What Woman Deserves - ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์

12.09.18 813 views

การเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทองเท่านั้น แต่เป็นการที่หญิงสาวสักคนได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรัก เลือกทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข และมีความสุขกับทุกอย่างที่เธอมี จนทำให้เธอมีรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นและดวงตาที่เปี่ยมสุขปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ เรากำลังพูดถึง ‘ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์’ หญิงสาวที่ไม่ได้รุ่มรวยทรัพย์สิน ไม่ได้มีคฤหาสน์ใหญ่โต แต่เธอได้ครอบครองทุกความสุขที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาจะได้มี 

“ถ้าเราเชื่อเรื่อง Destiny ว่ามีจริง บางทีเราอาจจะต้องไปรอเขาที่ขั้วโลกเหนือ เพราะว่าแฟนของเราเป็นเอสกิโมอยู่ที่นั่น แต่ช่วงหลังที่เราได้มาเจอพี่ตั๊ก ก็เริ่มนึกถึงเรื่องด้ายแดงที่เราเคยอ่าน” บางช่วงบางตอนของบทสัมภาษณ์ที่ทำให้หัวใจอบอุ่นระคนอิจฉาในตัวผู้หญิงคนนี้อย่างที่สุด

การได้คุยกับ ‘ป๊อก’ ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสัมภาษณ์เท่านั้น หากทว่าเรื่องราวมากมายต่อไปนี้ เหมือนเป็นการช่วยย้อนความคิดให้เราได้ตระหนักอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตเราต้องการอะไร และทำให้เราเรียนรู้ความสุขของการมีความรักว่ามันช่างอบอุ่นเพียงไหน 

“สำหรับผลงานล่าสุดมีละครเรื่อง ไร้เสน่หา, คุณพ่อจอมซ่า เป็นพิธีกรรายการ Master Chef Junior Thailand และงานเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ หลายคนบอกว่ามาฮอตตอนแก่ (หัวเราะ)”


เป็นนักแสดงคนหนึ่งที่ชิมลางงานบันเทิงหลากหลาย

เพราะว่าเราเป็นคนอยากทำอะไรที่มันหลากหลาย อยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับจุดไหนบ้าง และเมื่อมาทำงานเรื่อยๆ เราตอบตัวเองได้อย่างหนึ่งแล้วว่าเราชอบการแสดง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศาสตร์ไหนก็ตาม ทั้งละครทีวี ภาพยนตร์ หรือแม้แต่ละครเวที ซึ่งแต่ละศาสตร์มันคือการสื่อสารคนละแบบ เราต้องปรับให้ได้ตามสื่อนั้นๆ 

อย่างละครเวทีสอนเรื่องของการออกเสียงให้ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ เพื่อสื่อสารกับคนดูให้เคลียร์ที่สุด ส่วนเวลาเล่นหนังวิธีการพูดจะดูปกติขึ้น ซึ่งการแสดงมันคือความสนุกที่เราได้เล่นคาแร็กเตอร์ที่หลากหลาย เหมือนเราได้สัมผัสชีวิตเสมือนจริงแบบอื่นๆ โดยที่เราไม่ต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ เช่น เราไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ของเด็กจริงๆ ไม่ต้องเป็นคุณป้า หญิงแก่โรคจิต เราไม่ต้องเป็นคนๆ นั้นจริง แต่การรับบทเขาทำให้เราได้ศึกษาเพื่อเข้าใจตัวเขา ได้สัมผัสความเสมือนจริงโดยที่ไม่ต้องเป็นแบบนั้น เพราะชีวิตจริงของป๊อกธรรมดามาก อยู่บ้านเงียบๆ เรียบร้อย สงบสุข เป็นคนธรรมดาที่เดินซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของกลับมาทำกับข้าวกินที่บ้าน เพราะฉะนั้นบทบาทหวือหวาในละครที่เข้ามาเนี่ยเราจะไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนั้น


ป๊อกเล่าด้วยน้ำเสียงสดใสที่แสดงให้แห็นความรักในสิ่งที่เธอทำอย่างแท้จริง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าแววแห่งการเป็นนักแสดงของเธอนั้นส่องประกายมาตั้งแต่วัยเด็กหรือไม่ 

ไม่ใช่เลย นี่ไม่ใช่ความฝันในวัยเด็ก คนในครอบครัวป๊อกเป็นแอร์โฮสเตส เป็นสจ๊วตกัน เราเห็นลูกพี่ลูกน้องเราหล่อๆ สวยๆ ขับรถสปอร์ต ได้เที่ยวเมืองนอกตลอดด้วยความเป็นเด็ก เราเห็นแบบนั้นก็อยากเป็นเหมือนเขา เมื่อโตขึ้นพี่สาวก็ได้เป็นแอร์โฮสเตสจริงๆ ส่วนป๊อกมีโอกาสเป็นนักแสดงแล้วชอบก็เลยเบนเข็มมาทางนี้ทันที 

พอรู้ว่าชอบการแสดง เราก็ทำเท่านั้นเลย เราแค่ต้องพยายามตอบความรู้สึกแรกของตัวเองให้ได้มากที่สุด ป๊อกเป็นคนคิดง่าย คิดน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องมาคิดเผื่ออนาคต ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก เพราะฉะนั้นพอเรารู้ว่าชอบการแสดงเราก็ทำเลย 


หากย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน อาชีพนักแสดงตกอยู่ในฟากฝั่งของค่านิยมเชิงลบ ทว่าเธอก็เลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง

ถ้าถามกันจริงๆ ก็ต้องบอกว่างานนักแสดงคือฟรีแลนซ์อย่างหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าอาชีพอื่นๆ มีความเสี่ยงมั้ย ก็ต้องลองดู อาชีพพนักงานประจำ ข้าราชการหรืองานทำนองนี้ เป็นงานที่มีเงินเดือน มีรายได้ประจำ มันไม่มีความเสี่ยง แต่เรารู้ตัวว่าทำงานแบบนั้นไม่ได้ เราอยู่ที่เดิมๆ ที่ใดที่หนึ่งนานๆ ไม่ได้ ยกเว้นบ้านนะคะ (หัวเราะ) เราออกจากบ้านเพื่อไปทำงานออฟฟิศ อยู่ติดโต๊ะทำงานทุกวันไม่ได้ ขณะที่ใครทำงานแบบนั้นได้ก็ต้องถือว่าเป็นโชคดีของเขาที่เอ็นจอยกับการทำงานที่ใช้สมองเพียงอย่างเดียว แต่เราเป็นคนที่ชอบทำงานใช้แรงด้วยมั้ง เลยรู้สึกว่าชอบออกไปนู่นไปนี่ ทำอะไรต่อมิอะไร

