To Be or Not To Be - ทู สิราษฎร์ อินทรโชติ

31.07.18 1,768 views

ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ เคยฝากบทบาทหล่อๆ ไว้ในผลงานหนังโฆษณา-มิวสิกวิดีโอหลายชิ้น เขาคือพระเอกหนังโฆษณา The Only One จาก The 1 Card หนุ่มเซอร์ในมิวสิกวิดีโอเพลง ตัวปลอม ของลุลา และวง Potato รวมถึงเป็นหนึ่งในนักแสดงโปรเจ็กต์หนังยาวอินดี้เรื่อง Die Tomorrow ฝีมือผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ และขอฝากอีกหนึ่งบทบาทในฐานะนักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง ‘App War แอปชนแอป’ แต่นอกเหนือจากการแสดงจะเป็นสิ่งที่ผู้ชายมาดกวนคนนี้รู้สึกอิน ทูยังมีความฝันอีกอย่างคือการเป็นผู้กำกับหนังของตัวเองสักเรื่อง


เข้าสู่เส้นทางวงการบันเทิงอย่างจริงจังได้ยังไง

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ผมมีโอกาสเล่นหนังโฆษณา The Only One จาก The 1 Card กำกับโดย พี่พงศ์ (ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี) จาก Hello Filmmaker จุดเริ่มต้นมาจากที่ผมไปสังสรรค์กับพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ลาดกระบัง (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) เจอพี่เค เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่พงศ์ ผมบอกเขาว่าอยากเป็นผู้กำกับ เขาก็บอกให้ลองแสดงดูก่อน จะได้รู้ว่าผู้กำกับแต่ละคนกำกับเป็นยังไง เลยได้มาเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง ถามใจ (2559) ของ Smile Lies หลังจากนั้นเขาส่งให้พี่พงศ์ดู เห็นว่าผมเล่นได้ เลยได้เล่นโฆษณา The Only One หลังจากนั้นได้ถ่ายแบบรองเท้า Rompboy ให้พี่บู้ Slur (ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์) แล้วพี่บู้ก็ชวนผมมาเล่นหนังโฆษณาที่มีพี่เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) เป็นผู้กำกับ เลยได้มาร่วมงานกับพี่เต๋อ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายบนโรงคือ Die Tomorrow (2561)


ที่บอกว่าตอนแรกตั้งใจอยากเป็นผู้กำกับ ความคิดตรงไหนที่ตกลงใจมาเป็นนักแสดง

เงินครับผม (หัวเราะ)


อุดมการณ์ไม่มีเลยหรือ

การเป็นผู้กำกับช่วงแรกของผมคือกำกับไป เข้าเนื้อไป ไม่มีตังค์กิน ต้องมีงานอื่น ซึ่งงานอื่นที่มีอยู่ก็คือนักแสดง ช่วงหลังผมเริ่มอินกับการแสดงมากขึ้น เป็นการ Win-Win กันทั้งสองฝ่าย เราเป็นผู้กำกับมาก่อน พอมาเป็นนักแสดง เราจะได้รู้ว่าผู้กำกับต้องการอะไร พอมาเป็นผู้กำกับ เราก็จะได้รู้ว่านักแสดงต้องการอะไร 


ทำไมถึงอยากเป็นผู้กำกับ

ผมเป็นคนเอาแต่ใจ อยากให้ภาพออกมาในทางที่ตัวเองชอบ ผมไม่ได้เรียนการแสดงมา ผมเรียนฟิล์ม เรียนกำกับ เรียนถ่ายภาพมา ซึ่งมันช่วยในเรื่องเวลาอยู่หน้ากล้อง กล้องตัวนี้ใช้เลนส์อะไร เห็นถึงขนาดไหน เราแอ็กติ้งเน้นไปที่ตรงไหน มุมนี้เป็นโคลสอัพ ต้องแสดงสีหน้าท่าทาง เราก็จะเน้นไปที่สีหน้ามากกว่าการเดินไปเดินมา จริงๆ แล้วเรื่องการแสดงผมไม่ค่อยถนัดเลย แต่สิ่งที่ช่วยคือมุมกล้องกับการตัดต่อที่ช่วยทำให้ดูออกมาว่าแสดงเก่ง ก็ต้องยกให้มุมกล้อง ตัดต่อ ผู้กำกับมากกว่า


ที่ผ่านมาเห็นอะไรจากการร่วมงานกับผู้กำกับหลายคน 

เยอะมากเลยครับ อย่างพี่เต๋อเขาจะเป็นคนเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ มีภาพอยู่ในหัวที่ชัดมาก ผมนับถือเลย ผู้กำกับแต่ละคนต่างมีส่วนที่ผมอยากได้มาไว้ทั้งหมด พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) ยังไม่เคยทำงานกับเขา แต่เคยได้ยินว่าเขามีวิชั่นที่แปลกวันหนึ่งผมอยากกำกับหนังได้แบบเขา ส่วนพี่พงศ์ เขาจะเก่งด้านขโมยซีน ผมเล่นอะไรมา อาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เขาจะสามารถขโมยส่วนที่ดีออกมาใช้ได้ เล่นตรงนี้ไปก่อน แล้วเดี๋ยวขโมยมาตัดซึ่งผลลัพธ์ออกมาดี

