The Uncensored Man - โอ๊ตปราโมทย์ ปาทาน

14.08.18 1,504 views

ช่วงปีที่ผ่านมา สามารถเรียกได้ว่าเป็นปีทองของ ‘โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน’ จากเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมาบนเส้นทางการทำงานดนตรีของเขา หลายคนเรียกเขาว่า ‘พ่อหมี’ ด้วยหุ่นอวบอุ่นน่ากอดของเขา ขณะเดียวกันบนเส้นทางคู่ขนานของเขาก็มาพร้อมการถูกพะยี่ห้อ ‘จุดต่ำตมของวงการบันเทิงไทย’ อย่างที่หลายคนได้ผ่านหูผ่านตาถึงชื่อเสียงและชื่อเสียของเขามาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วผู้ชายที่มีทั้งคนรักและชังคนนี้ กำลังจะมีงานใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเขา ‘Oat Pramote The Uncensored Show’ คอนเสิร์ตใหญ่ในรูปแบบโชว์ที่จะพาให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของเขา และรู้จักคนรอบข้างของเขาแบบไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ใดๆ  

HAMBURGER ได้ชั่วโมงว่างเพียงเล็กน้อยจากโอ๊ต แต่นั่นก็มากพอที่จะชวนเขามาทบทวนทุกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนของเขาอีกครั้งอย่างหมดเปลือกให้สมกับโชว์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ชวนให้นึกถึงการต่อสู้ของนักมวยที่ผลัดกันแลกหมัด สถานที่ที่เหมาะที่สุดกับการคุยอย่างแมนๆ กับหนุ่มเจ้าเนื้ออารมณ์ดีแต่มีความห่ามให้เหมาะสมพอกับผู้ชายที่ชื่อ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ คือ ‘วินเทจฟิตเนส’ ที่มองไปทางไหนก็มีแต่หนุ่มหุ่นล่ำแรงดี แบบนี้แหละถึงจะกะเทาะเปลือกกันสมน้ำสมเนื้อ

“คือตอนแรกที่เดินเข้ามาในยิม ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ที่ของเราเลย หันไปทางไหนมีแต่คนกล้ามปู บางคนก็มองเราด้วยสายตาเหยียดๆ เหมือนกำลังจะบอกเราว่าว้าย ไอ้อ้วนมาออกกำลังกาย” 


มันจริงอย่างที่เขาพูดไหม

เฮ้ย ผมชอบออกกำลังกายมากเว้ย วีกนึงต้องเตะบอลสักครั้ง ผมทำห้องเทรนเล็กๆ ไว้
ที่บ้าน มีลู่วิ่ง มีเครื่องยกน้ำหนัก วีกนึงจะมีคนมาเทรนให้สักครั้ง แต่ถ้าว่างก็อาจจะเพิ่มเป็น 2 ครั้ง ผมเป็นคนติดบ้านมาก เลยทำยิมไว้ที่บ้าน ถ้ามีของให้กินผมสามารถอยู่ติดบ้านได้เป็นสัปดาห์เลย ต้องการแค่นั้นจริงๆ เท่านี้ความสุขมันบังเกิดแล้ว

แล้วเวลาโดนคนเรียกว่า ‘อ้วน’ รู้สึกอย่างไร 

เฉยๆ นะ ผมว่าความสุขของคนเรามันต่างกัน ถึงจะออกกำลังกายแต่ก็ยังมีความสุขกับการกินของอร่อยได้อยู่

เคยคิดอยากมีหุ่นดีๆ ล่ำๆ บ้างไหม 

ทุกคนเคยคิดหมด ผมเองก็เคยคิด ไม่ใช่ไม่เคย แต่พอถึงเวลาเรารู้สึกว่าผอมแล้วยังไง ผอมแล้วอาจจะไม่ได้มีความสุขแบบตอนนี้ก็ได้ และการที่ผมออกกำลังกายไม่ใช่เพราะว่าอยากผอมนะ ผมแค่อยากแข็งแรง อย่างน้อยผมอ้วนก็ต้องอ้วนแบบคนแข็งแรง เพราะว่า
มันจะได้ไม่มาเป็นปัญหาสุขภาพตอนเราแก่ตัวไปมากกว่านี้ 

ผมว่ามันเป็นเรื่องของเทรนด์ ตอนนี้คนอยากมีสุขภาพดี กินอาหารคลีน ออกกำลังกายและตัวเองก็คิดว่าทุกอย่างควรทำให้อยู่ในความพอดีที่เราทำแล้วมีความสุข บางทีอะไรที่มันมากไปก็ทุกข์ บางคนหุ่นดีก็จริงแต่เวลาจะกินอะไรต้องกินแบบกระมิดกระเมี้ยน ผมว่า... สุดท้ายแล้วเราไม่ต้องไม่ว่าคนอื่น ว่าคนนั้นทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มองแค่ตัวเองว่าเรามีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็นก็โอเคแล้ว


แต่วัยเด็กคุณเป็นอีกลุคที่แตกต่างจากตอนนี้ 

ใช่ๆ ตอนเด็กเป็นนักฟุตบอล ตื่นตี 5 ซ้อมบอล เรียนเสร็จ 4 โมงเย็นก็ซ้อมบอลต่อตอนเด็กๆ ผอม 


เป็นนักฟุตบอลที่พ่วงคำว่า ‘เกเร’ ต่อท้ายด้วยใช่ไหม

เกเรมากครับ เด็กๆ รู้สึกว่าเวลาเกเรแล้วมันดูจิ๊กโก๋ดี เคยฟังเพลง ‘จิ๊กโก๋’ ของ UrboyTJ ที่ร้องว่าตอนเดินกูก็เท่กว่ามึง ตอนนอนกูก็เท่กว่ามึง ตอนกูขี้กูก็เท่กว่ามึง...มันรู้สึกว่าการเป็นจิ๊กโก๋มันมีเรื่องราว การตีรันฟันแทง มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งมันคูล ยิ่งตอนนั้นหนังไทยอย่าง ‘Gold Club เกมล้มโต๊ะ’ หรือ ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ กำลังดัง มีเรื่องแล้วดูเท่ 

แต่ผมไม่ใช่คนหาเรื่องใครนะ เวลามีเรื่องคือคนอื่นมาหาเรื่องเรามากกว่า ไม่ได้เกเรแบบหาเรื่องคนอื่น เป็นแบบไม่ยอมคน ไม่ชอบให้ใครมารังแกมากกว่า แล้วอีกอย่างหนึ่งเรารักเพื่อน เวลาเพื่อนมีเรื่องเราก็จะไปด้วย เพื่อนมีปัญหาเราต้องสู้ด้วย เราไม่ทิ้งเพื่อน ที่หนักที่สุดน่าจะเป็นครั้งหนึ่งที่เพื่อนโดนหาเรื่อง เพื่อนเรายืนโทรศัพท์อยู่หน้าโรงเรียนแล้วโดนไถเงิน แล้วพวกเรากำลังเอาป้ายคัตเอาต์กีฬาสีมาติดที่โรงเรียนพอดี ก็เลยยกพวกไปไล่กระทืบไอ้ 2 คนที่มาหาเรื่อง ครั้งนั้นก็เจ็บหนักเลยล่ะ แล้ววันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาที่โรงเรียน มาจับพวกที่มีเรื่องไปหมดเลย 