ขนาดไปถ่ายละครที่บ้านเดิมๆ บ่อยๆ เรายังเบื่อเลย ยังบ่นเลยว่าเมื่อไหร่ซีนที่ถ่ายบ้านหลังนี้จะหมดเนี่ย (ยิ้ม) บางทีเวลากลับบ้านป๊อกก็เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านบ่อยนะ ด้วยความที่บ้านเราเข้า-ออกได้หลายทาง ป๊อกก็เปลี่ยนมันทุกวันเลยเวลาที่เราเบื่อ เวลาที่เราเมื่อยตัวไม่อยากขับรถเข้าโค้งเยอะ เราก็จะเปลี่ยนไปเข้าอีกทาง เราเป็นคนแบบนี้ เราชอบหาเรื่องที่มันทำแล้วสนุก ขนาดบางวันเราเบื่อแปรงฟัน เราก็ลองเปลี่ยนมาแปรงฟันด้วยมือซ้าย (หัวเราะ) มันได้ความแปลกใหม่ดีนะ เหมือนทำให้เรารู้สึกว่าเราลืมมือซ้ายไปเลย (เธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น) ถ้าไม่มีเขา (เธอหมายถึงมือซ้าย) เราก็คงเศร้าเหมือนกัน เราคงต้องให้ความสำคัญกับเขาเยอะๆ เราเลยลองหยิบจับอะไรด้วยมือซ้ายมากขึ้น 

ป๊อกว่ามันคือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องออกไปหาความตื่นเต้นแบบกระโดดบันจี้จัมป์ เพราะเราไม่มีโอกาสขนาดนั้น ป๊อกมีความสุขกับเรื่องแค่นี้ก็พอแล้ว คือเวลาที่เราเบื่อๆ อะไร ก็ลองเปลี่ยนดู นอนบนเตียงแล้วเบื่อ ก็ลองนอนกลับหัว มันก็สนุกดีนะ (ยิ้ม) 


คงเป็นความขี้เบื่อ จึงยิ่งทำให้การทำงานที่เปลี่ยนบทบาทไปเรื่อยๆ นั้นตอบโจทย์ตัวเองที่สุดใช่มั้ย 

ตอบโจทย์มาก สิ่งที่ทำให้อยากยึดอาชีพนี้มาพักใหญ่แล้ว เริ่มมาตั้งแต่ที่เราเซ็นสัญญากับช่อง 3 ในตอนนั้นมันคือการเริ่มอาชีพที่จริงจัง และคำตอบที่ตามมาคือทุกครั้งที่ไปทำงานไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราไปทำงาน เมื่อก่อนคำว่าไปทำงาน เรามักรู้สึกเขิน เรารู้สึกว่าการทำงานคือเรื่องเหนื่อย ไม่อยากทำ ไม่อยากนั่งหลังขดหลังแข็ง แต่การทำงานของเราคือเรื่องสนุก คือการไปวิ่งเล่นสนุกสนานแล้วกลับบ้าน เออ นี่เหรอคือการทำงานของเรา (ยิ้ม) จนกระทั่งเรารู้ว่านี่คือสไตล์การทำงานของเรา ทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน หลายคนบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่จะหาได้ในชีวิตเรา วันหนึ่งที่เราคิดได้แบบนี้ เราก็รู้สึกว่าเราเจ๋งชิบเป๋งเลย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่เราชอบก็เป็นอาชีพของเราด้วย ใครจะโชคดีเท่าเราวะ (หัวเราะ) 

บางคนอาจบอกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืนหรือเปล่า แต่ถ้าเราคิดว่าเรารักและให้เกียรติมันมากพอ อาชีพอะไรก็สำคัญหมด เราให้เกียรติอาชีพเรา เราทำทุกอย่างด้วยความรัก มันไม่ใช่การจับสลากได้มา ไม่มีใครจับสลากให้เราไปเล่นละคร เราว่าที่เราอยู่ตรงนี้ได้ไม่ใช่แค่โชค แต่เพราะว่าเรามีความสามารถ มีวินัย ทุกๆ อย่างที่ประกอบเป็นเรา ถ้าเรารัก ซื่อสัตย์ และศรัทธาอะไรมากพอ สิ่งนั้นจะตอบแทนสิ่งดีๆ ให้เราด้วย 

 และที่สำคัญมันตอบโจทย์ทั้งป๊อกและพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) ในวันที่เราได้เจอและรู้จักกัน ปรากฏว่าเขาเหมือนกับเราเสียจนน่าตกใจ เขาพาเราไปเรียนรู้ศาสตร์ที่เราชอบหลากหลายและลึกซึ้งมากขึ้น ทั้งละครเวที การรำ เล่นโขน เขามีอะไรแปลกใหม่ที่ทำให้เราได้มีความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาพี่ตั๊กจะคอยบอกเสมอว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ ความรู้มันไม่งอกเงย เราต้องขวนขวายหาความรู้ไปเรื่อยๆ เรียนเลยป๊อก อยากเรียนอะไรก็ไปเรียนเลย เราต่างก็ไปเรียน มันคือความสนุกที่ทำให้เราได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มประสบการณ์การแสดง เรารู้สึกว่าพี่ตั๊กมาช่วยตอกย้ำความรู้สึกที่เรารักการแสดงของเราอีกที 

หรือแม้แต่การเรียนทำขนมเขาก็ส่งเสริมให้เราไปเรียนกับเพื่อนเขาที่เลอ กอร์ดอง เบลอ เราเรียนจนจบ 4 ปี โอ้โห...เรารู้สึกว่าเรารักษาวินัยในการเรียนของเราได้ดี และถ้าเราอยากทำอะไรจริงจังมันก็ดีนะ (ยิ้ม) 


