชีวิตของหลายคน ที่อะไรๆ มันตามเข้ามาเอง พอมีคนเริ่มรู้จักจากเอ็มวี งานนิตยสาร ก็เริ่มมีคนทาบทามให้เล่นหนัง เล่นละคร ทีนี้เริ่มเข้าสู่ของจริงมากขึ้นแล้ว และมันยากกว่ากันมาก ละครเรื่องแรกของยิปเป็นอะไรที่เรารู้ตัวเลยว่าเราทำไม่ดี


งานแสดงแรกคือละครเหรอ มันไม่ดีอย่างไร

จริงๆ แล้วยิปเริ่มจากหนัง หนังเรื่องแรกคือ ‘อนุบาลเด็กโข่ง’ ตามด้วยหนังเรื่องอื่นๆ ของพี่ยอร์ช ฤกษ์ชัย เช่น ‘ส.ค.ส. สวีทตี้’ ยิปว่าการเล่นหนังมีความเรียลกว่า มันไม่ยากสำหรับเรา แต่พอเริ่มเล่นละครเรื่องแรก ‘เจ้าแม่จำเป็น’ เล่นคู่กับพี่ป้อง ณวัตน์ โอ้โห...พระเอกตัวท็อปเลย เราเป็นนางเอกด้วย ความรู้สึกคือมึนไปหมด ถามว่าอยากกลับไปแก้ไขมันไหม ก็อยากนะ แต่อีกความคิดคือมันคือสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้

เราแสดงห่วยมาก เอาเข้าจริงเราไม่รู้เรื่องการแสดงเลยว่ามันคืออะไร และยิปเป็นคนดื้อเงียบคนหนึ่ง ซึ่งการเล่นละครมันต่างจากหนังมาก มันไม่เป็นธรรมชาติเลย ทำไมเราต้องหันหน้าทางนี้ ต้องหยุดยืนตรงนี้ ทำไมต้องก้มมองเหรียญ มันเหมือนเราโดนบังคับเยอะ พอโดนสั่งเยอะๆ เราจะต่อต้านทันที แล้วมันทำ
ออกมาไม่ดี


งานบันเทิงที่จับพลัดจับผลูเข้ามา เป็นสาเหตุให้ยิปซีเลือกเรียนคณะนิเทศฯ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมหรือเปล่า

จริงๆ ยิปไม่เคยคิดจะเรียนการแสดงจริงจังเลยนะ ตอนนั้นที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ ต้องเล่าย้อนว่ายิปเลือกเรียนไว้ 2 ที่ คือนิเทศฯ จุฬาฯ และบัญชีฯ ธรรมศาสตร์ ซึ่งเราสอบติดทั้ง 2 ที่ ทีนี้ต้องเลือกแล้วว่าชีวิตจะไปทางไหนดี คิดไปคิดมายิปว่าตัวเองเหมาะกับการเรียนที่จุฬาฯ เราเลยเลือก แต่ไม่ได้เลือกว่าเราจะเอามาใช้ในการทำงานบันเทิงเลย


สิ่งที่เรียนมาช่วยเพิ่มทักษะการทำงานบ้างไหม

จะแย่ไหมถ้าบอกว่าไม่ช่วยเลย (หัวเราะ) ยิปเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ซึ่งมันเพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่ปีเอง ตอนแรกก็คิดว่าจะได้ลองใช้กล้อง ได้ทำหนัง ได้เลือกไปสายต่างๆ ที่เราอยากเรียน ปรากฏว่ามันไม่ใช่แบบที่คิดไว้เลย สิ่งที่ยิปได้เรียนเน้นไปทางด้านการบริหารสื่อ ทำมาร์เก็ตติ้ง ไปเป็น AE ขายสื่อ หรือคอยควบคุมและบริหารคนทำงานถ่ายอีกที ซึ่งยิปก็รู้สึกว่าอ้าว...ซวยแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียนเลย แต่ในเมื่อเข้ามาแล้วเราก็เรียนจนจบได้ ซึ่งก็คิดภาพไม่ออกนะว่าถ้าเลือกเรียนบัญชีจริงๆ ตอนนี้จะเป็นแบบไหนกัน (ยิ้ม)


กลับมาที่งานแสดงอีกครั้ง จากที่บอกว่าไม่ชอบละคร แต่งานละครกลับมีหลายเรื่องติดต่อกัน

ยิปเซ็นสัญญากับค่ายที่ผลิตละคร เราก็ต้องเล่นละครมาเรื่อยๆ เราไม่มีทางเลือกมากนัก แต่โชคดีที่ทางค่ายมีงานหลากหลายแนวให้ยิปนะ เขาเลือกบทที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ให้เรา ทำให้ได้ลองอะไรหลายแบบ ด้วยความที่เจอบทแตกต่างกัน เลยทำให้เราสนุกกับการเล่นละครมากขึ้น บวกกับว่ายิปเป็นคนที่ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี เราไม่ชอบความรู้สึกห่วย


