The Show Must Go On - ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก

Written by
23.02.18 400 views

         สาวน้อยคนนี้เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวพี่น้อง 2 คนที่อุ่นอวลไปด้วยความรัก และด้วยความรักในการแสดง เธอจึงก้าวเข้าสู่วงการตั้งแต่วัยเยาว์ แม้ไม่ใช่แบบถี่หรือต่อเนื่อง ทว่าชื่อของเธอก็เป็นที่มักคุ้นของวงการ 

ใบเฟิร์นพิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีจังหวะชีวิตในแวดวงบันเทิงค่อนข้างก้าวกระโดด จากผลงานหลายชิ้นที่หนุนนำให้เธอกลายเป็นดาวเด่น

เธอรักที่จะลอง โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน เพื่อสลัดภาพเด็กสาววัยใสที่คนส่วนใหญ่ติดตา ไปเล่นบทบาทอื่นที่สะท้อนความหลากหลาย และแตกต่างในความเป็นเธอ เรากำลังพูดเรื่องบทบาทของก้านแก้วเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่หลงเลือกเส้นทางผิด จนนำพาชีวิตของตนไปสู่จุดตกต่ำ ในละครของ GMM 25 เรื่องหลงไฟ” 

เรื่องนี้เฟิร์นได้บทที่ต่างจากบทก่อนๆ มาก เรียกว่าพลิกคาแรกเตอร์ มากที่สุดเท่าที่เฟิร์นเคยทำมาในฐานะนักแสดงเลยใบเฟิร์นบอกเฟิร์นโตมาจากหนัง ที่มักจะได้บทใสๆ เป็นส่วนใหญ่ เป็นวัยรุ่น รักโรแมนติก จะฉีกไปก็ไม่มากกว่านั้น แต่พอมาเจอเรื่องหลงไฟมันเป็นพลิกความเข้าใจของเราใหม่ทั้งหมด คนนี้ต้องคิดในสิ่งที่เรามองว่าผิด แต่ตัวละครต้องเชื่อมั่นว่ามันถูกต้องที่สุด และเราต้องเชื่อไปกับมัน เฟิร์นต้องเปลี่ยนทั้งทัศนคติ ทั้งค่านิยม ความคิด คือรื้อใหม่หมดเลย


ตัวตนจริงๆ ของใบเฟิร์นเป็นอย่างไร

หลักๆ เฟิร์นเป็นคนสบายๆ ค่ะ อะไรก็ได้ที่...อยู่ตรงไหนแล้วสบาย ใส่ชุดไหนแล้วสบาย เฟิร์นชอบทั้งสบายตัวสบายใจ ทุกอย่าง มันก็เลยต่างจากตัวละครที่เล่นในเรื่องหลงไฟมาก ตอนเวิร์กช็อปวันแรกเฟิร์นทำไม่ได้ ร้องไห้เลย ไม่เข้าใจมัน


ได้อ่านบทก่อนใช่ไหม

เฟิร์นได้อ่านก่อนค่ะ มันก็จะมีมาประมาณ 4-5 ตอนแรก แล้วไปเวิร์กช็อป


เท่าที่ทำงานแสดงมา มีบทเรื่องไหนที่ใกล้เคียงกับตัวเรามากที่สุด

ที่ใกล้เคียงเฟิร์นมากที่สุดก็เรื่องสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักละค่ะ แต่มันก็เป็นเรื่องของเด็กแทบทุกคน ที่เคยผ่านการชอบรุ่นพี่มาก่อน ซึ่งก็ไม่ไกลตัวเฟิร์น เพราะตอนถ่ายเฟิร์นก็กำลังจะขึ้น .ปลาย


แต่ไม่กี่ปีถัดมาใบเฟิร์นก็เปลี่ยนจากใสๆ มาถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ คิดอย่างไรถึงทำ

แต่ถ้าเทียบกับตอนเล่นสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักก็นานอยู่นะคะ ห่างกันตั้ง 7 ปี เฟิร์นมีถ่ายเซ็กซี่บ้างตอนช่วงเรียนจบ เฟิร์นว่ามันเป็นจังหวะมากกว่า จริงๆ เฟิร์นอยากลองงานให้มากขึ้น เพราะเมื่อก่อนจะมีโอกาสถ่ายแต่หนังสือที่แบ๊ว หนังสือเด็ก พอถึงจุดหนึ่งเฟิร์นก็อยากทำงานให้กว้างขึ้น เฟิร์นไม่ได้คิดว่ามันจะเซ็กซี่หรือไม่ อะไรขนาดนั้น เฟิร์นว่ามันเป็นแฟชั่นน่ะ บางชุดเปิด บางชุดก็เป็นกางเกงขายาว


แต่ภาพรวมมันดูเซ็กซี่นะ

ใช่ค่ะ แต่มันก็หลากหลายขึ้น เฟิร์นก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋อ...เซ็กซี่ต้องโพสกันแบบนี้นะ และไม่โพสกันแบบนี้นะ เฟิร์นได้เรียนรู้ไปด้วยว่ามันมีวิธีการทำงานที่ต่างกัน