นักแสดงกับข่าวบันเทิงเป็นของคู่กันมาทุกยุคสมัย ขณะที่ชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของป๊อกในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ แทบไม่ตกเป็นข่าวในแง่ลบเลย

น่าจะเป็นความโชคที่ที่ป๊อกไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยอ่านไม่ค่อยตามติดข่าวบันเทิง ไม่ว่าจะซื้อหนังสือพิมพ์มาก็ไม่ได้นั่งเปิดอ่านหน้าบันเทิง เราไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าเรารู้สึกว่าเรื่องบางอย่างของตัวเราเอง หรือเพื่อนนักแสดงเองก็ดี มันอาจมีความจริงแค่ 15% นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการเพ้อฝัน ปากต่อปาก แล้วก็เขียนต่อๆ กันไป เราเลยยิ่งรู้สึกเฉยๆ กับสิ่งเหล่านั้น แค่รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ทำงานใกล้กันแค่นั้นเอง อาจเพราะว่าเราเป็นคนที่ให้เกียรติทุกอาชีพเป็นปกติ เลยรู้สึกว่างานนี้เป็นส่วนของคุณ และเราต้องมีส่วนมาเกี่ยวข้องกันบ้าง แต่สุดท้ายต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปสิ จบ... 


ความแตกต่างของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นและข่าวบันเทิงในยุคดิจิทัลในสายตาของป๊อกเป็นอย่างไร

ใช่...คือมันต้องระวังตรงที่ทุกคนมีกล้อง ทุกคนสามารถโพสต์ได้เอง ทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้เอง เพราะฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็ต้องระวังตัวนิดหนึ่ง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย เราเองไม่อยากพูดมาก เผื่อวันหนึ่งในอนาคตมีคลิปของเราหลุดออกมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะคลิปนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีเราก็ต้องยอมรับผลของการกระทำนั้นให้ได้แค่นั้นค่ะ 


งานละคร ละครเวที ภาพยนตร์ แม้กระทั่งพิธีกร แสดงให้เห็นว่าป๊อกคือคนบันเทิงที่มีความสามารถหลากหลาย และมีงานพรั่งพรูมาตลอด ตัดสินใจรับหน้าที่แต่ละอย่าง อย่างไร 

รับบทที่ชอบ จบ (ยิ้ม) 


ความชอบที่ว่านั้นคืออะไร

บางเรื่องอ่านบทแล้วดีชิบเป๋งเลย แต่ไม่ชอบ ไม่อยากเล่น เราก็ต้องขอโทษเขาไป เพราะว่าเราเป็นคนพูดตรงไปเลยตั้งแต่แรก ไม่เล่นก็คือไม่เล่น เราจะไม่พูดอ้อมค้อม ไม่เอาปัญหาสุขภาพ สมองเสื่อมมาอ้าง มันไม่ใช่เรา (หัวเราะ) แต่ถ้าเรื่องไหนที่เราชอบ เราอยากเล่นก็รับเล่นเลย ไม่ต้องถามอะไรกันมากมาย เพราะบางทีเรารู้จักและไว้ใจทีมงานอยู่แล้ว บางทีเราก็รับงานกันง่ายๆ และเราไม่ชอบรับบทด้วยความจำเป็น มันจะเป็นการทำงานที่ไม่สนุก เพราะเราไม่ชอบตั้งแต่แรก มันก็เหมือนเวลาที่เราไม่ชอบอาหารอะไรเราก็จะไม่ตัก ไม่กินสิ่งนั้น จะตักมาให้เหลือทิ้งทำไม เราก็จะเลือกเฉพาะสิ่งที่เราชอบ 


มีบางอย่างที่ชวนสงสัย ในแง่ของการเลือกรับงานมันไม่มีผลต่ออาชีพฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่แน่นอนบ้างเหรอ

สำหรับเราไม่ได้รู้สึกนะ เพราะว่าเราเป็นคนคิดน้อย เลยไม่คิดมากเกี่ยวกับเรื่องหาเงิน และเรามองหน้ากับพี่ตั๊กก็รู้สึกเหมือนกันอยู่แล้วตรงที่เราเป็นคนกินน้อยใช้น้อย และเรามีกันอยู่สองคน ภาระเราก็ไม่เยอะอะไร อีกอย่างต้องขอบคุณพ่อแม่ของเราทั้งคู่ที่ร่างกายแข็งแรงจนเราไม่ต้องใช้เงินรักษาท่านจนทำให้ต้องทำงานหาเงินก้อนใหญ่ ต้องทำงานเร่งด่วน

ทั้ง 2 บ้านแข็งแรงกระทั่งทำให้ลูกๆ ทำงานได้อย่างสบาย จะเงินเยอะหรือเงินน้อยก็เรื่องของคุณ เพราะอย่างนี้เลยเป็นปัจจัยเอื้อในการทำงานที่ทำให้เรากลายเป็นคนโคตรเอาแต่ใจตัวเอง กลายเป็นเราเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ทำงานเพราะรู้สึกว่าเงินจะหมด คือป๊อกก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เอาเป็นว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครรู้อนาคต อนาคตเราอาจมีเรื่องต้องรักษาพ่อแม่ ต้องใช้เงิน หรือเราเองอาจจะตายก่อนท่าน ท่านต้องมาทำศพเราแทน มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นเราใช้ชีวิตตามปกติเถอะ มีความสุขกับตรงนี้ดีกว่า บางคนอาจจะมีความสุขกับการดิ้นรน บางคนมีความสุขกับการร้องไห้เพราะความรัก หรือจริงๆ คุณแค่ชอบร้องไห้ ชอบถูกกระทำ บางคนบอกว่าถ้ามีเงินสิบล้านแล้วคิดว่าจะหยุดทำงาน แต่พอไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ ก็ไม่หยุดทำงานเพราะยังอยากได้มากกว่า เพราะฉะนั้นความสุขของคุณคืออะไร 


