The Toys - กว่าจะมาเป็นศิลปินที่คนรู้จักมากมายในทุกวันนี้

Written by
07.03.18 623 views
Written by

07.03.18 623 views

กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินที่มีคนรู้จักมากมายอย่างในทุกวันนี้ The Toys หรือทอย ธันวา ลาออกจากโรงเรียน เรียนไม่จบ ครอบครัวไม่สนับสนุนให้เป็นศิลปินในวงการเพลงทั้งๆ ที่คุณแม่ก็เป็นนักร้อง แต่เขาก็เลือกที่จะเดินตามความฝัน แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเสียงต่อต้านคัดค้าน

“ ส่วนตัวผมมองว่าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่และคุณป้าไม่อยากให้ผมมาสายดนตรี ทั้งที่พวกเขาก็เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ ก็คงเป็นเพราะผ่านอะไรมาเยอะ จนรู้ว่าเส้นทางการเป็นศิลปินดังมันยากลำบากขนาดไหน ”
— ทอย ธันวา บุญสูงเนิน


เคยถามคนในครอบครัวบ้างหรือเปล่าว่าทำไมถึงไม่อยากให้เราข้องเกี่ยวกับวงการดนตรี

"ต่อให้ไม่ถามเขาก็พูดออกมาให้ฟังเองครับว่าวงการนี้ไม่เจ๋งจริงอยู่ไม่ได้หรอก ส่วนตัวผมมองว่าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่และคุณป้า (เจินเจิน บุญสูงเนิน) ไม่อยากให้ผมมาสายดนตรี ทั้งที่พวกเขาก็เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ ก็คงเป็นเพราะผ่านอะไรมาเยอะ จนรู้ว่าเส้นทางการเป็นศิลปินดังมันยากลำบากขนาดไหน หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีศิลปินไทยแค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ที่ขึ้นมาอยู่ในจุดสูงๆ ของวงการได้สำเร็จ ด้วยประสบการณ์ของพวกเขาจึงอยากให้ผมเลือกเดินทางสายอื่นมากกว่า หรือต่อให้เขาสนับสนุนผลักดันให้ผมเข้าสู่วงการเพลง แต่ถ้าผมไม่เจ๋งจริง สุดท้ายก็ต้องโดนเด้งออกมาอยู่ดี ตรงกันข้ามถ้าผมเป็นของจริง ต่อให้พวกเขาไม่ช่วยทำอะไรเลย ยังไงก็สามารถเข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้อยู่แล้ว"


อยากรู้เลยว่าคุณแม่กับคุณป้าอยากให้ทอยเป็นอะไร

"คุณป้าอยากให้ผมเป็นคุณหมอ ส่วนคุณแม่อยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วก็ไปเป็นนักธุรกิจติดต่อกับต่างประเทศ"


ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยนะ

"ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยครับ แต่ส่วนตัวผมไม่อยากเรียนจบปริญญาตรีมาตอนอายุ 22 แล้วค่อยมาสมัครเข้าทำงานในบริษัทสักแห่งหนึ่ง และการจะได้เข้าทำงานสักที่หนึ่งก็ต้องไปต่อคิวกับคนที่จบปริญญาตรีมาเหมือนๆ กัน แต่ถึงอย่างนั้นคนจบปริญญาตรีปกติก็ต้องไปต่อท้ายคนได้เกียรตินิยมอยู่ดี ส่วนจบเกียรตินิยมถ้าไม่ได้ที่ 1 ก็ต้องต่อแถวเป็นอันดับถัดมาเหมือนกัน ซึ่งผมก็ไม่ใช่คนเก่งเหมือนคนอื่นเขาในด้านนี้ เลยตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ชัดเจนของตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมฯ ปลาย จำได้ว่าวันนั้นพอตัดสินใจไม่เดินตามทางสายปกติ ที่จริงๆ เป็นทางเดินที่ดีมากๆ เลยนะครับ แต่ด้วยความดื้อของตัวเองที่อยากทำงานตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วค่อยๆ เก็บประสบการณ์เอามาต่อยอดจากการลงมือทำจริงๆ ไม่อยากเรียนตามปกติ แล้วเอาความรู้นั้นไปใช้งานอะไรไม่ได้ในทันที พอแน่ใจในทางเดินของตัวเองแล้ววันรุ่งขึ้นผมก็เดินไปลาออกจากโรงเรียนเลย"