มีฟีดแบ็กอย่างไรบ้างหลังจากที่ถ่ายเซ็กซี่ไป

จริงๆ ก็ดีนะคะ สำหรับตัวเฟิร์น แต่ก็มีบางคนที่ติดภาพ อยากให้เฟิร์นเป็น น้องน้ำ เหมือนในสิ่งเล็กเล็กฯตลอดไปของเขา ไม่อยากให้โตขึ้น ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลง แต่เฟิร์นก็โตขึ้นนะคะ ดูแลตัวเองมากขึ้นด้วย จากที่ไม่เคยต้องทาครีมผิวก็โอเค แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้ดีอย่างตอนเป็นเด็กๆ แล้ว


ใบเฟิร์นจะกลับไปถ่ายเซ็กซี่อีกไหม

จะพูดอย่างไรดี...ก็ไม่ถึงกับไม่เอานะคะ บางทีเฟิร์นก็ไม่อยากให้คนติดว่าเฟิร์นเป็นผู้หญิงเซ็กซี่ เป็นเด็กหวาน หรือเด็กแบ๊ว เฟิร์นรู้สึกว่าเฟิร์นเป็นนักแสดงน่ะ เฟิร์นอยากเปลี่ยนให้ได้ทุกแบบ หลังจากเรื่องหลงไฟที่เซ็กซี่แล้วเฟิร์นก็อยากไปเล่นตลก คอมเมดี้ แบบตึ่งโป๊ะไร้สาระไปเลยเหมือนกัน

เฟิร์นอยากเป็นให้ได้หลายๆ แบบ ไม่อยากให้ใครติดภาพเฟิร์นเหมือนตอนที่เป็นน้องน้ำในเรื่องสิ่งเล็กเล็กฯแล้ว ว่าต้องเป็นน้องคนนี้อย่างเดียวนะ เปลี่ยนเป็นแบบอื่นไม่ได้เลย อย่างนั้นก็ไม่โอเค เฟิร์นอยากเป็นให้ได้ทุกแบบมากกว่า ก็เลยไม่อยากจะรับอะไรที่เป็นทิศทางใดทิศทางเดียว อยากทำให้ได้ทุกอย่าง


ที่ว่าเซ็กซี่ ใบเฟิร์นมีขอบเขตแค่ไหน จะไปถึงขั้นชุดว่ายน้ำไหม

ไม่ถึงหรอกค่ะ (ยิ้ม) อย่างแรกเฟิร์นไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองหุ่นดีขนาดใครอยากจะดู

ที่บ้านว่าอย่างไรบ้างหลังจากตัดสินใจไปถ่ายเซ็กซี่

เขาก็แล้วแต่เฟิร์นอยู่แล้วค่ะ ถือว่าเฟิร์นโตแล้ว รับผิดชอบงาน เรียนจบ เขาเชื่อในวิจารณญาณ เชื่อในการตัดสินใจของเราอยู่แล้ว


พ่อกับแม่เลี้ยงดูเฟิร์นมาอย่างไร

เขาไม่เคยห้ามเฟิร์นเลยนะคะ ว่าห้ามทำอย่างนั้นห้ามทำอย่างนี้ ต้องเรียนมหาวิทยาลัยไหน หรือเรียนคณะไหน ไม่เคยห้ามเลย ทำอะไรก็ได้ถ้ามีความสุข อยากทำอะไรก็ทำ อยากเป็นอะไรก็เป็น เขาสอนด้วยความเชื่อใจมากกว่า แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกคิดได้ หรือพ่อรู้อยู่แล้วว่าลูกไม่ทำ เพราะฉะนั้นพอเราแบกความเชื่อใจ มันเลยเป็นความเชื่อมั่นมากกว่าคำสั่งที่เขาห้ามหรืออย่ามันก็เลยทำหรือไม่ทำอะไรเพราะกลัวเขาผิดหวัง มากกว่าจะกลัวเขาด่า


แต่ก็ต้องมีกรอบ หรือเปล่า

อะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้เขาเสียใจ เฟิร์นว่านั่นก็เป็นกรอบที่เข้มแข็ง


เคยทำบ้างไหม

โอ้โห...ตอนเด็กๆ เฟิร์นเถียงยับ (ยิ้ม) หรือมั่นใจในความคิด จนถึงจุดหนึ่งถึงได้รู้ว่า เถียงเขาไป ความจริงแล้วเหมือนเราชนะ แต่เขาเสียใจ ก็ไม่รู้สึกว่าเราชนะนี่หว่า


ยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหมว่าเรื่องอะไรบ้าง

หูย...ไม่เอาดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเขามาอ่านแล้วจะสะเทือนใจ แต่เฟิร์นเถียง เป็นเด็กชอบเถียง ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่รู้สึกมั่นใจในความคิดของตัวเองพอประมาณนะ ว่าเออ...เราไม่ผิด แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่ถูกหรอก (ยิ้ม)