เป็นพวกเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์เหรอ

เกือบแล้ว อีกนิดนึง จริงๆ เมื่อก่อนเป็นเลยล่ะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ถึงขั้นนั้นแล้ว ชิลล์มากขึ้นค่ะ (ยิ้ม) เพราะเราเรียนรู้ว่าอะไรที่ตั้งใจทำมากเกินไป โฟกัสมากเกินไป มันจะไปจำกัดสิ่งที่ควรจะเป็น อย่างเรื่องของการแสดง โฟกัสมากไป คิดเยอะไป มันทำให้เราแสดงออกมาได้ไม่เป็นธรรมชาติ


ย้อนกลับมาดูผลงานตัวเองบ้างไหม

เมื่อก่อนดูค่ะ แต่หลังๆ มานี้ไม่ค่อยได้ดูเลย เพราะยิปไม่อยากจำภาพตัวเอง ไม่อยากเห็นตัวเอง อย่างแรกเลยเราเขินเวลาเห็นตัวเองแสดง ทุกวันนี้ยังเขินอยู่เลย อย่างเวลาถ่ายทำ ผู้กำกับสั่งคัต! ทุกคนเดินมารุมดูหน้าจอมอนิเตอร์ ส่วนเรายืนอยู่ห่างๆ ทำเป็นเดินไปกินน้ำบ้าง ซึ่งอีกเหตุผลคือยิปไม่อยากจำภาพว่าเราแสดงแบบนี้ไป พูดคำนี้ ทำหน้าแบบนี้ เพราะเมื่อเราต้องเล่นอีกรอบ มันจะทำให้เราติดภาพก่อนหน้านี้ เช่น เราอาจจะรู้สึกว่าเมื่อกี๊เราพูดแบบนี้ดูไม่สวยเลย มันจะทำให้เราแสดงไม่ธรรมชาติ ซึ่งยิปอยากแสดงด้วยความรู้สึกที่อยู่กับมันจริงๆ มากกว่า 


เริ่มชอบการแสดงเมื่อไร

บทแรกเป็นนางเอก ขายความสดใสน่ารัก ผ่านไปบทที่สอง แสดงเป็นเด็กมีปัญหา เก็บกด ถึงจะไม่ได้เป็นบทนางร้าย แต่เป็นบทแรงและหนัก ท้องตั้งแต่เด็ก ปฏิเสธลูกตัวเอง พอมาเรื่องที่สาม มันพอดีกับที่ยิปตัดผมสั้น แค่เพียงเพราะเราไว้ผมยาวมานาน และอยากบริจาคผม คนอื่นมองว่าลุคเราเปลี่ยนไปแล้ว ทางค่ายเลยจับเล่นบทร้ายเลย ฉีกไปเลย แต่งตัวเซ็กซี่ เปรี้ยวขึ้นมาทันที รับบทเป็นหญิงขายบริการ ในเรื่อง ‘เจ้าพายุ’ เราชอบเลย ชอบไปกอง รู้สึกอยากเล่นละคร ทุกอย่างไหลลื่นมาก และคนรอบข้างหลายคนก็บอกว่าดีกว่าเดิม มันเลยกลายเป็นแรงซัพพอร์ตให้เรามีกำลังใจและมั่นใจขึ้นมาก เลยทำให้เราสนุกกับอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา 


ที่ผ่านมายิปซีมีแต่ข่าวรักๆ เลิกๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง 

ส่วนใหญ่ไม่สมหวังค่ะ (ยิ้ม) รู้สึกว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมมากกว่า จริงๆ ที่ผ่านมาคงเห็นกันแล้วว่าเรามีแฟนมาเยอะมาก ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะเป็นคนที่ชอบมีความรัก คือเรารู้สึกดีเวลาที่มีความรัก ชอบโมเมนต์นั้นมาก เหมือนกับว่าเคมีในร่างกายของเรามันเบ่งบาน เมื่อชอบความรู้สึกตรงนี้ ทำให้หลายครั้งเรากระโดดเข้าหาความรักเร็ว แล้วพอเข้าไปจริงๆ เราพบว่ามันไม่ใช่ความรักที่แท้ ความรู้สึกก็หมดไปเร็ว เมื่อมันหมดเราก็เลยโดดเข้าไปหาคนใหม่  เมื่อก่อนเรื่องความรักเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ยิ่งตอนสมัยเด็กมันเป็นความรักแบบ Puppy Love รูปแบบความรักก็หนีไม่พ้นการมีช่วงโปรโมชั่น พอหมดโปรฯ เราก็รู้สึกว่าไอ้ช่วงเวลาที่เราชอบมันหมดแล้ว เราจะอยู่ต่อไปทำไม เราก็เลิก


ฟังดูเหมือนเป็นผู้หญิงใจร้ายเกินไปไหม

ไม่ๆ เพราะบางครั้งมันไม่ใช่เราเป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่คนที่เดินจากไปเอง หลายครั้งที่ผ่านมาเราก็ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วย หลายครั้งเราเจ็บ เขามีคนอื่น เขามีกิ๊ก ยิปเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองมาก เมื่อเราเริ่มรู้สึกว่า ความรักเหลือน้อยแล้ว เราไม่เหมือนเดิมแล้วว่ะ เราก็พอ มันเลยทำให้เห็นว่าเราเปลี่ยนแฟนบ่อย เพราะถ้าเรารู้สึกแบบนี้เราจะชิ่งเลย พอมันไม่ใช่ก็จบดีกว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากับใคร

เราเองก็เคยมีครั้งที่เศร้ามาก เศร้าคล้ายคนเป็นโรคซึมเศร้า แต่เราไม่ถึงขั้นนั้นนะ ออกไปทำงานได้ ออกนอกบ้านได้ แต่สุดท้ายความรู้สึกมันเศร้า เพราะเรารักมาก ทั้งรักและหลงเขามาก จมอยู่กับความรู้สึกนั้นไปไหนไม่ได้เลยอยู่เป็นปี เป็นช่วงชีวิตที่หนักที่สุดเลย จนเกือบจะฆ่าตัวตายเลยนะ มันคือความอ่อนแอมาก ไม่มีใจจะทำอะไรทั้งสิ้น


อะไรที่ทำให้หยุดคิดสั้นได้

คิดถึงพ่อแม่ค่ะ เราไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนั้น ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายจิตใจพ่อแม่ สุดท้ายแล้วคนที่สร้างเรามาคือพ่อแม่ การที่เราอกหักแล้วคิดสั้น เป็นอะไรที่เห็นแก่ตัวและเป็นเรื่องที่แย่เกินไปที่จะทำให้พ่อแม่เสียใจ สิ่งที่เราเจออาจจะ
เป็นเพราะเราเคยทำกับคนอื่นไว้เยอะ ทั้งที่เราตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คือยิปไม่ได้เป็นสายชอบดูดวงอะไรขนาดนั้น แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรไม่ดีกับใครไว้มาก เราจะได้รับผลแบบนั้นเหมือนกันในสักวัน


จริงหรือเปล่าที่มีข่าวว่ายิปซีชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

ใช่ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ 


รู้ตัวว่าเมื่อไหร่ว่าชอบผู้หญิงก็ได้ 

หูววว รู้ตัวเหรอคะ จริงๆ ก็ไม่ได้นานมากนะ เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมาเอง คือหลายคนคงเข้าใจว่ายิปเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมา คงคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ แต่ยิปไม่ได้ชอบแบบทอม ไม่ได้ชอบผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นผู้ชาย ไม่ชอบทอม แต่เราชอบผู้หญิงที่เป็นผู้หญิง ความจริงยิปรู้สึกอินกับผู้หญิงง่ายกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ผู้หญิงทั่วไปเวลามีผู้ชายหล่อ เดินผ่านจะกระซิบกันแล้ว “เฮ้ยๆ มึงคนนั้นหล่อ” แต่เราเฉยมากๆ เวลาเห็นผู้ชาย แต่กับผู้หญิงยิปจะมีความรู้สึกที่ถลำลึกได้เร็วมากกว่า อินกับผู้หญิงง่ายกว่า เหมือนร่างกายเราถูกสร้างมาเพื่อดึงดูดผู้หญิง ยิปมีสเป๊กผู้หญิงในใจด้วยนะ ยิปชอบผู้หญิงหน้าสวยคมแบบไทยๆ แบบที่ไม่แต่งหน้าก็สวย ผิวเข้ม ผมดำสวย ผู้หญิงคนแรกๆ ที่ยิปเคยชอบ ตอนนี้เขามีลูกมีครอบครัวไปแล้ว ยิปไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขารู้มั้ยว่าเราชอบเขา เพราะยิปก็จะทำตัวเป็นน้องสาวและเนียนๆ อยู่ใกล้ชิดเขา แล้วพอมาที่ผู้ชายไม่ค่อยมีสเป๊กเลย แย่จัง (หัวเราะ)


แล้วความรู้สึกของคนที่เราคบด้วย เขาเข้าใจสิ่งที่ยิปซีเป็นไหม

อย่างก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องราวความรักที่ดีมากครั้งหนึ่งของยิปนะคะ เป็นความรู้สึกที่ทำให้ยิปรู้จักที่จะรักแบบจริงๆ เหมือนเราใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดมาใช้ในความสัมพันธ์ เราบอกตัวตนทั้งหมดของเราให้เขารู้ก่อนคบกัน ความชั่วของเรา เราบอกเขา ถ้าเขาโอเคเราก็คบกัน ถ้าไม่โอเคก็ไปได้เลย (ยิ้ม) ณ ตอนนั้นที่เลือกบอกทุกอย่าง มันเป็นช่วงที่ยิปไม่มีใครมานาน เรารู้สึกว่าถ้าจะคบใครก็ต้องเป็นคนที่รักเราในแบบที่เราเป็น

ที่ผ่านมาคนเข้าหาเราด้วยภาพและความคาดหวังว่าเราจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยิปว่าถ้าจะคบกันควรรู้จักเนื้อแท้ของยิป ให้เขารู้เลยว่ายิปเป็นแบบนี้ เราเป็นไบฯ เราชอบผู้หญิงด้วย ตอนนี้เราคุยอยู่หลายคน จะคุยกับเราต่อไหม เมื่อเขาโอเค รับได้ มันทำให้เราพร้อมจะลองและเริ่มต้นความสัมพันธ์ และเป็นการเริ่มต้นที่ความซื่อสัตย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งต่อเขาและเราเอง เพราะเมื่อเขารับได้เราก็เป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่ออยู่กับเขา