ความหลากหลายในแต่ละบทบาทที่ป๊อกเลือกรับแสดง ต้องจัดการกับแต่ละบทอย่างไร 

เราสนุกในเรื่องต่างๆ ที่มันหลากหลาย เราชอบดูหนังอยู่กับบ้าน บางวันป๊อกดูหนังอยู่กับบ้านได้ 4-5 เรื่อง นั่งดูแล้วชอบเรื่องไหนก็เก็บเกี่ยวมาใช้ในการทำงาน พอมาถึงงานของเรา เวลาได้รับบทมา ถ้ามีเวลามากพอให้อ่านตัวนิยายหรือบททั้งหมด เราก็อ่าน คิดตาม วิเคราะห์ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ถึงขนาดว่าต้องซ้อมแอ็กติ้งหน้ากระจก เหมือนคนอ่านหนังสือปกติ แล้วตีความว่าถ้าเราเป็นคนนี้เราจะกลายเป็นคนแบบไหนในสถานการณ์นี้ แต่ละตัวละครก็มีพื้นฐานของการเรียนรู้และเติบโตที่แตกต่างกันมาแบบหนึ่ง คือเราพยายามจะเรียนรู้และคิดมันให้ได้ 

ป๊อกชอบอ่านหนังสือ อ่านได้หมด ที่บ้านมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน หนังสือที่ป๊อกชอบจะเป็นพวกหนังสือแนวความคิด แล้วจะเก็บเกี่ยวแนวความคิดที่เขาแนะนำหรือสอนในหลายๆ มุมมาใช้ และอีกแนวที่ชอบคือแนวคดีฆาตกรรม สืบสวน ซึ่งเราก็ชอบดูหนังฆาตกรรมด้วย เราชอบแนวความคิดของนิยายประเภทนี้ค่ะ (ยิ้ม) 


นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว ป๊อกยังรับหน้าที่เป็นผู้จัดละครด้วย 

ป๊อกและพี่ตั๊กเราเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ของทีมค่ะ มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 3 เรื่องคือ ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร, ตี๋ใหญ่ดับเครื่องชน และ หัวใจและไกปืน แต่ละเรื่องออกมา 2 ปี ครั้ง (หัวเราะ) เราต้องไปถึงก่อนและกลับหลังทุกคนในกอง การจะเป็นผู้จัดละครต้องมีความรับผิดชอบเยอะมากนะ จัดให้ทุกหน่วยทำงานได้อย่างปกติสุข เราเลยรู้สึกว่าเป็นนักแสดงเฉยๆ นี่แหละดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องเหนื่อย ไปถึงทีมงานก็เซ็ตไฟไว้เรียบร้อยแล้ว เราแค่ไปนั่งแต่งหน้าทำผม ทำงาน เสร็จแล้วก็หิ้วกระเป๋ากลับบ้าน แต่ว่าตอนเป็นผู้จัดมันต้องช่วยกันดูแลหลายๆ อย่าง ก็เลยกลายเป็นงานที่นานๆ ทีถึงจะทำ เพราะเราเองก็ไม่ค่อยมีเวลาขนาดนั้น เดี๋ยวถ้ามีเวลาและฮึดๆ ขึ้นมาอีกก็คงทำอีก 


คงไม่มีใครปฏิเสธว่ารอยยิ้มของป๊อกนั้นทำให้เรายิ้มตามได้ไม่ยาก

ทว่าป๊อกกลับมีผลงานหลากหลายชนิดที่ว่าทำให้เราลืมรอยยิ้มเหล่านั้นไปได้เลย อย่างเช่นบทของ‘นงราม’ มนุษย์ป้าคร่ำครึในละครเรื่อง ‘ไร้เสน่หา’ อยากรู้ว่าทำได้อย่างไร

ป๊อกเพิ่งมาตอบตัวเองได้ในช่วงหลังๆ ว่า...ไม่สิต้องพูดว่าป๊อกเพิ่งสามารถบอกคนอื่นๆ ได้ดีกว่า ว่าจริงๆ แล้วฉันไม่ได้น่ารักเหมือนกับหน้าตาที่ฉันเป็นอยู่ (หัวเราะ) จริงๆ ฉันเป็นผู้หญิงสายดาร์กคนหนึ่ง จริงๆ อาจจะมีด้านหนึ่งของจิตใจที่โหดเหี้ยม ก้าวร้าว รุนแรง และหยาบคายอยู่ (หัวเราะ) คือเราอาจเป็นคนหนึ่งที่มีมุมร้ายๆ ในตัวเองอยู่แล้ว บางทีรับบทแบบนี้มันก็มีบ้างที่รู้สึกว่าสนุกจะตาย จนบางคนชอบพูดว่าป๊อกอย่าร้ายสิ คือเราว่าถ้าคนดีๆ เรียบร้อยจริงๆ น่ะเขาไม่ชอบอาชีพนักแสดงหรอก นักแสดงต้องมีนิสัยโลดโผน ถ้าเรียบร้อยมากเขาไม่กล้าแสดงออกมาหรอก 

ในเรื่องของการปรับสีหน้าของเรา มันสนุกนะ มันคือการใช้สมาธิ ถ้าเรามีสมาธิและอยู่ในบทของเราได้ เวลาที่เราเล่นแต่ละบทนั้น เราจะสามารถโฟกัสได้ว่าเรากำลังอยู่ในซีนไหน เมื่อนับ ห้า สี่ สาม สอง เราจะเล่นได้เลย 


อยากให้ลองปรับสีหน้าตามบทบาทต่างๆ ให้เราดูหน่อย 

ไม่ได้! มันไม่มีบท ถ้ามีบทอยู่ในมือน่ะมันทำได้ แต่ตอนนี้อยู่ๆ หนูจะให้พี่เปลี่ยนสีหน้าทันที พี่ไม่ใช่ละครเฉิงตูนะ (เธอพูดพลางโวยวายและหัวเราะไปกับคำท้าของเรา) 


การรับบทบาทที่หลากหลายไม่ทำให้อินกับบทจนเก็บมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันบ้างเหรอ

