Y Master - สิงโต ปราชญา เรืองโรจน์

28.02.19 3,741 views

แม้จะเข้าวงการบันเทิงมาไม่นาน เพียงแค่ 2 ปีนิดๆ (นับตั้งแต่ SOTUS the Series ออนแอร์ ปลายปี 2559) แต่ชีวิตของ สิงโต-ปราชญาเรืองโรจน์ ก็พลิกผันแบบ 360 องศา แบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากเด็กโนเนมที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งของเอเชียที่แฟนคลับคลั่งหนักขนาดลงขันควักเงินซื้อกลุ่มดาวเป็นชื่อสิงโต ปราชญา กันเลยทีเดียว (นักแสดงชายไทยที่ว่าดังๆ ก็ยังไม่เคยมีปรากฏการณ์นี้นะจ๊ะ หรือจะไฟต์ล่ะ!) จาก Sotus the Series ทั้ง 2 ภาค มาสู่ Friend Zone และซีรีส์เรื่องล่าสุด ‘เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ’ ซีรีส์วายแหวกแนวที่เผยความสัมพันธ์ลับของคนกับผี งานนี้เสียว (ไส้) แน่นอน แต่ก่อนที่จะได้ชม เขามาเชงเม้งฯ อย่างเป็นทางการ (ขอเขียนสั้นๆ แค่นี้นะจ๊ะ ชื่อซีรีส์ยาวเกินไป เปลืองหน้ากระดาษ) เราอยากมอบตำแหน่ง ‘เจ้าพ่อซีรีส์วาย’ ให้สิงโตไปก่อนเลยหนึ่งตำแหน่ง ทำไมน่ะหรือ? อ่านสิจ๊ะ


เขามาเชงเม้งฯ ปิดกล้องไปหรือยัง

จริงๆ เขามาเชงเม้งฯ ปิดกล้องไปตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคมแล้วครับผม นี่ก็ผ่านมา 6-7 เดือนแล้วครับ 


นี่เท่ากับว่าเป็นซีรีส์วายเรื่องที่ 3 ของสิงโตสินะ หรือว่าต้องนับ 4 เพราะ SOTUS the Series มี 2 ภาค

มี SOTUS the Series มี U-Prince Series ตอน เฟิร์สคลาส ก็แอบวายนิดๆ แล้วก็ Friend Zone แล้วก็ เขามาเชงเม้งฯ จริงๆ 5 เรื่องนะครับ เขามาเชงเม้งฯ คุยกับพี่ออฟ (นพณัช ชัยวิมล) ที่เป็นผู้กำกับมาก่อนที่จะรับ Friend Zone ด้วยซ้ำครับ 


ตอนนั้นไปตกลงปลงใจอย่างไรถึงยอมรับโปรเจ็กต์นี้

ต้องบอกว่าเวลาผมจะเลือกรับแต่ละโปรเจ็กต์อะไรก็ตาม สิ่งที่ผมจะดูเป็นอันดับแรกเลยคือบท เราจะดูว่าหลังจากอ่านบทแล้วคาแร็กเตอร์มันซ้ำหรือมันไปกับเราได้ไหม บางทีเราอ่านแล้วรู้สึกว่าเราไม่เห็นภาพตัวเองในบทบทนั้น เราก็จะบอกว่า “พี่...ผมว่ามันไม่ใช่คาแร็กเตอร์ผม มันไม่ใช่ตัวผมนะ” แต่ก็จะมีบางคาแร็กเตอร์ อย่าง SOTUS the Series ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นก้องภพ ถูกไหมครับ เพราะว่าพอเราอ่านบทแล้วเรารู้สึกว่าเฮ้ย เราไม่ได้ขาว เราไม่ได้มีลุคเป็นคุณชาย เราไม่ได้ดูหล่อดูดีขนาดนั้น แต่พอเราได้พูดคุยกับพี่ที่เขียนบทหรือว่าทีมงานต่างๆ แล้วเขายังยืนยันให้เราได้ว่าเขามองเห็นเราในคาแร็กเตอร์นั้นน่ะอันนั้นถึงจะพิจารณาอีกที


เทียบคาแร็กเตอร์ 3 เรื่องหน่อยว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

