‘mints’ ความฝันและความรักบนเส้นทางดนตรีของสองหนุ่มเฉดสีเขียวมินต์

          ส่วนผสมระหว่าง ‘สีน้ำเงิน’ ที่แทนความสุขุมนุ่มลึกของอัด-อวัช รัตนปิณฑะ และ ‘สีเหลือง’ ที่แทนความสดใสมีชีวิตชีวาของตน-ต้นหน ตันติเวชกุล เป็นที่มาของวง ‘mints’ สองหนุ่มเฉดสีเขียวมินต์ ที่นำความฝันและความรักในการเล่นดนตรีมาหลอมรวมพวกเขาเข้าด้วยกัน จากนักแสดงวัยรุ่นในซีรีส์เรื่อง Hormones วัยว้าวุ่น (2556) วันนี้ ‘อัดและตน’ เข้าสู่บทบาทใหม่จนกลายเป็นศิลปินมืออาชีพภายใต้สังกัด What The Duck ซึ่งปล่อยเพลงจังหวะสบายๆ มาให้เราฟังกันเป็นเพลงที่ 4 แล้ว

เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำวงให้ฟังหน่อย
          อัด: ประมาณ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่มีคอนเสิร์ต GTH Star Theque เป็นช่วงที่เราสองคนทำโชว์ของค่าย ทุกคนต้องร้องเพลงและเต้น ผมได้ไปเรียนร้องเพลงกับพี่โบ๊ท (คนาวิน เชื้อแถว) วง Somkiat พอได้ไปเรียนแล้ว เหมือนมันจุดประกายบางอย่างที่เป็นความฝันที่อยู่ในตัวเรามาตลอด เราอยากร้องเพลงและอยากมีเพลงของตัวเอง
          ตน: ผมเองก็ถูกส่งไปเรียนเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้มีโชว์ร่วมกันขนาดนั้น แต่เราก็ได้เจอกันบ่อยๆ เลยมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ช่วงนี้ฟังเพลงอะไรกันอยู่ แล้วผมรู้สึกว่าเวลาคุยกับพี่อัด เขาทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น พี่อัดฟังเพลงเยอะมาก ยังมีหลายเพลงที่ผมไม่เคยฟังเลย พอเริ่มสนิทกันมากขึ้น พี่อัดก็ชวนเรามาทำวงดนตรีด้วยกัน
          อัด: ตอนแรกแค่อยากทำ เราก็ชวนกันปากเปล่าๆ หลังจากนั้นเริ่มทำวงจริงจัง เราก็ได้พี่ยิ้ม (ประวิทย์ ฮันสเตน) วง Somkiat ซึ่งพี่โบ๊ทเป็นคนแนะนำให้มาช่วยเราทำวงดนตรี แล้วเราก็เลยขลุกกันยาวจนถึงทุกวันนี้ รักพี่นะครับ (หัวเราะ)

ที่มาของชื่อวง mints
          อัด: เราอยากได้ชื่อวงที่เป็นตัวตนของพวกเรา ตอนแรกเราก็ถามตัวเองว่าแล้วตัวตนของเราคืออะไร? เราจะหาจากที่ไหนได้บ้าง เรารู้แค่ว่าเราทั้งสองคนมีลักษณะนิสัยยังไงบ้าง จนเราไปสะดุดกับเรื่องสี เราเลยนำนิสัยของแต่ละคนมาแทนด้วยสี ตัวผมเป็น ‘สีน้ำเงิน’ ส่วนของตนเป็น ‘สีเหลือง’  
          ตน: เราเลยนำทั้งสองสีนี้ผสมกันออกมาเป็นสีเขียว พอไปเปิดชาร์ตสีเขียวดู พวกเรารู้สึกว่าสีเขียวมินต์นี่แหละเข้ากับพวกเราที่สุด และในขณะเดียวกันก็ตรงกับแนวเพลงที่กำลังทำอยู่ด้วย ฟังแล้วน่าจะเย็นสดชื่น
          อัด: ทุกคนน่าจะมีหลายสีในตัวเองอยู่แล้วแหละ เราแค่ดึงสีที่ชัดที่สุดของตัวเราออกมา ที่ผมเป็นสีน้ำเงินเพราะเราเป็นคนนิ่งๆ ส่วนของหนก็ดูสดใส มีชีวิตชีวา พอเป็นสองคนเราก็เติม s ลงไปดีกว่า เขียนเป็นพหูพจน์ ตัวพิมพ์เล็ก

ด้วยความที่คิดทุกอย่างจาก ‘ตัวตน’ ของเราเอง คิดว่าจะทำยังไงเพื่อไม่ให้เสียความเป็นตัวเอง ในขณะที่ก็ต้องอยู่รอดได้ในวงการเพลงด้วย
         ตน: การที่เราจะค้นหาตรงกลางในการเป็นตัวของตัวเองและขายได้ด้วยมันก็สำคัญนะเอาจริงๆ  
         อัด: ผมรู้สึกว่าเราต้องเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุดก่อน แล้วในแง่ธุรกิจ เดี๋ยวถ้าเราเป็นตัวเองที่แข็งแรง เขาก็จะชอบและติดตามในแบบที่เราเป็นเอง แต่สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้คือการที่เราเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุดก่อน เราต้องรู้ตัวว่าเราคือใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหน เราจะมีความสุขได้ในแบบที่เป็นตัวของเราเอง

หลายคนรู้จัก ‘อัดกับตน’ ในฐานะนักแสดงที่เคยเล่นซีรีส์เรื่อง Hormones วัยว้าวุ่น (2556) มาก่อน พอได้มาเป็นศิลปินน้องใหม่ที่ทำวงดนตรีของตัวเองมาสักพัก มีเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง
         อัด: ก็มีที่คนเขามองเราว่าเป็นนักแสดงมาก่อน พอเรามาทำเพลงเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น มันก็เป็นเสียงตอบรับที่ดีนะ เราจะก้าวไปสู่อีกอาชีพหนึ่งแล้ว เราจะเป็นนักร้อง เราจะทำจริงๆ นะ ต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นกันให้ได้ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นพลังที่เตือนตัวเองมาตลอดว่าเราจะไม่ทำเล่นๆ เราให้กำลังใจกันตลอด
         ตน: มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่เราผลิตชิ้นงานออกมา ไม่มีทางที่ใน 100 คน จะมีคนชอบเรา 100 คน เป็นสัจธรรมที่เราต้องรู้อยู่แล้วแหละ แต่ถ้าถามว่ามีความสุขกับฟีดแบ็กที่ได้มาไหมก็มีความสุข เราได้กลุ่มคนฟังมากขึ้น ถึงเขาจะไม่รู้จักเรามาก่อน ไม่เคยดูซีรีส์ที่พวกเราเคยเล่น แต่พวกเขาเป็นกลุ่มคนฟังที่พร้อมเสพเพลงเราจริงๆ ที่ชอบเพลงของเรา ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมดีใจมากๆ
         อัด: เราไม่ได้มองว่ามันเป็นลบ แต่มองเป็นบวกมากกว่า เป็นแรงบันดาลใจว่าถึงเวลาที่เราจะพิสูจน์อีกสเต็ปหนึ่งของบทบาทที่เราจะทำ เหมือนทุกคนรอดูมากกว่าว่าสุดท้ายแล้วไอ้นักแสดงสองคนนี้จะไปได้ถึงไหน มันไม่เชิงเป็นคำติ แต่เป็นสายตาที่รอดูว่าเราจะทำได้จริงๆ หรือเปล่า

