The Next Chapter - คลาวเดีย จักรพันธุ์

12.11.18 70 views

เห็นด้วยกับเราไหมว่า กาลเวลาไม่สามารถพรากภาพจำที่เรามีต่อบุคคลบันเทิงหลายๆ คนลงได้ และ ‘คลาวเดีย จักรพันธุ์’ คือหนึ่งในหลายๆ คนที่เรานึกถึง เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สาวน้อยราชนิกูลลูกครึ่งไทย-อิตาเลียนคนนี้เคยสร้างความสุขผ่านละครหลายต่อหลายเรื่องอย่างไร บุคลิกร่าเริงและน้ำเสียงสดใสของเธอก็ยังทำหน้าที่ได้ดีไม่เคยเปลี่ยน แม้คลาวเดียจะเว้นวรรคจากการแสดงไปพักใหญ่ แต่ในปีนี้ที่เธอกลับมารับหน้าที่นักแสดงเต็มตัวอีกครั้ง รับประกันว่า คุณจะต้องหลงรักภาคต่อของเธออย่างแน่นอน

แม้การกลับมาในครั้งนี้ของคลาวเดีย จักรพันธุ์ จะถูกเปิดตัวด้วยข่าวคราวความรักครั้งใหม่ของเธอกับออง ทีฮา แฟนหนุ่มนักธุรกิจพันล้านชาวพม่า ที่หลายคนร่วมลุ้นไปกับความรักของทั้งคู่มายาวนานร่วม 10 ปีว่าจะมีข่าวงานวิวาห์เมื่อไร แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือหลายๆ บทบาททางการแสดงที่คลาวเดียเลือกรับมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบทครูอั้ม ต้นเหตุความรุนแรงแบบจิตหลุดที่ปะทะอารมณ์สุดเดือดกับแนนโน๊ะ ในซีรีส์สุดฉาวแห่งปีอย่าง เด็กใหม่ Girl from Nowhere หรือบทของออม พี่สาวคนโตในบรรดาสามใบเถาแห่งซีรีส์ The Deadline ที่นอกจากจะต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานตามประสาเวิร์กกิ้งวูแมนแถวหน้าแล้ว ยังต้องหาทางมีลูกให้ได้ในวัยเฉียด 40  บางบทห่างไกลตัวตน บางบทก็เฉียดใกล้ชีวิตจริง แล้วเนื้อแท้ของคลาวเดีย จักรพันธุ์ ในตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง มาอัพเดตไปพร้อมกัน


เห็นได้ชัดว่าปลายปีนี้คุณเริ่มมีงานโดนๆ ออกมาให้เห็นหลายชิ้นเลย

ตอนนี้กลับเข้ามาวงการเต็มตัว หลังจากหายไปช่วงนึง ซึ่งก็โชคดีที่พอกลับมาก็เริ่มมีโอกาสได้แสดงงานดีๆ ปีนี้ที่ออนแอร์ 2 เรื่องคือ เด็กใหม่ Girl from Nowhere คะเดียเล่นเป็นครูจิตหลุด บ้าๆ หน่อย กับอีกเรื่องที่กำลังฉายทาง Line TV คือ The Deadline ซึ่งบทที่คะเดียได้รับทั้ง 2 เรื่องโดนมาก บทโรคจิตก็ชอบ มันมีอะไรที่ท้าทายให้เล่น ค่อนข้างเป็นบทที่ลึก เล่นยาก แต่ว่าเราชอบ เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนังแนวโรคจิตๆ อยู่แล้ว ดูตลอด เลยมีความรู้สึกว่าดีใจมากที่มีโอกาสได้เล่นบทนี้ ใช้เวลาถ่ายทำแค่ 2 วัน ถ่ายกันบู๊มาก วันแรกถ่ายถึงตี 3 ส่วนวันที่ 2 เสร็จเร็วหน่อย เป็นอะไรที่มันมาก แต่ว่าค่อนข้างเหนื่อย เพราะอินเนอร์มันแรงมาก ค่อนข้างบ้า ร้องไห้เยอะ มีฉากที่ต้องใช้พลังเยอะ 

