Who's laughing now? - แจ๊ส ชวนชื่น

21.05.18 1,011 views

 แจ๊สซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเปลี่ยนชุด หันกลับมาบอกกับเราหลังทักเขาไปว่า “ตามล่าคิวสัมภาษณ์คุณมานานมากแล้วนะ” 

ก่อนหน้าที่แจ๊สจะกลายเป็นศิลปินตลก ไม่สิ เขาไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่า “ศิลปิน” งั้นเราขอเรียกว่า “เอ็นเตอร์เทนเนอร์” คิวทองที่มีหลากหลายบทบาทในวงการบันเทิงแบบทุกวันนี้ เขาเคยถูกมองว่าเป็นแค่นักแสดงตลกพื้นๆ ไม่ก็เป็นแค่นักแสดงตลกลูกไล่ในคณะชวนชื่นที่ไม่ได้มีความโดดเด่นใดๆ ให้จดจำ 

แต่หลังผ่านประสบการณ์บนเวทีตลกมาอย่างโชกโชน ทุ่มเวลาศึกษาการเล่นตลกของนักแสดงตลกรุ่นพี่ทั้งในและนอกคณะ จนสามารถจับจังหวะการรับส่งมุกกับคนอื่นได้ทันท่วงที ทำให้เขาสลัดตัวออกจากดักแด้กลายมาเป็นผีเสื้อสีสวยที่ใครต่อใครต่างก็จับจ้องและต้องการตัวมาร่วมงานมากที่สุดไปแล้วในตอนนี้ 


ถามจริงๆ นะว่าเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์คิวทองขนาดนี้ 

ไม่มีใครคิดหรอกว่าวันหนึ่งกูจะดังหรือกูจะกลายเป็นนักแสดงตลกคิวทอง สิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดก็เป็นการทำไปตามความชอบส่วนตัวเท่านั้นเอง เราเกิดมาในครอบครัวตลกก็ต้องอยากเป็นตลกเหมือนกับคนอื่นๆ อยู่แล้ว ถามว่าเราชอบไหม แน่นอนว่าชอบอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเราได้ทำงานที่ชอบและมีความสุขจริงๆ มันจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความมุ่งมั่นในอาชีพเกิดขึ้นมาในตัวเองโดยอัตโนมัติ เราเชื่อว่าทุกคนก็คงรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อเจออาชีพที่ใช่ แต่เป้าหมายที่เรามุ่งมั่นไว้ตั้งแต่แรกคือการเป็นตลกที่ดีให้ได้ก็พอ ไม่เคยตั้งเป้าเอาไว้เลยว่ากูต้องดัง ขอแค่มีคนพูดถึงเราบ้าง เพื่อให้มีงานเข้ามาและหล่อเลี้ยงชีวิตเราและครอบครัวต่อไปได้

อย่างช่วงแรกๆ ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในคณะใหม่ๆ ก็เป็นช่วงที่พี่ค่อม พี่จิ้ม พี่จอย มีชื่อเสียงกันหมดแล้ว แต่เรายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เดินตามพวกพี่ๆ ไปแบบไม่มีคนจำชื่อได้ ตอนนั้นก็คิดเหมือนกันว่าเมื่อไรจะมีคนจำชื่อเราได้บ้าง ซึ่งวิธีเดียวที่คิดออกตอนนั้นและตอนนี้ก็ยังคิดแบบเดิมคือทำงานของเราต่อไปเรื่อยๆ ทำออกไปให้เต็มที่ สุดท้ายก็จะมีคนจำชื่อเราถูกสักที ไม่ใช่นึกหน้าออกว่าเคยเล่นละครเรื่องอะไร อยู่ตลกคณะไหน แต่เรียกชื่อไม่ถูก ขอแค่รู้จักชื่อเรา รู้ว่าเราเป็นใคร นิสัยเป็นยังไงก็พอ สำหรับผมแค่นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วนะ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นกำไรล้วนๆ ไม่ได้อยากดังไปมากกว่านี้อีกแล้ว เอาแค่มีงานทำ มีเงินกินข้าว มีเงินเลี้ยงลูกก็พอ 