เราทำได้แค่ลงมือทำ
         อัด: ผมไม่เคยคิดหรอกว่าเราจะมาถึงตรงนี้ เราแค่รู้สึกว่าเรามีความฝัน แต่ไม่รู้ว่าระหว่างทางมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ บางทีเราแค่เห็นภาพว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น ผมแค่รู้สึกว่าเราต้องโฟกัสในจุดเล็กๆ ว่าอยากทำก็เริ่มทำสิ พอเริ่มทำแล้วทำยังไงต่อให้ถึงปลายทาง เราแค่มองจุดเล็กๆ ว่าอยากทำให้มันเกิดขึ้น และผมเชื่อว่าถ้าอยากทำให้มันเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นจริงสักวันหนึ่ง อาจจะไม่ได้เกิดทันที แต่บางอย่างก็ต้องใช้เวลา 
         ตน: ที่จริงผมไม่เคยนึกภาพตัวเองเป็นอย่างอื่นเลยนะ นอกจากการเป็นนักดนตรี แต่วง mints ทำให้ภาพความฝันของเราชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราได้ทำในสิ่งที่ชอบและรัก และได้พัฒนาจากมือสมัครเล่นจนกลายเป็นมืออาชีพ รวมถึงเราได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ หลายคน ต้องขอบคุณมากๆ ครับ

เป้าหมายของวง mints
         อัด: เราไม่ได้มองไปไกลมากจนถึงปลายทาง แต่เราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีความสุข แล้วเราก็สนุกกับมัน รวมถึงมันเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของชีวิต เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่เราเลือกเดิน ผมไม่รู้ว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหนนะ ตอนนี้รู้แค่ว่าเรามีหน้าที่อะไร เราต้องซ้อมและทำให้ดีที่สุด ไปเล่นสดและคนต้องมีความสุขกับโชว์ของเรา เรามองแค่ตรงนี้
         ตน: วงเราอาจจะยุบในอาทิตย์หน้าก็ได้ (อัด: ถามกันก่อน) อันนี้พูดให้เห็นภาพชัดๆ (หัวเราะ) อนาคตมันไม่แน่นอน เราไม่ได้คาดหวังว่าต้องไปถึงจุดไหน เพลงต้องฮิตหรือต้องมียอดวิวเป็นร้อยล้านวิว เราแค่ทำอะไรแล้วมีความสุข เราชอบ ไม่ได้ฝืนตัวเอง 
         อัด: ทุกๆ เพลงของเรา เราจะมีเป้าหมายเล็กๆ กันอยู่แล้ว เพลงนี้คนฟังแล้วชอบ ฟังแล้วยิ้มได้หรือรู้สึกร่วมกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกไป แค่นี้เราก็สำเร็จไปทีละเป้าหมายแล้ว

ทั้ง ‘อัดและตน’ ต่างมีใจรักดนตรีมาตั้งแต่เด็ก
          อัด: ผมอยู่กับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เติบโตมาในร้านแนวสังสรรค์ ที่ร้านก็จะมีดนตรีสดอยู่ตลอด เราคงได้อิทธิพลมาตั้งแต่ตอนนั้น เราชอบร้องเพลงไปโดยปริยาย เวลามีให้ขึ้นไปร้องเพลงเราก็ขึ้นไปร้องบ้าง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราชอบร้องเพลง
          ตน: ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่ประถมฯ ไอดอลของผมคือโชแปง (Chopin) และโมสาร์ต (Mozart) ผมเคยฝันอยากเป็นนักเปียโนคลาสสิกที่เก่งที่สุดในประเทศ แต่ก่อนผมไม่เคยฟังเพลงร็อก เพลงป๊อป ฟังแต่เพลงคลาสสิก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่ผมได้เล่นหนังเรื่อง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ (2554) ถ้ายังจำกันได้จะมีซีนหนึ่งที่ผมต้องเล่นกีตาร์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้จับกีตาร์และรู้สึกว่าเครื่องดนตรีชิ้นนี้มีความพิเศษ 


KNOW MORE:
          ผลงานที่ผ่านมาของวง mints คือเพลง เหลือ, ไม่ง่าย, ยังไงดี และล่าสุดกับเพลง ‘พร้อม’ ซิงเกิ้ลที่ 4 ของพวกเขาที่ส่งต่อพลังบวกให้กับเราอีกครั้ง เพลงนี้ตั้งโจทย์จากคำว่า ‘เพลงขับรถ’ ฟังง่ายๆ สบายๆ ว่าด้วยเรื่องของการเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวเลวร้ายแค่ไหนก็พร้อมอยู่เคียงข้างกันเสมอ


ภาพ: สรรพัชญ์ วัฒนสิงห์