ตอนเข้ามาในวงการนี่ก็เป็นการตัดสินใจของตัวเองเหมือนกัน

ตอนนั้นเฟิร์นไม่ได้คิดว่านั่นคือการเข้าวงการนะคะ แค่รู้สึกอยากเล่นหนังสักเรื่องหนึ่ง เพราะชอบ ตอนเด็กๆ เฟิร์นเคยเล่นละครเวที ในโรงเรียนก็มีคลาสสอน คิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไรจะได้เล่นอีก อยากแสดง แม่พาไปแคสต์งาน 30-40 งาน แม่ไปรอ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ได้อยู่งานสองงาน ก็เลยไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเข้าวงการ แค่ไปแคสต์งานวันต่อวัน ทำอย่างไรให้ได้งานนั้น


ใบเฟิร์นชอบแสดงออกตั้งแต่เด็กใช่ไหม

ค่ะ ชอบเฉพาะแสดงแบบเป็นตัวละครด้วยนะคะ ออกไปยืนหน้าห้องก็รู้สึกเหมือนโดนทำโทษ ไม่ชอบพรีเซนต์งาน เฟิร์นไม่ใช่เอนเตอร์เทนเนอร์ แต่สามารถแสดงได้ที่ตรงนั้น ในโมเมนต์นั้น


สนิทสนมหรือคลุกคลีกับคนในวงการบ้างหรือเปล่า

น้อยนะคะ แต่ถ้าไปอยู่กับกองถ่ายก็จะแบบสุดตัวเลย ตั้งแต่ผู้กำกับฯ ช่างไฟ ช่างแต่งหน้า-ทำผม เฟิร์นสนิทหมด ก็จะเป็นงานๆ แล้วก็หายไป จะมีชีวิตส่วนอื่น อย่างติดเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ติดครอบครัว


จากผลงานหนังเรื่องสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักทำให้ใบเฟิร์นได้แฟนคลับชาวจีนเพิ่มขึ้นใช่ไหม

ใช่ค่ะ


แฟนคลับชาวจีนเป็นอย่างไรบ้าง

แฟนคลับต่างประเทศเขาจะมีความรุนแรงกว่าคนไทย แบบสุดๆ ในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ แรงเชียร์ แรงกรี๊ด คนจีน ฟิลิปปินส์ อินโดฯ เขาจะตามแบบรุนแรง เจอแล้วรู้สึกตื่นเต้น แบบวิ่งเข้ามาหา ขอถ่ายรูป จนเฟิร์น...ตายแล้ว ฉันดังขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ชินเลย เพราะที่เมืองไทยเฟิร์นไม่ได้ดังขนาดนั้น ไม่ได้เป็นมืออาชีพที่สามารถรับมือได้แบบไอดอลเกาหลี พอเจอแล้วเฟิร์นจะรู้สึกเขิน ตื่นเต้น

ต้องเรียนภาษาจีน ตากาล็อก หรืออินโดฯ ด้วยไหม

แค่หัดพูดไว้ทักทายเท่านั้นเองค่ะ (ยิ้ม)


แฟนคลับแนวจิตๆ ล่ะ มีบ้างไหม

ก็มีนะคะ ประเภทชอบมาเดินมาตาม หรือบางคนดูละครจนอิน แอบไปถามเด็กที่ร้านของเฟิร์น แต่งงานหรือยัง เขามีลูกแล้วใช่ไหม มีแฟนเป็นคนนั้นคนนี้ใช่มั้ย อะไรแบบนั้น แฟนคลับคนไทยก็น่ารักนะคะ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนังเรื่องสิ่งเล็กเล็กฯ’ 


แฟนคลับวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เราเปลี่ยนจะบทใสๆ ไปเป็นบทแรงๆ แบบในหลงไฟหรือเปล่า

ถ้าเป็นแฟนคลับเฟิร์นจริงๆ ที่อยู่กันมานานแล้ว เขาจะไม่รู้สึกว่าไม่ชอบนะคะ เขายังชมเสียด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้เฟิร์นสวย เซ็กซี่ เขาจะรักทุกอย่างที่เราเป็น เขาชื่นชมทุกอย่างที่เราตัดสินใจ น่ารักค่ะ


ใบเฟิร์นมีช่องทางการสื่อสารกับแฟนคลับอย่างไรบ้าง

ก็มีไลน์ค่ะ และแฟนคลับส่วนใหญ่สนิทกับทางครอบครัวของเฟิร์น กับพ่อแม่ หรือไม่ก็ติดต่อผ่านทางผู้จัดการ นอกจากนั้นเฟิร์นก็ยังมีอินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก


ตอนนี้มียอดคนติดตามอยู่ประมาณเท่าไหร่แล้ว

อินสตาแกรมมีอยู่ 2.5 M ค่ะ เฟซบุ๊กก็เกือบๆ 5 ล้าน เยอะค่ะ มีต่างชาติเยอะมาก ส่วนใหญ่มาติดตามหลังจากได้ดู สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก ความจริงแฟนละครก็มีนะคะ แต่เฟิร์นไม่แน่ใจว่ามันไปออนไลน์อย่างไร หรือใส่ซับอย่างไร จริงๆ ก็มีอัพเดทและมาคุยเรื่องผลงานตลอด เพียงแต่เฟิร์นไม่รู้ว่าแฟนคลับต่างชาติเขาไปตามดูจากอะไร ช่องทางไหน