ลาออกง่ายๆ เลยเหรอ

"ลาออกเลยครับ แต่พอที่บ้านรู้ก็โดนด่าเละเลย โดนจับให้กลับเข้าไปเรียนใหม่ด้วยนะ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นไม่ได้แคร์ใคร เลยดึงดันว่าจะไม่เรียนต่อและออกมาทำงานสายดนตรี จนได้เป็นโปรดิวเซอร์ในที่สุด พูดถึงเหุตการณ์วันนั้นแล้วก็อยากจะขอโทษทุกคนมากๆ เลยครับ"


พูดเหมือนรู้สึกผิดมากขนาดนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะทำเหมือนเดิมไหม

"แน่นอนว่ายังทำเหมือนเดิมครับ"


ไปเอาความแน่วแน่ขนาดนั้นมาจากไหนกัน ไม่กลัวการตัดสินใจแบบนั้นบ้างเลยเหรอ

"ขอถามกลับว่ากลัวนี่คือกลัวอะไรครับ"


กลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จไง

"ผมว่าเรื่องนี้เป็นใครก็ต้องกลัวอยู่แล้ว ผมก็กลัวนะว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะไปยืนอยู่ตรงไหนดี แต่ผมก็ไม่ได้กลัวถึงขนาดไม่กล้าเสี่ยงนะ ต่อให้สุดท้ายผมลาออกจากโรงเรียนแล้วจะไม่มีอะไรเหลือเลย ผมก็ยังจะออกอยู่ดี เพราะต่อให้ตอนนั้นฝืนเรียนต่อไปจนจบ ก็คงเรียนไม่รู้เรื่องและไม่มีอะไรเข้าหัว เหมือนสมองผมตอนนั้นไม่พร้อมรับในสิ่งดีๆ จากการเรียน อีกอย่างผมมองว่าคนในโรงเรียนแต่ละคนดูตึงเครียดกันมาก เวลาเข้าไปในโรงเรียนก็ต้องเจอกับแรงกดดันหลายๆ อย่าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบเลย แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องอดทนไปเพื่ออะไร สู้เราตัดสิ่งที่ไม่ชอบออก แล้วพุ่งตรงไปหาสิ่งที่เราชัดเจนเลยจะดีกว่า สำหรับผมใบปริญญาเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เป็นเพียงกระดาษใบเล็กๆ ที่เอาไปยื่นกับบริษัทแล้วบอกว่า รับผมหน่อยๆ รับผมเถอะๆ แค่นั้นเอง แต่ถามว่าจำเป็นไหมก็จำเป็นนะ อย่างผมลาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 ปีไปสมัครงานเป็นโปรดิวเซอร์ที่ไหนก็ไม่มีคนรับเลย โดนไล่กลับไปเรียนอยู่ตลอด แต่บอกตามตรงว่าผมไม่รู้สึกว่าผมตัดสินใจผิดเลยนะ ผมรู้สึกว่ามันคุ้มมากที่ผมเลือกเส้นทางโง่ๆ ของผม แต่มันคุ้มมากจริงๆ"


ทำไมถึงคิดว่าเป็นเส้นทางโง่ๆ ล่ะ

"ใครๆ ก็ตัดสินผมแบบนี้ครับ พูดกับผมแทบทุกวันว่าถ้าคุณเรียนไม่จบ คุณก็ไม่ใช่คนที่มีคุณภาพของสังคม ผมคิดว่าเส้นทางแบบนั้นอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคนหรอก ซึ่งบังเอิญผมก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นนั่นแหละ"