จุดสูงสุดความรักคืออะไร มีความรัก

ไม่ค่ะ นี่คือความขัดแย้งมาก เพราะหลายคนมองว่าครอบครัวยิปน่ารักและอบอุ่น ทุกคนมองว่ายิปโชคดีมากที่ป๊าและม้าน่ารัก ใช่...เรื่องนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีมากเลย มันหายากมากนะที่พ่อแม่ยังแซว ยังหยอก และหอมแก้มให้เราเห็น จนบางทีเราก็อิจฉา แบบ...โอยหยุดเถอะ (ยิ้ม) แต่ยิปไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูกมาตั้งนานแล้ว และตอนนี้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ เพราะยิปไม่ศรัทธาเรื่องนี้ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนชอบมีความรัก ชอบมีแฟน


ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตไม่กลัวบ้างหรือ 

กลัว! นี่แหละเป็นปัญหาหลักเลย  ตอนมีแฟนทุกอย่างดีมาก แฟนดีกับเรามาก พอวันหนึ่งเขาเริ่มคิดสร้างอนาคตกับเรา เรากลับกลัว เมื่อเขาจริงจัง เขาเริ่มวางแผน เริ่มวางอนาคตระหว่างเรา แต่เราหนี เพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อย่างรุนแรง พอเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ ปลายทางของเราไม่เหมือนกัน แล้วยังอยู่ด้วยกันต่อ เหมือนเราหลอกเขา ก็หยุดดีกว่า ถามว่ารักเขาไหม เรารักนะ แต่มันไปไม่ได้


แล้วความรักช่วงนี้เป็นอย่างไร 

ตอนนี้ค่อนข้างมั่นคงที่สุดแล้วตั้งแต่มีมา (หัวเราะ)


วันนี้คนๆ นั้นคือใคร

ฌอห์ณ (จินดาโชติ) ค่ะ ซึ่งถ้าถามก็ต้องตอบว่าเขาไม่ใช่แฟนนะคะ เขาคือคนที่เรากำลังคุยอยู่ คนที่เราเลือกอยากให้อยู่ข้างๆ คำตอบอาจจะดูเป็นดาราแต่เขายังไม่ใช่แฟนจริงๆ เพราะความรู้สึกมันยังไม่ใช่แฟน การเป็นแฟนต้องมีความเป็นชาย-หญิงมากกว่านี้ ตอนนี้คืออย่างไร ดีล่ะ...คือเรายังไม่เคยมีแฟนที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน ที่ผ่านมาคือมีคนนั้นคนนี้มาชอบ มาจีบ แล้วคบกันเป็นแฟน คนนี้แฟนเรา มันคือความรู้สึกของชาย-หญิง คนนี้ดูแลเรา เรารักเขานะ แต่ตอนนี้มันคือความสัมพันธ์ที่ใหม่สำหรับยิปมาก เป็นคนที่เท่าๆ กัน รู้จักกันมานาน เป็นเพื่อนที่ช่วยและดูแลกัน


ตอนนี้ยิปซีขึ้นแท่นสาวหุ่นดีในวงการบันเทิงไทยเลยนะ 

 เออ ก็งงตัวเองเหมือนกันว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง


ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนเป็นถามว่ายิปซีเริ่มต้นดูแลจริงจังเพราะอะไร

เริ่มต้นเพราะเป็นเด็กขี้โรค ป่วยง่าย เข้าโรงพยาบาลทุกปี  ไม่ว่าจะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไมเกรน ความดันต่ำ สารพัดโรค มันทำให้เราต้องยกกองบ่อยมาก ซึ่งมันกระทบคนอื่นไปด้วย เพราะเราไปทำงาน ไม่ได้ นอกจากนี้เรารู้สึกว่าอายุเท่านี้เอง ทำไมเข้าโรงพยาบาลบ่อยจังวะ! แล้วมันก็เป็นภาพเดิมๆ ที่พ่อแม่มานั่งเฝ้าเรา คำถามเดิมๆ “ป๊าเบื่อมั้ย” เขาก็ตอบว่าไม่เป็นไรตลอด

เราเริ่มรู้สึกเศร้า เพราะอายุเท่านี้เอง มันควรเป็นเราที่ต้องดูแลพ่อแม่มากกว่านะ ภาพพวกนี้มันเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ กองถ่ายโทรมา “น้องยิป เข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว” ตัดภาพมาที่พ่อแม่ต้องรีบขับรถมา เราเริ่มรู้สึกว่าไม่เอาภาพแบบนี้แล้ว ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือตอนนั้นเป็นไมเกรน อาการที่เกิดขึ้นด้วยคือบ้านหมุน อยู่ๆ เราก็ล้มหัวฟาดพื้นไปเลย พ่อต้องอุ้มไปโรงพยาบาล จากครั้งนั้นคือไม่เอาอีกแล้ว จะไม่ไปโรงพยาบาล
อีกแล้ว เซ็ตเป้าหมายใหม่เลย และเริ่มหักดิบและทำทันที เริ่มจากอาหารเลยค่ะ ยิปหาข้อมูลเรื่องอาหารแล้วทำเลย ตอนนั้นทางออกคือการกินคลีน เราศึกษาว่าเขากินกันยังไง ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักการกินคลีนเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ แล้วยิปก็ทำกินเองเลย ต้มผักกินไก่นึ่งเลย


