รู้ตัวอีกทีก็หลงรักการ Rap และ Hiphop ไปแล้ว - Twopee โต้ง พิทวัส พฤกษกิจ

Written by
13.06.18 156 views
Written by

13.06.18 156 views

จะเป็นแร็ปเปอร์จะต้องเริ่มต้นยังไง ในวันที่ยังไม่มียูทูบ ไม่มีรายการ The Rapper มาฟังแร็ปเปอร์หนุ่มที่ฮฮตที่สุตในตอนนี้ โต้ง Twopee Southside พูดถึงเส้นทางการเป็นแร็ปเปอร์ของตัวเอง

“ หลังจาก Titanium ปล่อยอัลบั้มแรกที่นิวยอร์ค พอเราได้ฟังก็เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย ”
— โต้ง พิทวัส พฤกษกิจ



คุณฝันอยากเป็นศิลปินหรือแร็ปเปอร์มาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ น่าจะประมาณอนุบาลฯ 3 เคยบอกพ่อว่าอยากเป็นทหาร แต่ตอนนั้นน่าจะพูดเหมือนๆ กับเด็กทั่วไปมากกว่า เพราะตามพื้นฐานของเด็กๆ เวลามีใครถามว่าอยากเป็นอะไร คำตอบก็หนีไม่พ้นอะไรประมาณนี้ ดังนั้นผมขอไม่นับความฝันตอนนั้นก็แล้วกันนะครับ (หัวเราะ) แต่เอาจริงๆ พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยก็มีความชอบหลายอย่าง ลองนั่นลองนี่ไปเรื่อยๆ เผื่อจะได้เจอสิ่งที่ชอบจริงๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นนักวิ่ง แล้วก็ไปรู้จักกับการเล่นสเกตบอร์ดตอนประมาณ ป.5 ป.6 ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ ตอนนั้น ฝึกหนักทุกวัน มีออกไปทัวร์แข่งขันด้วยนะ ผมคิดว่าความฝันที่จริงจัง ในวัยเด็กของผมน่าจะเป็นนักกีฬาเอ็กซ์ตรีมครับ ส่วนความฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์ค่อยตามมาหลังเข้ากลุ่มเด็กสเกตฯ สมัยมัธยมฯ ที่ภูเก็ตแล้ว

เริ่มฟังเพลงฮิปฮอปจริงจังช่วงไหน

ผมฟังเพลงตั้งแต่ช่วง ป.3 ไม่ก็ ป.4 ที่ได้รู้จักกับเพลงและวัฒนธรรมฮิปฮอปจากการนั่งดูมิวสิกวิดีโอทาง Chanel V ยุค UBC นู้นเลย (หัวเราะ) ความจริง ตอนนั้นก็เริ่มชอบแล้วนะ เพราะเรารู้สึกว่าแนวดนตรี แฟชั่น เรื่องราวและทัศนคติที่สื่อสารผ่านเพลงฮิปฮอป เป็นสิ่งที่แตกต่างและผิดแปลกไปจากเพลงไทยที่เคยฟังมามากเลยครับ ต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆ ผมฟังเพลงตามพี่สาว เขาซื้ออะไรมาฟังก็ฟังตาม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงค่ายเบเกอรี่ แกรมมี่ อาร์เอส ตามปกติทั่วไปเลย แต่ถึงจะบอกว่าเริ่มชอบเพลงฮิปฮอปแล้ว ก็ยังเป็นแค่ความชอบระดับผิวเผิน แต่ผมเริ่มฟังเพลงฮิปฮอปจริงจังช่วงที่เริ่มเข้ากลุ่มสเกตบอร์ด ตอนนั้นเป็นช่วงที่ได้เจอคนที่มีความชอบแบบเดียวกัน คุยภาษาเดียวกัน ก็เลยทำให้ได้ฟังเพลงฮิปฮอปลึกขึ้นกว่าเดิม จนได้มาฟัง Limp Bizkit ซึ่งเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างดนตรีร็อกและฮิปฮอป ตอนนั้นนั่นแหละที่ผมรู้สึกว่าเพลงฮิปฮอปโคตรเจ๋งเลย ถัดมาอีกแค่แป๊บเดียวก็เป็นช่วงดาจิมกำลังดังมากๆ จากอัลบั้มที่พี่เขาโดนตำรวจจับนั่นแหละครับ เลยยิ่งเป็นกระแสให้เด็กวัยรุ่นยุคนั้นต้องไปหาเทปอัลบั้มนั้นมาฟังบ้าง อีกวงที่กำลังดังเหมือนกันก็คือ Thaitanium ซึ่งถือเป็นศิลปินที่เปิดโลกใบใหม่ของการฟังเพลงฮิปฮอปให้กับผมเลย พวกเขาทำให้ผมได้เข้าใจว่าเราสามารถแร็ปแบบนี้ได้ด้วยนะ สามารถใส่ทัศนคติและมุมมองแบบนี้ลงไปได้เหมือนกัน แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นยุคทองของเพลงฮิปฮอปทั่วโลกพอดีมีแร็ปเปอร์เจ๋งๆ ให้ฟังเยอะมากทั้ง JayZ, 50 Cent, Nick Nelly คราวนี้ก็ยิ่งทำให้เราสนใจและชอบเพลงฮิปฮอปมากขึ้น แต่ยุคนั้นเสียตรงที่ถ้าจะดูมิวสิกวิดีโอเพลงฮิปฮอป เราต้องนั่งรออยู่หน้าโทรทัศน์อย่างเดียว ไม่มียูทูบให้เปิดหาเหมือนสมัยนี้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปซื้อเทปจากร้าน Imagine ไม่ก็ร้านแมงป่องมาฟังแทน รู้สึกว่าเทปที่ซื้อมาฟังช่วงนั้นถูกม้วนกลับไปกลับมาจนยานไปหมดแล้วครับ (หัวเราะ) เพราะบางเพลงที่ชอบมากๆ เราก็อยากแร็ปตามให้ได้