โอ้โฮ ส่วนใหญ่ที่ผมรับเล่นค่อนข้างที่จะต่างกันไปหมดเลยครับ SOTUS the Series นี่ก็จะมีมาดของตัวเอง มีมาดของก้องภพ จะมีความหล่อ ขรึม แล้วก็จะแสดงอารมณ์มากไม่ค่อยได้ นี่เป็นสิ่งที่พี่ๆ ทีมกำกับเขาก็จะบอกไว้ว่าขอให้รักษามาดนิดนึง แล้วก็อย่าแสดงอารมณ์ออกมาสุดในทุกทาง ยกเว้นแสดงความรัก ส่วนตัว Friend Zone เนี่ยค่อนข้างจะอิสระในการดีไซน์ตัวละครอยู่พอสมควร เพราะว่าพี่ออฟกับพี่โจ้ที่เป็นผู้กำกับก็เห็นไปในทางเดียวกันว่ามันควรจะเป็นคาแร็กเตอร์ที่ใกล้เคียงกับตัวเรามากที่สุด แต่ว่าก็จะมีอีกพาร์ตนึงที่โดดไปไกลเหมือนกัน คือพาร์ตหลังที่ตัวละครมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนเขามาเชงเม้งฯ เนี่ยเป็นคาแร็กเตอร์ที่แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่เจอในชีวิตประจำวันทั่วไปของสิงเลย เพราะว่ามันต้องดึงพลังออกมาใช้อยู่ตลอดเวลา ต้องสดใสร่าเริง ต้องมีความน่ารักมุ้งมิ้ง 


ถือว่าเป็นบทที่ท้าทายความสามารถเราไหม เมื่อเทียบกับ Friend Zone ซึ่งค่อนข้างจะเรียลกว่า

เกือบมากครับ ถ้า Friend Zone คือเรียลลิสติก เน้นไปทางที่ค่อนข้างหนักๆ เลย เป็นดราม่าแฟน คนรัก เพื่อนทรยศ แต่เขามาเชงเม้งฯ จะค่อนไปทางทำอารมณ์ ลำบากเหมือนกันนะครับ เพราะช่วงนั้นมันถ่ายพร้อมกันตลอด เหมือนพอ Friend Zone ดราม่าจ๋า วันต่อมา เขามาเชงเม้งฯ ผมก็ต้องทำอารมณ์ให้อะเลิร์ต ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ถามว่ายากกว่าไหม ยากกว่าครับ ยากกว่าในแง่ของการทำความรู้สึกให้มันสดใสตลอดเวลา จริงๆ มันเหนื่อยมากนะครับกับการดึงพลังออกมาใช้ เหนื่อยกว่าการดึงอารมณ์ให้ดราม่าอีก


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 5 ที่สิงโตรับบทวาย ถือว่าเยอะที่สุดในบรรดาคนในวงการตอนนี้

เยอะที่สุดเลยเหรอครับ ผมไม่แน่ใจว่าเยอะที่สุดไหม แต่ว่าผมไม่ซีเรียสนะ


ยกตำแหน่งให้เป็น ‘เจ้าพ่อซีรีส์วาย’ เลยนะ

(หัวเราะ) โอ้โฮ มีเคลมตำแหน่งได้ด้วยเหรอครับ จริงๆ ผมไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นวายหรือไม่วาย เราเลือกจากหนึ่งคือบท สองคือทีมงาน ร่วมงานด้วยแล้วเราสบายใจมั้ย ก่อนหน้านี้ผมมีคุยโปรเจ็กต์ เขามาเชงเม้งฯ กับพี่ออฟที่เป็นผู้กำกับ แล้วก็เป็นพี่ทีมงานที่ทำ Friend Zone เหมือนกัน คือคุยเรื่อง เขามาเชงเม้งฯ มาก่อนแล้วค่อยไป Friend Zone เรื่อง Friend Zone เนี่ยตอนแรกหวั่นเหมือนกัน เพราะว่ามันค่อนข้างเรียลลิสติก แล้วบทมันท้าทายมากจริงๆ แต่ยิ่งเห็นว่าเป็นทีมงานเดียวกับเขามาเชงเม้งฯ เรารู้สึกว่าเราพูดคุยแล้ว...เฮ้ย เขาใส่รายละเอียดกับการทำซีรีส์เกี่ยวกับการทำงานของเขา เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันยิ่งทำให้เรายิ่งอยากรับเล่นในบทต่างๆ ที่เขาเสนอมา