แสดงว่าการเป็นนักแสดงตลกก็เป็นความฝันในวัยเด็กเลยใช่ไหม 

ต้องบอกว่าความฝันจริงๆ ของผมคือการเป็นนักร้อง เราอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเวลาไปช่วยครอบครัวทำงานที่คาเฟ่ ซึ่งบางคาเฟ่จะมีผับเปิดอยู่ด้วย เรามักจะแอบเดินไปดูวงดนตรีที่เล่นในผับอยู่ห่างๆ เป็นประจำ เพราะตอนนั้นยังอายุไม่ถึง เข้าไปในผับไม่ได้ (หัวเราะ) พอไปดูบ่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นนักร้องแล้วเท่ดีว่ะ ก็เลยอยากเป็นนักร้องกับเขาบ้าง 

ทำไมถึงไม่เริ่มต้นทำงานเพลงหรือฟอร์มวงกับเพื่อนๆ ตั้งแต่ตอนนั้นเลย 

ตอนนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มเล่นตลกใหม่ๆ ยังไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายเลย เล่นไม่ตลกด้วยซ้ำไป หมาไม่แดกเลยก็ว่าได้ เราเลยคิดว่างั้นก็ขอทำตรงนี้ให้ดีก่อนก็แล้วกัน ความฝันเรื่องการทำเพลงก็พักเอาไว้ก่อน เพราะต่อให้ทำออกมาก็คงไม่ดีหรอก เผลอๆ จะไม่ได้ดีเลยสักอย่างด้วยมั้ง 


ลึกๆ แล้วอยากเป็นนักแสดงตลกจริงหรือเปล่า ไม่ได้ทำตามกระแสครอบครัวใช่ไหม

แน่นอนสิครับว่าต้องอยาก เพราะตลกเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของผมมาตลอด ผมไม่สามารถปฏิเสธอาชีพนี้ได้เลย แม้ว่าวันหนึ่งผมจะมีบทบาทใหม่ในวงการบันเทิง ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยนหรือลบภาพตลกออกไปจากตัวเองเลย เพราะสมัยเด็กๆ ตั้งแต่ 5 ขวบได้มั้ง เราจะตามไปดูพ่อดม (อุดม ทรงแสง) เล่นตลกอยู่เสมอ จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าอาชีพนี้เท่มาก มีเสน่ห์สุดๆ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ชอบผู้ชายตลกอยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้เงินจากสิ่งนี้ด้วยก็น่าจะยิ่งเท่เข้าไปใหญ่เลย เรียกว่าเรามีพ่อดมเป็นไอดอลก็ได้นะ

การเติบโตในครอบครัวตลกทำให้การเล่นตลกเป็นเรื่องง่ายไปด้วยหรือเปล่า  

ไม่ง่ายเหมือนที่ใครๆ คิดเลยครับ ต้องเรียกว่ายากมากเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกนี้เล่นตลกได้ แต่เล่นแล้วจะตลกและมีคนชอบหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่อง อีกอย่างคนบนโลกนี้ที่เล่นตลกได้จริงๆ มีสองประเภท ประเภทแรกเป็นคนกวนตีนอยู่แล้ว แค่เอามาขัดเกลานิดหน่อยก็เป็นตลกได้เลย ส่วนคนอีกประเภทเป็นคนธรรมดาที่อยากเป็นตลก จำเป็นต้องไขว่คว้ามากกว่าประเภทแรกนิดหน่อย


