The Immortal Me - อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม

23.07.18 322 views

เมื่อสองปีก่อนเรารู้จัก ‘อนันดา’ ในบทบาทของขุนพันธ์ วีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรมให้กฎหมายไทยซึ่งนอกเหนือจากตัวละคร ขุนพันธ์ ที่มีคาถาอาคมฟันแทงไม่เข้าแล้ว อนันดาในวัย 36 ปีก็ดูจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน ริ้วรอยหรืออายุที่มากขึ้นไม่สามารถทำให้สาวๆ เทใจให้เขาน้อยลงเลย แม้จะผ่านงานทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังมามาก แต่ก็เป็นระยะเวลากว่า 3 ปีที่หนุ่มคนนี้ห่างหายไปจากงานแสดง กลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่หนังที่เป็นภาคต่อ แต่หลายๆ องค์ประกอบในชีวิตของเขาก็ดำเนินมาถึงภาคต่อเช่นกัน อยู่ที่ว่าภาคนี้จะน่าจดจำเท่าภาคแรกไหม


ขุนพันธ์ ภาคนี้แตกต่างจากภาคแรกอย่างไร

สำหรับภาคนี้ก็แตกต่างหลายอย่างนะครับ ด้วยฉากแอ็กชั่นในรอบนี้พี่โขมเขาอยากให้มันสมจริงขึ้น เช่น จะยิงก็ควักปืนขึ้นมายิงเลย พวกที่เป็นระเบิด ไฟปืนเอยก็พยายามจะให้มันเป็นเอฟเฟ็กต์จริงเพื่อให้คนดูมีความรู้สึกใกล้ชิดกับแอ็กชั่นมากขึ้น ตัวละครของ ขุนพันธ์ เองก็เปลี่ยนไปด้วย คือเราคุยกันว่าอยากเห็น ขุนพันธ์ เวอร์ชั่นที่เป็นคนมากกว่าภาคแรก ซึ่งพอท่านมีตัวตนจริงๆ เราก็เกร็งว่าเราจะสามารถถ่ายทอดตัวตนของท่านออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ในภาคแรกจะโฟกัสไปที่ตำนานของท่านไปซะเยอะ ท่านก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ความยุติธรรม แต่รอบนี้เราอยากให้ท่านมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น นอกเหนือจากฉากบู๊ก็จะมีเรื่องของความรักด้วย มีมุมโรแมนติก มุมชอบฟังเพลง ตัวละครของ ขุนพันธ์ ในภาคนี้ก็จะมีสีสันมากขึ้นครับ

เห็นบอกว่าเล่นภาคที่แล้วเหนื่อยมาก แล้วภาคนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

สมมติว่าถ้าเขาทาบทามให้เล่นภาคสองต่อเนื่องจากภาคแรกเลย ผมคงต้องขอเวลาคิดดูก่อน อาจจะถึงขั้นปฏิเสธด้วยซ้ำ (หัวเราะ) คือผมยอมรับว่ามันเหนื่อยจริง มันรู้สึกว่าพอปิดกล้องนี่คือร่างพังเลย แล้วมันไม่ใช่เหนื่อยแบบปกติ มันเหนื่อยแบบท้อ แต่ละโลเคชั่นที่เราไปถ่ายมันก็ถ่ายยาก ชุดก็วุ่นวาย ทุกอย่างมันคัน มันสกปรกไปหมด พูดไม่ถูกเลย มันเหมือนจะทำอะไรหรืออยู่ตรงไหนก็รู้สึกไม่สบายตัว เหนียวตัว ร้อนไปหมด ตอนท้ายๆ เรื่องความอดทนของเรามันเริ่มจะหายไป พอผู้กำกับสั่งคัตแล้วคนเข้ามารุมมาจับเสื้อนู่นนี่ เราก็ทำได้แค่หลับตาแล้วทำใจเย็นๆ 

ถ้ามีหนังแอ็กชั่นติดต่อเข้ามาให้เล่นเร็วๆ นี้จะว่าอย่างไร

เขาคุยกันเรื่องภาคสามแล้วเนี่ย ไอ้เราก็เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆ (หัวเราะ) คือผมว่าหนังแอ็กชั่นมันสนุกที่จะทำ แต่มันเป็นหนังที่ทำยาก ในเชิงเทคนิคก็ยาก หรือในเรื่องของเอฟเฟ็กต์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันค่อนข้างยาก มันกินเวลา ก็ต้องใจเย็นนิดนึง ถ้ามีคนติดต่อเข้ามาตอนนี้ผมคงต้องขอพักก่อน ขออยู่นิ่งๆ สัก 4 เดือนหรือครึ่งปีก่อนได้ไหมก่อนจะเปิดกล้อง