มันจบอย่างไร แล้วทำให้คุณเข็ดบ้างไหม 

พวกผมไปนั่งอยู่หน้า สน. แล้วพี่ชายก็มา โทรศัพท์คุยกับแม่ สิ่งที่ลอดออกจากโทรศัพท์คือเสียงแม่ “ถ้ามันผิดก็ไม่ต้องช่วยมัน ปล่อยมันติดคุกไปเลย” ดังลั่นออกมาจากโทรศัพท์ เราก็มองหน้าพี่ชาย...จะไม่ช่วยกันเลยเหรอ หน้าเสียแล้ว แต่สุดท้ายก็คือจ่ายค่าปรับตามคดีทะเลาะวิวาทครับ

ไม่เข็ดหรอก วัยรุ่นมันไม่เข็ดง่ายๆ หรอก แต่มันก็เบาลงเรื่อยๆ ไม่ถึงกับหัวร้างข้างแตก มีแค่ชกต่อยเล็กน้อย


เป็นนักบอล ชอบกิจกรรม ชอบมีเรื่อง แต่ไม่ชอบการเรียน เพราะว่ามันไม่เท่เหรอ 

ผมเป็นเด็กกิจกรรม ไม่ชอบเรียน แอนตี้การเรียน ไม่ใช่เพราะมันไม่เท่ แต่เรารู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่ฉลาดเรื่องเรียน เราว่าตัวเองเป็นคนไหวพริบดีแต่ขี้เกียจ เอาอย่างนี้ดีกว่าผมเป็นคนไม่ชอบอะไรที่อยู่ในกฎเกณฑ์ เราจะรู้สึกทันทีว่ามันไม่ได้เอาไปใช้ในชีวิตอะ ชีวิตจริงคนเราทำแค่บวก ลบ คูณ หารเป็นก็พอแล้ว ไม่มีใครเอาสแควร์รูทมาสั่งมะม่วง สแควร์รูทมันกินไม่ได้! มันเอาไว้ใช้เฉพาะทาง และทางของเราไม่ใช่ทางนั้น ทำไมเราเรียนหรือทำในสิ่งที่เราต้องการไม่ได้เหรอ 


เพราะแม่ดุหรือเปล่า เลยทำให้คุณไม่อยากจะอยู่ในกฎเกณฑ์อื่นๆ อีกแล้ว

ไม่สิ ถ้าแม่ดุ เราควรเป็นคนที่ทำตามกฎเกณฑ์สิ เราแค่รู้สึกว่าไม่ชอบโดนบังคับ เราแค่ชอบทำอะไรที่เราอยากทำ ถึงแม้สิ่งที่ชอบจะไม่ได้เงินเลย แต่ถ้ามีความสุขเราก็ทำนะ 


แต่ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ กลัวแม่มาก

กลัวมากครับ โดนลงโทษมาทุกแบบ ไม้ หวาย ไม้เชอร์รี่ (ไทย) ก้านมะยม เจ็บทั้งนั้น ถ้าโดนตีแล้วร้องไห้ แม่จะให้ฮึบ! หยุดร้องเดี๋ยวนี้!


แล้วทำไมยังเกเร มีเรื่องตีรันฟันแทงล่ะ

แม่ไม่รู้ไง ไอ้เรื่องที่เล่าๆ นี่แม่ไม่รู้นะ(หัวเราะ) ยกเว้นเรื่องที่พี่ชายไปรับที่ สน. นะนั่นเป็นครั้งเดียวที่แม่รู้ว่าเรามีเรื่อง ที่แม่ไม่รู้ก็เพราะไม่ค่อยได้เจอแม่เท่าไหร่ แม่ทำงานกลับดึก ไม่ค่อยเจอกันอยู่แล้ว ยิ่งวันไหนที่มีเรื่องชกต่อยมา มีรอยเขียวรอยช้ำเราก็รีบกลับบ้าน เข้านอนก่อนแม่กลับ ออกไปเรียนแต่เช้าก่อนแม่ตื่น จนหน้าตาดีขึ้นแล้ว ค่อยเจอแม่ได้ 


ทำอะไรต่างๆ เพื่อให้ดูเท่ แล้วสาวๆ เข้าหาด้วยไหม

ตอนเด็กๆ นี่เอาเรื่องเลยล่ะ (หัวเราะ)


มีเยอะหรือมีน้อย

เปลี่ยนแฟนบ่อย ด้วยความที่ถูกเรียกไอ้หรั่งตั้งแต่เด็ก คือผมเป็นลูกครึ่ง ปู่กับย่าเป็นปากีสถานอพยพมาอยู่ไทย หน้าตาเรามีความคมๆ ตอนเด็กๆ ใครที่หน้าดูเหมือนฝรั่งจะถูกเรียกว่า ‘ไอ้หรั่ง’ แต่ถ้าผิวเข้มก็จะเป็น ‘ไอ้แขก’ ทันที มันไม่ใช่การพูดเหยียดอะไรแบบนั้น ผมรู้สึกเฉยๆ ที่โดนเรียกแบบนี้นะ ไม่มีใครบูลลี่ผมด้วย เพราะผมเป็นจิ๊กโก๋ (หัวเราะ) นอกจากนี้ก็ยังเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน นักร้องโรงเรียน ประกวดอะไรก็ได้แชมป์ ทำกิจกรรมทั้งหมด คือไม่ได้บอกว่าตัวเองเท่นะ แต่มันกลายเป็นป๊อบปูลาร์ เป็นที่รู้จักของเด็กๆ วันวาเลนไทน์ก็โดนแปะสติกเกอร์ เอาดอกไม้มาให้ เรามีแฟนอยู่แล้ว พอมีเด็กๆ เข้ามาแบบนี้แล้วแฟนรู้ว่ามีใครมายุ่งกับเราก็ตามไปมีเรื่องกับเด็กคนอื่นทั้งหมด มีฟ้อนเล็บ!! (หัวเราะ)


เราก็ตามเคลียร์เหรอ

ไม่เคลียร์นะ ไม่ได้แฮปปี้ด้วยเวลาเจออะไรแบบนี้ แต่จะให้เคลียร์ยังไงล่ะ ให้ไปด่าผู้หญิงเหรอ