ส่วนตัวเป็นประเภทไหน

ผมเป็นคนประเภทหลังเลยครับ อาจจะมีความกวนตีนบ้างถ้าอยู่กับเพื่อน แต่ถ้าอยู่คนเดียวหรือกับคนที่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ก็จะเป็นคนเงียบๆ นั่งคุยกับตัวเองก็ยังมีเลยครับ ถ้ายังจำได้จะรู้ว่าช่วงแรกๆ ผมไม่ตลกเลย ต้องเรียนรู้อยู่สักพักใหญ่กว่าจะเริ่มมีคนจำชื่อผมได้ เพราะการเล่นตลกเป็นศาสตร์ที่โคตรพ่อโคตรแม่ยาก เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือบุคลิกภาพตอนจับไมค์ น้ำเสียง จังหวะการพูด การด้นสด และยังมีรายละเอียดอีกเยอะที่ทำให้คนๆ หนึ่งจะเล่นตลกแล้วทำให้คนขำได้ เราฝึกฝนตัวเองมาตลอดตั้งแต่อายุ 14 ปี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังต้องฝึกฝนและคิดตลอดเวลาว่าจะหยิบเรื่องไหนมาใช้ได้บ้าง ขนาดวันหยุดที่คิดว่าจะไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ก็ยังแอบเอาเวลาเที่ยวมานั่งคิดงาน คิดมุกว่าเพลงใหม่แม่งใหม่ว่ะ น่าหยิบมาเล่นอะไรได้บ้าง เฮ้ย ช่วงนี้มีข่าวพี่แด็กซ์ Big Ass พาน้องมาตรวจดีเอ็นเอ งั้นเอาเพลงนี้ไปผสมกับข่าวพี่แด็กซ์น่าจะดีแฮะ หรือกลับบ้านมาก็เปิดยูทูบดูแล้วว่ามีอะไรเป็นกระแสใหม่ๆ ให้เล่นบ้าง กลายเป็นว่าสมองเราคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาไปโดยอัตโนมัติเลย 

แต่ถ้าไม่คิดก็มีสิทธิ์ตกเทรนด์ได้เหมือนกัน 

ใช่เลยครับ ผมคิดว่าถ้าเราเล่นมุกที่ใหม่และทันสมัยอยู่ตลอด จะทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร 

เหนื่อยบ้างไหมที่ต้องไขว่คว้าหามุกใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา 

เรื่องเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ภายใต้ความเหนื่อยมันคือความสุขไงครับ ตั้งแต่เลือกเสื้อผ้าว่าโชว์วันนี้ใส่แบบไหนดี ถ้าไม่มีก็ต้องไปเดินซื้อเอง จนถึงเดินขึ้นไปโชว์บนเวที เรียกว่าทุกขั้นตอนของการแสดงตลกทำให้เรามีความสุขมากๆ แต่ถามว่าช่วงไหนเหนื่อยสุด ผมคิดว่าไม่ใช่ช่วงที่งานเยอะหรอก แต่เป็นช่วงที่ไม่มีงานต่างหากที่เหนื่อยที่สุด 

คุณเคยมีช่วงนั้นด้วยเหรอ 

มีสิครับ คุณอาจจะมองว่าผมมีงานตลอดเวลาทุกปีก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็มีช่วงงานหายไปเหมือนกัน อย่างช่วงหนึ่งมีละครเล่นอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นว่าไม่มีละครให้เล่นแล้ว ไม่มีบทรับเชิญในหนังเรื่องไหนเลย หายไปดื้อๆ ไม่มีใครจ้างทำงานเลย ตอนนั้นเราเคยสังกัดบริษัทหนึ่งมีงานกับเขา 7 วันเลย แต่พอวันหนึ่งเขาไม่เอาเราแล้ว เขาทิ้งเราไปทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย จากวันหนึ่งที่มีเงินใช้ กลับกลายเป็นไม่มีเงินไปซะอย่างนั้น แถมต้องมาโดนภาษีย้อนหลังอีก 1,200,000 บาท ต้องขายรถที่มีทิ้งไปเลย แล้วก็ได้เมีย (ปุณณาสา พรหมยศ) ช่วยจัดการหลายสิ่งหลายอย่างให้ เขายืมเงินแม่มาช่วยเราเป็นแสนเลยนะ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้แต่งงานกัน จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งเราสองคนมีเงินติดตัวกันแค่ 1,500 บาท เลยต้องไปขอพี่บอล (เชิญยิ้ม) เล่นตลกด้วย จากนั้นก็ค่อยๆ ปั้นกันขึ้นมาใหม่จนมีวันนี้ ทำไมคุณถึงตกไปอยู่ในจุดนั้นได้ 