ส่วน The Deadline ก็เป็นเรื่องที่คะเดียชอบมาก ตอนแรกที่เห็นบทยังคิดเลยว่าถ้าเขาเลือกเราจะดีใจมาก เพราะบทเขียนออกมาค่อนข้างเรียล ซึ่งผู้กำกับเขียนบทออกมาได้ดีมาก เป็นเรื่องราวของผู้หญิง 3 คนพี่น้อง ที่แต่ละคนมีเดดไลน์ของตัวเอง หลักๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย การใช้ชีวิต และการให้กำลังใจกันของพี่น้อง 3 คน ด้วยความที่ภาษาที่ใช้หรือกระทั่งวิธีการดำเนินเรื่องค่อนข้างเรียลมาก ทำให้ผู้กำกับต้องกำชับเรื่องแอ็กติ้งของคะเดียตั้งแต่เข้าฉากในตอนแรกว่า “ผมขอให้พี่คลาวเดียเล่นแบบไม่เล่น” เราก็คิดในใจว่าเราเล่นโอเครึเปล่า เราเล่นเวอร์ไปเหรอ ด้วยความที่การเล่นละครในสมัยก่อนต้องเล่นใหญ่หน่อย แต่พอมาเล่นซีรีส์ในสมัยนี้ทำให้เรารู้สึกหลงรักการแสดงแบบต้องใช้อินเนอร์ที่ค่อนข้างลึกขึ้น เราไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาเยอะ 

สมมติในบทเขียนว่าออม (ชื่อตัวละครที่คลาวเดียรับบทในเรื่อง) ต้องร้องไห้อย่างพีกเลย เราก็ร้องไห้ออกมาเต็มที่ ผู้กำกับบอกว่าอยากให้เหมือนน้ำตามันไหลออกมาเองโดยที่เราไม่ได้ร้อง เราก็โอเค เอาตามนั้น พอเราเล่นออกมาให้เหมือนกับคนที่กำลังช็อกแล้วน้ำตาไหลออกมาเองโดยที่เราไม่ตั้งใจร้อง พอไปดูมอนิเตอร์ แล้วมีความรู้สึก เออ แบบนี้ดีนะ ชอบ อีกอย่างที่ชอบในเรื่องนี้คือแคสติ้งดีมาก ทั้ง 3 พี่น้องเข้าขากันได้ดีมาก ตัวน้องนิ้ง ซึ่งรับบท เอย น้องคนสุดท้องที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็จะมีความกวนอยู่ในบท ซึ่งคาแร็กเตอร์ของนิ้งเองมีความคล้ายกับเอยอยู่แล้ว ส่วนฝนที่เล่นเป็นน้องคนกลางก็มีความเป็นน้องคนกลางในตัวเองสูง ยิ่งบทพ่อได้พี่เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ มาแสดง โอ้โห คือเยี่ยมเลย พอเราเจอรุ่นใหญ่ตัวจริงที่มาเพื่อการแสดง เราเลยมีความรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากเลยนะที่เรามีแคสติ้งในเรื่องนี้ที่ดี นักแสดงทุกคนซัพพอร์ตกัน และก็เป็นงานแบบใหม่ซึ่งเราไม่ได้เล่นแบบนี้เท่าไรนัก พอมาดูงานตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นหนึ่งในงานดีที่เราชอบ อยากให้คนดูเยอะๆ จังเลย แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนจะดูเยอะมากมาย อย่างน้อยเราได้เล่นผลงานที่ดีเรื่องนึงและเป็นงานที่เราภาคภูมิใจ

 

แสดงว่าการแสดงในยุคนี้ต่างไปจากยุคก่อนที่คุณเคยผ่านมา

ซีรีส์สมัยนี้มีความสมัยใหม่ขึ้นมากกว่าละครที่คะเดียเคยเล่นเยอะอยู่แล้ว ก็อยู่ที่เรื่องราวด้วยว่าจะดำเนินไปยังไง ผู้กำกับต้องการให้เป็นแบบไหน ภาพรวมของผู้จัดเป็นแบบไหน เราเป็นนักแสดงก็ต้องเดลิเวอร์ทุกอย่างที่เขาต้องการให้ได้ เรื่องไหนที่ต้องเล่นใหญ่กว่าปกตินิดนึง เราก็ต้องทำให้ได้ อย่างปีหน้าคะเดียก็จะมีผลงานอีกเรื่องคือ มหัศจรรย์รักข้ามกระดาษ รับบทป้าแวนด้า นักเขียนการ์ตูนที่มีปัญหาความจำเสื่อม จำคนอื่นไม่ได้นอกจากหลานตัวเอง เรื่องนี้จะแฟนตาซีนิดนึง คือพระเอกหลุดออกมาจากการ์ตูน แอ็กติ้งอาจจะคนละแบบกับ The Deadline คือต้องเล่นใหญ่ขึ้นมานิดนึง
ซึ่งก็สนุกเหมือนกัน 