เป็นคนเจ้าชู้ไหม

เจ้าชู้ครับ


เจ้าชู้กับนอกใจต่างกันไหม

มีทั้งนอกใจและไม่นอกใจครับ ผมโกหกไม่เป็น ก็จะชัดเจนเลย


เป็นแบบนี้ แต่ผู้หญิงก็ยังชอบ อย่างนั้นจริงหรือเปล่าที่เขาว่าผู้หญิงชอบคนเลว

ผมไม่ใช่คนเลวนะ คนเลวคือพวกไม่ดูแล ชอบทุบตี พูดจาไม่ดีกับผู้หญิง ผมไม่ใช่คนแบบนั้น เราให้เกียรติผู้หญิงมาก ดูแลดีที่สุดเท่าที่จะดูแลได้ ฉะนั้น ณ ตอนนั้นที่เรายังเป็นวัยรุ่นนะ ภายใต้คอนดิชั่นที่เห็นอยู่ เราไม่เคยโกหกใครอยู่แล้ว ถ้าเขารับได้ก็โอเค แต่พอ
วันนี้ที่เราโตขึ้นแล้ว แก่ขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น อายุเราขึ้นเลข 3 แล้ว เรื่องแบบนี้มันก็ลดลง มันนิ่งขึ้น


คิดว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่า ยิ่งคุณบอกว่าไม่ค่อยเจอหน้าแม่เท่าไร 

ผมโตมาจากครอบครัวยากจน หลายๆ อย่างเพิ่งเข้าที่เข้าทางสู่ฐานะปานกลางได้ไม่นาน และทุกคนยังคงทำงานของตัวเองกัน มันมีบ้างที่ตอนเด็กรู้สึกว่าทำไมแม่ไม่ให้ความรักเราบ้างเลย ทำแต่งานไม่เคยสนใจ กลับบ้านดึก ออกจากบ้านเช้า ไม่ได้ความรักเลย แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราก็เอาแต่ทำงานเหมือนแม่เลย ทำงานทุกวันเหมือนคนบ้า ตารางงานเดือนที่ผ่านมาไม่มีวันหยุดเลยแม้แต่วันเดียว แต่มันคือความสุขนะ มันคงเป็นนิสัยบ้างานไปโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเด็กมีปัญหา เราโตมาแบบนี้ด้วยการหล่อหลอม
หลายๆ อย่าง ผมเป็นคนที่รักแม่ จริงๆ แล้วก็รักทุกคนในครอบครัว


โอ๊ตแทบไม่พูดถึงพ่อเลย ความสัมพันธ์ของคุณกับพ่อเป็นอย่างไรบ้าง

ความสัมพันธ์กับพ่อก็ดีครับ ด้วยความที่เป็นผู้ชายเขาเลยไม่พูดเยอะ อะไรที่เขารู้สึกว่ามากหรือน้อยเกินไป เขาจะคอยเตือน ทุกวันนี้พ่อแก่มากแล้ว อายุ 70 กว่าทำงานไม่ไหวแล้ว ลูกๆ จะช่วยกันผลัดเปลี่ยนไปดูแลตลอด 


ฐานะไม่ดีนัก แต่พ่อแม่ก็ส่งไปเรียนเมืองนอก 

ครับ เรียนจบ ม.6 อยู่เมืองไทยประมาณ 6 เดือน แล้วแม่ก็ส่งไปเรียนออสเตรเลีย เรียนอยู่เกือบ 7 เดือน แล้วหนีกลับ (เกิดอะไรขึ้น?) ไม่ชอบครับ ผมเรียนนะ แต่เป็นแบบเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง โทรบอกแม่ว่าอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว แล้วก็บินกลับ กลับมาแม่ไม่คุยด้วยอยู่ตั้งนาน


ชีวิตวัยเรียนจบลงที่ตรงไหน 

กลับมาสมัครเรียนต่อที่ ม.รังสิต เรียนไป 4 ปีแต่ไม่จบ ก็ไปเรียนที่จันทรเกษมต่อ แต่ว่าช่วงนั้นเริ่มทำงานหาเลี้ยงตัวเองเยอะมากขึ้นแล้ว รู้สึกว่าใช้ชีวิตวัยเรียนแบบเด็กธรรมดาไม่ได้ เราต้องเรียนสมทบเพื่อจะได้ไปทำงานด้วยได้ เพราะผมคิดว่าสุดท้ายแล้ว ต่อให้เราเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท หรือเอก เราก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม แต่ตอนนั้นเราเริ่มทำงานระบบฟรีแลนซ์แล้ว เป็นนักดนตรีกลางคืน เริ่มทำงานโปรดิวเซอร์แล้ว ก็เลือกเรียนแบบที่ทำงานไปด้วยได้ มองมากกว่านั้น เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความสามารถมากกว่าใบปริญญา


แสดงว่าถ้าจะทำอะไร คุณเลือกจากผลตอบแทนใช่มั้ย

มันไม่ใช่ว่าผลตอบแทนมีผลต่อการเลือกงาน แต่ผมรู้สึกว่าเม็ดเงินเป็นเครื่องการันตีอย่างนึงว่าคุณมีความสามารถมากแค่ไหน ถ้าคุณได้เงินน้อยคุณก็ยังอยู่แค่จุดนั้น แต่ถ้าคุณเก่งขึ้น นั่นหมายความว่างานคุณก็ออกมาดีขึ้น ผลตอบแทนของคุณก็ต้องเยอะขึ้นตามฝีมือของคุณ คุณต้องเก่ง ต้องงานดีแค่ไหน ลูกค้าถึงจะยอมจ่ายเงินจ้างคุณเป็นหมื่นเป็นแสนได้

เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางดนตรีจริงจังได้อย่างไร

มันเริ่มจริงจังตั้งแต่ตอนอยู่ซิดนีย์ครับ เราร้องเพลงตามร้านอาหารไทย เราได้เงิน นั่นคือตัวจุดประกายว่าจริงๆ เป็นนักร้องก็ได้เงินดีนี่หว่า ได้เงินดีด้วย ดีกว่าล้างจาน
ตั้งเยอะ เลยเลิกล้างจานแล้วมาร้องเพลง พอกลับมาก็ยังจริงจังอยู่ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงมันคือเรื่องเท่ แค่รู้สึกว่าได้เงินเยอะดี เรามีความสุขเวลา
ที่ร้องเพลงแล้วมีคนร้องตาม เราชอบร้องเพลง ก็ประกวดร้องเพลงหรือวงดนตรีมาตั้งแต่เรียนมัธยมฯ อยู่ซิดนีย์ก็ยังประกวดได้รางวัลตลอด