การเป็นผู้กำกับมันเป็นได้หลายแบบมาก อย่างการทำงานกับพี่เสือ (ยรรยง คุรุอังกูร) เขาเป็นคนที่ผมถือเป็นแบบอย่างในด้านการกำกับ เขาเครียดแหละ แต่ไม่ได้แสดงออกให้เห็นว่าเครียด เขาอยากให้เราผ่อนคลายที่สุด และออกมาแสดงได้ดีที่สุด ซึ่งทำให้นักแสดงอย่างผมต้องการที่จะช่วยให้หนังเรื่องนี้ออกมาดี ตั้งใจมากขึ้น เขาไม่ใช่เป็นคนที่สบายๆ แต่ก็ไม่ได้เครียดจนเราต่อต้าน เขาทำให้เรารู้สึกอยากจะเล่นหนังเรื่องนี้ให้ออกมาดี และผมก็อยากเป็นผู้กำกับที่ดีแบบนี้


อนาคตเราจะเห็นทูไปต่อในทิศทางไหน

ไปในทางขายเสื้อผ้า ฉีกไปอีกทาง ผมอยากทำหลายอย่าง ไม่อยากหยุดอยู่กับที่ว่าต้องเป็นนักแสดงหรือผู้กำกับอย่างเดียว ผมอยากไปทางแฟชั่นด้วย


ปกติแต่งตัวแบบไหนออกจากบ้าน

พื้นฐานสีมงคลตามวัน (หัวเราะ) ผมไม่เชื่อนะ แต่เป็นโจทย์ที่สนุกดี วันนี้ใส่เสื้อสีนี้กับกางเกงสีไหนได้บ้าง รองเท้าคู่กันอย่างไร ถ้ามงคลจริง ได้ผลจริงก็โอเค อย่างวันนี้ใส่เสื้อสีเขียวจะมีคนอุปถัมภ์ สีส้มเป็นเรื่องเงินทอง ไม่ควรใส่สีม่วงกับสีดำ


เห็นด้วยไหมกับที่คนเราไม่ต้องไปให้สุดทุกอย่าง แค่ทำหลายๆ อย่างก็ได้ 

คิดว่าต้องสุดทุกอย่างมากกว่า ไม่ใช่แค่ทำหลายอย่าง ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน ผมว่าเราต้องไปให้สุดทางของเรา สุดเท่าที่เราจะเหนื่อยก็พอ ถ้าทำหลายๆ อย่าง แล้วไม่สุดสักอย่างก็ค่อยๆ ลดลงมา เพราะผมก็เคยทำหลายอย่างนะ จับนู่นจับนี่ อยากทำเสื้อผ้ากับเพื่อน อยากทำวิดีโอคอนเทนต์ ถ้าจับหลายอย่าง เราก็ลองตัดๆ ออกมาว่าไหวแค่ไหน แล้วจะสุดได้แค่ไหน ไม่งั้นก็จะไปเรื่อยๆ


แล้วตอนนี้เรื่องไหนที่จัดว่าสุดของเรา

ตอนนี้ยังไม่มีเลยครับ เพราะถ้าเป็นการแสดง ของผมก็คงจะเป็นได้รางวัลสุพรรณหงส์สัก 40 รางวัล 40 สมัย นี่ล้อเล่นนะ (หัวเราะ) สุดก็คือมีคนยอมรับและเราทำเต็มที่ ความสุดของผมคือเราพึงพอใจในตัวเองหรือเปล่า ถ้าพึงพอใจว่าเราทำดี อันนั้นก็สุดแล้ว แต่เรื่องคนยอมรับและรางวัลคือโบนัสหลังจากที่เราเหนื่อยมามากกว่า


ถ้ามีโอกาสได้รางวัลสักรางวัล อยากได้ในด้านผู้กำกับหรือการแสดง

ทั้งสองอย่างครับ (หัวเราะ) การแสดงก็เป็นสิ่งที่ชอบ แต่ความฝันจริงๆ ของผมคือ อยากเป็นผู้กำกับ 


คิดว่าคนดูจะได้รับอะไรจากผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง
App War แอปชนแอป 

ผมว่าหนังมันอยู่ที่คนดู ผมไม่อยากไปครอบว่าเขาจะได้เรียนรู้เรื่องอะไร หนังเรื่องเดียวกัน คนเรียนรู้ได้ต่างกัน ถ้าไปครอบเขาก็จะคิดว่าไปดูเรื่องนี้แล้วต้องได้แบบนี้ เวลาไปดูอาจจะได้อะไรเยอะกว่านักแสดงที่เล่นอีกก็ได้


Tags :