ก่อนหน้านั้นไม่ได้ดูแลอาหารบ้างเลยหรือ เพราะจัดว่ายิปซีก็เป็นสาวหุ่นดีเหมือนกันนะ 

ใช้คำว่าอุบาทว์มากเลยล่ะค่ะ (ยิ้ม) การกินของยิปแย่มาก เราไม่กินข้าว ไม่กินอาหาร แต่กินขนม ขนมในร้านสะดวกซื้อ ขนมถุงๆ ขนมอะไรก็ได้ที่มีผงชูรส และต้องย้ำว่าไซส์ใหญ่ทุกถุง กินทุกมื้อ 6-7 ถุง กินแบบนี้จนที่บ้านดุอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อกับแม่เปิดร้านอาหารเวียดนามมาก่อน เป็นร้านอาหารสุขภาพ แต่ลูกกินของไม่ดี กินขนมที่มีแต่ผงชูรส เต็มไปด้วยโซเดียม ที่เห็นว่าผอมมันน่าจะมาจากเพราะเราป่วยมาจากภายในมากกว่า แล้ววันที่ตัดสินใจก็คือหักดิบเลย กินคลีนให้สุดไปเลย และน่าจะทำมาประมาณ 2 ปีแล้วค่ะ 

จากที่เคยไปโรงพยาบาลจ่ายค่ายาตั้งแปดพันเพื่อให้ลำไส้ขยับและขับถ่ายแบบคนปกติ เหมือนดีท็อกซ์ลำไส้ แต่พอมากินคลีนช่วง 2 เดือนแรกความรู้สึกแบบเพลง Hallelujah ก็มา!! ความรู้สึกว่าข้างในตัวเราสะอาดขึ้น ไม่ได้เวอร์นะ แต่มันรู้สึกคลีนขึ้นจริงๆ ก่อนหน้านั้นยิปเคยมีโมเมนต์ลดความอ้วนด้วย พอชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าอ้วนขึ้น อุ้ย! อ้วนขึ้น อุ้ย! แก้มออก ก็งดแป้ง ว่ายน้ำ คาร์ดิโอ ทำทุกอย่างเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ไม่ได้ถึงขั้นกินแล้วล้วงคออ้วก เพราะเราอ้วกไม่เป็น ไม่เคยกินแล้วคายทิ้ง ไม่ถึงขั้นนั้น อย่างมากที่สุดก็คือลดแป้ง งดอาหารเย็น เคยลองใช้สูตรลดความอ้วนต่างๆ กินแต่น้ำผลไม้ หรือสูตรลดความอ้วนใน 7 วัน ปรากฏว่าทำได้แค่ 3 วันก็ไม่รอด หิวและทรมาน ท้อจัง กลับไปกินขนมเหมือนเดิม สุดท้ายพอเราปรับเรื่องการกิน เราก็รู้สึกว่าเราคิดถูก ชีวิตมีความสุขมาก  


แล้วเรื่องของการออกกำลังกายล่ะ ต้องทำหนักแค่ไหนถึงจะได้ครอบครองเรือนร่างเป๊ะแบบนี้ 

ยิปออกกำลังกายอยู่แล้วค่ะ เปลี่ยนแค่เรื่องอาหารการกินเท่านั้น ความจริงยิปไม่ได้ออกเยอะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิปออกกำลังกายแค่ประมาณอาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง ปรับแค่การกินให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง หลายคนเข้าใจว่าอยู่ในยิมทุกวัน คิดว่าออกหนักมาก เราออก
ตามเดิม แค่ดูแลเรื่องการกินอาหารให้ดีขึ้น


ไม่มีเคล็ดลับพิเศษจริงๆ หรือ

จริงๆ ยิปบอกทุกคนทั้งหมดที่ยิปทำนะ เราเปลี่ยนแค่กินให้ดีขึ้น ออกกำลังกายไม่หนักเลย เรายังมีความสุขกับสิ่งนี้และทำมันได้ตลอด คือไม่ทำให้มันหนักเกิน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ามากเกินเราจะรู้สึกว่าโอ๊ยเหนื่อย...ไม่อยากทำแล้ว แต่ปริมาณการ ออกกำลังกายที่ยิปทำมันพอดี พอเราเจอความพอดีมันคือความยั่งยืน มันก็เหมือนทางสายกลางนี่แหละ คือเราเลือกทางที่เรายังกินตามที่เราอยากได้ ไปแฮงเอาต์กับเพื่อนอยู่ยังกินพิซซ่าได้ แต่ก็ไม่ได้กินแบบไร้สตินะคะ พอมันทำได้มันจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ อยากให้เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก เราไม่ได้อยู่ในฟิตเนส 7 วัน ไม่ได้อยู่ครั้งละหลายชั่วโมง หลายครั้งมีคนถามว่า “ยิปเคยกินอะไรอร่อยๆ บ้างมั้ย” เรางงมากนะ เขาคงนึกว่าเรา ไม่มีความสุขในชีวิตแน่ๆ เลย ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลยนะ เรายังนั่งกินป๊อปคอร์นดูหนังอยู่เลย 