มีการจัดทริปพบปะแฟนคลับบ้างไหม

เคยมีค่ะ แต่ส่วนใหญ่มีคนจัดให้ จะให้ทางเฟิร์นจัดเอง เฟิร์นทำไม่เป็นอะค่ะ ส่วนใหญ่จะมีคนเชิญไป อาจจะเป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้าสักแบรนด์หนึ่ง ก็ไปมีตแอนด์กรี๊ด


ใบเฟิร์นคาดหวังอะไรจากวงการบันเทิงที่ตัวเองทำงานอยู่บ้าง

เฟิร์นแค่อยากมีงานต่อเนื่อง และเป็นนักแสดงที่ดี ที่ทุกคนยอมรับว่าเฟิร์นเป็นนักแสดงที่ดี แค่นั้นค่ะ


มีคนในวงการที่ชื่นชมหรือเป็นต้นแบบของตัวเองไหม

เฟิร์นชื่นชมพี่ต่าย-เพ็ญพักตร์ (ศิริกุล) ชื่นชมพี่นก-สินจัย (เปล่งพานิช) ในวันหนึ่งข้างหน้า ไกลๆ ก็ได้ เฟิร์นอยากให้มีคนพูดถึงเรา เหมือนอย่างที่เราพูดถึงหรือมองนักแสดงรุ่นพี่ 2 ท่านนี้


ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของใบเฟิร์นเป็นอย่างไร

ง่ายๆ ค่ะ อยู่ง่ายกินง่าย อะไรก็ได้ที่เฟิร์นไม่ต้องไปเจอผู้คนมากมาย เฟิร์นก็อยู่ของเฟิร์นกับคนหรือพื้นที่ที่เฟิร์นสบายใจ 


ใช้เวลาหมดไปกับเรื่องอะไรมากที่สุด

ดูซีรีส์บ้าง เที่ยวบ้าง (ยิ้ม)


ต้องทำงานทุกวันไหม

ไม่ทุกวันค่ะ ช่วงนี้ปิดกล้องแล้วก็โอเค เป็นช่วงที่มีเวลาว่าง


ผลงานใหม่ที่เพิ่งปิดกล้องไปเป็นอย่างไร

‘Secret Garden อลเวงรักสลับร่างมันเป็นซีรีส์เกาหลีมาก่อนค่ะ แล้วมาทำเป็นเวอร์ชั่นไทย เรื่องนี้เฟิร์นเล่นกับพี่อนันดา (เอเวอริ่งแฮม) ความจริงเรื่องนี้ถ่ายทำก่อนเรื่องหลงไฟอีกนะคะ แต่ยังไม่ได้ออนแอร์ เรื่องนี้ค่อนข้างมุ้งมิ้ง (ยิ้ม) แต่ว่ามันยากตรงช่วงที่ต้องสลับร่างกับพี่อนันดา เฟิร์นต้องเล่นเป็นเขา เล่นเป็นผู้ชาย พี่อนันดาเล่นเป็นเฟิร์น ก็ต้องมาเก็บรายละเอียดกันค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องยากอีกเรื่อง


งานถัดไปล่ะ

ก็จะมีกับช่อง One และช่อง True แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดค่ะ


ใบเฟิร์นไม่สังกัดค่ายใช่ไหม

ใช่ค่ะ


ทำงานอิสระนี่สบายหรือลำบากกว่ากัน

มันก็คนละแบบนะคะ กลายเป็นว่าเราต้องตัดสินใจเอง และดูอะไรทุกอย่างด้วยตัวเราเอง ผิดกับสังกัดช่อง ซึ่งเขาจะช่วยคิดช่วยดูแล แต่มันก็ดีตรงที่แบบ...เราก็เลือกทุกอย่างตามที่เราอยากทำเท่านั้นเอง เฟิร์นไม่รู้สึกว่าเหนื่อยกว่าหรือต่างกัน สุดท้ายเฟิร์นก็ไม่ต้องไปดูวงกว้างมากมาย หรือบงการชีวิตตัวเองอยู่แล้ว เฟิร์นแค่ทำงานวันต่อวันกับงานที่ได้รับมา แค่สนุกกับงานตรงหน้า ไม่ต้องไปคอยกังวลอะไร


ก่อนหน้านี้พูดถึงร้านของใบเฟิร์น เป็นร้านอะไรหรือ

ร้านนมค่ะ ชื่อนมประจำชั้นตอนนี้มีอยู่ 3 สาขา เฟิร์นเปิดสาขาแรกที่ Venice di Iris วัชรพล สาขา 2 ที่เอสพลานาด รัชดาฯ แล้วเพิ่งเปิดที่เดอะมอลล์ งามวงศ์วานอีกสาขาหนึ่ง