เปลี่ยนคู่บ่อยๆ นี่แฟนคลับเราเขาสวิตช์อารมณ์ทันไหม เพราะส่วนใหญ่บ้านพีรญา (คริส-สิงโต) จะเหนียวแน่นสุด

จริงๆ บ้านพีรญาค่อนข้างเข้าใจนะครับ ถ้าเป็นแฟนคลับที่ตามเรามาก็จะชอบให้ผมอยู่กับคริส แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไปคู่กับคนอื่นไม่ได้ แต่ว่าอยู่กับน้องคริสก็จะดีในชีวิตประจำวันทั่วไป ก็จะเป็นบ้านพีรญา ในขณะที่ถ้าเกิดว่าผมไปเล่นกับคนอื่น เขาก็ยังซัพพอร์ตอยู่เหมือนเดิม 


แล้วพอมาเปิดเรื่อง เขามาเชงเม้งฯ นี่ทุกคนเซอร์ไพรส์ไหม เพราะไม่คิดว่า SOTUS the Series กับ Make It Right the Series จะโคจรมาเจอกันได้

อ๋อ ก็เซอร์ไพรส์นิดนึงครับ เพราะว่านี่ก็เป็นเรื่องแรกของน้องโอม (ภวัต จิตต์สว่างดี) ในฐานะนักแสดงสังกัด GMMTV เหมือนผมได้รับโอกาสให้ดูแลน้องเป็นเรื่องแรก


พูดถึงพระเอกเรื่องนี้หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ความน่ารักอยู่ตรงไหน

จริงๆ น้องโอมเป็นคนที่น่ารักแล้วก็อะเลิร์ตอยู่แล้ว ถามว่าทำไมทุกคนถึงต้องดู หนึ่งเลยคือ เขามาเชงเม้งฯ คือเรื่องที่แหวกแนวกว่าซีรีส์เรื่องอื่น แค่ตัวผมที่รับบทเป็นพี่เมษในเรื่อง ก็เป็นผีตั้งแต่แรก มันแหวกแนวกว่าซีรีส์เรื่องอื่น มันไม่ใช่แค่รักใสๆ อย่างเดียว มันมีเรื่องครอบครัว มีการสืบสวนสอบสวน มีเรื่องเร้นลับมากมาย อยากให้ทุกคนดู เพราะว่าคงไม่ได้เห็นบทแบบนี้บ่อยๆ นัก


นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ต้องรับบทเป็นวิญญาณ

ใช่ครับ เป็นครั้งแรกเลย แล้วหนึ่งในเหตุผลที่ผมรับเล่น ก็เพราะว่าเปิดมาพี่ออฟ ผู้กำกับบอกว่า “แต่ว่าเรื่องนี้สิงต้องเล่นเป็นคนที่ตายไปแล้วนะ เป็นผีน่ะ” ผมเคยคาดหวังกับตัวเองว่าจะได้เล่นหนังผีสักเรื่อง แต่ว่าไม่เคยคาดหวังว่าตัวเองจะได้เล่นเป็นผี แล้วก็เคยคิดว่าหนังผีจะต้องน่ากลัว สยองขวัญ ต้องดูดาร์ก แต่ไม่เคยคิดว่าหนังผีมันจะมีอารมณ์ดราม่า มีความน่ารักมุ้งมิ้งได้ด้วยครับ


ก่อนเปิดกล้องได้อ่านตัวนิยายต้นฉบับก่อนหรือเปล่า

พี่ออฟบอกว่าพยายามเลี่ยงไว้ก่อน เอาไว้หลังจากที่ถ่ายจบไปแล้วค่อยอ่าน เพราะว่าตัวซีรีส์ปรับบทมาจากนิยายเยอะมากพอสมควรเหมือนกัน เพราะว่าบางอย่างในซีรีส์ก็ไม่สามารถทำตรงตามนิยายได้ ไม่อย่างนั้นเนื้อเรื่องจะยืดเยื้อ พี่ออฟก็เลยบอกว่าพี่ขอให้อ่านเป็นฉบับที่เขาทำมาเป็นตัวซีรีส์เลย เพื่อที่จะไม่ได้สับสนระหว่างตัวซีรีส์กับตัวนิยาย


