The Super Trainee - อร พัศชนันท์ BNK48

31.07.18 745 views

ครั้งที่แล้วเราพบกับอร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ ที่มาพร้อมเพื่อนๆ ในฐานะสมาชิกวง BNK48 วงไอดอลสาวสุดฮอต การพูดคุยกับเธอในครั้งนั้นจึงว่าด้วยเรื่องราวของการทำเพลง เส้นทางของการทำตามความฝัน การต่อสู้เพื่อฝันของตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนเราจะพบกับเธอในฐานะนักแสดง เธอบอกว่านี่เป็นอีกจุดเล็กๆ ที่เธอตื่นเต้นมากกับการเป็นน้องใหม่ในวงการบันเทิง แน่นอนว่านี่เป็นอีกครั้งที่เธออยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนยอมรับตัวตนและความสามารถของ #อรBNK48


วันนี้เราพบอรในฐานะที่เปลี่ยนไป

วันนี้ก็มาในฐานะนักแสดง โอ๊ย...เขิน(ยิ้ม) ตอนนั้นทางทีมเขาเรียกมาแคสติ้ง ตั้งแต่ก่อนกระแสเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย จะดังอีกค่ะ ซึ่งขั้นตอนก็เยอะพอสมควรนะคะ กว่าจะได้บทที่เหมาะกับเรา และได้เล่นมัน


บทบาทที่ได้รับเป็นอย่างไร

อรรับบทเป็นมายด์ เน็ตไอดอลสาว น่ารักกรุ๊งกริ๊ง (ยิ้ม) ที่มาเป็นเด็กฝึกงานให้กับบริษัทผลิตแอปพลิเคชั่นแห่งหนึ่ง แล้วจับพลัดจับผลูต้องไปเป็นไส้ศึกอยู่ในบริษัทคู่แข่ง ต้องเอาตัวเองไปสืบความลับจากบริษัทคู่แข่ง เอาความน่ารัก เอาจริตผู้หญิงไปสืบเรื่องของอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันเพื่อนๆ ของมายด์เขาเรียนจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นช่วงเวลาเคว้งคว้างของคนๆ หนึ่งค่ะ เรายังเรียนไม่จบ เพื่อนเรียนจบแล้ว เรารู้สึกโดนกดดัน จนเหมือนคนไม่มีความฝัน ชีวิตไร้ความหวัง เห็นใสๆ แต่ความจริงแล้วมายด์คิดเป็น เอาตัวรอด และอยู่เป็น เป็นตัวละครที่ช่วงชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่คิด

มันคล้ายกับชีวิตเราช่วงก่อนเข้ามาเป็น BNK48 ตอนนั้นเราเรียนจบก่อนเพื่อน แต่เราไม่รู้จะทำอะไรต่อดี เคยมีโอกาสจะได้ไปอยู่ต่างประเทศเกาะกระแสเกาหลีฟีเวอร์ด้วยแต่สุดท้ายเราต้องทิ้งโอกาสนั้นไป จนได้มาอยู่ BNK48 ได้พบโลกใบใหม่ที่ทำให้เราได้เดินตามความฝันเหมือนกัน เช่นเดียวกับมายด์ค่ะ ในเรื่องเขามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่อยากบอกว่าเกิดอะไรขึ้น อยากให้ทุกคนไปดูเอง และดูด้วยว่ามายด์กับอรใกล้กันมั้ย มิติที่มากกว่าเน็ตไอดอลเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ในเรื่องค่ะ (ยิ้ม)