มี ขอบอกว่ามันน่ากลัวมากเลย ตอนนั้นเรารับบทเป็นชาวเขา ซึ่งต้องพูดไม่ชัด กลับไปบ้านก็ติดพูดไม่ชัด ขณะที่ไปเล่นอีกเรื่องซึ่งรับบทหลานคุณหญิง ชาติตระกูลดี แต่ติดการพูดไม่ชัดไปด้วย (หัวเราะ) เราเลยต้องปรับให้ดี ต้องแยกให้ถูก แล้วพอมาช่วงหลังรับบทร้ายเยอะ ก็มีติดความร้ายมาด้วย แย่จังเลย (ยิ้ม) คือในละครมีการเขวี้ยงข้าวของ ฟาดนู่นฟาดนี่ และมีคนเก็บกวาดให้ ในใจลึกๆ เรารู้สึกว่าเราทำได้ตอนเล่นละคร แต่มันเลยติดไปในชีวิตจริงบ้างเล็กๆ น้อยๆ เวลาเราดื่มก็เลยทำให้กล้าเล่นกับรุ่นน้องมากกว่าปกติ พอเรารู้สึกตัวก็คิดได้ว่าเราทำอะไรลงไปเนี่ย ทำกิริยาแบบนั้นได้อย่างไร นี่ฉันติดความเป็นคุณนงรามมาเหรอ 

แต่ก็ไม่เคยทำให้พี่ตั๊กตกใจนะ คือเราอาจจะยังรู้สึกอินอยู่ แต่พอกลับบ้านไปเจอเขา เขาเป็นสามี อยู่ที่บ้านเราก็กลับเป็นปกติ แล้วเราไม่ได้หลุดชนิดที่แยกตัวละครกับตัวจริงไม่ออก ถ้าคนที่หลุดออกไม่ได้ อันนั้นต้องปรับ แต่ถ้าเราเป็นนักแสดงที่มีจิตสำนึกของนักแสดง เราต้องรู้ว่าตรงนี้คืองาน ก่อนกลับบ้านเราต้องถอดบทออก เพราะมันอาจทำให้เราหดหู่ได้ บางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้า นักแสดงบางคนเล่นมากๆ แล้วติด เอาตัวเองไม่ออก โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้คิดว่าเอาออกได้แล้ว แต่ลึกๆ ยังมีอยู่ในใจ เราคิดไปแล้วว่าเราเคยเศร้าขนาดนี้ เหมือนตอกย้ำในใจตัวเองอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเราไม่ค่อยแปลกใจเลยว่าทำไมนักแสดงบางคน หรือฝรั่งที่เขาอินมากๆ ทำไมถึงเสพยาแล้วก็เสียชีวิตไป มันก็มีกรณีแบบนี้บ้าง เพราะอาชีพนักแสดงคืออาชีพที่เล่นกับความรู้สึกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องดึงจิตตัวเองให้ออก 


ระยะหลังป๊อกรับบทเป็นเมียเยอะมาก และหลากหลายอารมณ์ขึ้นทุกที รู้สึกอย่างไรบ้าง ทำให้เครียดกับชีวิตจริงบ้างไหม 

ก็ดีนะ ทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตคู่ที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น มันดีตรงที่นำมาปรับใช้ได้ เราได้ใช้ชีวิตเสมือนจริงจากละครไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรารู้ว่าอะไรอยู่ตรงกลางมันทำให้ชีวิตเราเป็นปกติสุขได้ นี่ก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราได้จากอาชีพนี้นะ 

ส่วนชีวิตจริงป๊อกไม่เครียดเลยนะ ต้องขอบคุณพี่ตั๊กที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไว้วางใจในกันและกันในชีวิตสมรสของเรา มันมีความปกติสุข เราสองคนชอบอยู่กันนิ่งๆ เงียบๆ อยู่ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้เราทั้งคู่ต่างก็มีงานเยอะด้วยมั้งคะ และประสบการณ์ใช้ชีวิตเสมือนจริงในละครมันมีหลากหลายให้เรานำมาปรับใช้ และเลือกมาใช้ให้ถูกกับคู่ของเรา สุดท้ายเราก็มีแต่ความรู้สึกดี เรามีเรื่องให้คุยกันได้หลายเรื่อง เรื่องการแสดง เรื่องอาหารการกิน เพราะนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เหมือนกัน คือเราชอบทำอาหารเหมือนกัน มันทำให้เรามีความนิ่งเรียบซึ่งมันโอเคมากค่ะ 


นอกจากเรื่องงานอันเป็นที่ยอมรับของหลายคนแล้วว่าป๊อกคือนักแสดงคุณภาพที่หลายคนชื่นชอบ เรื่องของชีวิตคู่ของเธอและสามีก็เป็นแบบอย่างที่ดีของหลายคนเช่นกัน ถ้าเราแบ่งชีวิตความรักของคนคู่หนึ่ง คงมี 2 ช่วงที่ใหญ่ๆ คือช่วงก่อนแต่งงาน อันเต็มไปด้วยเรื่องราวน่ารัก และเรื่องความเชื่อบางประการที่หลายคนให้ความสนใจไม่น้อย เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง

มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ ป๊อกไม่ได้ลบหลู่นะ แต่ไม่ใช่คนชอบดูดวง เพราะเราเป็นดาราเรารู้สึกว่าคนอื่นๆ สามารถกูเกิ้ลเรื่องราวของเราได้ จะไปดูหมอที่ไหนเขาก็ต้องทายถูกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันแม่นได้ง่าย แต่พอดีว่าช่วงเดือนแรกๆ ที่เราคบกันมีเสียงจากทางผู้ใหญ่หลายๆ ฝ่ายท้วงติงมาว่าถ้าเราคบกันจะไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เราก็เลยไปไหว้ตามที่ผู้ใหญ่หลายคนแนะนำ เราทั้งคู่แค่พยายามทำเพื่อให้ความสัมพันธ์
ของเราเป็นไปได้ด้วยดี อย่างน้อยผู้ใหญ่เองจะได้รู้สึกสบายใจขึ้น ทั้งที่ความจริงมันอาจไม่มีอะไรหรอก 