คิดว่าตัวเองเสียงดีไหม

ไม่ครับ ทุกวันนี้ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเสียงดี มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ เราไม่ใช่คนเสียงดี เราแค่มีความสุขเวลาที่ได้ร้องเพลง ทุกคำในเพลงที่เอ่ยออกมาแม่งมีความหมายทั้งหมด เรารู้สึกกับมันเวลาที่เราร้องเพลง ความจริงผมเป็นคนขี้นอยด์ด้วยซ้ำ หลายครั้งที่อัดเพลงออกมาแล้วไม่ชอบเสียงตัวเองเลย เปิดเพลงตัวเองทีไรเขินตลอด โดนใครแซวก็ทำตัวไม่ถูก มันเขิน แต่ก็เป็นคนที่ชอบแซวคนอื่นนะ พอเป็นตัวเองแล้วเขินเอง เป็นคนขี้อาย ยิ่งถ้าเจอผู้หญิงที่ชอบ ผมจะเสียอาการ หน้าแดง 


ผู้หญิงคนที่ทำให้คุณรู้สึกอย่างนั้นได้ คือ ‘ปู ไปรยา’ จริงๆ ใช่ไหม

ขี้จะแตกครับ มวนท้องสุดๆ เวลาที่ต้องอยู่กับคนที่เราชอบมากๆ ทั้งวันอะ นึกออกมั้ย มันยากนะ ตาก็ไม่กล้าสบ ตัวไม่กล้าจับ ไม่กล้าเล่น ไม่กล้าคุยเลย ผมแทบไม่หายใจจนปูต้องหันมาถามว่าพี่ตายรึยัง พี่หายใจบ้างก็ได้นะคะ อย่างตอนถ่ายเอ็มวีเพลง
‘มีแฟนแล้ว’ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าถ่ายเอ็มวีแล้วเหนื่อยมาก เจ้าของค่ายด่า ผู้กำกับด่า มึงไม่เป็นตัวเองเลย...กูเขินจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เขินมาก ถ้าแหวกแผ่นดินได้กูคงหนีลงไปอยู่ในแกนโลกแล้วไอ้ชิบหาย (หัวเราะลั่น)


นี่คืออาการชอบแต่ไม่อยากเจอเหรอ

ชอบ ไม่ใช่ไม่อยากเจอ...เจอได้ แต่เสียอาการ (ยิ้ม) ก่อนหน้านั้นเคยไปถ่ายรายการ กำลังเดินอยู่กับพลอย หอวัง ไอ้พลอยก็ทักปูเหมือนคนรู้จักกันตามปกติ แต่หันมาอีกทีคือกูไปแล้วนะ...แวบบบบ หนีชิดซ้าย ตบไฟเลี้ยวไปเลยครับผม คือพลอยมันรู้ว่าเราชอบ แต่ไม่คิดว่าจะอาการหนักขนาดนี้ นี่คือจุดอ่อนของเรา เห็นเป็นคนชอบแซวคนอื่น แต่ถ้าเจอผู้หญิงที่ชอบนี่ไม่ได้เลย จุดอ่อนอีกอย่างคือการทำงานที่เป็นทางการมากๆ ไม่ชอบ แต่เรารู้ว่าสุดท้ายเราจะผ่านไปได้


ใครๆ ก็รู้ว่าโอ๊ตเป็นคนปากดี และเจอพายุดราม่าอยู่บ่อยๆ ไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองบ้างเหรอ

เวลาเจอดราม่า อย่างแรกเลยคือผมเสียใจและรู้สึกผิดมาก นี่คือเรื่องจริง เรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น และด้วย ณ ตอนนั้นที่ทำให้เกิดดราม่า อาจจะเกิดจากความคึกคะนอง สนุกเกินเบอร์ของเรา จนทำให้คนรู้สึกว่าเราคุกคามคนอื่นหรืออะไรก็แล้วแต่ เรารู้สึกผิดมาก แต่ได้ทุกคนรอบตัวให้กำลังใจ เพราะเขารู้ว่าสุดท้ายแล้วเราไม่ใช่คนที่เจตนาไม่ดีเหมือนสิ่งที่เราพูดออกมา ทุกอย่างที่เราทำอยู่บนพื้นฐานจากการที่ทำให้คนดูมีความสุข มันมีคนดูส่วนหนึ่งที่ชอบดูอะไรแบบนี้ แต่ขณะเดียวกันคนไม่ชอบดูก็มีอยู่ บางทีเราตอบสนองคนดูกลุ่มหนึ่งมากเกินไป อีกกลุ่มเขาต่อต้าน มันเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเสียใจ และเราต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เราไม่อยากให้ไปด่าคนอื่นต่อ ไม่อยากให้ด่าคนที่มารายการเรา ไม่อยากให้ด่าทีมงานเราแอ็กชั่นเอง ผลก็มาตามสภาพที่เราแอ็กชั่น


ทำเพราะอยากดังเหรอ

ไม่มีใครอยากดังเพราะพูดคำหยาบหรอก จริงๆ 


สรุปว่าโอ๊ต ปราโมทย์ ดังมาจากอะไร

ผมเริ่มงานในเส้นทางบันเทิงด้วยการร้องเพลง เพลงแรกที่ร้องอย่างเป็นทางการคือ ‘คำสาป’ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง รักสุดท้ายของนายไฮโซ น่าจะเกือบ 12 ปี ที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่อยู่สังกัดค่ายเพลง แล้วก็ค่อยๆ ขยับเรื่อยๆ เริ่มมีคนรู้จัก ไปร้องเพลง ร้องคอรัสให้ศิลปิน ทำเบื้องหลัง เป็นพิธีกร พอไม่ดังก็กลับมาเป็นโปรดิวเซอร์ วนไปวนมาจนเกือบจะเลิกแล้ว ช่วงที่สู้หนักๆ คือช่วงปีที่ 6-7 ไม่มีงาน แต่เข้ามาแกรมมี่ทุกวัน ไม่มีเงินเดือน ใช้วิธีรับเงินจากการไปร้องเพลงกลางคืนได้เดือนละเป็นแสน แต่สุดท้ายผมก็เลิก เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันวนลูป ไม่ก้าวหน้า มีเงินก็จริง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะกลายเป็นแค่นักร้องกลางคืนไปตลอดชีวิต

ผมลาออกจากค่ายเพลง...ไม่มีเงินใช้เลย เป็นยังไงล่ะ
เก๋าดีนัก (หัวเราะ) ทุบหม้อข้าวตัวเอง คนเราถ้าอยากสำเร็จมันต้องเสี่ยง ต้องอดจะได้รู้จักดิ้นรน แล้วก็กลับไปอยู่ค่ายเพลงอีก มันวนลูปอยู่แบบนี้จนช่วงที่ผ่านมาใกล้หมดสัญญากับทางแกรมมี่แล้ว ตอนนั้นตั้งใจว่าจะกลับมาทำงานกับที่บ้านเป็นหลัก แล้วรับงานเพลงเป็นงานอดิเรกแทน  