ทำไมถึงเป็นธุรกิจร้านนม

พอดีพ่อออกจากงาน และแม่ซึ่งเคยรับราชการ ก็ออกจากงานมาทั้งคู่ คนเคยทำงานน่ะค่ะ พออยู่บ้านก็จะรู้สึกว่าว่าง อยากทำร้านกาแฟ แต่เฟิร์นติงว่าร้านกาแฟคนเปิดกันเยอะแล้ว พ่อก็เลยถามความเห็นเฟิร์นว่าควรจะทำอะไรล่ะ

สมัยเรียนเฟิร์นเคยสนุกกับการกินน้ำแข็งใส นมปั่น ขนมปังสังขยาหลังมหาวิทยาลัย ก็เลยชวนพ่อกับแม่ทำ แล้วเริ่มสนุกกับธีมโรงเรียนเลย เหมือนกลับไปอยู่โรงเรียนเก่า ก็โอเคนะคะ จะพยายามทยอยเปิดเรื่อยๆ (ยิ้ม)


ที่ร้านนมประจำชั้นมีเมนูอะไรอร่อยบ้าง  

ปังภูเขาไฟ แบบที่เด็กหลัง .ชอบกินกัน แล้วก็นมร้อน นมเย็น ปังสังขยา ปังปิ้ง ง่ายๆ เลย เหมือนกลับไปสมัยก่อน


เวลาว่างที่เหลือใบเฟิร์นทำอะไรอีกบ้าง

ก็เข้าร้าน เล่นกับน้องหมา อยู่กับบ้าน หรือพาพ่อแม่ไปกินนั่นกินนี่ กินก็ใกล้ๆ บ้าน ร้านเดิมๆ (หัวเราะ)


ว่างพอจะมีแฟนหรือยัง

มีคนคุยอยู่ค่ะ (ยิ้ม) คนในวงการ เป็นข่าวมาสักพักแล้วค่ะ (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ข่าวดังอะไร เฟิร์นไม่ได้ปิดนะคะ แต่ก็ไม่อยากแบบ...เดี๋ยวจะมีคนตามขุดคุ้ย คือเล่าได้ก็เล่า (ตามข่าวที่ปรากฏในสื่อบันเทิง ท็อป-จรณ โสรัตน์ คือผู้ชายคนนั้น)


คบกันมานานหรือยัง

ยังไม่นานค่ะ เพิ่งเริ่มคุยกัน แต่พอมีคนถามเฟิร์นก็ตอบไปตามปกติ ช่วงนี้ที่คุยกันรู้เรื่องก็เลยไม่อยากจะเร่งรัดทั้งคู่


คุยกันประจำวันเรื่องอะไรบ้าง

เรื่องปกติค่ะ ไลน์อัพเดทกัน แต่ไม่ได้คุยกันตลอดเวลา เพราะต่างคนต่างทำงาน


คาดหวังอะไรจากการคบกันคุยกันหรือเปล่า

โหย...เป็นเรื่องที่ไม่กล้าคาดหวังที่สุดเลยค่ะ เพราะเฟิร์นเป็นคนที่ไม่แน่ไม่นอนที่สุดบนโลกใบนี้ ทุกอย่างที่เราเคยชอบเคยสนใจก็เปลี่ยนไปตามทุกอย่าง นี่วัดจากตัวเองนะคะ แต่ตอนนี้ พอโตขึ้น ก็คาดหวังแค่ให้มัน...อยากให้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อยากให้มันแข็งแรง ไม่อยากให้เป็นแบบวัยรุ่นที่คนทั่วไปมองว่าเป็นความหวือหวา รักง่ายหน่ายเร็ว


ทัศนคติของใบเฟิร์นในเรื่องความรักเป็นอย่างไร

เฟิร์นว่าความรักนี่มันทำให้เฟิร์นยอมตื่นเช้าเพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่งได้อย่างมีพลัง เหมือนกับรักในวิชาเรียนสักวิชาหนึ่ง เฟิร์นก็จะยอมอยากตื่นอยากแต่งตัวเพื่อไปเรียนวิชานี้ หรือรักตัวละครตัวนี้ แล้วทำให้เราไม่งอแงในความเหนื่อยทุกอย่างที่เจอมา ไม่ว่าความรักในใครสักคน หรือรักในงาน มันเป็นพลัง


เขาใส่ใจเราแค่ไหน  

เฟิร์นก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรนะคะ 


ชอบอะไรในตัวเขา

(คิด) น่าจะเป็นความสบายที่เหมือนกันมั้งคะ สบายๆ ชีวิตไม่ต้องกดดัน ไม่ได้บีบบังคับอะไรกัน