ที่เราทั้งคู่ยอมไปทำทั้งที่เราไม่ได้เชื่อมากก็ตาม เพราะตั้งแต่ที่เราเริ่มคุยกันและจะคบกัน เราต่างมีความรู้สึกเหมือนกันว่าอยากคบกันไปดีๆ ถามว่าจริงจังไหม...คือเราคบกันไปตั้ง 5-6 ปีแล้วยังไม่เคยพูดเรื่องการแต่งงานกันเลย เพราะจุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การแต่งงาน จุดหมายความรักของเราคือการได้อยู่ร่วมกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ 


ย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอกัน เธอเคยบอกว่าฝ่ายชายอยู่ในวงดริงก์นั่นไม่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกลัวผู้ชายคนนี้บ้างเหรอ

เราต่างก็เมาเหมือนกัน (หัวเราะ) จะให้พูดยังไงล่ะ แต่ปัจจุบันพี่ตั๊กเขาดีขึ้นมาก ส่วนป๊อกยังเหมือนเดิม (หัวเราะ) คือป๊อกแค่รู้สึกว่าเราเองก็ไม่ใช่คนเข้าวัดทำบุญขนาดนั้น เราอยากได้แฟนหรือสามีที่เป็นแบบนั้นเหรอ แล้วถ้าได้คนแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เราจะทุกข์ไหม เราตอบตัวเองได้ดีที่สุดว่าเราเป็นคนประเภทไหน คือถ้าเราสนุกสนานอย่างรู้โอกาส สนุกสนานตามโอกาสสำคัญต่างๆ นานๆ ครั้ง และไม่ได้ทำให้เสียงานเสียการ เราแยกแยะได้ก็จบ ถ้าถามเราเองเราก็ชอบแบบนั้นเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าถ้าเผื่อเป็นคู่กันจริงๆ มันก็มีกิจกรรมอะไรที่เราทำแล้วรู้สึกเหมือนกัน ถ้าเขาอยากได้แฟนดี เข้าวัดเข้าวา แต่ตัวเราไม่ได้ดีพอมันก็แย่เหมือนกัน 

ส่วนเรื่องที่คนท้วงติงเยอะๆ สมัยนู้นมันมาจากการที่เราเป็นนางเอก และตอนนั้นพี่ตั๊กเป็นแค่นักแสดงละครเวที หลายคนเปรียบเปรยเหมือนพี่ตั๊กไม่ใช่แค่ขึ้นบันไดนะ เขาขึ้นลิฟต์มาหาเรา ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย เราว่าพื้นฐานครอบครัวก็ใกล้เคียงกัน เราไม่ได้เป็นเจ้าหญิงขนาดนั้น ส่วนเขาเองเราก็ดูแล้วว่าเขาไม่ใช่คนกเฬวรากมาจากไหน เขาก็เป็นนักแสดง
คนหนึ่ง แต่คนอื่นก็มองกันไปแบบนั้น อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องคู่ของเรา สิ่งที่เราทำได้คือการแสดงให้เห็นว่าเราทั้งคู่มีความ
ตั้งใจในการคบกันนะ เราคบกันด้วยความจริงใจ เราคบกัน รักกันแล้วพากันไปในทางที่ดีได้ 


เป็นความรักที่ค่อยๆ เติมเต็มกันและกัน

เราค่อยๆ เบลนด์มากกว่า ตั้งแต่แรกช่วงที่เราคบกันนั้น เราก็ไม่ใช่คู่ที่ต้องพากันไปเปิดตัว เราแค่อยู่กันง่ายๆ เงียบๆ ตามสไตล์เรา ทำไมต้องเปิดตัว เราไม่ได้ชิงแชมป์ถ้วย ก. ถ้วย ข. คงไม่ต้องเปิดตัวว่าเราคบกันมั้ง ก็เลยอยู่แบบนี้ นานๆ ทีคนจะเห็นเราไปดูงานด้วยกัน ดูคอนเสิร์ตต่างๆ นิดๆ หน่อยๆ ช่วงนั้นคนเลยสงสัยว่าเอ๊ะ ทำไม...ไปคบกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราก็ตอบแค่ว่าคบกันมาสักพักแล้ว แค่ไม่ได้ประกาศลงหนังสือพิมพ์ (ยิ้ม) 


เมื่อคน 2 คนมาพบกัน อะไรคือตรงกลางระหว่างความต่างของทั้งคู่ 

ที่ไม่เหมือนกันแน่ๆ คือพี่ตั๊กเป็นผู้ชาย และป๊อกเป็นผู้หญิง (หัวเราะ) ถ้าในส่วนของพี่ตั๊ก ป๊อกไม่ทราบว่าเขาอยากให้เราเปลี่ยนอะไร จริงๆ ก็อยากทราบเหมือนกัน อยู่กันมาตั้ง 16 ปีแล้วยังไม่รู้เลย แต่ถ้าส่วนตัวเราเอง เรารู้สึกว่าการที่เขาปฏิบัติตัวมาตลอดเนี่ยทุกอย่างมันเป็นปกติ มันเหมือนเดิม ก็จะมีบ้างที่พอมาอยู่ด้วยกันแล้วทำให้รู้ว่าพี่ตั๊กเป็นคนไม่เรียบร้อยเลยถอดเสื้อผ้า เขวี้ยงทิ้ง (เราทวนป๊อกอีกครั้งว่าเราสามารถบันทึกภาพต่อไปนี้ได้หรือไม่) ได้ค่ะ ตามสบาย พี่ตั๊กเขาจะทิ้งเขวี้ยง วางของไม่เป็นที่ กุญแจรถ โทรศัพท์อะไรอย่างนี้ พี่ตั๊กต้องหาทุกวัน ขณะที่เวลาป๊อกอยู่บ้าน ห้องส่วนตัวของเราเรียงสีเสื้อ เรียงตามโทน ขาว ชมพู เหลือง เขียว ทุกอย่างจัดเป็นที่เป็นทาง 