บรรยากาศตอนที่ถ่ายทำจริงในสุสานเป็นอย่างไรบ้าง

ถ่ายที่ชลบุรีครับ ถ่ายกันทั้งกลางวันกลางคืนเลยครับ ตอนเช้าก็จะร้อนมาก ร้อนแบบร้อนจริงๆ ครับ เพราะว่ามันถ่ายกลางแจ้ง ถ่ายตั้งแต่ 8-9 โมงเช้าจนถึงบ่าย 2-3 แล้วค่อยย้ายเข้าที่ร่ม ดำไปประมาณ 2-3 เฉดสีเลยครับแม้ว่าจะทาครีมกันแดดแล้วก็ตาม ถามว่ากลัวไหมก็ไม่กลัวนะ แต่ทุกอย่างเซ็ตติ้งมันคือของจริงหมด ที่เห็นไปเหยียบบนหลุมก็ขึ้นไปเหยียบบนหลุมจริง ๆ แต่ว่าก็มีการไหว้ขออนุญาตแล้วครับ


สิงโตมีเชื้อจีนด้วย เคยมีบรรยากาศของการไปไหว้เชงเม้งไหม

มีครับ มีตอนเด็กๆ ครับผม แต่ไปตอนเด็กมากๆ พอโตมาก็เหมือนกับเปลี่ยนมาไหว้ที่บ้านแทน ก็เลยไม่แน่ใจว่าตอนเราเด็กๆ เนี่ยไปไหว้ที่ไหน ไม่แน่ใจเหมือนกัน 


ความรู้สึกของเราระหว่างตอนที่เราเคยไปไหว้ตอนเด็กๆ กับตอนถ่ายในสถานที่จริงเป็นอย่างไร 

ตอนเด็กๆ ก็นึกออกคำเดียวครับ ร้อนมาก ร้อนมากๆ ปัจจุบันตอนไปถ่าย เรามาในพาร์ตของการทำงาน เราไม่คิดว่าเราจะต้องตากแดดตลอดเวลา คือถ้าเข้าซีนอย่างไรก็ต้องเล่นกลางแดด และอยู่ทั้งวัน ตอนเด็กๆ มันยังอยู่ในรถตู้ รอในรถได้ ถึงเวลาไหว้ก็ออกไปไหว้ ก็เลยรู้สึกว่าเออ พอเวลาเราทำงานจริงๆ มันร้อนกว่าตอนเด็กๆ อีก และมันเหนื่อยกว่า 


ในช่วงชีวิตของสิงโต 2-3 ปีที่ผ่านมาถือว่าพลิกผันมาก จากโนเนมไม่เคยมีใครรู้จักพอมาเล่น SOTUS the Series ปุ๊บมันเปลี่ยนไปแบบ 360 องศาเลย 

 มันพลิกจนเราไม่เคยคิดว่าชีวิตเราจะพลิกได้ขนาดนี้เลยครับ ตอนที่รู้ตัวว่าเราผ่านการแคสติ้ง SOTUS the Series เราแค่มองว่าเราอยากจะทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด แล้วเราแค่อยากจะช่วยเหลือทางด้านการเงินของครอบครัวเท่านั้นเอง เราไม่คิดว่าเราจะดังขนาดนั้น เราไม่คิดว่าเราจะมีชื่อเสียง หรือว่าซีรีส์เราจะไปไกลขนาดนี้ 