เราไม่เก็บเงินเลย ตอนนั้นที่อยู่กับบริษัทแห่งหนึ่งมีเงินเดือนเยอะมาก ผ่อนบ้านก็ไม่คิด
เอาเงินไปโปะ อยากซื้อรถคันไหนก็ซื้อ ซื้อแบบผ่อนด้วยนะ ตอนนั้นมีทั้งรถเก๋ง รถตู้ และรถคลาสสิกอีกคันหนึ่ง ใช้เงินอย่างสนุกสนาน เป็นประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา จนวันหนึ่งถูกบริษัททิ้ง แถมยังโดนภาษีย้อนหลังอีก ชีวิตก็เลยตกต่ำอย่างที่เล่าให้ฟังไปนั่นแหละ แต่ชีวิตผมไม่ได้ตกต่ำแค่ครั้งเดียวหรอกนะ มีอีกครั้งที่เหลือเงินแค่ 5,000 บาท ขับรถกับเมียไปหัวหินพร้อมไวน์ของใครก็ไม่รู้ที่บ้านอีกขวด ไปคุยกันว่าทำไมชีวิตมันโหดร้ายกับกูจังวะ ทำไมถึงไม่มีงานเข้ามาบ้างเลย ตัวเองกูไม่ห่วงหรอก ห่วงก็แต่ครอบครัวเท่านั้น ตอนนั้นก็คุยก็ปลอบใจกันไปจนผ่านกันมาได้ ถ้าไม่ได้เมียก็คงแย่จริงๆ

ชักเริ่มอิจฉาคุณที่ได้ภรรยาดีขนาดนี้แล้วนะ 

(ยิ้ม) เขาเป็นเมียที่ดีมากครับ ต้องขอบคุณเขาจริงๆ ที่อยู่ด้วยกันจนผ่านทุกอย่างมาได้ 

ถามหน่อยแล้วกันว่าไปเจอภรรยาดีๆ แบบนี้ได้ยังไง  

เราเป็นเพื่อนกันมาก่อน แล้ววันหนึ่งก็นัดเจอกันแบบเพื่อนธรรมดา แต่พอคุยกันไปคุยกันมาก็รู้สึกชอบ เราคิดอยู่นานเหมือนกันนะว่าจะบอกเขาไปดีไหม เพราะกลัวว่าจะเสียเพื่อน แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้าเสียเพื่อนเดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่ก็ได้ เลยตัดสินใจพิมพ์ไลน์ไปสารภาพเลย ทำให้ได้เมียดีๆ ที่มีความจริงใจให้เรามาหนึ่งคน 


เจอภรรยาดีแบบนี้มีทะเลาะกันบ้างไหม 

มีอยู่แล้ว หลายครั้งเวลาทะเลาะกัน ซึ่งปกติไม่ค่อยทะเลาะนะ แต่ถ้าทะเลาะเมื่อไรส่วนใหญ่ผมเป็นคนผิดตลอด เพราะผมจะงี่เง่าเอง พอผ่านไปสักพัก แยกกันมาต่างคนต่างคิด เราก็ได้ทางออกของกันและกันได้เสมอ 