แต่เราเคยอ่านเรื่องหนึ่งเจอ มันมีประโยคว่าปลาทูไหม้ไม่ได้ทำให้ใครตาย แต่อาจทำร้ายจิตใจของคุณแม่ที่ทอด เราเลยรู้สึกว่าบ้านรกบ้านสกปรกก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ทำร้ายพี่ตั๊ก แต่ถ้าเราพูดเราโวยวาย เท่ากับเราทำร้ายเขา จากที่เมื่อก่อนเราเอาแต่บ่น ทำไมบ้านไม่เรียบร้อย ทำไมเข้าห้องน้ำทีมันเปียกเหมือนเด็กเล่นสงกรานต์ มันกลายเป็นว่าทุกวันนี้เราก็แค่เก็บทำความสะอาด เลิกบ่น เพราะเมื่อเราคิดว่าเรื่องอื่นๆ เขาดีกับเราหมดเลย เขาดูแลเราดีตลอด ไม่ว่าเรื่องความสะดวกสบาย เรื่องของจิตใจ กับแค่เรื่องห้องน้ำเลอะเทอะ ไม่เคยเก็บเตียงมันเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก 


ในช่วงแรกที่มีการบ่น แล้วการตอบกลับของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร เกิดการทะเลาะกันบ้างไหม

ครับ โอเคเดี๋ยวเก็บครับ พี่ตั๊กไม่ใช่คนเริ่มการทะเลาะ เขาจะเงียบ ตัดทุกอย่าง เพราะเขาบอกว่า “ที่บ้านสอนมาดี” อ้าว! แบบนี้แปลว่าอะไรเหรอ (ยิ้ม) คือเขาบอกว่าที่บ้านสอนว่าการเป็นผู้ชาย การเงียบให้ได้คือการทำให้เกิดความสงบได้เร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่สุภาพบุรุษควรเป็น ตรงนี้ทำให้ป๊อกรู้สึกขอบคุณแม่ของพี่ตั๊กมาก เขาสอนมาดีจริงๆ และมันทำให้เราเองนั่นแหละ
ที่กลายเป็นคนบ่นเยอะ และพูดเยอะเกินไปกับเรื่องที่มันไร้สาระ เหมือนเราแสดงอะไรโง่ๆ ออกมา โดยที่มันเสียเวลาเปล่าๆ เพราะฉะนั้นเราก็หยุดและจบมันให้ได้ ถ้าเรื่องนั้นไม่ได้คอขาดบาดตายจริงๆ เดี๋ยวนี้เราเลยแทบจะไม่ทะเลาะกันเลย

 

ในวันที่ตัดสินใจแต่งงาน มันเหมือนที่ผู้หญิงคนหนึ่งวาดฝันไว้บ้างไหม

จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากอยู่กับผู้ชายคนนี้มันรู้สึกได้ตั้งแต่ช่วง 1-2 ปีแรกแล้ว เพราะเราอยู่กับเขาอย่างเป็นธรรมชาติได้ เราไม่ต้องเปลี่ยนชุดสวย เปลี่ยนตัวเอง ต้องเครียดเวลาไปเดตกับเขา เราเป็นปกติเป็นธรรมชาติที่สุดได้เวลาอยู่กับเขา และเวลาอยู่กับครอบครัวเขาด้วย เวลาเราไปไหนกับเขา เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ไปกับพ่อแม่ เราเป็นตัวเอง เราทิ้งตัวได้ ต่อให้เราหลงลืมทุกอย่างบนโลก แต่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้เพราะมีเขาอยู่
แต่เราก็พยายามที่จะไม่เป็นภาระให้เขามากนะ 

ในวันที่รู้ว่าจะต้องแต่งงานมันไม่มีการตกลงอะไรเลย เขาแค่นัดบ้านเราและเขามากินข้าวกัน ทุกคนกินข้าว พูดคุยกันตามปกติ แล้วพี่ตั๊กก็เริ่มบอกว่าจะมีช่างเข้าไปที่ไหน ตอนไหน วางโต๊ะตรงไหน ทำอะไรตรงไหน ตรงนี้จัดวางอะไร สั่งอาหารจากที่ไหน กำหนดการเข้าวังเพื่อรับพระราชทานน้ำสังข์วันไหน มันคือการบอกกล่าวแผนการ...อ้าว ที่รัก! ไม่พูดเหมือนในหนังเหรอ ไม่คุกเข่าขอแต่งงานเหรอ แต่เขาก็รู้ว่าเราเป็นคนอย่างนี้ เราก็ไม่ชอบการทำอะไรแบบนั้นหรอก เราขนลุกแน่ (ยิ้ม) เรื่องการแต่งงานของเรามันรู้กันมาตลอดทั้ง 2 บ้าน เตรียมตัวมาเรื่อยๆ มันแค่ถึงเวลาที่ต้องเป็นกิจจะลักษณะเสียที 


เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องการลูกมาเติมเต็มความสมบูรณ์เหรอ 

ถ้าเราคิดว่าอยากมีลูก เราคงแต่งงานกันไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยจนอายุมาก เราไม่ได้คิดเพราะเรารู้สึกว่าเราสบายตัวพี่ตั๊กและเราเองจะต้องเป็นคนที่ห่วงลูกมาก จนอาจเป็นบ้าตาย และเราทั้งคู่ก็อยากดูแลพ่อแม่ของเราให้เต็มที่ พ่อแม่เองก็ห่วงเรา เราแค่อยากลดความห่วงของเราสักหนึ่งภาระ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดี จนเมื่อไม่นานมานี้อยู่ๆ พี่ตั๊กก็พูดว่าอยากมีลูก ถ้าอย่างนั้นลองก็ได้ ก็ปล่อยตามธรรมชาติ แต่มันก็ไม่มี อาจจะเพราะ
เราเองก็อายุมากแล้ว ก็บอกพี่ตั๊กว่าต้องทำใจแล้วนะ 

(ผู้หญิงบางคนมองว่าการมีลูกคือความสำเร็จของการมีครอบครัว) ป๊อกเฉยๆ เราว่าการรักกันและอยู่ด้วยกันแบบปัจจุบันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ดีแล้ว เราเซ็นซิทีฟเรื่องลูกมาก เรากลัวเรื่องการลักพาตัว เรากลัวลูกคลาดสายตาเรา หรืออะไรมากมาย เราคงสติแตก เป็นบ้าไปเลย ถ้ามีลูกคงเครียดกับลูกมาก สงสารเขา ลูกเราคงเครียดมากจนไม่มีความสุขแน่ๆ เพราะแม่เป็นบ้า 