ถึงขนาดอยากเป็นแร็ปเปอร์เลยไหม

พอฟังเยอะๆ เราก็มีแร็ปกับเพื่อนในกลุ่มเล่นสเกตฯ บ้าง แร็ปคนเดียวที่บ้านบ้าง จนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนไหนที่เริ่มอยากเป็นแร็ปเปอร์ขึ้นมาจริงๆ บังเอิญว่าช่วงนั้นพวกพี่ๆ Thaitanium เขามีโปรเจ็กต์ Thaitanium Mixed Tape ให้คนทางบ้านที่อยากแร็ป ส่งผลงานการ Mixed Tape ของตัวเองมาให้พวกพี่ๆ เขาคัดเลือก ผมก็เลยลองทำส่งไปบ้างแต่ก็ไม่ผ่านการคัดเลือกเลยสักครั้ง (หัวเราะ) แต่อย่างน้อยการได้ลองทำ Mixed Tape ในตอนนั้น ก็ได้ทำให้ผมรู้แล้วว่าความฝันของผมคืออะไร ซึ่งนั่นก็คือการเป็นแร็ปเปอร์

ถ้าเข้าใจไม่ผิดช่วงที่ Southside ปล่อยอัลบั้มแรกเป็นยุคมืดของวงการฮิปฮอปเลยใช่ไหม

ช่วงนั้นเป็นยุคที่กระแสฮิปฮอปเริ่มดร็อปแล้ว วงดังๆ อย่าง Buddha Bless ก็ไม่ได้ทำอัลบั้มใหม่ สิงห์เหนือเสือใต้ Thaitanium โจอี้บอย ก็ไม่ได้ปล่อยเพลงใหม่ออกมาเหมือนกัน ช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่ไม่มีใครทำเพลงฮิปฮอปออกมาเลย พูดง่ายๆ เลยว่าเป็นยุคที่ฮิปฮอปได้ตายไปแล้ว ไม่ได้ตายแค่ในประเทศไทยด้วยนะ แต่ค่อยๆ ตายลงพร้อมกันทั่วโลกเลย ศิลปินที่กำลังโด่งดังในช่วงนั้นก็พวก Pittbull หรือ Far East Movement ที่ไม่ใช่ฮิปฮอปแล้ว จนผ่านไปสักพักก็เปลี่ยนเป็น EDM ครองตลาดไป กลายเป็นว่าผมเริ่มทำเพลงฮิปฮอปในยุคทอง แต่ดันเสร็จพร้อมปล่อยออกมา
ในยุคที่ฮิปฮอปได้ตายลงไปแล้ว

คุณกับค่ายกังวลมากไหมที่ต้องปล่อยอัลบั้มออกมาในช่วงนั้น

ความกังวลมันมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำได้ก็แค่ต้องทำเพลงให้ทันกระแสด้วย อย่างที่บอกว่าตอนนั้น Pittbull กับ Far East Movement ซึ่งเป็นดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์กำลังมา เราก็เลยมีเพลงอย่าง “ไหวอะเปล่า” ที่มีซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาผสมด้วย แต่แน่นอนว่าแก่นของความเป็นฮิปฮอปยังคงอยู่เหมือนเดิม เราไม่ได้ซีเรียสกับการปรับแนวดนตรีในลักษณะนี้ เราคิดว่าไม่ต่างจากการแร็ปแบบฟรีสไตล์เลย ส่วนตัวเราก็เป็นคนที่ทำเพลงฮิปฮอปที่มีความวาไรตี้ได้หลายแนวอยู่แล้ว เวลาไปแข่งคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เมื่อเจอแล้วคุณก็ต้องด้นสดไปให้ได้ด้วยการเอาสิ่งที่มีอยู่เข้ามาดัดแปลงกับดนตรีหรือสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ เพราะฮิปคือความทันสมัย และฮอปคือการกระโดด เมื่อรวมกันแล้วฮิปฮอปจึงสื่อถึงการกระโดดไปได้ทุกอย่างทุกแนว แล้ววันหนึ่งยุคทองของวงการฮิปฮอปก็จะกลับมาอีกครั้งอย่างที่เห็นกันในตอนนี้