จนได้คุยกับเพื่อนสนิทซึ่งคือเป๊ก เปรมณัช มันรู้ว่าเราเป็นคนตลก พอดีว่ากำลังจะมีรายการ Paloy’s Diary มันเห็นว่าเรากำลังจะมีเวลาว่างแล้วใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นลองมาทำดู
ทำสนุกๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ประจวบกับว่าเราออกรถใหม่พอดี รายการพวก Carpool Karaoke กำลังดัง เราก็รู้สึกว่าถ้าทำเองมันไม่น่ายาก แค่เอากล้องติดรถ แล้วนั่งคุยแบบไม่มีสคริปต์กัน นั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด แล้วคนก็รู้จักเรามากขึ้น คือเราไม่ได้อยากดังเพราะความหยาบคายของเรา รายการมันไม่มีสคริปต์ ผมว่าคนคงรู้สึกว่ามันจับต้องง่าย มันเลยดังขึ้นมาอย่างแรกเลยต้องขอบคุณไอ้พลอยและไอ้พิชญ์ ทุกวันนี้ผมยังกอดมันแล้วร้องไห้อยู่เลย


กลับมาที่ชีวิตหลัง Paloy’s Diary ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร 

ก็นี่ครับ 7 เดือนที่ผ่านมาผมไม่มีวันหยุดเลย และคิวก็แน่นไปจนถึงปลายปีเลย ซึ่งผมกลับมาเซ็นสัญญากับค่ายอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนหน้าที่รายการจะทำให้ดัง เป็นการเซ็นสัญญาภายใต้คอนดิชั่นระหว่างผมกับทางค่าย


ที่ผ่านมาแทบไม่มีคนรู้ว่าเพลงนั้นๆ ร้องโดยคุณ แต่ตอนนี้คนรู้จักคุณ และรู้จักเพลงคุณ รู้สึกอย่างไรบ้าง

ดีมากครับ มันคือความสุขของนักร้องทุกคนแหละ เราไปคอนเสิร์ต เราร้องเพลง แล้วมีคนร้องเพลงเราได้ เวลาที่ยื่นไมค์ไปให้คนดูแล้วทุกคนร้องได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว 


กอดเพื่อนแล้วน้ำตาไหล แสดงว่าเป็นคนอ่อนไหวง่ายเหรอ

มากครับ ผมไม่ได้ร้องไห้ฮือๆ อะไรขนาดนั้น แต่จะเป็นแบบกอดกันแล้วน้ำตามันออกมาเอง เหมือนกอดแล้วความรู้สึกปลื้มใจมากๆ น้ำตามันไหลมาเอง (คนทำงานบันเทิงต้องอ่อนไหวง่าย?) ทุกคนนะผมว่า ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนที่เข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้แม่งไม่ใช่คนปกติ ทุกคนต้องมีอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะกล้าออกมาเปิดเผยความผิดปกติเหล่านั้นหรือเปล่า (ยิ้ม)


การที่คุณกล้าเสี่ยงลาออกบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะรู้ว่าที่บ้านซัพพอร์ตคุณได้

ถูก 


ทำไมยอมรับง่ายดาย

ก็ใช่ไง...ก็กลับมาทำงานที่บ้าน  เพราะครั้งล่าสุดก่อนมาทำ Paloy’s Diary ผมตั้งใจจะแลนดิ้งและกลับมาทำงานที่บ้านแล้ว ซึ่งคำว่าที่บ้านซัพพอร์ตก็จริง แต่ถ้าย้อนกลับมาถามว่างานที่บ้านใช่แบบที่ผมอยากเป็นหรือเปล่า มันคือความกล้ำกลืนกับรูปแบบชีวิตอย่างนั้นแหละ ทำงานออฟฟิศ มีครอบครัวมีลูก ตื่น 8 โมงเช้าไปส่งลูกแล้วไปทำงาน 6 โมงเย็นเลิกงานกลับบ้าน กินข้าว แล้วนอน ตื่น 8 โมงเช้าใหม่ เราใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้เว้ย ชีวิตเราไม่ได้ถูกขีดมาแบบนั้น! 


ทุกวันนี้พูดชื่อ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ หลายคนนึกถึงความหยาบคาย เป็นตัวอย่างไม่ดีให้เยาวชน คุณไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างเหรอ

ไม่อยากแก้ไขอะไรครับ ด่าเลย โลกเรามีสีขาว-ดำ และเทาด้วย นั่นหมายความว่าถ้าคุณมองว่าผมดำ ผมก็ดำ มองว่าผมขาว ผมก็ขาวได้ ซึ่งผมว่าถ้าอยากมองผมเป็นตัวอย่างก็อยากให้มองว่าผมไม่เคยดูถูกคนอื่น ไม่เคยลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเลย ทุกคนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่ากัน ฉะนั้นอย่าคิดแทนเด็กๆ ผมว่าทุกคนมีวิจารณญาณมากพอ เด็กสมัยนี้โตเร็วนะ ต่อให้คนหยาบคายคนนี้จะไม่ใช่ผม ก็ยังมีคนอื่นเยอะแยะ 

ถ้ามองกันหลายๆ มุมจะพบว่าคนที่มาเสพผมไม่ได้เสพแค่ความหยาบคายเว้ย ลองเหลียวหน้าดูอีกฝั่ง จะเห็นมุมที่ผมเป็นนักร้อง มุมที่เป็นพิธีกร อ้าว ด้านหลังก็เห็นมุมที่เราเป็นดีเจ อีกมุมโอ๊ตมันผลิตรายการด้วย คือเรามีหลายมิติให้คนเสพ ถ้าผมเป็นตัวอย่างไม่ดี หรือเป็นขยะในโลกโซเชียลฯ จริงๆ ผมคงไม่ประสบความสำเร็จมาได้อย่างทุกวันนี้ ผมคงไม่มีคอนเสิร์ตใหญ่หรอกครับ นั่นหมายความว่าสังคมรับรองเราแล้ว เขาให้ ISO เราแล้ว ว่าเรามีความสามารถที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ไม่ใช่แค่การเป็นคนหยาบคายเท่านั้น


การถูกพะชื่อว่า ‘จุดต่ำตมของวงการบันเทิง’ แบบนี้ไม่กลัวเพื่อนเลิกคบเพราะต้องเสียชื่อไปด้วยเหรอ

เพื่อนผมต่ำตมกว่าเยอะ มันแค่ไม่แสดงออกมาเท่านั้นมีคนต่ำตมกว่าผมเยอะ นิสัยไม่เหมือนกันคบกันไม่ได้หรอกครับ


เรื่องนี้เปิดเผยได้เหรอ

ได้...นิสัยไม่เหมือนกันคบกันไม่ได้หรอกครับ ผมพูดจริงๆ เพราะถ้าเราเป็นแบบนี้ แล้วเพื่อนไม่ได้เป็น ก็จะหลุดออกจากวงโคจรไปเอง นั่นแสดงว่าเพื่อนที่ยังสนิทกับเราได้ทุกวันนี้ก็ต้องมีอะไรที่ใกล้กันหมด อย่างทุกวันนี้แค่เพื่อนในวงการบันเทิง จิ้มมาได้เลย สนิททั้งหมด ผมสนิทกับคนอื่นยากนะ แต่ถ้าสนิทแล้วคือสนิทเลย เราเลือกแล้วว่านี่คือเพื่อนเรา