แล้วตอนนี้ล่ะ

มันไปไกลมากจนหลายๆ คนก็รู้จัก ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก เวลาใช้ชีวิตปกติธรรมดาทั่วไป บางทีขึ้นรถเมล์ เข้าห้างสรรพสินค้า ใช้ชีวิตแบบเด็กธรรมดาทั่วไปก็จะมีคนจับตามอง หรือว่าเข้ามาทักทาย เราไม่คุ้นเหมือนกันนะครับ เพราะว่าปกติแล้วผมเป็นคนค่อนข้างมีพื้นที่ส่วนตัวพอสมควร ไม่ค่อยยุ่งกับใคร เวลาอยู่คนเดียวก็จะชอบใส่หูฟังฟังเพลง หรือว่าว่างก็จะอ่านหนังสือ หาร้านกาแฟดีๆ นั่ง พอมันเป็นอย่างนี้เรารู้สึกว่าพื้นที่ส่วนตัวเราก็หายไปเหมือนกันนะ แต่มันก็ไม่รู้สึกว่ามันแย่มากขนาดนั้น มันรู้สึกว่ามันคือหน้าที่การทำงานของเราในระดับนึง แต่เราก็ได้ในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถได้มาได้ง่ายๆ เช่น มีคนมาซื้อดาวให้แล้วจดลิขสิทธิ์ชื่อดาวนั้นเป็นชื่อของเรา มันเป็นโอกาสที่เข้ามาในช่วงชีวิตเราที่ไม่ได้เข้ามาบ่อยๆ รู้สึกดีใจที่เราได้คว้ามันเอาไว้


การเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้อยู่ปี 3 เทอม 2 ครับ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพครับ


ชอบกว่าเศรษฐศาสตร์ใช่มั้ย

ชอบกว่ามากครับ คือผมเป็นคนที่ไม่เก่งเลขเลย อะไรที่เกี่ยวกับเลขผมอ่อนมาก แต่ที่เราเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคุณแม่อยากให้ทำงานเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์เหมือนพี่สาว แล้วเราก็รู้สึกว่าน่าสนใจเหมือนกัน เพราะตอนเรียนเศรษฐศาสตร์สมัยมัธยมฯ มันแค่พื้นฐาน ก็เลยรู้สึกว่าเฮ้ยเราเรียนได้นี่ แต่พอมาเรียนจริงๆ โอ้โฮ มันยากมากจนขนาดที่เคยต้องอ่านหนังสือจนร้องไห้ เรารู้สึกว่าอ่านอย่างไรเราก็ไม่เข้าใจ เหมือนเราเลือกเส้นทางโดยที่เราไม่รู้ว่าเราชอบจริงไหม แต่พอบอกกับพ่อว่าขอลองเรียนในสิ่งที่เราชอบ อยากลองไปเรียนสายนิเทศฯ ดู เพราะว่าผมชอบตัดต่อ ชอบถ่ายรูป พ่อบอกว่าเอาเลย เอาที่ตัวเองชอบ เอาที่ตัวเองรัก ทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน ผมก็เลยซิ่วแล้วก็ไปเข้า ม.กรุงเทพ ตอนที่ผมเริ่มทำงานพอดี แล้วรู้สึกว่านี่แหละมันคือเส้นทางของเรา มันเหนื่อยมากจริงๆ นะครับ เหนื่อยกว่าตอนเรียนที่ ม.เกษตรฯ ตรงที่ตอนเรียนเกษตรฯ ยังอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบอย่างเดียว แต่พอเรียน ม.กรุงเทพ ต้องทำงานจริงๆ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แล้วการบ้านเยอะมาก เพราะมันเป็นภาควิชาปฏิบัติ ซึ่งมันหนักมากพอสมควร ผมบ่นตลอดเวลาในโซเชียลฯ 


วางอนาคตตัวเองอย่างไร นี่จะเป็นซีรีส์วายเรื่องสุดท้ายหรือไม่

ผมไม่เคยปิดตัวเองว่าซีรีส์นี้จะเป็นซีรีส์วายเรื่องสุดท้ายนะครับ สมมตินะครับ ในอนาคตจะมีบทที่ผมรู้สึกว่ามันท้าทายความสามารถเรา มันน่าสนใจ หรือว่าเรามองเห็นตัวเองในคาแร็กเตอร์นั้น เราก็จะพิจารณาเล่น แต่ก็อาจจะทิ้งช่วงไปบ้าง เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนเห็นว่าเฮ้ย เล่นแต่บทซ้ำๆๆ ไม่ได้กลัวว่าทุกคนจะติดภาพ แต่ว่าบางทีเราก็รู้สึกว่าถ้าเกิดว่ามันซ้ำจนเกินไป ทุกคนจะมองว่าเอ๊ะ หรือว่าเราไม่รับเล่นบทชาย-หญิงเลย รับนะครับ เพียงแต่ว่าเรายังไม่เจอบทที่มันเข้ากับเรามากขนาดนั้น แต่ล่าสุดก็มี Turn Left Turn Right ที่น่าจะออนแอร์ปีหน้าครับ