อะไรที่ทำให้คุณกลับมาพีกได้อย่างทุกวันนี้ 

ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือเพลง ผมกลับมาพีกอีกครั้งก็ตอนที่ปล่อยเพลง แว่นฟ้อหล่อเฟี้ยว (2558) ที่ทำให้ผมกลับมามีงานอีกครั้ง ทั้งหนัง ละคร รายการ ทุกอย่างตามมาหมดหลังจากปล่อยเพลงนี้ไป จากเป็นคนที่ทำงานในวงการบันเทิงมานานแต่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง แต่หลังทำวงดนตรี ทำเพลง ก็ทำให้เรามีเงินมาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และสร้างหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาได้ด้วยตัวของเราเอง


ในเมื่องานเพลงให้หลายสิ่งหลายอย่างกับคุณขนาดนี้ แล้วไม่คิดจะแบ่งเวลาไปจริงจังกับการทำเพลงให้มากอีกหน่อยเหรอ 

ทุกวันนี้ก็พยายามไม่รับงานให้มากเกินไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดจำนวนงานที่ทำอยู่นะ งานที่มีก็ยังทำเหมือนเดิม แต่จะไม่เพิ่มปริมาณให้โหลดไปมากกว่านี้ เพื่อหาเวลามาทำงานเพลงกับวงแจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก มากขึ้นกว่าเดิม ทุกวันนี้บอกเมียว่าให้รับงานวงได้เต็มที่เลย ใครจ้างอะไรมารับให้หมด (หัวเราะ) แต่เราคงหยุดงานอื่นไปทำงานเพลงเต็มตัวไม่ได้หรอก เพราะถ้าจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องมีกินให้เต็มที่ก่อน ประมาณว่าอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเรายังมีรายจ่ายในการดูแลครอบครัวอยู่ ดังนั้นจึงต้องละเรื่องความฝันเอาไว้บ้าง เอาจริงๆ ถ้าบอกเมียว่าอยากพักงานไปทำเพลง เมียก็คงยอมให้หยุด แต่หยุดแล้วจะเอาเงินที่ไหนมากินล่ะ เราไม่ใช่คนที่มีพร้อมทุกอย่างแบบศิลปินคนอื่นที่มีฐานะดีอยู่แล้ว เพื่อให้ยังมีกินมีใช้ก็ต้องทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกอย่างเรากังวลว่าถ้าทำงานเพลงจริงจังแบบทุ่มเวลาให้เต็มที่ขนาดนั้น อาจทำให้จริตความเป็นตลกของเราเสียไปก็ได้ 


อยากรู้ว่าวันที่ตัดสินใจรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ในรายการ Show Me The Money รู้สึกยังไงบ้าง 

เป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งมาก เพราะเราไม่ได้อยู่ในวงการนี้เลย เราเป็นแค่คนที่ชอบฟังเพลงฮิปฮอป เพลงแร็ปเท่านั้น ในหัวเราจึงมีแต่เสียงที่ถามตัวเองว่าไอ้แจ๊สมึงเป็นใครมาจากไหนวะ มึงไม่เคยทำงานตรงนี้ แล้วอยู่ๆ ก็โผล่มารับหน้าที่ตรงนี้เนี่ยนะ มึงจะทำได้จริงๆ เหรอ ถึงเพลงของผมจะมีเนื้อท่อนแร็ปหรือจังหวะฮิปฮอปผสมอยู่ด้วย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เพลงฮิปฮอปขนานแท้อยู่ดี แล้วก็ไม่ได้มีคำคล้องจองที่สละสลวยเหมือนคนอื่นๆ เขาอีกต่างหาก แต่พวกพี่ๆ เพื่อนๆ ศิลปินเขาก็ให้กำลังใจครับว่ามึงทำได้น่าไอ้แจ๊ส ซึ่งเราก็ทำนะครับ ทำอย่างสุดความสามารถ แต่ถามว่ามั่นใจแล้วหรือยัง ยอมรับเลยว่ายังครับ ถ้ามีเวลาอยู่กับการทำเพลงฮิปฮอปสัก 3 ปีเลย แบบนั้นผมถึงจะบอกว่ามั่นใจในการทำเพลงของตัวเองได้อย่างเต็มปาก 


