Turn Your Life Around ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

ก่อนที่ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต จะผ่านเข้าออดิชั่นรอบสองจนได้มาเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์ 9×9 และสวมบทบาทการแสดงครั้งแรกในฐานะ ‘ฉี’ จากละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง ดูเหมือนว่าระหว่าง ‘ฉี’ และ ‘ไอซ์’ ต่างก็มีเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่คล้ายกัน จากเด็กหนุ่มที่เคยตามหาฝันด้วยฝีมือเล่นกีตาร์โซโล่ ผ่านจุดเปลี่ยนที่ต้องสูญเสียคนสำคัญในครอบครัวและใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพัง แม้จะเกิดเรื่องร้ายแรงกับชีวิตแค่ไหน แต่เขาก็พลิกเป็นโอกาสที่ดีขึ้นมาได้


ก่อนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์ 9×9 ไอซ์ทำอะไรมาก่อน

  ผมเคยมีวงดนตรีกับแจ๊คกี้ (จักริน กังวานเกียรติชัย) เขาเป็นนักร้องนำ ส่วนผมเป็นมือกีตาร์ เราสองคนเจอกันในงานประกวดวงดนตรี ตอนนั้นคนที่ทำงานประกวดอยากฟอร์มวงของตัวเองขึ้นมา เลยดึงคนจากแต่ละวงมาเล่นด้วยกัน หลังจากนั้นเราได้ไปเล่นตามงานต่างๆ อยู่เป็นเวลากว่า 2 ปี พวกเราเริ่มมีเพลงเป็นของตัวเอง 2 เพลง มีเพลงหนึ่งที่ปล่อยออกไปแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และอีกเพลงที่ยังไม่เคยได้ปล่อยที่ไหน


ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเริ่มชอบการเล่นดนตรีตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ไปคอนเสิร์ต Big Mountain ผมเห็นพี่ยอด (ธนชัย ตันตระกูล) วง Bodyslam แล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เห็นเขาเป็นไอดอลและเล่นกีตาร์มาตั้งแต่นั้น และความฝันของผมก็คือการเป็นมือกีตาร์ที่ได้ยืนอยู่บนเวทีราชมังคลากีฬาสถานสักครั้งในชีวิต


จากเด็กที่ฝันอยากเป็นนักดนตรี เราพาตัวเองมาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร

ผมเซ็นสัญญากับนาดาว และมีโปรเจ็กต์ 9×9 ขึ้นมาพอดี เขาเห็นว่าเราชอบเล่นกีตาร์อยู่แล้ว เลยลองส่งไปแคสติ้ง ซึ่งครั้งแรกที่ไปไม่ติดนะครับ แต่พอเปิดออดิชั่นอีกรอบ ผม แจ๊คกี้ และพี่ปอร์เช่ ถึงได้เสริมเข้าไปในรอบสอง ตอนที่ได้ยินชื่อโปรเจ็กต์ 9×9 เขาบอกว่าจะทำซีรีส์ เพลง และคอนเสิร์ต จากที่ตอนแรกสงสัยว่าอาจเป็นแนวบอยแบนด์เกาหลีหรือเปล่า แต่พอได้เข้ามาผมรู้สึกเอ็นจอยกว่าที่คิด ได้ทำหลายสิ่งที่ได้ยินนอกเหนือไปจากที่พี่เขาพูดไว้ ผมเรียนร้องเพลง เต้น และการแสดงอยู่นาน เราเริ่มหันมาสนใจการแสดง และการทำเพลงได้ขึ้นคอนเสิร์ตก็เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว โปรเจ็กต์นี้เลยตอบโจทย์ตัวผมเองมากๆ


เทียบกับคนอื่นในโปรเจ็กต์ 9×9 เราเองก็เป็นน้องใหม่สุดๆ รู้สึกกดดันไหม

  ใช่ครับ คนที่ใหม่สุดๆ เลยจะมีผมกับแจ๊คกี้ แต่ก่อนผมกลัวพวกพี่ๆ มาก พี่เจ พี่เจมส์ และพี่ต่อ โดยเฉพาะพี่ต่อ เพราะติดภาพบทตัวละคร ‘ไผ่’ จากซีรีส์เรื่อง Hormones วัยว้าวุ่น ถ้าทำเขาโมโหจะโดนต่อยไหม แต่อยู่ไปอยู่มากลับกลายเป็นว่าพวกเราสนิทกัน เขาเป็นพี่ที่ดี เวลาผมเข้าไปถามอะไร เขาจะพยายามตอบให้ได้มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเข้าไปถามจะเป็นเรื่องการแสดง ซึ่งมันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องทำอย่างไร ทุกคนจะมีสไตล์การเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน มันเลยไม่สามารถเข้าไปพูดตรงๆ ได้ว่าต้องทำไปตามสเต็ปไหน ถ้าเกิดเราชอบอะไร เราค่อยหยิบตรงนั้นออกมาใช้มากกว่า