หมูกระทะ บุฟเฟต์ และแอลกอฮอล์ล่ะ

เราไม่กินหมูและเนื้อวัวมาเป็น 10 ปีแล้ว นอกนั้นกินปกติค่ะ ส่วนบุฟเฟต์กินนะคะ และก็กินไวน์ค่ะ คือเรากินปกตินี่แหละค่ะ แต่ต้องกินแบบไม่ไร้สติ ถามว่าเฟรนช์ฟรายด์อยากกินมั้ย เรากินแต่ก็จำกัดปริมาณ ไม่ได้กินจนเพลิน ซึ่งเรื่องนี้คือเรื่องยากนะ การที่กินแล้วหยุดให้เป็น มันยากกว่าอด บางคนเลยเลือกที่จะไม่เริ่มดีกว่า จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความพยายาม เพราะบ้านเราเข้าสังคมด้วยการแฮงเอาต์และกิน ต่อให้ผอมยังไง
ก็ต้องเจอเพื่อน ต้องไปกินบิงซูกับเพื่อน ไปคาเฟ่น่ารักๆ กัน ให้ไปนั่งคุยเฉยๆ ไม่สั่งอะไรเลยเพราะกลัวอ้วนก็ไม่มีความสุขแล้ว หรือไปนั่งกับเพื่อนๆ เขากินของอร่อยๆ กัน เรานั่งกินแต่สลัดผัก มันดูแห้งๆ ไม่ได้นะ


ในอินสตาแกรมของยิปซีไปคาเฟ่เก่งไม่แพ้เข้าฟิตเนส ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วสั่งมาถ่ายรูปให้สวยๆ แต่ไม่กินหรือเปล่า

กินสิคะ (หัวเราะ) ไม่ได้สั่งมาเป็นพร็อพนะคะ เคยมีคนไดเร็กต์แมสเสจมาถามด้วยว่าอันนี้ที่สั่งมาไม่ได้กินใช่มั้ยคะ? เราก็แบบ...น้องคะพี่ไม่ได้รวยขนาดนั้น ของกินจะสั่ง
มาทิ้งขว้างได้ยังไง  


รับมือกับคอมเมนต์ของหนุ่มๆ อย่างไรบ้าง 

ไม่สนใจ เฉยๆ ใส่ ยิปมองว่าเขาป่วย แล้วเราต้องมาหยุดทำสิ่งที่เป็นไลฟ์สไตล์เพราะไปเจอคนแบบนี้เหรอ เราจะต้องหยุดลงรูปตอนที่เราออกกำลังกาย เห็นซิกซ์แพ็กเราเพราะคนแบบนี้หรือ มันก็ไม่ใช่เหตุผลนะ แล้วอีกอย่างจุดประสงค์ของยิปไม่ได้ทำให้รูปมันออกมาในทางลามกอนาจารนะ หลายครั้งยิปอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ผ่านมาเห็นแล้วลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเอง


นอกจากไม่ตอบโต้คอมเมนต์ ยังเป็นคนยอมรับในสิ่งตัวเองทำมา โดยเฉพาะเรื่องการทำศัลยกรรม

ยิปไม่ชอบโกหกมากกว่า ในทุกๆ เรื่องค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องศัลยกรรมเท่านั้น


ทำไมถึงทำศัลยกรรม เกี่ยวกับคอมเมนต์ที่คนชอบว่ายิปซีตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือเปล่า

ไม่เกี่ยวค่ะ เพราะสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราทำ ทุกอย่างในชีวิตมันมาจากตัวเองล้วนๆ คอมเมนต์คนอื่นๆ ไม่มีผลต่อยิปเลย แม้กระทั่งความเห็นของเพื่อน พ่อแม่ หรือแม้แต่แฟน เรายังไม่นับเลยค่ะ เพราะสุดท้ายแล้วมันคือร่างกายเรา เราเป็นคนเดียวที่ต้องอยู่กับร่างกายนี้


ยิปซีมักให้ข่าวว่า ‘ทำ’ เพราะเป็นความชอบส่วนตัว

ความชอบส่วนตัวของเราคือเอ้ย...แบบนี้มันสวยดี เราเคยรู้สึกมาตลอดว่ารูปปากแบบนี้ดูสวยจัง พอตัดสินใจได้ก็ทำเลย ไม่ปรึกษาใครเลย ขนาดแม่ยังเห็นตอนทำเสร็จแล้ว พ่อแม่ยังงงเลยว่าศัลยกรรมปากมีด้วยเหรอ แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็น และพ่อแม่ก็รู้ว่าต่อให้ยิปมาปรึกษา แล้วเขาไม่อยากให้ทำ ยังไงยิปก็ทำ (ยิ้ม) 

ทำเสร็จแล้วก็จะเจอโมเมนต์เดิมๆ เข้ามา บ้างก็ชมว่าสวยจัง ทำที่ไหนมา บ้างก็บอกว่าไม่สวยเลย อันเก่าดีกว่าส่วนตัวยิปก็จะนอยด์บ้าง ไม่นอยด์บ้างกับคอมเมนต์ แต่สุดท้ายแล้วก็คือคุณไปทำมาแล้ว คุณเอากลับไม่ได้ ได้เวลาที่ต้องแฮปปี้กับปัจจุบันแล้ว และเราก็แฮปปี้นะ มันเหมือนทุกเรื่องในชีวิตเรานั่นแหละ มันมีให้เลือกตลอดเวลา เราต้องเลือกระหว่างเอ กับ บี ซึ่งถ้าเราเลือกเอ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องอยู่กับสิ่งที่เราเลือกนะ 