อยากรู้ว่าตอนที่หันมาทำเพลงจริงจัง มีคนปรามาสเพราะเป็นนักแสดงตลกบ้างหรือเปล่า  

เราคิดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่ายังไงก็ต้องถูกปรามาสว่าเป็นแค่ตลก ซึ่งพอปล่อยเพลงออกไปก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะธรรมชาติของคนยุคนี้ในโซเชียลฯ ที่ต้องมีทั้งคนสรรเสริญเมื่อทำเพลงดี และโดนคนด่าเพราะความไม่ชอบใจและไม่ถูกชะตา อย่างที่บอกว่าเพลงแรกประสบความสำเร็จมากจริงๆ แต่กลับมาพังตอนเพลง แม่ยับ ที่โดนด่าหนักมากๆ ทั้งที่ผมลงทุนไปกับการทำเพลงสูงจริงๆ แต่ผมก็ไม่ท้อ ก็ทำต่อไปจนมาโดนเข้ากับเพลง มือลั่น ซึ่งเป็นเพลงช้าที่ทำให้วงเรากลับมาได้อีกครั้ง ทั้งที่มีแต่คนบอกกับผมว่าให้ทำเพลงเร็วเหมือนเดิมน่าจะดังกว่า  แต่ผมไม่เชื่อ เพราะผมคิดว่านี่คือเพลงในแบบที่เราชอบและอยากทำ ผลสุดท้ายเพลงช้าก็ดังมากๆ อย่างที่ไม่คิดมาก่อน ตอนแรกคิดว่าไม่ดังก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงเราก็ตั้งใจว่าจะทำเพลงต่อไปอยู่แล้ว เพราะเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราเป็น ถึงเราอาจจะไม่ได้ทำเพลงดีๆ เหมือนวงอื่น ไม่ใช่ศิลปินนักแต่งเพลง แต่ถ้าเราทำขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ด้วยความรัก และมีความสุขกับผลงานของเรา สักวันก็ต้องมีคนยอมรับอย่างแน่นอน 

ไม่คิดเรื่องทำธุรกิจส่วนตัวบ้างเหรอ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีรายได้มาจากทางอื่นบ้าง 

ผมรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ครับ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงกับธุรกิจส่วนตัวสู้อดทนทำงานตรงนี้ไปดีกว่า เพราะงานในวงการสำหรับผมคือความมั่นคงเรามั่นใจว่าเราทำงานตรงนี้ได้ดีแน่ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจก็ยังไม่มีอะไรมารับประกันว่าเราจะทำได้ ซึ่งถ้าทำจริงๆ ก็อาจจะทำได้นะ แค่เรายังไม่กล้าพอเท่านั้นเอง แล้วเราก็ไม่ค่อยชอบวางแผนเรื่องอนาคตสักเท่าไหร่ มองไกลสุดก็ไม่เกิน 6 เดือนเลยด้วยซ้ำไป เน้นทำงานตรงหน้าไปเรื่อยๆ 