จะเรียกว่านี่เป็นการกลับมา หรือที่จริงคุณก็รับงานแสดงอยู่เรื่อยๆ แต่คนไม่ค่อยรู้

มีช่วงนึงหายไปนานจริง แต่ก็กลับมาได้สัก 3-4 ปีแล้ว เมื่อ 5-6 ปีที่ก่อน เคยเล่นละครเรื่อง นางโชว์ ทางช่อง PPTV แล้วก็มาเล่น Princess Hours ทางช่อง True4U จริงๆ ก็มีงานต่อเนื่อง แต่คนอาจจะยังไม่ได้เห็นเยอะ ด้วยความที่ค่อยๆ หยอดตรงนั้นทีตรงนี้ที อาจจะมีช่วงปลายปีนี้ที่ออนแอร์ชนกัน 2 เรื่อง คนก็เลยเริ่มที่จะเห็นเยอะ และนึกขึ้นได้ว่าคะเดียกลับมารับงาน เพราะบางคนคิดว่าเราหายไปนานอาจจะเลิกรับงานตรงนี้ไปแล้ว 


ช่วงที่เบรกไปนาน เคยคิดไหมว่าอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นนักแสดงอีกแล้ว

จะพูดยังไงดีล่ะ ถ้าพูดถึงงานที่เราอยากทำก็คืองานนี้ แต่ตอนที่ไปอยู่อเมริกานานๆ ก็ยังไม่ได้คิดไกลถึงขั้นนั้น ที่ไปก็เพราะแฟนอยู่ที่โน่น มาเริ่มรู้ตัวอีกทีว่าอยากกลับมาทำงานนี้ก็ตอนที่แฟนย้ายกลับมาเอเชีย พอเราเริ่มมีงานนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยมีความรู้สึกว่าเราเริ่มอยากกลับมาตรงนี้เต็มตัว ซึ่งจริงๆ แล้วเราคิดถึงงานแสดงมาก อาชีพนี้มันสนุก เราได้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง แล้วบางครั้งการที่เราก็ต้องเหมือนเป็นคนคนนั้นจริงๆ ก็ทำให้ได้แง่คิดหลายๆ อย่างกลับมาปรับใช้กับชีวิตจริงของเรา


ที่บอกว่าหลายๆ บทสอนเรา อย่างบทออม ใน The Deadline ที่อยากมีลูกมาก ด้วยวัยของคุณตอนนี้ นึกอยากมีลูกอย่างในซีรีส์รึยัง

จริงๆ ก็คิดไว้เหมือนกัน แต่ไม่อยากจะ Push แฟนขนาดนั้น เคยคุยกันเรื่องนี้และมีความคิดว่าอยากไปฝากไข่เหมือนกัน แต่ว่าตัวเขาเองยังไม่อยากมีเร็วๆ นี้ เพราะเขายังต้องเดินทางไปทำงานเยอะมาก อยากให้นิ่งกว่านี้ก่อน ส่วนเราเองก็ไม่ใช่แบบฉันอยากมีลูกแล้ว ท้องเลย คลอดเลยภายในปีนี้ ยิ่งเรากลับมาทำงานด้วย กำลังสนุกกับงานด้วย คือก็รู้วัยตัวเองว่าอายุ 38 แล้ว ค่อนข้างแก่สำหรับการมีลูก ก็คงรอดูอีกสัก 2-3 ปี 