ความสนิทของคุณและแก๊งเพื่อน มักนำไปสู่การช้อปปิ้งแบบแทบสิ้นเนื้อประดาตัวจริงหรือเปล่า

ผมมากกว่า ตัวผมนี่โคตรป้ายยาให้คนอื่นเลย ถ้าเป็นเซลนี่คือรวยแน่นอน หลอกให้เพื่อนซื้อกล้อง Leica บ้าง นาฬิกาบ้าง ต้องซื้อจากที่นั่นที่นี่นะ ต้องบอกว่าของที่เราเชียร์ให้ซื้อมันอาจเป็นของแพง แต่มันไม่มีวันขาดทุน อย่างน้อยต้องราคาคงที่ ไม่มีทางลดลง ในวันที่เราจำเป็นต้องขายมัน อย่างน้อยๆ ราคาต้องเท่ากับตอนที่เราซื้อ ของที่ผมซื้อทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่มีวันขาดทุน และมันสามารถสร้างกำไรได้เป็นแสน

บ้าช้อปปิ้งขนาดนี้เป็นเพราะตอนเด็กๆ ไม่มีเงินแต่ตอนนี้มีฐานะมากขึ้นหรือเปล่า

ไม่เกี่ยว ซื้อเพราะอยากซื้อครับ เราซื้อเพราะเราทำงานเหนื่อย เราอยากตอบแทนตัวเองบ้าง นอกจากนี้สิ่งที่ผมซื้อมันมาจากความรัก ผมเป็นคนที่รักอะไรแล้วจะรักทุกอย่าง อินมาก อย่างเราชอบเล่นเกม ที่บ้านก็มีเกมทุกอย่าง มีเครื่องวี มีนินเทนโด้ มี DS มี PlayStation 4 มี Xbox มีทุกอย่างที่เป็นเกม เพราะเราชอบ


เพื่อนเคยโกรธเพราะคำพูดเราบ้างไหม

ไม่มีครับ ไม่เคยทะเลาะกับเพื่อนด้วยสาเหตุจากคำพูดของผมเลย เออว่ะ...ไม่มี แปลกว่ะ (โอ๊ตทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสรุป) ผมล้อเพื่อน แซวเพื่อน แต่พื้นฐานมาจากตัวผมเอง มันอยู่บนความสุข ต้องสนุก ไม่สนุกก็ไม่ทำ แล้วคนรอบตัวมันสุขไปด้วย เพราะมันรู้ว่าเราล้อ เราหยาบคายใส่แต่เราไม่ได้ทำร้ายมัน สุดท้ายคนรอบตัวรู้ว่าเราเป็นคนยังไง


มีอะไรที่ทำให้คุณโกรธเพื่อนบ้างไหม 

ไม่เคยเลย แต่มีน้อยใจบ้าง


เรื่องที่ทำให้คุณได้น้อยใจคืออะไร

ผมเป็นคนที่เวลารักใครแล้วเราให้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่บางทีเขาไม่ได้ให้เรามา 100 เราก็น้อยใจ กูให้มึง 100 แต่ทำไมมึงให้กู 80-90 วะ แต่ก็แค่อารมณ์น้อยใจเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็พูดกับเพื่อนเลยว่ากูน้อยใจ เพื่อนมันจะรู้แล้วว่าเรื่องนี้เราน้อยใจ


จริงไหมที่มีเพื่อนสนิทบางคนบอกว่าว่าคุณเป็นคนขี้เหงาเท่าๆ กับเป็นคนขี้น้อยใจด้วย 

มากๆ ครับ ผมเคยกลับบ้านแล้วนอนร้องไห้คนเดียว อย่างมีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ ต้องย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังร้องเพลงกลางคืนอยู่ เราไปเจอพี่ต้น (สุวัธชัย สุทธิรัตน์) เดินมาชมโชว์ของเรากับรุ่นพี่ที่เราสนิท เขาเล่าว่าพี่ต้นอยากโปรดิวซ์งานให้เรา อยากปั้นเรา เราดีใจมากเลยนะ เพราะเราชอบผู้ชายคนนี้มาก เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่เก่งมากคนหนึ่งในวงการเพลงบ้านเราตอนนั้นมันเป็นอาการที่ดีใจมาก แต่ไม่รู้จะเล่าใครกลับถึงบ้าน ถ้าเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ไม่เข้าใจ ใครคือต้น? มันเป็นอาการดีใจปนเศร้า เพราะเราไม่รู้จะแชร์ความรู้สึกนี้กับใครดี ก็กลับบ้านนอนร้องไห้กับความรู้สึกนี้คนเดียว และหลังจากนั้นนานมากกว่าจะได้ร่วมงานกันจริงๆ เพราะผมติดข้อจำกัดหลายอย่างเลย จนมาตอนนี้ได้ร่วมงานด้วย ในเพลง ‘เมื่อวาน’ ซิงเกิลแรกของโอ๊ต ปราโมทย์ หลังผ่านไป 7 ปี


คนประเภทไหนที่คุณยกย่องให้เป็นไอดอล

คนเก่ง ผมชอบคนมีไหวพริบ บางอย่างต้องโง่เป็นเพื่อให้มวลสารตรงนั้นมันสนุก โง่เพื่อให้จังหวะมันตลก  คนมีไหวพริบเก่งกว่าคนฉลาดนะ คนมีไหวพริบจะรู้ว่าตอนไหนควรโง่ ตอนไหนควรฉลาด


คุณมีคนที่ไม่กล้าไปล้อเล่นกับเขาบ้างไหม

คนสุภาพครับ คนสุภาพมากๆ อย่างพี่แอฟ ทักษอร อย่างนั้นผมไม่กล้าเล่นด้วยเด็ดขาด ผมจะกลายเป็คนตัวเล็กจนมุดลงท่อได้ทันที อีกคนก็แม่ผมเอง ผมไม่เคยพูดคำหยาบต่อหน้าแม่เลย แม่เพิ่งมารู้ว่าผมพูดคำหยาบเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมานี้เอง เพื่อนเอารายการที่ผมทำให้แม่ดู แม่โทรมาด่าว่าทำไมผมหยาบคายอย่างนี้ คนอื่นเขาจะมาด่าพ่อแม่ว่าไม่สั่งสอน ผมเลยเปลี่ยนเรื่อง เล่าให้แม่ฟังว่าได้เล่นหนังด้วย แม่เลยขอดูบท เราไม่ทันคิดอะไร ก็ให้แม่ดู พอแม่อ่านเห็นประโยคแรกก็มีคำหยาบแล้ว แม่เงยหน้ามาถามว่าหนังสมัยนี้เขาหยาบคายขนาดนี้เลยเหรอลูก (หัวเราะ) แม่ดู Paloy’s Diary แม่ก็โทรมาด่า


