มุ่งมั่นกับความฝัน ชัดเจน และไขว่คว้าจนได้มันมา - วี วิโอเลต

Written by
06.06.18 91 views
Written by

06.06.18 91 views

อีกหนึ่งคนที่มุ่งมั่นกับความฝันในวัยเด็ก มองเห็นภาพความสำเร็จของตัวเองและไขว้คว้าจนได้มันมา กับ "วี วิโอเลต" และเรื่องราวระหว่างเส้นทางความสำเร็จที่เธอเก็บไว้เพื่อเติมเต็มความฝันในอนาคต

“ วีเป็นคนเพ้อฝันมาก เราว่าเพ้อฝันไปเถอะ ถ้ามันทำให้ใจเรามุ่งไปในเส้นทางนั้นๆ ”
— วี วิโอเลต วอเทียร์



ในรอบ Blind Audition โค้ชก็หันมาครบทั้ง 4 คนเลย 

วินาทีนั้นตื่นเต้นมาก ตั้งแต่รู้ว่ามีโค้ชหันมาคนแรกเราก็พร้อมจะหยุดร้องแล้ว แต่ในหัวก็ท่องไว้ว่าต้องร้องให้จบเพลง คือเรียกสติกลับมาอยู่กับการร้องเพลง ต้องร้องให้จบให้ได้ แล้วค่อยดีใจทีหลัง ซึ่งมันเป๋ตั้งแต่ต้นๆ เพลงเลย ถ้าใครพอจะนึกออกจะเห็นว่าวีหลับตาร้องเพลงตลอด ที่เห็นหลับตานี่ไม่ได้อินนะคะ คือเราไม่ไหวแล้ว ต้องหลับตาไว้ แล้วร้องให้จบ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง โค้ชหันมาเยอะกว่าเดิม ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิมอีก 

การที่โค้ชทั้ง 4 คนหันมาทำให้วีไม่รู้จะเลือกใคร ตอนนั้นเราอยากรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกับเรา เลยถามออกไปว่าเขาจะโค้ชเราอย่างไร ทำไมถึงเลือกเรา ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนนั้นตื่นเต้นจนฟังสิ่งที่โค้ชแต่ละคนพูดออกมาไม่รู้เรื่อง คำพูดเข้าหัวนะ แต่แปลไม่ออก ประมวลผลไม่ทัน เลยเลือกคนแรกที่หันมาฟังเรา ซึ่งก็คือพี่โจอี้ บอย (ยิ้ม) 

ก่อนการประกวดหมดความมั่นใจเพราะรอบตัวมีแต่คนร้องเพลงดี แล้วการที่เข้าไปอยู่ในรายการก็ล้อมรอบด้วยคนเก่ง แบบนี้ไม่หมดความมั่นใจไปกันใหญ่หรือ

ไม่ ไม่เลย แต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง เราสนุกมากกว่าที่ได้มาร้องเพลงกับคนเก่งๆ เมื่อเราสนุก ความมั่นใจมันเริ่มกลับมา ได้ร้องต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งสนุก เราได้ร้องเพลง ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้เจอเพื่อน ล้อมรอบด้วยนักดนตรี คนที่ร้องเพลงเก่ง การได้อยู่ในทีมพี่โจ้ยิ่งสนุก วีว่าเขามีความเป็นโปรดิวเซอร์สูงมาก เขาทำงานกับศิลปินมาหลายคน สิ่งที่เราเห็นคือเขารู้ว่าจะปั้นลูกทีมอย่างไร เวลาจะไปทำอะไรก็มักห้อยลูกทีมไปด้วยเสมอ ทำให้เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปด้วย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ ค่ะ

ตอนแรกวีไม่ได้หวังอะไรเลย พอเริ่มเข้ารอบลึกขึ้นเรื่อยๆ มันก็มีความคิดนะว่าเฮ้ย...เราก็อาจจะมีสิทธิ์ชนะเหมือนกัน เริ่มสนุกกับการแข่งขันมากขึ้นอีก มันเป็นเกมอย่างหนึ่ง และเราเป็นคนที่ชอบแข่งขันอยู่แล้ว ก็อยากชนะเหมือนกัน พอตกรอบก็ยอมรับว่าร้องไห้นะคะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเสียใจ แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือเกม มันต้องมีการแข่งขัน แพ้-ชนะ ซึ่งการตกรอบของเราไม่ใช่จุดจบเสียหน่อย กลับเป็นจุดเริ่มต้นด้วยซ้ำ 