นอกจากสนุกกับการกลับมาแสดงแล้ว จริงๆ ถึงกับต้องเคาะสนิมใหม่เลยไหม

ตอนเข้าฉากแรกก็จะตื่นเต้น เพราะไม่ได้เล่นนาน แต่ก็ไม่เชิงว่าลืมไปทั้งหมด คือพอเล่นก็เล่นได้อยู่แล้ว และด้วยความที่เราเป็นคนค่อนข้างทำการบ้านเยอะ อย่างถ้าต้องถ่ายวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะมีกี่ซีน เราก็จะจำเอาไว้ทั้งหมด เราไม่มีการไปอ่านหน้าเซ็ต เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักแสดงคือการวิเคราะห์บท เราต้องวิเคราะห์คาแร็กเตอร์ของเราให้ได้ ต้องรู้ว่าทำไมฉากนี้ ตัวละครถึงต้องทำแบบนี้ ด้วยความที่เราทำการบ้านเยอะ เลยค่อนข้างมีความมั่นใจในระดับนึง แล้วสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยคะเดียเด็กๆ ที่ไม่มีการ เฮ้ย เดี๋ยวเรามาเวิร์กช็อปแอ็กติ้งกันนะ คือสมัยนี้ดีมากที่ก่อนเปิดกล้องจะมีเวิร์กช็อปนักแสดง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เรารู้ว่าคาแร็กเตอร์ตัวละครของเราเป็นยังไงแล้ว บางครั้งครูก็จะเซ็ตฉากที่ไม่มีในเรื่องขึ้นมา ให้เหมือนกับว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นจริง แค่ไม่ได้อยู่ในเรื่อง ซึ่งก็จะช่วยเราได้อีกชั้นหนึ่งให้มีความลึกในบทว่าเราเคยผ่านตรงนี้มานะ 

คะเดียเลยรู้สึกว่าการเรียนแอ็กติ้งสำคัญมาก ตอนนี้คะเดียก็ยังเรียนอยู่ เพราะการเรียนเป็นการพัฒนาให้ฝีมือของเราดีขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีนักแสดงคนไหนที่เก่งแล้ว พอแล้ว เพราะอย่าลืมว่าอีกหน่อยเราก็ต้องไปเจอบทแบบอื่น การเรียนเป็นการทำให้เราได้ฝึกวิทยายุทธ ได้ฝึกความคิด ฝึกการแสดงออก คะเดียถือว่ามันจำเป็น ยิ่งช่วงที่ละครเว้นไป 3 เดือน 5 เดือน ถ้าเรามัวแต่ไปลั้นลาๆ พอจะเปิดกล้องเรื่องใหม่ก็ต้องเริ่มต้นจูนตัวเองอีกรอบ จะดีกว่าไหมถ้าในระหว่างนั้นมีคอร์สอะไรน่าสนใจ แล้วเราไปเรียน ก็ทำให้เราได้ฝึกฝนในช่วงว่าง ไม่ว่านักแสดงคนไหนก็ตามคะเดียคิดว่าเรียนได้หมด ยิ่งเป็นคอร์สที่ได้เรียนกับคนอื่นเยอะๆ อาจจะมีเด็กใหม่หรือเด็กที่กำลังมา หรือแม้แต่คนที่ยังไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนก็ตาม คือแอ็กติ้งเป็นการเรียนรู้ตัวเอง ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน เจอกับใคร แล้วจะแสดงออกมาอย่างไร พอเราไปเรียนแล้วได้ทำเวิร์กช็อปก็จะได้อะไรกลับมาจากเพื่อนร่วมคลาสไม่ว่าจะคนเก่าหรือคนใหม่ เหมือนทุกคนสามารถถ่ายทอดให้กันและกันได้ 


คุณเรียนจบมาทางด้านการแสดงรึเปล่า

เปล่าค่ะ คะเดียจบศิลปกรรมศาสตร์ เอกนาฏศิลป์ตะวันตก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการซึมซับโดยประสบการณ์ เพราะคุณอยู่ในวงการมาตั้งแต่อายุ 12 ปี

เล่นละครเรื่องแรกตอนอายุ 11 ปีด้วยซ้ำ อาจจะเพราะคลุกคลีกับวงการนี้ แล้วสมัยก่อนมันไม่มีเรียนการแสดง เต็มที่ก็มีเปิดสอนที่คณะอักษรศาสตร์ ซึ่งคะเดียเคยไปเข้าคอร์สอยู่คอร์สเดียว ดังนั้นนักแสดงสมัยนี้ถือว่าโชคดีมาก เดี๋ยวนี้โลกของการเข้ามาเป็นนักแสดงเปิดกว้างขึ้น มีคอร์สต่างๆ ให้เรียนรู้มากมาย ทั้งการแสดง บุคลิกภาพ การเต้น การร้อง ทำให้เด็กรุ่นใหม่สามารถวางพื้นฐานตัวเองได้ก่อนเข้ามาเจองานจริง