แม้ว่าจะเป็นคู่รักตัวอย่างในใจหลายคน แต่อยากถามว่าความรู้สึกลึกๆ นั้นมีความกลัวบ้างไหม

ค่ะ เราเผื่อใจไว้ว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แล้วก็รู้กันไปแล้วก็จบ อย่าไปกลัวจนไม่กล้าทำอะไร สมมติว่าวันหนึ่งอะไรเกิดขึ้น เรารู้มันก็จบ ดีกว่าเหตุการณ์กึ่งๆ ทรงๆ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัว ซึ่งมันก็แล้วแต่คู่นะ เรื่องนอกใจเราไม่รู้สึกอะไรมาก อาจจะแค่เจ็บใจ แล้วก็เลิกกันไป เขาแค่ไปมีชีวิตอื่น แต่เรื่องที่ป๊อกกลัวมากที่สุดคือเรื่องการตายจากกัน เราจะต้องทำอย่างไร ฉันคือคนที่ทำใจไม่ได้ที่สุดแน่ๆ อีนี่คงกลายเป็นคนบ้า 


ความรักในสายตาของคุณคืออะไร

พี่ตั๊กคือป๊อกคนที่สอง เขาคือแฝดของเรา เขาสามารถคิดอีกเรื่องให้เราได้ เป็นแฝดที่ดีกว่าตัวเราเองด้วย เพราะเขาปกป้องเราได้ เขาคือความอุ่นใจของเรา คืออีกครึ่งหนึ่ง อนาคตเราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงไหม แต่ตอนนี้เขาคือ Better Half ของเรา 


กฎเหล็กแห่งความรักคืออะไร

ซื่อสัตย์ พูดจริง มีอะไรบอกกันตรงๆ ชอบหรือไม่ชอบแค่บอกกันตรงๆ มันใช้ได้ทุกเรื่องทั้งการงานและความรัก เพราะถ้าเราพูดไม่จริง มันจะทำให้หลายอย่างวุ่นวาย ต้องวุ่นวายแก้ปัญหา เขาอาจไม่ต่อว่า แต่เขาต้องมาช่วยเราแก้ปัญหา สิ่งที่ดีที่สุดคือการพูดจริง และถ้าอะไรจะเกิดก็ต้องยอมรับในการกระทำของเรา 

อ้อ กฎเหล็กอีกข้อของเราคือเราต้องดูดีเสมอในสายตาสามี ใครจะเห็นป๊อกแบบไหนก็ได้ แต่เราอยากให้พี่ตั๊กเห็นป๊อกดูดีตลอด เราเคร่งครัดกับตัวเองมาตั้งแต่เด็กว่าเราจะไม่ใช่คุณแม่บ้านม้วนโรลทำผมพอกหน้าปล่อยตัวอยู่บ้านให้สามีเห็น แต่ไปสวยอยู่นอกบ้าน แต่ไม่ได้ถึงขั้นว่าต้องแต่งหน้าอยู่บ้านนะ เราแค่อยากให้ตัวเองสะอาดสะอ้านก่อนนอนก็พอ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมาเราก็พยายามนะ อาจจะมีหลุดบ้างเล็กน้อย (ยิ้ม) 


ด้วยความรักที่หล่อหลอมมายาวนาน ทำให้คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตบ้างไหม

เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อ จนกระทั่งช่วงหลังเราอ่านหนังสือเยอะมาก เราเริ่มแอบคิดเอาเองว่าเราอาจจะมีด้ายแดงของเราติดกับเขาอยู่ เมื่อก่อนเคยมีคนทักเรื่องนี้แต่เราไม่เชื่อ เพราะว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์รักเดียวใจเดียว มนุษย์สามารถมีคู่ใดๆ ได้ใหม่ ในขณะที่สัตว์บางตัวมันตายตามกันไปในวันที่คู่มันหายหรือตายไป ถ้าเราเชื่อเรื่องพรหมลิขิตจริงเราคงต้องไปรอคู่ที่ขั้วโลกเหนือตามที่เขาบอกว่าแฟนเราเป็นเอสกิโมอยู่ที่นั่น แต่ตอนนี้เรารู้สึกเปลี่ยนไป

เราเริ่มเชื่อมโยงอะไรหลายอย่าง ปะติดปะต่อเรื่องมากขึ้น เฮ้ย! ความจริงแล้วเราควรจะเจอกันตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ เพราะเรามีญาติอยู่ที่จังหวัดตากเหมือนกัน ตอนเด็กๆ เราก็ใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมที่นั่น แต่ทำไมเราไม่เคยเจอกัน มันก็รู้สึกอะไรแบบนี้ พอเราอ่านเรื่องด้ายแดงก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าบางทีด้ายแดงของเรามันวนไปวนมาโดยที่ไม่เคยเจอกัน แต่เมื่อไรที่มันมาเจอกัน แล้วได้ดึงด้ายแดงนั้นจนไปถึงต้นตอ เราอาจจะตกใจว่าจริงๆ เราใกล้กันแค่นี้เอง แต่เราแค่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน (ยิ้ม) 


อนาคตในอีก 5 หรือ 10 ปีของผู้หญิงชื่อป๊อก ปิยธิดา จะเป็นอย่างไร

ป๊อกออกแบบทรงผมของตัวเองตอนแก่ไว้และแชร์กับเพื่อนๆ แล้วด้วย คือถ้าเผื่อฉันแก่แล้วมีผมขาวทั้งหัว ฉันจะแต่งตัวแบบนี้สไตล์นี้มันต้องเท่แน่ๆ เรามีไอดอลของคนแก่ ผมขาว ทาปากแดง ใส่แว่นแล้วเดินเฉิดฉาย ฉันจะเป็นแบบนั้น และฉันก็รู้สึกว่าฉันต้องสนุกแน่ๆ