ในส่วนของอัพไซส์หน้าอกล่ะ เกิดขึ้นได้อย่างไร 

ก็ออกกำลังกายจนนมหายไปหมดแล้วอะ! (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนยังพอที่จะโกยเนื้อส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเติมได้ ก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่โกยขึ้นมาค่ะ แต่งตัวแล้วยังพอมีหน้าอกให้ดูสวยสมส่วน แต่มีช่วงหนึ่งที่ยิปออกกำลังกายอยู่แล้ว ยังเต้นด้วย น้ำหนักมันไป เหลือไว้แต่สะโพก ภาพคือข้างบนหายไปเหลือแต่ข้างหลังที่ใหญ่เหมือนเดิม มันไม่สมดุลสำหรับเราก็เลยตัดสินใจไปทำหน้าอก เรื่องผิวแทนก็เหมือนกัน ก็ต้องบอกว่ายิปชอบผู้หญิงที่มีหน้าอกแบบพอประมาณ ไม่ต้องคัพซีนะ ชอบผู้หญิงผิวสีแทน แล้วพอเป็นตัวเองเวลาส่องกระจกแล้วมันชอบ อย่างหน้าอก ยิปก็เถียงกับหมอเลย ไม่เอาใหญ่เกินตัว แต่หมอจะถามว่าเจ็บตัวทั้งทีทำไมไม่ทำให้ใหญ่ ไม่ทำคัพซีไปเลย ไซส์ที่ยิปอยากได้มันเพิ่มขึ้นมาอีกนิดเดียวเองนะ จนเราต้องบอกว่าไม่เอาค่ะ หนูอยากได้แค่คัพบี ห้ามใหญ่กว่านี้เด็ดขาด


ความเซ็กซี่มันยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อสัดส่วนมันดูสมส่วนมากขึ้น ไม่ถูกคุกคามมากกว่าเดิมหรือ

โรคจิตมันเจอมาตั้งแต่ยังไม่ได้ไปทำอะไรเลยค่ะ เจอมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เจอถึงขั้นที่ว่าเดินมาตรงหน้าแล้วชักว่าวโชว์เราเลย (ขนาดนั้นเลยหรือ กลางแจ้งเนี่ยนะ?) ค่ะ สยาม จุฬาฯ บนบีทีเอสก็มี คือคงเป็นดวงค่ะที่ดึงดูดอะไรแบบนี้ แต่เราไม่กลัวไง อาจจะเพราะว่าเมื่อก่อนลุคของเราดูน่ารักใสๆ แบ๊วๆ ซึ่งคนพวกนี้ จริงๆ เขาเป็นคนไม่กล้า เขาจะเข้าหาเหยื่อ
ที่ดูไม่สู้คน ซึ่งลุคของยิปสมัยก่อนเป็นแบบนั้นเลยเจอบ่อย แต่พอมาตอนนี้เราดูเปรี้ยวขึ้น ดูกร้านโลกมั้ง เดี๋ยวนี้ไม่เจอโรคจิตต่อหน้าเลย แต่ยังเหลือคนที่ส่งรูปมาทางไดเร็กต์แมสเสจอยู่บ้าง อันนี้ก็เป็นปกติ หลายๆ คน เพื่อนๆ เราก็ยังเจอ 


แฟนคลับที่ตามยิปซีมานานอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องเปลี่ยนลุคขนาดนี้ ยิปซีมีคำตอบอย่างไร 

โห...นิสัยค่ะ อินเนอร์ข้างในเลย จริงๆ ยิปไม่เคยเป็นคนเรียบร้อย ลุคเมื่อก่อนน่ะเรียบร้อย ถ้ากลับไปดูรูปสมัยก่อนก็ไม่ต้องโทษคนอื่นๆ หรอก เราดูแบ๊วจริงๆ แต่เรารู้ตัวว่านิสัยเราเป็นยังไงมาตลอด จริงๆ เราเป็นคนนิ่งมาก และเป็นแบบที่เป็นอย่างทุกวันนี้ แล้วเมื่อก่อนที่มีข่าวเห็นว่ายิปมีแฟนและเปลี่ยนแฟนบ่อย เฟลอยู่เรื่อยไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เป็นเพราะตัวเราเอง คนที่มาชอบเราเพราะนึกว่าเราแบ๊ว พอนานๆ เข้า อ้าว!...ไม่ได้เป็นแบบที่เขาชอบนี่ ทำไมเรามีปากเสียง ทำไมเราไม่ติ๋มๆ เหมือนลุค อันนี้ไม่ได้ผิดที่เขา เขาเข้ามาเพราะเขาคิดว่าเราเป็นอย่างนั้น เลยทำให้เราเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเราต้องทำตัวเองให้ตรงปกว่ะ เราต้องเป็นปกแบบนี้ 