ตอนอายุ 11 ปี คุณเข้าวงการด้วยความรู้สึกแบบไหน 

ตอนแรกถ่ายโฆษณาก็สนุกดีนะ เพราะเราเป็นลูกคนเดียว เป็นเด็กกิจกรรม อยู่แล้ว ฉะนั้นจะไม่ชอบอยู่บ้าน แม่ก็จะจับให้ไปเรียนบัลเลต์ เรียนแจ๊ส เรียนแท็ป เรียนเปียโน โน่นนี่นั่น


ซึ่งคุณชอบอยู่แล้ว ไม่ฝืน

ไม่ฝืน เพราะว่าได้ไปเจอเพื่อน ได้ไปเรียน ไม่ชอบอยู่บ้านคนเดียว เบื่อ แล้วพอตอน 9 ขวบ ก็มีแมวมองมาตามหาเด็กที่เต้นบัลเลต์ได้ เพื่อถ่ายโฆษณานมยี่ห้อหนึ่ง เขาก็เลือกเราไปถ่าย ก็เริ่มจากตรงนั้น จากนั้นก็มีงานเดินแบบของเด็กๆ ค่อยเริ่มมาเล่นหนัง แล้วก็ละคร พอเล่นละครงานก็เริ่มเยอะก็เลยยิงยาวไป 10 กว่าปี


ตอนไหนที่รู้สึกว่ารักอาชีพนี้ 

ตอนที่ทำงานสมัยเด็กๆ ก็ชอบอยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนชอบการแสดง แต่พอเป็นวัยรุ่นก็เริ่มมีความเหนื่อย เพราะตอนนั้นงานเยอะมาก พอโตขึ้นมาหน่อย ช่วงอายุ 18-19 ปี เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยก็จะรู้สึกว่าฉันชอบอาชีพนี้มาก โดยเฉพาะการแสดงที่ชอบที่สุด เพราะเป็นอะไรที่น่าค้นหา แล้วเราก็ได้เล่นเป็นคนที่ไม่ใช่เรา พอกลับมาแสดงเต็มตัวอีกครั้งในวัยนี้ที่เราเริ่มแก่ขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น เลยยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เรารักมากงานหนึ่ง ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำงานนี้ไปเรื่อยๆ


ตอนเริ่มเข้าวงการ นามสกุลของคุณมีผลต่อการเป็นดาราแค่ไหน

ที่จริงตอนเด็กๆ ก็ไม่ค่อยมีนามสกุลอย่างนี้เข้าวงการเท่าไร ช่วงแรกญาติๆ ก็บ่นเหมือนกันว่าทำไมถึงเต้นกินรำกิน ค่อนข้างเจอมาหนักและต้องสู้กันพอสมควรในช่วงแรก บางทีญาติๆ ก็มักจะถามคุณแม่ว่าจะดีเหรอ แล้วเรื่องเรียนหนังสือล่ะ เพราะมีช่วงหนึ่งที่งานเราเยอะมาก ทำให้ต้องออกมาเรียนพิเศษ แต่พอเราสอบเข้าจุฬาฯ ได้ตอนอายุ 15 ความเป็นห่วงของญาติๆ ก็ค่อนข้างเปลี่ยนไป แต่ถามว่าสมัยนั้นก็ยังไม่ค่อยมีคนเข้ามาทำงานในวงการเยอะเท่าไร ซึ่งสำหรับคะเดียเองรู้สึกดีที่เราทำงานหาเงินได้ตั้งแต่เด็ก เป็นงานสุจริตงานหนึ่ง และเป็นงานที่เรารัก ขนาดโตมาจนตอนนี้เราก็ยังสามารถทำงานนี้ได้อยู่ 


แต่คุณก็มีคุณแม่สนับสนุนมาโดยตลอด

คุณแม่น่ารักมาก เขาสนับสนุนเราด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่างที่บอกว่าพาไปเรียนร้องเพลง เรียนเต้น ในขณะเดียวกันคุณแม่ก็จะห้ามเราทิ้งการเรียน เขาจึงจัดคิวโหดๆ 7 วันอัดแน่นให้คะเดีย เดี๋ยวเสร็จงานนี้ปุ๊บ ตอนบ่ายเธอต้องไปเรียนพิเศษ เสร็จแล้วต้องไปตรงนั้นตรงนี้ต่อ คือคุณแม่จะ Concern เรื่องการเรียนมาก เพราะตัวเขาเองก็เป็นเด็กจุฬาฯ ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ถ้าไม่มีเขา เราอาจจะไม่ได้เข้าจุฬาฯ ต้องขอบคุณคุณแม่ด้วย