มีเรื่องอะไรที่เข้ากันได้ดีบ้าง

เราชอบคุยกันเรื่องการแสดงค่ะ ชอบคุยเรื่องวิธีการแสดงของคนนั้นคนนี้ แล้วก็คุยเรื่องหนัง เรื่องมุมมองของผู้กำกับฯ ความจริงแนวหนังที่ชอบก็ไม่ได้ตรงกันนะคะ แต่ชอบคุยเรื่องแอ็กติ้ง คุยกันรู้เรื่อง ถ้าเฟิร์นคุยเรื่องการแสดง เฟิร์นน่ะจบด้านการแสดงมา บางทีเฟิร์นก็มีวิธีคิดวิธีพูดของเฟิร์นกับตัวละครแบบนี้ แต่เขาเป็นคนที่โอเค คุยเรื่องตัวละครกับเฟิร์นได้ เข้าใจ ช่วยคิด ช่วยเกลาได้


เขาดูงานที่ใบเฟิร์นแสดง และวิจารณ์บ้างไหม

เขาดูตลอดและวิจารณ์ตลอดค่ะ แต่เขาก็ชมนะคะ ไม่ค่อยติอะไรมาก ทุกอย่างดีหมด (ยิ้ม) เขาก็รู้ว่าเฟิร์นตั้งใจทำงาน


มีที่เขาไม่ชอบบ้างไหม

เขาไม่ได้พูด เออ...อาจจะไม่บอก (ยิ้ม) แต่ยังไม่เคยบอกว่าไม่ชอบอะไร มันยังเพิ่งเริ่มด้วยแหละ เขาอาจจะยังไม่เห็น จริงๆ เฟิร์นก็ยังไม่อยากใช้คำว่าแฟนหรืออะไรหรอกค่ะ เพราะมันไม่มีอะไรที่แน่นอน


สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่มาเป็นแฟนของใบเฟิร์นมีอะไรบ้าง

หูย...ยากจังเลย (คิด) มันไม่มีอะไรห้ามได้เลยอะ ถ้ามันจะเกิด (หัวเราะ) เฟิร์นก็ต้องเจอหมดเลย แต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่อยากเจอ เหมือนคนทั่วไปแหละค่ะ อย่างเรื่องนอกใจหรือโน่นนี่นั่น แต่ว่าห้ามทำ เฟิร์นก็คงห้ามใครไม่ได้เลย พูดแล้วหวาดเสียว (หัวเราะ)


สิ่งที่ใบเฟิร์นชอบเป็นพิเศษเวลาเขาทำคืออะไร

เฟิร์นชอบคนที่ดูงาน เพราะเฟิร์นเป็นคนที่โฟกัสกับงานมาก ทุกตัวละครที่เฟิร์นเล่น รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจกับทุกนาทีที่ทำงานละคร ไม่ว่าจะเป็นใครเฟิร์นอยากให้เขาตั้งใจดู เหมือนเวลาเฟิร์นไปดูหนังเรื่องหนึ่ง เฟิร์นจะตั้งใจดูทุกอย่างที่ผู้กำกับฯ อยากเล่า พอเป็นตัวเอง เฟิร์นก็อยากให้คนตั้งใจดูทุกโมเมนต์ที่เราถ่ายทอดออกมา


ถ้าเป็นแฟนก็ต้องติดตาม

ก็คือบังคับให้ติดตามนั่นแหละค่ะ เรื่องของเรื่อง (หัวเราะ)


แล้วใบเฟิร์นดูผลงานของเขาบ้างหรือเปล่า

ดูบ้างค่ะ (หัวเราะ) ถ้าว่างเฟิร์นก็จะดูตลอด

ชอบงานแสดงของเขาไหม

ก็โอเคนะคะ เฟิร์นชื่นชมเขาในฐานะนักแสดง


คบหากันไปแบบมีอนาคตหรือเปล่า

หูย...นั่นน่ะสิ (ยิ้ม) ก็ไม่รู้ค่ะ มันไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว เฟิร์นตอบไม่ได้หรอกค่ะ พูดไปเหมือนจะเป็นการกดดันกัน แต่มันโอเคตรงที่ว่า เฟิร์นก็ได้ไปเจอที่บ้านเขา เขาก็มาเจอที่บ้านเรา คือเราทำอะไรก็อยู่ในสายตาของพ่อกับแม่


ที่บ้าน ใบเฟิร์นสนิทกับใครมากที่สุด พ่อหรือแม่

เฟิร์นสนิททั้งพ่อและแม่เลยค่ะ แต่คนละเรื่อง กับพ่อพูดได้เท่านี้ กับแม่ก็พูดได้เท่านี้ เดี๋ยวโมโห กับน้องชายก็สนิท เวลามีเรื่องอะไรเขาจะโทร.หาเฟิร์นก่อน ก่อนถึงหูพ่อกับแม่ เพราะเดี๋ยวโดนด่ายาว น้องชายนี่ตัวดีเลย (ยิ้ม)


มีเรื่องอะไรบ้างที่พูดกับพ่อไม่ได้ หรือพูดกับแม่ไม่ได้

ความจริงก็พูดได้ แต่แค่...เดี๋ยวยาว เดี๋ยวบ่นน่ะค่ะ เล่าก็เล่าไม่หมด แต่ไม่ได้ปิดบังอะไรขนาดนั้นนะคะ เพียงแต่กลัวเขาโมโห อย่างเรื่องซื้อของช้อปปิ้ง บอกพ่อว่าอย่าบอกแม่นะ เดี๋ยวด่ายาว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้านเฟิร์นจะรู้กัน รู้ทุกเรื่องในชีวิตของเฟิร์น รู้แม้กระทั่งใครมาจีบ เขาจะรู้จักหมด ทุกคน เหมือนเพื่อนเลยค่ะ ที่บ้าน เรียกฉันเรียกเธอสนิทมาก ชอบเล่นกัน บางครั้งก็เล่นเกิ๊น (หัวเราะ)


พูดถึงเรื่องช้อปปิ้ง ใบเฟิร์นช้อปฯ อะไรขนาดไหนเหรอ

จริงๆ เฟิร์นแทบไม่ช้อปปิ้งเลยนะคะ ที่บอกว่ากลัวแม่ด่าคือ เฟิร์นไม่ช้อปปิ้งแต่แม่ไม่ช้อปปิ้งกว่าเฟิร์นน่ะ และเขาจะไม่เข้าใจว่าเราซื้อรองเท้าแพงๆ ทำไม เหมือนจะเข้าใจแหละว่าเราซื้อมาใช้ทำงาน แต่ก็บ่นๆๆ (หัวเราะ) ก็เลยต้องมีการยักยอก พักเงินมาไว้ในอีกบัญชีหนึ่ง ไม่ให้แม่รู้ (หัวเราะ) แล้วจู่ๆ รองเท้าก็โผล่มาจากไหนเยอะแยะ ต้องบอกว่ามันไม่แพง ก็หลอกๆ กันไป (หัวเราะ) แม่ก็รู้แหละ แต่หลังๆ คงขี้เกียจบ่น เพราะเห็นเฟิร์นใส่ทำงานตลอด ไม่ได้ซื้อมาใส่เล่น

รองเท้าที่ซื้อ เฟิร์นก็ไม่ได้มีเยอะแยะเหมือนคนอื่นเขาหรอกนะคะ มันเริ่มจากที่เราโตมาแบบพ่อแม่ไม่ชอบช้อปปิ้ง เราก็ไม่รู้สึกว่าเราต้องช้อปปิ้ง ไม่ค่อยรู้ ดูไม่เป็น เลือกไม่เป็น ตอนหลังเองที่เฟิร์นซื้อเยอะขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดีถ้าเทียบกับคนอื่น ทุกวันนี้คนเตรียมชุดมาให้ก็ต้องเขาให้เตรียมชุดที่เข้ากับรองเท้าด้วย ซึ่งเฟิร์นมีไม่กี่คู่เอง ต้องให้เขาเตรียมชุดเข้ากับรองเท้า (ยิ้ม) ก็เป็นเรื่องลำบากของทีมเสื้อผ้าไปแทน


ต้องจัดการเรื่องเสื้อผ้าหรือการแต่งตัวเองหรือเปล่า

ถ้าต้องออกงานเฟิร์นจะมีคนคอยดูแลให้ มีคนนั้นคนนี้ที่รอบตัวให้คำปรึกษา ก็ผลักภาระให้คนอื่นไป เฟิร์นไม่ค่อยสนใจ อะไรก็ได้ พี่ว่าอย่างไหนดีก็เอามาใส่ แล้วมีช่างแต่งหน้า-ทำผมที่อยู่ด้วยกันมา พี่เขาก็รู้ ดูความเหมาะสมให้ เฟิร์นก็ไปแต่ตัว


ใบเฟิร์นสนใจเรื่องแฟชั่นบ้างไหม

น้อยค่ะ เฟิร์นเป็นคนไม่ค่อยเสพ ไม่ค่อยรู้ แต่ว่าก็ชอบดูนะคะ ดูบ้าง แต่ไม่ถึงกับอยากแต่งตัว เฟิร์นจะเรื่อยๆ แล้วแต่ว่ามีโอกาสได้ไปเจองานไหน ก็ได้ทำงานที่มันหลากหลายโดยงานของเราอยู่แล้ว เรื่องว่าจะไปดูแฟชั่นหรืออะไรไม่ค่อยมี เป็นความชอบส่วนตัวที่ไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ (หัวเราะ

  

ที่ผ่านมาใบเฟิร์นชอบช่วงเวลาไหนที่สุดของชีวิต

เฟิร์นชอบทุกช่วงเลยค่ะ เฟิร์นเป็นเด็กโชคดี สมัยเรียนมัธยมฯ อยู่กับเพื่อนๆ ก็เป็นช่วงที่สนุกมาก ไม่ต้องคิดบ้าคิดบออะไร ปัญญาอ่อน เล่นสกปรกไปวันๆ (หัวเราะ) พอโตมาได้ทำงานก็สนุก ช่วงชีวิตตอนนี้ก็ดีมากๆ ได้อยู่ในที่ที่พอใจ พ่อกับแม่มีความสุข มีเงินใช้สบายๆ ได้ร่วมงานกับคนที่เรารัก เราแฮปปี้ ดีหมดเลยค่ะ


ทุกวันนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกกังวลบ้างไหม

เดี๋ยวนึกก่อนนะคะ ถ้ามีก็คือ กลัวคนไม่ดูงาน กลัวคนไม่ชอบงาน กลัวคนบอกว่าเราเล่นไม่ดี แค่นั้นมั้งคะ ซึ่งเฟิร์นก็มั่นใจว่าตัวเองทำเต็มที่แล้ว ความกังวลนี้ก็เลยไม่ได้เป็นรูปเป็นร่าง หรือเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เฟิร์นมีแต่เรื่องงานนั่นละ panic หมกมุ่น (หัวเราะ)


ใบเฟิร์นเชื่อเรื่องศัลยกรรมหรือเปล่า

เฟิร์นเชื่อทั้งศัลยกรรมและไสยศาสตร์ ทั้งสองอย่างเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่เฟิร์นว่ามัน 50/50 นะเรื่องนี้ ทำศัลยกรรมแล้วไม่ดีก็มีเยอะ


เคยคิดอยากทำศัลยกรรมไหม

โหย...เมื่อก่อนท่องทุกวันเลยว่า...คือรู้สึกได้เลยว่าตัวเองเป็นนางเอกที่ไม่สวย คนเราต้องดูหุ่นด้วยนะ คิดว่าตัวเองไม่สวยพอที่จะเป็นนางเอก และเคยมีค่านิยมเยอะแยะเลย อย่างเช่นว่าถ้าไม่ถือกระเป๋าแบรนด์นี้แล้วจะเป็นดาราได้อย่างไร เป็นนางเอกได้อย่างไร เฟิร์นเคยมีจุดหนึ่งที่ต้องไปวิ่งตามซื้อตามคนนั้นคนนี้ ทั้งที่ตัวเองไม่ชอบ พอตัวเองไม่ชอบก็เลยรู้สึกเสียดายเงิน จนต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าทำไปแล้วมันใช่เหรอ

สุดท้ายก็ต้องถามตัวเองใหม่ว่าอยากเป็นอะไร อยากได้อะไร อยากเป็นนักแสดงที่ดี สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่วิ่งตามซื้อกระเป๋า คุณต้องเรียนแอ็กติ้งเพิ่มสิ ทุกวันนี้เฟิร์นยังเรียนแอ็กติ้งอยู่นะคะ ยังดูหนังดูซีรีส์เติมตัวเองอยู่ตลอดเวลา


แล้วเรื่องไสยศาสตร์ล่ะ

เรื่องไสยศาสตร์นี่เฟิร์นชอบฟังค่ะ ฟังแล้วสนุก ฟังแล้วจะอินอยู่พักหนึ่ง พอไม่มีคนพูดถึงก็จะลืมๆ ไป เรื่องผี เรื่องดวง หรือชื่อเราไม่ดี หรือไม่มี.ช้างจะดีกว่า หรืออะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้น่ะ ถ้าเราตั้งชื่อให้ลูกแล้วลูกไปเปลี่ยน เราก็คงเซ็งน่ะ ถ้าพ่อแม่มีความสุข ชื่อนี้ก็ต้องดีที่สุดแล้ว

เฟิร์นจะแค่หมกมุ่นอยู่ช่วงหนึ่งที่ฟัง ใครพูดเรื่องเบอร์ดี แล้วเอามาขายตอนนั้นคือเฟิร์นจะซื้อเลยนะ ถ้าเกิดทิ้งไว้สักพักเดี๋ยวเฟิร์นก็เลิกเห่อเอง ไม่สนใจ


ถ้าต้องทำศัลยกรรมจริงๆ คิดว่าจะทำอะไรอันดับแรก

ศัลยกรรมแก้ขาโก่งมีไหมคะ (หัวเราะ) ตอนนี้เฟิร์นมีปัญหามากๆ เลย เวลายืนแล้วเห็นแบ็กดร็อปข้างหลัง เห็นไฟลอดมาจากหว่างขางี้ ความจริงไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นเรื่องที่เฟิร์นโดนแซวบ่อยสุดขาโก่งหรืออีโก่งเป็นฉายา (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ โดนเพื่อนล้อ เคยถามแม่ว่า แม่อุ้มเฟิร์นเข้าเอวหรือเปล่า แม่บอก ฉันไม่เคยอุ้มเข้าเอวนะ เธอโก่งของเธอเอง เรื่องก็เลยจบ แล้วไม่เคยไปถามแม่อีก


เวลาถ่ายหนังหรือละครต้องคอยหลบขาโก่งหรือเปล่า

มันก็เห็นชัดเหมือนกันนะคะ แต่ตอนเล่นเฟิร์นต้องทำเป็นลืม ไม่สนใจ แต่เวลาไปย้อนดู โอ้โห...เห็นหมด บ้านกี่หลังๆ อยู่ด้านหลังขา ยืนโค้งเชียวลูก (หัวเราะ)

แต่เฟิร์นไม่ได้ซีเรียสนะคะ