คุณก็ด่าแฟนเก่งไม่แพ้ด่าเพื่อน ชนิดที่ไล่ให้เมียไปตายได้...ความสัมพันธ์กับคนรักเป็นอย่างไรบ้าง 

ชีวิตจริงไม่หวานมาก แต่เราดูแลกัน และไอ้ที่เห็นผมแช่งๆ เนี่ยมันคือเรื่องตลกระหว่างเรา (เคยคุยกันเรื่องนี้บ้างไหม?) เราเคยคุยกัน เค้าไม่โกรธอะไรเลย ทั้งๆ ที่คนในโลกโซเชียลฯ ด่าผมเต็มไปหมด ไม่ให้เกียรติแฟนเลย ไอ้เลว ไอ้อ้วน สารพัด ขณะที่แฟนผมก็เคยเอามาให้ผมดูแล้วถามผมว่าคนพวกนี้เค้าเป็นอะไรเหรอ ตัวเราเองยังไม่โกรธอะไรเธอเลย เค้ามาโกรธแทนเราทำไม (ยิ้ม) ผมจริงจังเรื่องความรักนะ แต่ผมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกใคร ก็เพื่อนรอบตัวมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ก็ไม่ค่อยได้ปรึกษา จะมีเพื่อนผู้หญิงบ้างที่เราปรึกษา เพราะเราอยากได้มุมมองของผู้หญิงมากกว่า ผมแคร์แฟนนะ ความจริงผมแคร์ทุกคน เรียกได้ว่า The Care Man แคร์ทุกคนรอบตัว เมื่อไรที่เราเป็นเพื่อนกัน ได้ทำงานร่วมกัน เรารู้จักกันแล้ว ผมแคร์ทุกคน และให้เกียรติทุกคนด้วย 


ปัญหาชีวิตส่วนใหญ่ของคุณคืออะไร 

ความเหนื่อยล้า คาดหวังจากคนอื่น ตอนนี้คนคิดว่าโอ๊ต ปราโมทย์ คือคนตลก เราต้องตลก ต้องสนุก แต่เราคนละโพสิชั่นกับตลก ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ ผมไม่ได้หมายความว่าตลกคาเฟ่ไม่ดีนะ แต่วิธีการเล่นมุกมันต่างกัน คาเฟ่จะเป็นมุกที่เซ็ตขึ้นมา ส่วนเราต้องใช้ไหวพริบ เพราะเราไม่ได้เตรียมอะไรไว้เล่น เวลาไปจัดรายการเราไม่ได้เตรียมมาก่อน ไปเจอสถานการณ์ตรงหน้าเอาเลย ซึ่งคนคาดหวังกับเรา จนมันเกิดเป็นความเครียดที่สะสมขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนเวลาที่ผมร้องเพลง การร้องเพลงของเราเหมือนเขื่อน การร้องเพลงคือการเปิดเขื่อน คือความสุข การมอบเสียงเพลง ความรักออกไป จนลืมดูว่าน้ำในเขื่อนมันหมด แพสชั่นเราหมด เราไม่โทษใครเลย แค่เราไม่รู้จักบริหารจัดการแพสชั่นของตัวเอง ทำงานหนักจนไม่ได้เติมอย่างอื่นมาทดแทน จนตอนนี้คิดว่าอาจจะไปปรึกษาหมอสักครั้ง


ทำไมถึงต้องไปปรึกษาหมอ 

อาการมันเริ่มหนักถึงขั้นร้องเพลงเสร็จ ขึ้นรถกลับบ้านคนเดียวแล้วร้องไห้ น้ำตามันไหลออกมา อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเคว้ง เมื่อก่อนผมเคยดูข่าวศิลปินดาราที่เขาฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เราเริ่มรู้สึกว่านี่ล่ะมั้ง ความรู้สึกนี้แหละ...ทั้งๆ ที่มันน่าจะดี คนอื่นมองมามันสวยหรู แต่คนอื่นไม่รู้ว่าเราต้องเผชิญกับอะไรบ้าง 

ผมอยากเปรียบเทียบง่ายๆ เผื่อจะนึกภาพออก เหมือนผมเป็นมนุษย์อวกาศ มนุษย์อวกาศที่เด็กๆ เคยฝันอยากเป็นเพราะมันเท่ แม่งเก่ง แม่งดูฉลาด มีเพียงไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่จะได้ออกไปนอกโลกของเราได้ แล้ววันหนึ่งเราได้เป็น เราได้ไปเหยียบดวงจันทร์ ทุกคนบนโลกชื่นชมยินดีกับสิ่งที่เราทำ แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน...มึงเคยมองในมุมมนุษย์อวกาศมั้ย เขาขึ้นไปอยู่บนนั้นก็จริง แต่เขาอยู่คนเดียวนะเว้ย อยู่บนสเตจที่ไม่มีใครเลย ไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย อยู่ในห้วงอวกาศตรงนั้นคนเดียว ตอนนี้ผมคือมนุษย์อวกาศคนนั้นเว้ย คนที่ทุกคนชื่นชมยินดี แต่เรากลับเคว้งคว้างอยู่คนเดียว 


อยากหยุดไหม

หยุดได้มั้ยอะ...มันหยุดไม่ได้ ผมรอมา 10 ปี กว่าจะมีวันนี้ ถามกันง่ายๆ ก็ตอบแบบไม่แอ๊บเลยคือผมไม่อยากหยุด เพราะเรายังมีความสุข ในความเคว้งคว้างนี้ ภายใต้อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ความเสียใจ ความเหงา ท้อแท้หรือความคาดหวังทั้งหลาย สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นคือการได้ออกไปโชว์ ร้องเพลง เป็นพิธีกร เป็นดีเจ ทุกอย่างที่ทำให้คนหัวเราะ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมยังดำรงอยู่ได้ ณ ตอนนี้ 

คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกนี้เกิดขึ้นเร็วไปไหม เพราะหลายคนเพิ่งรู้จักคุณไม่นานมานี้เอง

ถามกลับกันว่ามันช้าไปไหม? 