ตอนนี้เรื่องการแสดงไปถึงไหนแล้ว

ก็เอ็นจอยอยู่นะ แต่ยากมาก อาจเป็นเพราะทุกอย่างยังใหม่มาก และเป็นเรื่องแรกของเราด้วย ผมเคยเล่นเป็นนักแสดงเอ็กซ์ตร้ามาก่อน ไม่เคยรับบทเป็นตัวหลัก มีอยู่วันหนึ่งต้องไปเล่นที่โรงพยาบาล เป็นฉากที่ยากที่สุดของผมแล้ว เช้าวันนั้นผมตื่นเต้นมาก พอตื่นมาก็เลยอ้วก (หัวเราะ) ยังไม่ได้ทำอะไรเลย


ปกติเป็นคนมีนิสัยขี้ตื่นเต้นอยู่แล้วหรือเปล่า

  ไม่เลยนะ ผมรู้สึกว่าการที่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ต ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมตื่นเต้นได้ไปมากกว่านี้แล้ว แต่ปรากฏว่าการออกกอง ทุกคนต้องพึ่งเรา รอเรา มีคนร้อยกว่าชีวิตอยู่ตรงนั้น เรากดดันมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ (หัวเราะ)


มารับบทเป็น ‘ฉี’ ในละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เหมือนหรือต่างกับตัวจริงยังไง

ฉีจะเป็นเด็กหนุ่มศิลปินชอบเล่นดนตรี มีโลกหม่นๆ เป็นของตัวเอง หลักๆ ผมรับบทเป็นลูกเมียน้อย ในบทกับชีวิตจริงไม่ค่อยแตกต่างกันนะ ด้วยความที่เป็นลูกเมียน้อยไม่ค่อยได้เจอพ่อ ทั้งเรื่องเราจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่ ในชีวิตจริงผมเองก็อยู่กับแม่กันแค่สองคนเหมือนกัน เพราะพ่อของผมเสียชีวิต ซึ่งในเรื่องแม่ผมก็เป็นโรคเดียวกับพ่อของผม


หลังจากสูญเสียคนในครอบครัว เกิดจุดเปลี่ยนอะไรกับตัวเองบ้างไหม

สร้างจุดเปลี่ยนมากครับ ตอนที่พ่อเสียเป็นช่วงที่เราต้องเลือกแล้วว่าจะเข้าเรียนต่อสายวิทย์หรือสายศิลป์ ก่อนหน้านี้ผมตัดสินใจเลือกสายวิทย์ เพราะพ่ออยากให้เป็นวิศวะ เราก็ตั้งใจไว้ว่าอยากจะเป็นวิศวะ คะแนนก็ถึง แต่พอพ่อเสีย ผมถึงกลับมาคิดได้ว่าความจริงแล้ววิศวะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆ หลังจากนั้นผมเลยรู้ว่าตัวผมชอบดนตรี ชอบวงการบันเทิง


เราพลิกเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องดีได้อย่างไร

ผมมานั่งคิดว่าได้ว่าชีวิตมันสั้นเกินไปที่จะเป็นอะไรที่คนอื่นอยากให้เราเป็น ผมไม่อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นขนาดนั้น เราก็อยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ และเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็นด้วย ซึ่งหลังจากที่พ่อเสีย ทำให้ผมรู้ว่าความสุขในชีวิตเกิดขึ้นมาได้จากสามอย่างคือการตามหาฝัน คนรอบๆ ตัว และการช่วยเหลือคนอื่น หลังจากนั้นผมกลับมาถามตัวเองว่าอยากได้อะไร และเปลี่ยนความคิดตัวเองใหม่หมดเลย พอรู้ตัวว่าเราสนใจวงการบันเทิงและดนตรี เราก็เลยลองทำ พอได้โอกาสเข้ามาในนาดาวและโปรเจ็กต์ 9×9 ผมก็เอาเรื่องนี้มาเป็นแรงผลักดันในการทำงาน ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำและใช้ชีวิตให้คุ้ม


โอกาสสำคัญแค่ไหนกับชีวิตของคนเรา

  เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โอกาสสามารถเข้ามาถึงได้ ถ้าเกิดเราไม่ทำอะไรเลย โอกาสจะไม่มีทางพุ่งเข้าหาเราได้ เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โอกาสเข้ามาหาได้ ทำให้เต็มที่ อยากทำอะไรทำ