ทางผู้ใหญ่ล่ะมีปัญหากับภาพลักษณ์ของยิปซีไหม

มีค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด อย่างพ่อแม่ก็พูดอยู่แล้ว พ่อ...ก็น่าจะห่วงแหละ (ยิ้ม) แต่เขาเป็นคนไม่พูด เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้นเราก็ทำอยู่ดี ส่วนแม่เนี่ยเขาห่วงลูกสาว บางทีแม่จะเบรกแล้วว่าอันนี้แม่ไม่โอเคนะ เมื่อก่อนชนกันบ่อย แต่ช่วงหลังเราใช้วิธีร่วมมือกันมากกว่า บอกจุดประสงค์ในการลงรูปของเรากับแม่ เราลงเพราะเราชอบสไตล์นี้ เรามองฝรั่งว่าแบบนี้มันดูสวยและเท่ ซึ่งพ่อเราเป็นคนไทยมุมมองมันไม่เหมือนกัน คนที่อายุเยอะกว่าเขาไม่เก็ตความรู้สึกเราซึ่งมันไม่ผิดนะ เพราะสุดท้ายนี่คือพื้นที่เรา ซึ่งเราพยายามจำกัดให้อยู่ในขอบเขต และโดยเฉพาะกับแม่ เราตกลงกันเลยว่ามาตรฐานของยิปและแม่ไม่มีวันตรงกันหรอก เราเชื่อว่าถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นสาวเรียบร้อยแม่ก็คงชอบแหละ แต่มันไม่ใช่เรา เอาอย่างนี้แล้วกัน เจอกันคนละครึ่งทาง ยิปลงรูปตามสไตล์ยิปแล้วถ้ารูปไหนแม่รู้สึกว่ามากเกินไป แม่โทรมาเลย ยิปลบให้แม่ได้ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีรูปไหนที่มากเกินไปสำหรับแม่


คิดอย่างไรเมื่อมีคนบอกว่าแต่งตัวเซ็กซี่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอนาจาร

ไม่เกี่ยวเลย อันนี้เจอกับตัวมาแล้ว อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนยิปดูใสๆ แต่งตัวเรียบร้อยมาก แต่กลับเจอโรคจิตบ่อยและเยอะมากกว่าปัจจุบันอีก เอาจริงๆ มันไม่เกี่ยวหรอกค่ะ คนที่ป่วยที่ชอบทำอนาจารมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขาจะมุ่งเข้าหาใคร


แบบนี้ต้องดูแลตัวเองบ้างไหม

ต้องสิ สุดท้ายแล้วเรื่องสำคัญที่สุดคือกาลเทศะ เราไปวัดเราก็แต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพราะเราต้องก้มๆ เงยๆ คือมันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องไปที่ไหน ทำอะไรบ้าง อย่างทุกครั้งที่เราไปฟิตเนส เราใส่สปอร์ตบรา เราไปทะเลเราใส่บิกินี มีแต่รูปแบบนี้ คนก็เลยเห็นแต่ความเซ็กซี่ แต่จริงๆ ยิปชอบเข้าวัดเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเวลาเข้าวัดทำบุญ ยิปไม่ชอบถ่ายรูป เรารู้สึกว่าเราไปทำบุญ ทำไมต้องถ่ายรูปตอนที่มาทำบุญ คนเลยไม่เห็นอีกด้านของเรา แล้วติดภาพเซ็กซี่เท่านั้นเอง 


จากที่บอกว่าไม่มีเป้าหมายในชีวิต ตอนนี้เปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด  

เราวิเคราะห์ตัวเองมากขึ้น เราค้นพบความสุขในชีวิตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้มากขึ้น ถามว่าเราอยากเป็นนักแสดงไหม เราว่าการเป็นนักแสดงหรือดาราไม่ได้เป็นสิ่งที่เราเลือกได้คนเดียว เพราะบางครั้งความต้องการทางการตลาดเป็นตัวกำหนดเรา แต่ในขณะที่เรายังอยู่ในอาชีพนี้เราก็ทำให้มันดีที่สุดก็พอ


จากเน็ตไอดอลรุ่นบุกเบิกสู่เน็ตไอดอลยุคนี้ ยิปซีอยากบอกอะไรมากที่สุด

ตัวเราคงไม่เหมือนไอดอลสมัยก่อนแล้ว ที่แบบน่ารักจัง แต่เราก็มีความตั้งใจว่าสิ่งที่เราเจอ การได้ใช้ชีวิตในจุดที่หาความพอดีเจอ มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุข เราก็อยากให้คนอื่นได้รับสิ่งนี้ด้วย ได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ยิปก็ไม่รู้ว่าสมัยนี้เน็ตไอดอลเขาไปถึงไหนกันแล้ว แต่แค่อยากให้สิ่งที่คุณมี คืออย่างน้อยคุณเป็นคนที่มีคนรู้จักเยอะ อยากให้ใช้สิ่งนี้ และช่วงเวลานี้ที่ยังมีคนรู้จักจำนวนมากที่ยังชื่นชมและฟังสิ่งที่คุณพูดอยู่ สร้างอะไรที่มันเป็นประโยชน์ขึ้นมา และนี่เป็นสิ่งที่เราเองก็ตั้งใจจะทำเช่นกัน