มีเพลงของตัวเองกี่เพลงแล้ว

จริงๆ แล้วผมมีเพลงของตัวเองเยอะนะ เกือบสิบเพลงได้ แต่คนไม่รู้เว้ย ต่อให้เป็นเพลงประกอบหนัง ประกอบละคร เพลงก่อนจะได้เข้ามาอยู่ในค่าย ฯลฯ ฉะนั้นในวันคอนเสิร์ตของผมคือวันที่คนจะได้รู้ว่าผมร้องเพลงอะไรมาบ้าง อีกอย่างผมรู้สึกว่าด้วยความที่ผมใช้ชีวิตสีเทาแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าในอนาคตของผมจะเกิดดราม่าอะไรอีก ผมไม่รู้ว่าคนจะเบื่อสิ่งที่ผมเป็นเมื่อไหร่ ผมว่าชื่อเสียงของผมมันไม่จีรัง ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ตอนนี้ผมอยู่จุดพีกที่สุดที่คนชื่อโอ๊ต ปราโมทย์ จะทำได้แล้ว ผมคิดแค่ว่าตอนนี้ผมต้องทำทุกวันให้ดี นี่คือจุดที่ผมคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว มันสุกงอมแล้ว อายุขนาดนี้ สั่งสมประสบการณ์มาพอแล้ว คอนเสิร์ตมันก็ต้องมี นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกและครั้งเดียวของผมก็ได้ใครจะไปรู้ แค่ทำชื่อเสียงให้มั่นคงได้มันก็ยากแล้ว ของแบบนี้มันเป็นอนิจจัง ไม่ได้เกิดแค่กับศิลปินดาราเท่านั้น มันเกิดกับทุกคน มีขึ้นได้ก็ลงได้ เพราะฉะนั้นนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมีคอนเสิร์ตใหญ่ของเรา 


ช่วยเล่ารายละเอียดคอนเสิร์ตนี้เพิ่มเติมอีกสักหน่อยได้ไหม

ชื่อว่า ‘Oat Pramote The Uncensored Show’ เราใช้คำว่า ‘โชว์’ เพราะมันไม่ได้มีแต่เสียงเพลงมีโชว์ มีทอล์ก มีดนตรีผสมผสานในแบบที่มันเป็น ให้ทอล์กโชว์แบบ 2-3 ชั่วโมง พี่โน้ส อุดม ก็ทำไม่ได้ เราไม่อัจฉริยะขนาดนั้น หรือร้องเพลงคนเดียวแบบเป๊ก ผลิตโชค หรือแก้ม The Star ก็ทำไม่ได้ ผมอยากแชร์อย่างอื่นด้วย


สำหรับคุณยังจะมี Uncensored อะไรได้อีกเหรอ

คืออย่างนี้ ทุกคอนเสิร์ตมักถูกครอบด้วยจารีตบางอย่าง เช่น การตัดเพลง เพลงช้า เพลงเร็ว ดราม่าจะตามมาช่วงไหน แต่ของเราคือโชว์ อยากให้ทุกคนมาดูมากๆ ผมไม่อยากให้ทำดีวีดี ไม่อยากให้มีไลฟ์ ก็พยายามขอทางผู้ใหญ่ เพราะผมอยากให้ทุกอย่างเกิดขึ้นสดๆ 2 รอบเท่านั้น ผมอยากให้ทุกคนที่มาดูคือคนที่รักเราจริงๆ ยอมจ่ายค่าบัตร ออกจากบ้านมาดู มาซึมซับบรรยากาศไปด้วยกัน และการที่พูดได้ว่าคนที่รักเรามาดูเรา นั่นหมายความว่าเขารู้อยู่แล้วนะว่าโอ๊ต ปราโมทย์ เป็นคนยังไง ทุกอย่าง ทุกคำพูดคือสิ่งที่เราเป็นกับเพื่อนเรา มันเลยเป็นอันเซ็นเซอร์ไง ไม่อยากให้มีอะไรมาเซ็นเซอร์ระหว่างเรา


แขกรับเชิญในงาน 

ตอนนี้ผมบอกไม่ได้ครับ ไม่เปิดเผยเลย บอกได้แค่ว่ามี UrboyTJ เพราะคนนี้คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเรา เคยทำงานด้วยกัน มีสตอรี่มาด้วยกัน เช่นเดียวกับแขกรับเชิญคนอื่นๆ ที่ก็มีสตอรี่กับเรา


ดูเหมือนว่า Uncensored ต้องมากับการจำกัดอายุด้วยหรือเปล่า 

จริงๆ ก็เคยคุยกับทางทีมนะว่าควรเลือกจำกัดอายุแบบ 18 ปีขึ้นไปมั้ย แต่ผมว่าทุกคนที่ตัดสินใจซื้อบัตรเขารู้อยู่แล้วว่ามาดูอะไร ไม่ต้องคิดแทน ผมเองก็เคยคิด แต่เมื่อคิดอีกที ผมว่าเด็กๆ ที่จะมาดูผม พ่อแม่เขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าคนที่มันร้องเพลงบนเวทีครั้งนี้เป็นคนยังไง ผมไม่ได้ร้องเพลงกลางห้าง นี่มันมีการซื้อขายบัตร


นับว่านี่เป็นสิ่งสูงสุดในชีวิตหรือยัง

ไม่รู้ครับ ผมเคยมีความฝันว่าอยากร้องเพลงต่อหน้าคน 500 คน ผมเคยทำมาแล้ว เคยฝันว่าจะมีคนมาจ้างผมร้องเพลงราคาแพงๆ ผมก็ผ่านมาแล้ว ผมฝันว่าอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเอง นี่คือสิ่งที่มันกำลังจะเกิด ตอนนี้จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดคือการผ่านคอนเสิร์ตครั้งนี้ให้ได้ก่อน เพราะนี่คือความฝันที่ตั้งใจมาตลอดชีวิต ผมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดจะสำเร็จแค่ไหน จะมีอีกหรือเปล่า ทุกคนที่มาคือคนที่เรารัก และเขารักเรา และผมเชื่ออย่างหนึ่งว่ามันจะเป็นความสุขที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของผมเลย


เป้าหมายชีวิตต่อไปนี้เป็นอย่างไร

ผ่านคอนเสิร์ตนี้ไปได้ค่อยตั้งเป้าหมายอีกครั้ง ผมมีแผนคร่าวๆ ว่าอยากทำออนไลน์เต็มตัว อยากมีชาแนลของตัวเอง มีคนกดติดตามเราสักล้าน อยากผันตัวเองไปทำรายการ ผลิตเด็กใหม่ๆ ขึ้นมา ในวันที่เราเริ่มร่วงโรยไป อย่างที่เราทำทุกวันนี้ ที่เราช่วยเหลือดูแลกันกับเพื่อนๆ เราหลายคน เราเติบโตไปด้วยกันกับเพื่อน มันมีความสุขทุกครั้งที่เราได้แชร์สิ่งที่เรามีให้กับเพื่อน ให้ทุกคนรอบข้างมีความสุขผมเดินคนเดียวไม่ได้ โตหรือเก่งคนเดียวไม่ได้ มนุษย์คือสัตว์สังคม เราต้องโตด้วยกัน ผมเลยอยากมีคอมมูนิตี้ของเราให้ทุกคนเติบโตและแข็งแรงไปด้วยกัน