ในแง่ของการเป็นหัวหน้าครอบครัวถ้าไม่วางแผนอนาคตเลยจะดีเหรอ 

ไม่รู้เหมือนกันว่าดีหรือไม่ดี แต่ส่วนตัวเราคิดว่าเรื่องในอนาคตใครจะไปรู้ อย่างพวกที่ผัวหายแล้วไปถามหมอดูว่าจะกลับมาไหม แล้วหมอดูบอกว่ายังไงก็กลับมา เฮ้ย มึงรู้คำตอบได้ยังไง มึงไม่มีทางรู้จริงหรอก สิ่งเดียวที่รู้แน่นอนคือความตายที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาตอนไหน เราเลยเลือกทำแค่ทุกวันนี้ให้ออกมาดีที่สุด เต็มที่ที่สุด มีความสุขที่สุด ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการวางแผนหรือเปล่า เพราะผมอยากทำงานเยอะๆ เพื่อส่งให้ลูกได้เรียนดีๆ แค่นั้นพอ แต่ถามว่าจะเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกไหม ก็คงไม่กล้าพูดแบบนั้น ขอเลี้ยงดูกันไปเท่าที่จะหามาได้แล้วกัน มีเยอะก็ใช้เยอะ คิดแค่นั้นแหละครับ แต่เดี๋ยวนะ จะบอกว่าครอบครัวผมไม่วางแผนอะไรเลยคงไม่ได้ เพราะคนวางแผนทุกอย่างจริงๆ คือเมียครับ ผมมีหน้าที่ทำงานอย่างเดียว ก็เลยกลายเป็นว่าผมเป็นคนที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องนี้ได้ อยากตอบให้ดีๆ นะ แต่ว่ามันตอบไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) จะว่าไปการใช้ชีวิตของผมก็คล้ายๆ พ่อเหมือนกันนะ แต่อาจจะไม่เหมือนไปทั้งหมด อันไหนไม่ดีก็อย่าไปเอามา อันไหนดีก็เก็บเอาไว้ นั่นคือใช้ชีวิตให้เต็มที่และมีความสุข เมื่อไรที่มีเงินก็อย่าเอาแต่เก็บไว้จนไม่ได้ใช้ จงใช้เงินที่หามาได้ไปซื้อในสิ่งที่ไม่เคยมี ไม่เคยได้ แต่อย่าใช้ไปจนหมด ให้เก็บเอาไว้บ้างเป็นการรับประกันความเสี่ยงในชีวิต รวมทั้งเก็บเอาไว้ให้ลูกเรียนหนังสือด้วย 

เหมือนคุณจะโฟกัสเรื่องการเรียนของลูกเป็นพิเศษเลยใช่ไหม 

ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะบังคับให้เขาเรียนตามสิ่งที่ต้องการนะ อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ แต่ที่ผมใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะผมเคยเป็นเด็กที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่อยากเรียนมาก่อน ซึ่งมาถึงวันนี้ก็รู้สึกเสียใจมาก ผมอยากบอกเด็กทุกคนว่าถึงเราจะไม่เห็นความสำคัญของการเรียน อย่างน้อยก็ต้องใส่ใจจิตใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ให้มาก เพราะตอนนั้นพ่อกับแม่ผมเสียใจมาก แต่เราไม่ได้คิดถึงจุดนั้นเลย มาคิดได้ก็เมื่อสายไปแล้ว อีกอย่างคือการไม่เรียนต่อทำให้ชีวิตผมขาดช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยไป ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากแน่ๆ แต่ตัวผมกลับไม่มีช่วงเวลาแบบนั้นเลย 


แต่เราคิดว่าชีวิตมัธยมฯ สนุกกว่าแฮะ 

จริงเหรอครับ แต่ผมก็ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบไง เพราะเราไม่เคยผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมาก่อน 