นี่เป็นการแสดงครั้งแรก ไม่มีความรู้สึกว่าเราควรได้รับบทนางเอกหรือ

ความจริงช่วงแรกผู้ใหญ่ค่อนข้างเป็นห่วงเหมือนกัน ต้องเท้าความก่อนว่าพี่เฌอปรางได้เล่นหนังก่อนหน้านั้นไปแล้ว และเขาได้เป็นนางเอก พอเราแคสต์หนังผ่าน เขาก็อยากให้เราได้เป็นนางเอกเหมือนกัน เหมือนมุมมองของความเป็นพ่อที่ไม่อยากให้ลูกเราน้อยหน้าใคร แต่ส่วนตัวเราเองไม่ว่าบทไหนก็ได้ เราอยากเล่น ซึ่งกว่าจะได้งานมามันไม่ง่ายนะ เราว่ามันแล้วแต่โอกาสเลย กว่าจะได้เรื่องนี้อรแคสต์มาหลายงานมากนะคะ อรเคยโดนปฏิเสธด้วยคำถามว่า "มีคนอื่นใน BNK48 อีกมั้ย" โห...เราเงิบสิคะ เราแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ กว่าเราจะได้บทนี้ เราไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นว่าเราเป็นอร BNK48 แล้วต้องได้งาน เขาแค่สนใจเรา เราก็ต้องมาแคสต์ ถ้าไม่ผ่านก็มีตัวเลือกอื่น


ในเรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับการแข่งขัน ชีวิตจริงของอรล่ะต้องแข่งกับอะไรบ้าง

แข่งกับตัวเองค่ะ แข่งกับตัวเองในเรื่องความคิด มันยากตรงที่เราจะพัฒนาต่อไปยังไง คือหนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบทางตัน ถ้าถึงทางตันหนูจะไม่ชอบตันอยู่ตรงนั้น หนูจะต้องหาทางไปให้ได้ คือจะไม่ชอบให้ตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว อย่างตอนนี้ก็ต้องเจาะลึกแฟชั่นให้มากขึ้น เรียนรู้เครื่องสำอางให้มากขึ้น หนูสนใจด้านนี้ แต่ยังไม่ลงลึกด้านนี้เป็นพิเศษ ตอนนี้รู้สึกว่ามาทางนี้ก็ดีนะ หนูว่าการมาเป็นนักแสดงมันทำให้เห็นเบื้องหลังแล้วหนูก็เริ่มรู้สึกว่าชอบ


ยังคงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ของสมาชิก BNK48 มากน้อยเพียงไร

เรายังคงถ่ายรูปกับโอตะไม่ได้ค่ะ ถึงจะมาในรูปแบบแฟนคลับของหนังหรือละครซึ่งอรว่าคนที่ติดตามเราก็รู้อยู่แล้ว ก็คงต้องขอโทษในเรื่องนี้จริงๆ


รู้สึกว่าตัวเองขาดอิสระในการรับงานไหม

ทางผู้ใหญ่ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมากเรื่องการรับงานนะคะ แต่ถ้างานนั้นชนกับตารางงานของเรามากเกินไป งานนั้นก็จะไม่รับ จริงอยู่ว่าเรารับงานเองไม่ได้ ต้องผ่านค่ายทุกอย่าง ทางค่ายจะพิจารณาว่างานนี้เป็นประโยชน์ต่อเราไหม มันดีต่อเราในอนาคตไหม เขามองไกลมาก ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าทำไมมันยุ่งยากจัง แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว เพราะงานที่เขารับให้เรา เขามองแล้วว่ามันต่อยอดไปอนาคตได้ มันเป็นประโยชน์กับเรา ไม่ใช่แค่กับตัวเราเอง ไม่ใช่แค่กับตัวงานที่เรารับ และก็ยังทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย


อร BNK48 หรืออรอุ๋ง ที่ผ่านศึกดราม่าอย่างโชกโชนในโลกโซเชียลฯ ถูกคนในกองพูดถึงบ้างไหม

เฮ้ยมีๆ...อย่างเติร์ทนี่เขาไม่รู้จักเรานะว่า BNK48 คืออะไร แต่ช่วงนั้นเติร์ทเองก็โดนกระแสดราม่าจากรายการ The Face พอดี เราเลยได้คุยเรื่องนี้กันเยอะ ได้แลกเปลี่ยนกันว่าอรเคยโดนเด็ก ป.6 ด่าเรา แต่เราต้องไม่ตอบโต้ อรปิดอินเทอร์เน็ตเลยเพราะเราอยู่ในที่แจ้ง แต่คนที่ด่าเขาโจมตีปึ้งๆ ในที่มืด ไม่มีใครเห็น แต่ถ้าเราตอบโต้ ทุกคนเห็นเรา เราจะเจอกับผลลัพธ์อีกมหาศาล ถึงแม้เราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม โลกโซเชียลฯ เห็นแค่ตอนที่เราใช้เสียงอ้อนแฟนคลับ ซึ่งอรมองว่ามันเป็นปกติของทุกคนนะ ไม่มีใครพูดด้วยเสียงโมโนโทนหรอก เรามีเสียงเอาไว้อ้อนพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งกับแฟนคลับ เราก็มีอีกเสียง อยากให้คิดถึงตัวเอง หลายคนเล่นกับหมากับแมวยังเล่นอีกเสียงเลย คุยกับเพื่อนก็อีกเสียงหนึ่ง อย่าปฏิเสธว่าไม่เคยทำเสียงอื่นๆ เราไม่ควรไปตัดสินคนอื่นด้วยเรื่องแค่นี้ อรเป็นคริสเตียน พระเจ้าสอนให้เรารักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก แต่เราก็ต้องให้อภัย

แต่หลายคนก็ตัดสินอรไปแล้ว อย่างตอนมาอยู่ในกอง เวลาผ่านไปสักพัก มีพี่ช่างหน้าช่างผมที่เขาแอนตี้เรามาขอโทษเรา เพราะเขาเห็นอรแค่ในโซเชียลฯ เขาขอโทษที่เข้าใจอรผิดไปมาก เพราะเขารู้จักอรจากคลิป จากคอมเมนต์ กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คือตอนนั้นน้ำตาจะไหล มันทำให้เรารู้สึกว่าคนจะรักเราเค้าก็รักเราเอง คนจะเกลียดก็เกลียดอยู่ดี ต่อให้เราทำตัวดีเขาก็เกลียดเรา เปลี่ยนเขาไม่ได้ เปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเองง่ายกว่า เราแคร์คนที่รักเราพอ ทำตัวเองให้ดีต่อไปดีกว่า อย่าลดคุณค่าตัวเองด้วยหนึ่งคอมเมนต์แย่ๆ ทั้งที่มีอีกหลายคอมเมนต์ที่รักเรา      

                                                                                  

ถ้าผลตอบรับของหนังเรื่องนี้ออกมาดีมาก คิดว่าจะผันตัวออกมาเป็นนักแสดงเต็มตัวไหม

ยังไม่ทิ้งค่ะ การที่เรามาเล่นได้ก็เพราะ BNK48 เพราะก่อนหน้านั้นเราก็โนเนม แต่การได้เป็น BNK48 มันคือมีนามสกุล ระหว่างที่ถ่ายหนังหนักๆ เราก็ยังซ้อมกับ BNK48 ไปด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประกาศเซ็มบัตสึเพลง River ซึ่งเป็นเพลงที่ท่าเต้นยากมาก เป็นช่วงที่กดดันมาก เพราะเราเป็นเซ็นเตอร์ของเพลง เราต้องทำให้ดี มันต้องพยายามให้มาก
ช่วงที่คนอื่นกินข้าว เราก็มาซ้อมจะได้ทันเพื่อน นอกจากจะไม่อยากทำออกมาไม่ดี เราโดนกระแสออกมาบอกว่าเราไม่ควรจะเป็นเซ็นเตอร์เพลง River มันยิ่งทำให้เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้


ถ้าเลือกบทบาทการแสดงได้ อยากลองรับบทแบบไหน

อยากได้บทฉีกแนวค่ะ บทนางร้ายที่เป็นนางเอก หรือไม่ก็ฉีกแนวฮา แนวแอ็กชั่นไปเลย หนูมีไอดอลเป็นพี่โอปอล์ค่ะ ก็เลยอยากจะเป็นแบบพี่เขาบ้าง


คิดว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงไหนของวงการบันเทิง 

น้องใหม่ค่ะ ถึงเราจะเป็น BNK48 แล้วก็ตาม หลายคนมองว่าในเวลาไม่ถึง 1 ปี แต่มีคนรู้จักเยอะมาก คนสนับสนุนเราเยอะ เราไม่อยากพูดว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะนี่เป็นแค่ก้าวแรกเองนะ วงการบันเทิงนี่มันกว้างใหญ่มาก นี่เพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น ตัวเราเองยังไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่านี่เราเป็นนักแสดงแล้ว


Tags :