นั่นหมายความว่าแฟนคลับมีความหวังที่จะได้เห็น คริส-สิง กลับมาเล่นคู่กันอีกครั้ง

ถ้ามีโปรเจ็กต์ที่มันตรงคาแร็กเตอร์คริสกับสิงดีกว่าครับ เพราะว่าผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่า ในอนาคตจะมีโปรเจ็กต์ไหนมีคาแร็กเตอร์ที่ตรงกับคริสและสิงแล้วได้บทมาคู่กันอีก อันนั้นขึ้นอยู่กับความเห็นของทางผู้ใหญ่ดีกว่า 


ระหว่างการทำงานเบื้องหลังกับการถ่ายรูป ชอบอันไหนมากกว่ากัน

ทำงานเบื้องหลังกับการถ่ายรูปเหรอครับ โอ้โฮ ยากเลย จริงๆ ผมชอบการถ่ายรูป แต่ว่าเป็นการถ่ายรูปแบบพอร์เทรตครับ ถ่ายภาพบุคคล แล้วผมก็ชอบการถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ทำสี เปลี่ยนสี รู้สึกว่ามันเหมือนงานอดิเรกมากกว่า เพราะว่าไม่มีใครมาบอกให้เราต้องทำอันนี้ๆ เรารู้สึกว่าอยู่ๆ เราก็อยากถ่าย อยู่ๆ เรารู้สึกว่าเราอยากเก็บโมเมนต์ตรงนี้ เราอยากถ่ายเป็นวิดีโอ แล้วตัดออกมาเป็นวิดีโอ เราก็ทำ เรามีความสุขไปกับมัน แต่ถามว่าถ้าพอถึงเวลาต้องทำเป็นอาชีพเลยมั้ย ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพอไปถึงตรงนั้นแล้วเราจะรู้สึกชอบอันไหนมากกว่าระหว่างการถ่ายรูปกับการทำงานเบื้องหลัง 


ไม่คิดที่จะเป็นผู้กำกับบ้างเหรอ

ผมก็สนใจอยู่เหมือนกันนะ เพียงแต่ว่าพอเราได้ลงลึกด้านเบื้องหลังแล้ว เรารู้สึกว่าเฮ้ย ทางที่มันเข้ากับเรามากกว่าน่าจะเป็นการกำกับภาพ ตัดต่อ ทำสี เราสนใจงานด้านนี้มากกว่า กำกับมันต้องเห็นภาพองค์รวม แต่ว่าผมยังเห็นแค่ภาพสวยไว้ก่อน เพราะฉะนั้นผมไปกำกับภาพน่าจะดีกว่า


แต่ผลงานที่ไปถ่ายรูปให้เต-นิว ก็ใช้ได้อยู่นะ

เสียดายอย่างเดียวที่ไม่ได้ใช้กล้องตัวเองครับ บางทีถ้าใช้กล้องตัวเองมันจะมีความถนัด แล้วก็มีกิมมิกของตัวเองมากกว่านี้อีกนิดนึง แต่ว่าอันนี้เหมือนกับได้ฝึกไปว่าจำเป็นต้องใช้กล้องแบบอื่น เพื่อทำงานจริงจังจริงๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไร


ตอนนั้นไปตกปากรับคำเต-นิว ได้อย่างไร ถึงไปถ่ายรูปให้เขา

คือพี่เตเคยมาถ่ายโฟโต้บุ๊กให้ผม โฟโต้บุ๊ก Kissing น่ะครับ แล้วเรารู้สึกว่าเหมือนเคยพูดเล่นๆ กับพี่เตเฉยๆ ว่าถ้าพี่เตมีโฟโต้บุ๊กนะ เดี๋ยวจะขอแอบไปถ่ายเบื้องหลังนะ คือไม่ได้ถ่ายเป็นโฟโต้บุ๊กจริงๆ แค่ไปถ่ายเบื้องหลังเฉยๆ ผมชอบถ่ายเบื้องหลัง แล้วก็เอารูปให้เขา แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาจริงๆ เหมือนกับพี่เขาบอกว่ามาถ่ายให้สักประมาณแช็ปเตอร์นึงแล้วกัน มาเป็นเกสต์พิเศษให้หน่อย


ตอนนั้นคิดคอนเซ็ปต์หรือคิดอะไรไว้ในหัว เตรียมตัวเยอะมั้ย

ยังไม่เยอะนะครับ สิ่งที่เตรียมไว้คืออยากให้คาแร็กเตอร์การถ่ายรูปพอร์เทรตในแบบของผม อันดับแรกเลย ผมชอบถ่ายที่อย่างไรให้ตัวแบบต้องดูดีไว้ก่อน สองคือมันจะต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในภาพนั้น เช่น บางภาพมันดูเฉยมาก แต่ว่ารอยยิ้มหรือว่าการหัวเราะ โมเมนต์ของคน 2 คน มันดูแล้วเรายิ้มตามได้ หรือว่าพอมองผ่านปุ๊บ แล้วเรารู้สึกว่าเฮ้ย ภาพนี้มันสวย ภาพนี้มันดูมีอะไร มากกว่าที่จะไปเน้นว่าจะต้องไปแนวนี้จ๋าไปเลย ผมดูที่โมเมนต์หน้างานมากกว่า แล้วเวลาไปถ่ายรูปพี่เตพี่นิว มันค่อนข้างที่จะง่าย ด้วยความที่คาแร็กเตอร์พี่เตพี่นิว เขามีความเป็นธรรมชาติ เขาคุยกันเรื่องธุรกิจ แต่ออกมาได้เหมือนคุยเล่นกันปกติ เราก็ถ่ายไปได้เรื่อยๆ 


เมื่อกี๊สิงโตพูดบอกว่าพอเริ่มมีชื่อเสียงปุ๊บ มันก็จะวางตัวลำบากนิดนึง ไลฟ์สไตล์ทุกวันนี้เป็นอย่างไร สมมติว่าไม่ได้ถ่ายละครหรือว่าไม่ได้เรียน 

ก็จะเป็นเด็กโทรมๆ คนนึงครับ เหมือนสมัยก่อนคือผมจะชอบใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะหนีบ เสื้อยืดธรรมดาออกไปไหนต่อไหน ไปกินข้าว ไปเดินเรื่อยเปื่อยคนเดียว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาไปมหาวิทยาลัย ถ้าเกิดว่าไม่ตื่นสาย ผมก็จะยังนั่งรถเมล์อยู่ นั่งวินมอเตอร์ไซค์อยู่เหมือนเดิมปกติเลยครับ


ถ้าแฟนคลับเจอบนรถเมล์ทำอย่างไร จะไม่โดนรุมเหรอ

ผมว่าทาร์เก็ตส่วนใหญ่ของแฟนคลับผมน่ะไม่ค่อยเจอบนรถเมล์ หรือถ้าเจอ ด้วยความที่ไปตอนเช้าไงครับ มันเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ไม่ค่อยมีใครเขามาสนใจกัน ก็เลยไม่ค่อยเจอแฟนคลับบนรถเมล์ตอนเช้า แต่ถ้าตอนกลับจากมหาวิทยาลัยเนี่ยก็อาจจะมีอยู่บ้าง เขาคงเข้ามาขอถ่ายรูปตอนเราลงรถเมล์แล้ว หรือว่าตอนเรานั่ง ถ้าเกิดว่าได้นั่งเขาก็จะเข้ามาขอถ่ายรูป แต่ถ้าเรายืนโหนรถเมล์จะไม่ค่อยมีครับ ถามว่ามันยากขึ้นไหม มันยากขึ้นเรื่องการแต่งตัวมากกว่า เรารู้สึกว่าเรามีกาลเทศะในการแต่งตัวมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าการแต่งตัวเราต้องให้เกียรติสถานที่ที่ไปมากขึ้น จากเมื่อก่อนเราอาจจะไปไหนมาไหนก็รองเท้าแตะหนีบ กางเกงขาสั้น เอาสบายไว้ก่อน ปัจจุบันเราก็ต้องคิดว่าเอ๊ะ เราจะต้องไปเจอใครบ้าง เราไปสถานที่นั้นแล้วเราต้องใส่ประมาณไหน อะไรอย่างนี้ครับ