ทำงานในวงการบันเทิงมาหลากบทบาทมาหลายปีแล้ว มีเรื่องไหนที่กลัวเป็นพิเศษไหม 

กลัวคนมองว่ามึงมันติสต์แตก เราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น ไม่อยากเป็นคนที่ใครก็ไม่อยากคุยงานด้วย ประมาณว่าถ้าจะคุยกับแจ๊สต้องดูอารมณ์ก่อนอะไรแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาผมเคยเจอคนแบบนี้มาเหมือนกัน ซึ่งผมทำงานกับคนแบบนี้แล้วไม่มีความสุข ผมก็เลยไม่อยากให้คนที่ทำงานกับผมรู้สึกแบบเดียวกัน ผมว่าคนทำงานในวงการบันเทิง จริงๆ รวมไปถึงวงการอื่นๆ ด้วยก็ได้ จำเป็นต้องรู้ตัวเองว่าเราอยู่ในจุดไหน แล้วก็วางตัวให้ถูกตามความเหมาะสม ศิลปินรุ่นใหญ่บางคนที่ผมเคยเจอ ซึ่งเขาผ่านจุดสูงสุดของตัวเองมาแล้ว แต่ก็ยังทำตัวเหมือนสมัยที่ยังดังอยู่เลย ผมเข้าใจว่าเมื่อวันหนึ่งคุณดังมากๆ คุณก็ย่อมจะได้รับอภิสิทธิ์ให้ทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อผ่านจุดนั้นไป คุณก็ต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลับมาด้วย ไม่ใช่มาบอกว่ากูเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เพราะมันผิดไปหมดเลย โคตรตลกอะครับ บางคนไปทำงานแล้วเขายอมตามใจก็เพราะมันจำเป็นเท่านั้น แต่คิดว่าลึกๆ แล้วเขาจะคิดกับคุณยังไง ทำไมไม่ทำตัวให้เด็กมันรัก 

ผมเลยบอกตัวเองอยู่เสมอว่าไอ้แจ๊ส ต่อให้มึงดังแค่ไหนก็จงอย่าเป็นคนแบบนั้นเด็ดขาด ทั้งที่ชั่วโมงนี้ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมสามารถเรียกร้องอะไรก็ได้ แต่ผมไม่ทำ ผมไม่เคยแม้กระทั่งจะบอกตัวเองว่ามึงดังใหญ่แล้วนะด้วยซ้ำไป เพราะการคิดแบบนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ผมไม่ได้เล่าเพราะจะเอาดีเข้าตัวหรอกนะ แต่ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว อย่างเวลาไปออกกอง ถ้าผมอยากกินอะไรก็ต้องมีสวัสดิการไปหามาให้อยู่แล้ว เขามีงบตรงนั้น แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราอยากกินอะไรนอกเหนือจากที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ แล้วบอกให้เขาไปซื้อ มันก็ต้องมีเข้าเนื้อเขาบ้างอยู่แล้วเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นเพื่อความสบายใจ ผมมักจะไปซื้อมากินเองดีกว่า ไม่งั้นก็กินแบบที่มีเตรียมเอาไว้ให้ไปเลย 

กลัวไหมว่าวันหนึ่งคุณจะกลับไปอยู่จุดต่ำสุดอีกครั้ง 

บอกตรงๆ ว่าผมไม่กลัวล้ม ไม่เคยกลัวเลย ถ้าเมื่อล้ม ผมก็แค่ทำใหม่อีกครั้ง ไม่ท้อด้วย เพราะชีวิตการเป็นตลกของผมผ่านอะไรมาหลายอย่าง ขอแค่เราอย่าไประเริงกับสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ โอเคว่าเราอาจจะหันกลับไปมองแล้วหัวเราะกับสิ่งที่ผ่านมาได้ แต่อย่าลืมว่าเรื่องแบบนั้นอาจเกิดขึ้นซ้ำก็ได้ หลายครั้งที่มีน้องๆ เดินเข้ามาหาผมแล้วบอกว่าชอบพี่มากเลย พี่แม่งไอดอลผมเลย เพราะแต่งตัวเฟี้ยวมาก ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มๆ นะ แต่ลึกๆ ก็อยากจะบอกว่าพวกมึงอย่ามองแค่เรื่องนั้นสิ มองย้อนกลับไปดูว่าชีวิตกูผ่านอะไรมาบ้าง ถ้ามองแล้วได้อะไรกลับไปก็ถือเป็นเรื่องดี ขนาดตัวผมเองทุกครั้งที่ผมก้าวเท้าออกจากบ้านยังคิดเสมอว่าสักวันหนึ่งอาจต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปอยู่ในจุดต่ำสุด แต่ถึงอย่างนั้นจริงๆ กูก็ต้องอยู่และสู้ต่อไปให้ได้ ล้มอีกก็ลุกใหม่แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง