ไม่ต้องตกใจ The Ordinary ปิดไป เราหาตัวตายตัวแทนมาให้

หลังจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว The Ordinary ประกาศยุติกิจการลงไป ก็เกิดคำถามกันมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับสกินแคร์แบรนด์นี้ 

มาทำความรู้จัก The Ordinary กันก่อนดีกว่า 

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการแหวกม่านประเพณีของการผลิตสกินแคร์ของบิวตี้แบรนด์เลยก็ได้ เมื่อแบรนด์เล็กๆ อย่าง The Ordinary ได้ริเริ่มผลิตสกินแคร์ในปี 2016 ที่มีจุดขายที่เน้นการใส่ส่วนประกอบที่คาดหวังผลลัพธ์ได้สูง แต่ราคามิตรภาพ และบรรจุภัณฑ์ของ The Ordinary นั้นเหมือนกันแทบจะทุกสูตร ไม่เหมือนกันเพียงแค่ฉลากที่บ่งบอกว่ามีส่วนประกอบของอะไรบ้างเพียงเท่านั้น  

หลายคนอาจจะมองว่าแพ็กเกจแบบนี้ทำให้สินค้าดูไร้ค่าหรือไม่ แต่กลับกันโดยสิ้นเชิง แพ็กเกจง่ายๆ แบบนี้กลับเป็นการบ่งบอกถึงความละเอียดลออในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้ใช้ที่จะต้องเลือกและศึกษาหาข้อมูลก่อนซื้อ บวกกับความมินิมัล ทำให้กลายเป็นจุดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์ที่ส่งให้แบรนด์ The Ordinary กลายเป็นที่นิยมเพียงข้ามปี และได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

แต่ข่าวร้ายก็เกิดขึ้น เมื่อ Brandon Truaxe ผู้ก่อตั้งแบรนด์ The Ordinary ได้โพสต์วิดีโอลงใน Instagram ประกาศหยุดกิจการ แม้ในวิดีโอ Brandon Truaxe จะพูดเหมือนสับสนอยู่หน่อยๆ และพาดพิงไปถึงเรื่อง LVHM, Hyatt, ZARA, H&M; แต่คนจริงโพสต์แล้วก็ปิดร้านจริง และได้แต่ทิ้งคำถามไว้มากมาย  

แต่ไม่เป็นไรเมื่อ The Ordinary ปิดไป เราหาแบรนด์ตัวตายตัวแทนมาให้แล้ว กับแบรนด์ The Inkey List 

อีกหนึ่งแบรนด์ที่คุณภาพพรีเมียมแต่ราคาติดดินกับ The Inkey List ที่ก่อตั้งโดย Colette Newberry และ Mark Curry ที่มีเบื้องหลังมาจากสายบิวตี้กันอยู่แล้ว โดย The Inkey List เริ่มปล่อยผลิตภัณฑ์ล็อตแรกออกมา 15 ชิ้น รูปแบบพื้นฐานที่พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง ในราคาที่จับต้องได้ โดยทั้งคู่ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Ordinary 

อีกหนึ่งความน่าสนใจของ The Inkey List คือทั้งคู่ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุกับคำศัพท์เฉพาะทางเพื่อให้สกินแคร์ดูแฟนตาซีและยกราคาให้สูงขึ้น เช่น กรดไฮยาลูโรนิก ก็เขียนหน้าขวดว่า กรดไฮยาลูโรนิก เพียงเท่านี้

และทั้งคู่เล่าว่าอีกเคล็ดลับที่ทำให้ The Inkey List สามารถกำหนดราคาได้สมเหตุสมผล “เราจะการดีลกับซัพพลายเออร์วัตถุดิบโดยตรงเท่านั้น เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่คุณภาพดีและราคาสมเหตุสมผลมากที่สุด นอกจากนี้ถ้ามีส่วนผสมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเราจะได้เป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่จะได้มันมาทดลอง และเราเลิกใช้คำพูดที่ดูสวยหรูมากรอกหูใส่ผู้ใช้ แต่เราใช้คุณภาพของสินค้าเพื่อให้ผู้คนได้รู้จักตัวผลิตภัณฑ์ของเรา” 

แม้ว่าหลายคนอาจจะเสียใจกับการปิดตัวลงของ The Ordinary แต่เมื่อดูจากกระแสเทรนด์การบริโภคผลิตภัณฑ์บิวตี้แล้ว แบรนด์ในรูปแบบ Hi-Low (คุณภาพเยี่ยม ราคาเป็นมิตร) ก็ผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Glossier, Beauty Pie หรือ Lixir ที่พร้อมจะเป็นตัวเลือกในตลาดบิวตี้อีกมากมาย