แล้วยังเข้าฟิตเนสเหมือนเดิมหรือเปล่า 

ช่วงนี้ไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยครับ เพราะว่างานผมกับการบ้านที่มหาวิทยาลัยมันชนกัน ไม่ค่อยมีเวลา กลับมาถึงคอนโด ฟิตเนสก็ปิดแล้ว ส่วนใหญ่ตอนนี้พยายามทำให้ตัวเองกลับมาน้ำหนักเท่าเดิมเหมือนช่วงที่ถ่าย Attitude เล่ม 2 มากกว่าครับ เพราะเล่มแรกผอม ไม่แน่ใจว่าผอมกว่านี้ไหม ตอนนี้น้ำหนักผมลดลงไปเยอะ ช่วงทำไฟนอลโปรเจ็กต์ส่งตอนเทอม 1 ก็ลดฮวบยาวมาเลยจนถึงตอนนี้ เป็นกระเพาะอาหารอักเสบด้วย อาหารที่เคยกินได้มันก็กินได้น้อยลง กินแล้วปวดท้อง


เสร็จจาก เขามาเชงเม้งฯ และ Turn Left Turn Right แล้ว มีโปรเจ็กต์ในอนาคตบ้างหรือยัง

มีแฟนมีตที่ค่อนข้างที่จะมีทีมออร์แกไนซ์ที่เขาติดต่อกับทางบริษัทไว้อยู่แล้วนะครับ อันนี้ไม่แน่ใจว่ามียาวไปจนถึงเมื่อไร แต่ว่ายังมีอยู่เรื่อยๆ ครับ แฟนมีตสำหรับคริส-สิงนะครับ แล้วก็โปรเจ็กต์ที่เป็นโปรเจ็กต์การถ่ายทำพวกซีรีส์หรือละครต่างๆ ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ ผมจะรู้แค่ Turn Left Turn Right โปรเจ็กต์ต่อๆ ไปค่อยมาคุยกันอีกที


ไม่คุยกับพี่ถา (สถาพร พานิชรักษาพงศ์ ผู้บริหาร GMMTV) ว่าขอทำรายการแบบเต-นิว, ออฟ-กัน บ้างล่ะ

ผมไม่ใช่คนพูดเก่งขนาดนั้นครับ กลัวว่าพอไปทำรายการแล้วเราจะเอ็นเตอร์เทนไม่ได้ เราจะทำให้รายการดูเงียบฉี่ไปเลย แล้วก็ไม่รู้ว่ารายการของเราจะไปแนวไหน อย่างของพี่เตพี่นิวก็มี ‘เตร็ดเตร่กับเตนิว’ ใช่ไหมครับ พี่ออฟพี่กันก็จะเป็นอีกแบบ คาแร็กเตอร์ของแต่ละคู่มันต่างกัน ผมยังมองคาแร็กเตอร์ของตัวเองไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงดี ไร้สาระกับสิงโตเหรอครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปแนวไหน


ทิ้งท้ายหน่อยว่าทำไมต้องชมซีรีส์เรื่องนี้ 

อย่างที่บอกว่าตัวบทค่อนข้างแตกต่างจากซีรีส์ทั่วไป คงไม่บ่อยนักกับซีรีส์ที่ตัวเอกนึงเป็นผี และอีกคนนึงเป็นคน ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แล้วความสัมพันธ์มันจะไปกันอย่างไร นอกจากนั้นมันยังมีเรื่องครอบครัว เรื่องสืบสวนสอบสวน สิ่งลี้ลับ ซึ่งมันทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลมกล่อมแล้วก็สนุกมาก มันมีความน่ารักอยู่ในนั้น มีความดราม่าที่ซ่อนอยู่ในความน่ารักนั้น อยากให้ทุกคนเปิดใจแล้วก็ลองดู คุณอาจจะชอบก็ได้ เพราะคุณจะไม่มีวันเห็นคาแร็กเตอร์ผมอย่างนี้บ่อยๆ ครับ