ไม่คิดว่าเป็นตรรกะเพี้ยนๆ เหรอที่ตัดสินคนจากใบปริญญา

"ในเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมคิดแบบนั้นกัน ก็อาจจะหมายความว่าดีแล้วก็ได้มั้ง ผมว่าถูกหรือผิดก็ต้องไปตัดสินกันเอาเองครับ"


ถามย้ำอีกทีว่าคิดว่าดีแล้วจริงๆ เหรอ

"ผมมองเป็นเรื่องค่านิยมของสังคมมากกว่าครับ เหมือนว่าสังคมเราเป็นประเภทที่ถ้ามีเก้าคนมองว่าดี แต่อีกหนึ่งคนมองว่าไม่ดี ไอ้หนึ่งคนนั้นแปลก หรือถ้าในสิบคนมีเก้าคนชอบสีเขียว อีกหนึ่งคนชอบสีแดง เราจะได้ยินคำพูดทำนองว่าชอบทำไมสีแดง แตกต่างคือแปลก แปลกตาก็โดนนินทา โดนแอนตี้ คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบเรา แต่ส่วนตัวแล้วผมไม่สนอะไรแบบนี้"


แต่สังคมก็ควรจะวาไรตี้ไม่ใช่เหรอ

"ผมก็คิดอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าเราก็ทำอะไรไม่ได้ไง เราเปลี่ยนสังคมด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ต่อให้สังคมเป็นอย่างนี้ผมก็ยังโอเค เพราะสุดท้ายผมก็ไม่สนใจและไม่แคร์ความเห็นแบบนั้นอยู่ดี"


ทอยพูดแบบนั้นได้เพราะประสบความสำเร็จอยู่แล้วหรือเปล่า

"ก็อาจจะใช่นะครับ เคยมีน้องๆ หลายคนเข้ามาถามผมเหมือนว่า พวกเขาทำเพลงตามสไตล์คนนั้นคนนู้นหรือทำมานานแล้วทำไมไม่ดังสักที ผมได้ยินอย่างนั้นผมก็ว่าเขาเลยนะ เพราะผมคิดว่าแค่คุณได้ทำเพลงก็น่าจะมีความสุขแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขแบบนี้ก็ทำต่อไปไม่ได้หรอก"


แต่ทำงานที่ไม่ได้เงินหรือไม่ประสบความสำเร็จสักทีก็มีความสุขยากหรือเปล่า

"จุดที่บอกว่าประสบความสำเร็จคืออะไรล่ะ สำหรับผมความสำเร็จไม่ใช่การมีชื่อเสียง แต่ความสำเร็จของผมเป็นเป้าหมายเล็กๆ อย่างการได้เป็นโปรดิวเซอร์ หรือมีคนเข้ามาฟังเพลงผมในยูทูปแค่ 1-2 หมื่นคนก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าคุณทำเพลงแล้วโฟกัสแค่เรื่องเงินอย่างเดียว อันนั้นคุณไม่ได้อยากทำเพลงแล้ว แต่คุณอยากได้เงิน การทำงานที่ดีควรเริ่มจากการทำสิ่งที่มีความสุขไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่แค่การทำเพลงนะ แต่หมายถึงอาชีพอื่นๆ ด้วย สมมติว่าถ้าเราทำเค้ก ถ้าเราทำเพราะอยากได้เงินก็คงทำได้ไม่นาน แต่ถ้าเราทำเค้กเพราะอยากทำ อยากลองผสมนู่นนี่นั่นเพื่อให้เกิดรสชาติใหม่ๆ แบบนั้นจะทำได้นานกว่า อย่าคิดถึง Income เป็นหลัก"


ถ้าไม่คิดถึงเงินเลยก็อาจจะทำให้ชีวิตอยู่ยากนะ

"โอเค ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องไปเรียนหนังสือให้จบ แล้วสมัครเข้าทำงานในบริษัทที่ทำให้ชีวิตของคุณมั่นคงก่อน จากนั้นค่อยกลับมาเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกก็พอแล้ว แบบนี้น่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้มากกว่า เพราะได้ทั้งเงิน ได้ทั้งการเล่นดนตรีด้วย"