แล้วตัวคุณเองในวัยนั้นไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักเกินไปเหรอ

หนัก และสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองขาดมาก ณ ตอนนั้นคือเราไม่มีชีวิตวัยรุ่นปกติ เราเติบโตมากับกองถ่าย หลังอายุ 11 ปีพองานเราเยอะๆๆ ต้องไปกองถ่ายตลอด เราก็ไม่มีเวลาที่จะใช้กับเพื่อนเท่าไร เอาเป็นว่าชีวิตมัธยมฯ ต้นมีอยู่แค่ ม.2 เทอมต้น นอกนั้นเป็นการเรียนพิเศษ พอเข้าจุฬาฯ ได้ปุ๊บ คะเดียบอกคุณแม่เลยว่าขออยู่รับน้อง เพราะไม่เคยมีชีวิตมัธยมฯ ปลายเลย ช่วยเติมตรงนี้ให้หน่อย แม่ก็เข้าใจ จากคิวโหดก็ปรับมาเป็นหลังจากรับน้องเสร็จ ค่อยไปถ่ายละครต่อ (หัวเราะ) คุณแม่ขยันรับงานมากค่ะ ถ้าเป็นลูกสาวเองอาจจะรับได้ไม่เยอะขนาดนี้ เพราะเรามีความรู้สึกว่าบางทีเหนื่อยไป ถ้าเราจะต้องวิ่งงาน แต่ชีวิตในวงการก็มีจังหวะของมัน คนที่อยู่ในวงการบันเทิงคงไม่สามารถมีชีวิตขาขึ้นหรือมีงานเยอะได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว 


คุณกลัวตัวเลขของวัยที่กำลังจะเปลี่ยนแค่ไหน

วันเกิดในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะอายุ 39 ปีแล้ว ยังมีลูกโป่งเลข 39 ในงานวันเกิดได้อยู่ แต่ปีหน้าถ้าใครจัดลูกโป่งเลข 40 มาให้นี่โกรธเลยนะ (หัวเราะ) คือมันก็จะมีความรู้สึกว่าเราแก่ขึ้นระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแก่มาก ด้วยความที่เรายังไม่มีลูกมั้ง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีเลเซอร์ ทำหน้า ยิ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้แก่ช้าลง แล้วด้วยไลฟ์สไตล์ของเราหรือแม้แต่เพื่อนที่ต่อให้เป็นคุณแม่แล้วก็ตาม ก็ไม่เหมือนผู้หญิงสมัยก่อน เรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่แก่ขนาดนั้น เป็นเพราะใจด้วยมั้ง เลยไม่กลัวความใกล้ 40 ปีของเรา ยิ่งในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้คะเดียชอบตัวเองที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ยิ่งใกล้ 40 เรายิ่งมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดอะไรไกลขึ้น มองโลกในอีกแบบนึง แม้วัยจะมาพร้อมความแก่ แต่ก็มาพร้อมความคิดที่ดีขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มองโลกกว้างขึ้น ละเอียดขึ้น รอบคอบขึ้น ซึ่งก็เป็นความสวยงามอีกแบบเหมือนกัน 