ทำทั้งงานดนตรีและงานแสดงควบคู่มาเรื่อยๆ ชอบอะไรมากกว่ากัน และตอนนี้ความมั่นใจเรื่องการร้องเพลงกลับมาหรือยัง

วีคิดว่าวีไปได้ 2 อย่างพร้อมกันนะคะ อย่างเอ็มวีใหม่ถ้าใครได้ดูจะเห็นว่าวีสามารถทั้งร้องและแสดงอารมณ์ไปพร้อมกันได้ (ยิ้ม) ส่วนเรื่องร้องเพลงนั้น ตอนนี้วีก็ชอบเสียงตัวเอง (หัวเราะ) คือยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเสียงดี แต่เราชอบเสียงตัวเองและพอใจกับมัน อาจมีขาดเหลือบ้าง วีมีบางอย่างที่อยากทำได้ เช่น รู้สึกว่าอยากทำโน้ตแบบนี้ได้บ้างจังเลย

ยังมีอะไรที่ท้าทายเสียงของวีได้อีกหรือ

ได้สิ...วีไม่ใช่นักร้องสายดิว่า ไม่สามารถร้องเพลงเปล่งพลัง นา นา น้า (ร้องแบบเสียงมีพลัง) แบบที่ดิว่าชอบทำได้ ตอนเด็กเราเคยอยากทำให้ได้ อยากร้องได้อย่างคริสติน่า อากิเลร่า เราชอบตอนที่เขาร้องเพลง Reflection จากการ์ตูนเรื่องมู่หลาน วีก็ร้องก็ตะโกนอยู่ในบ้าน จนแม่ร้องโอ๊ย! ไม่ไหวกับเสียงแหลมๆ นี้แล้ว (หัวเราะ) 

ตอนเด็กๆ มองเห็นตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร
 

ตอนเด็กวีเห็นตัวเองในเส้นทางนี้ชัดมาก เราต้องอยู่ในเส้นทางนี้ เหมือนอย่างตอนที่เล่นพ่อแม่ลูกกับเพื่อน เราเห็นการเป็นนักแสดงในตัวเอง หรือเห็นไปถึงตอนเป็นนักร้อง แต่ยิ่งโตก็ไม่ได้โฟกัสอะไรกับมันมาก เรามีอย่างอื่นให้ทำมากขึ้น แต่ภาพพวกนี้มันยังถูกเก็บไว้ในหัวว่ามันคือหนึ่งในความฝันของเรา

หลายคนมักลงความเห็นว่าการอยากเป็นนักร้อง-นักแสดง คือเรื่องเพ้อฝันของเด็กๆ 

เอาจริงๆ ปะ...วีเป็นคนเพ้อฝัน ถ้าเราเพ้อฝันแล้วใจเรายังมุ่งไปทางนั้นโดยไม่เปลี่ยนแปลง วีว่าเราจะทำให้มันเป็นจริงจนได้ เพราะฉะนั้นเพ้อฝันไปเถอ

แต่คนทั่วไปมองว่าวีเป็นสาวเซอร์ สาวเท่เลยนะ มีโมเมนต์อย่างนั้นด้วยหรือ 

อย่างนั้นเลยค่ะ (ยิ้ม) เอาจริงๆ นะคะ กว่าวีจะมาเป็นอย่างวันนี้ มันต้องลองมาหลายทางมาก เราชอบคนโน้นก็ตามคนโน้น เราชอบคนนี้ก็จะตามคนนี้ กระแสสังคมเป็นอย่างไรเราก็ตามกระแสนั้น เรารับทุกอย่างเข้ามา แล้วค่อยๆ ฟอร์มว่าสุดท้ายแล้วเราชอบอะไร เราเจอสิ่งเราชอบไหม