หรือเพราะการที่คุณกลับมาทำงานเต็มตัวอีกครั้งจะมีส่วนในทัศนคตินี้

การทำงานทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า หรือถึงคะเดียจะว่างก็มักหาอะไรทำ เดี๋ยวไปออกกำลังกายตรงนี้ ไปกินกาแฟกับเพื่อนตรงนั้น กลับบ้านมาทำอาหารให้แฟน รู้สึกอยากให้ตัวเองยุ่งอยู่ตลอดเวลา พอถึงเวลาที่เราทำงาน ถึงจะเป็นช่วงถ่ายละครที่ตัวเองเหนื่อยมากๆ ก็เป็นความเหนื่อยที่มีคุณค่า คะเดียคิดว่าการทำงานสำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้หญิงบางคนคิดว่าเราแต่งงานมีสามีแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำงานก็ได้ แต่เชื่อเถอะ ถ้าเราทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก งานใหญ่ งานน้อย งานนิดแค่ไหน เราจะมีคุณค่ากว่าการอยู่เฉยๆ แฟนเราก็จะเกรงใจเรามากกว่าด้วย คะเดียไม่ได้ทำงานเพราะต้องการที่จะรวย แค่รู้สึกว่าต้องมีอะไรทำเพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ยิ่งพอใกล้ 40 ก็เริ่มอยากทำอะไรเป็นของตัวเองเหมือนกัน คะเดียเชื่อว่าคนวัยนี้ส่วนมากจะอยากมีอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง ถึงจุดนึงคะเดียก็ต้องมีตรงนั้นอีกอย่างนึงควบคู่กับงานแสดง ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงคิดและปรึกษาแฟน เขาก็จะบอกว่าบี๋ อย่าทำเลย อันนี้ไม่ดี เราก็ต้องค่อยๆ คิดต่อไป


แฟนคุณทำธุรกิจอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ตอนนี้กำลังทำโปรเจ็กต์โซลาร์ที่พม่า แล้วก็มีโปรเจ็กต์ที่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอีกหลายที่


อยู่คนละแวดวง ทำไมถึงเข้ากันได้และรักกันมา 10 ปี

คงเพราะมีไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนเหมือนกันมากขนาดนั้น เพราะถ้าเป็นคนเหมือนกันมากๆ มาอยู่ด้วยกันคงตีกันน่ะ อย่างความชอบในศิลปะของเราสองคน ที่คะเดียชอบเล่นเปียโนมาก ถ้าว่างปุ๊บจะต้องซ้อมเปียโนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ซึ่งเขาเล่นไม่ได้ แต่ก็จะชอบฟังในขณะเดียวกันเขาก็จะเป็นคนที่เก่งในอีกแบบ ที่เราไม่ได้เก่งอย่างเขา นั่นทำให้เราอยู่ด้วยกันแล้วไม่ตีกัน แต่ช่วงแรกที่คบกันก็มีตีกันบ้างตามประสาคน 2 คนที่เพิ่งมาอยู่ด้วยกัน แต่พอผ่านระยะเวลามาด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วง 7-8 เดือนหลังมานี้แทบจะไม่ทะเลาะกันเลย เหมือนกับเป็นกราฟขึ้น ที่อยู่ดีๆ ก็ดีมากในปีที่สิบที่รักกัน ซึ่งก็แปลกมากที่มันเกิดขึ้น เราทั้งคู่ยังมีความรู้สึกคิดถึงกันเหมือนเดิม เขาไปทำงานที่พม่าแค่ 2 คืนก็คิดถึงกันแล้ว หรือบางทีเพิ่งออกไปทำงานได้แป๊บเดียวก็เท็กซ์มาแล้วว่า Miss You ก็แปลกดี 


มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษไหม

โชคดีที่คะเดียกับเขาเป็นคนชอบอะไรคล้ายๆ กัน ไลฟ์สไตล์เลยไม่ได้แยกออกไปจากกันเยอะ จนทำให้เราต้องอยากแยกไปอยู่กับเพื่อน ถ้าเขาว่างเราสามารถอยู่กับเขาได้ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกเบื่อกันเลย


ดูเหมือนปีนี้จะเป็นปีที่มีชีวิตชีวา

เป็นปีที่ดีปีนึงเลย


ปีหน้าตั้งเป้าอะไรไว้ไหม

ตั้งใจทุกปีว่าจะต้องดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก พอเริ่มแก่จะเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ได้เท่าใจ อย่างตอนเด็กๆ เวลาไปเที่ยวกับเพื่อน กินไวน์ได้เป็นขวด แต่เดี๋ยวนี้หันมาดื่มเป็นแก้ว จิบไวน์แดงเบาๆ เหล้าไม่ดื่มแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมาจะคุยกับแฟนตลอดว่าที่รัก ปีหน้าเราต้องดื่มกันให้น้อยลง และออกกำลังกายให้เยอะขึ้น ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น และคิดว่าปีที่จะถึงนี้ก็เช่นกัน เรื่องงานเราตั้งใจอยู่แล้ว แต่สุขภาพก็สำคัญมากเช่นกัน