กลัวไหมว่าภาคนี้จะไม่ดังเท่าภาคแรก

อืม...ดังเท่าหรือไม่ดังเท่าผมไม่รู้ว่าจะวัดยังไง จริงๆ มันก็ไม่ใช่หน้าที่ผมหรอกแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือทุกอย่างมันสามารถเปรียบเทียบกันได้หมด แต่สิ่งที่ลบล้างไม่ได้คืออันแรก นั่นคือหนังภาคหนึ่ง ยังไงก็ตามเราไม่สามารถลบล้างชื่อเสียง ขุนพันธ์ ภาคแรกได้ ถ้าคนจะชอบภาคสองมากกว่าหรือน้อยกว่าอันนี้ก็แล้วแต่ ส่วนเรื่องที่บอกว่าดังกว่าไม่ดังกว่าหรือดังไม่เท่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปวัดค่ากันตรงไหน ยังไงก็ตามหนังภาคสองมันก็คือภาคสอง (หัวเราะ) 

ปีนี้กลับมารับเล่นหนังเยอะมาก เกิดอะไรขึ้น

ก็มันเบรกมา 3 ปีไง พอปิดกล้อง ขุนพันธ์ ภาคแรกไปผมก็ไม่ได้รับงานแสดงอีกเลย เหมือนมันเป็นช่วงของชีวิตที่หาแพสชั่นไม่เจอ พอมีบทที่น่าสนใจเข้ามาแต่เราก็ไม่อยากทำงาน มันเป็น 3 ปีที่ผ่านไปไวมากนะ ผมไม่ได้เล่นหนังมา 3 ปี พอได้กลับมาเล่นแล้วแพสชั่นมันก็กลับมา เหมือนแรงมันกลับมา ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ผมสอนมาตลอดว่าถ้าผมหมดแพสชั่น คนอื่นก็จะหมดแพสชั่นในตัวผมเช่นกัน คนเขาก็จะเลิกเชื่อในตัวเรา สุดท้ายเขาก็จะหายไป ซึ่งมันก็จริงที่ว่าพอเรากลับมาทำงาน แพสชั่นเรากลับมา งานและคนก็กลับเข้ามา ความรู้สึกตื่นเต้นเวลากลับไปอยู่ในกองถ่ายมันคือความรู้สึก เออ นี่คือโลกของเรา พอความรู้สึกนั้นกลับมามันก็เลยกลายเป็นว่าปีนี้รับงานเละเลย (หัวเราะ) 

นอกเหนือจากการทำงานแล้ว ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง

จริงๆ ตอนนี้งานมันก็ค่อนข้างกินชีวิตผมไปเยอะแล้วนะครับ เกินกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ คือถ้าไม่ใช่เรื่องของการแสดง ไม่ใช่งานซีรีส์ที่ออฟฟิศ ก็จะมีไปต่างจังหวัด กลับเชียงใหม่บ้าง ช่วงนี้คือถ้าว่างหน่อยก็จะพยายามออกต่างจังหวัด เรารู้สึกว่าเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ มันอึดอัด มันเหมือนหลายอย่างมาอยู่ด้วยกัน มันเลยหาความสงบนิ่งได้ยาก แล้วด้วยคาแร็กเตอร์ของผม ผมเป็นคนชอบความสงบ ชอบทำอะไรเงียบๆ คนเดียว ในอนาคตถ้ามีช่วงเบรกก็อยากจะโฟกัสที่ไปที่โรงแรม กำลังคิดอยู่ว่าอยากจะขยายกิจการโรงแรม ทำสวนทำฟาร์ม แก่แล้ว จะไปเป็นชาวนาแล้ว (หัวเราะ)


คนชอบพูดว่าอนันดายิ่งแก่ยิ่งหล่อ คิดว่าอย่างไร

ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีสิครับ เหมือนพวกไวน์ดีๆ ใช่ไหม แบบยิ่งนานรสชาติก็ยิ่งดี (หัวเราะ) อืม...ก็ถ้าผมแก่ไปแล้วได้สักครึ่งหนึ่งของจอร์จ คลูนีย์ ก็ดีสิครับ

ขอเคล็ดลับการดูแลตัวเองหน่อย

อืม...มันก็เบสิกนะ เบสิกมาก ออกกำลังกาย กินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ มันคือการดูแลตัวเองที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีเทคนิคอะไรพิเศษ คือถ้าเราใช้ชีวิตโทรมๆ เราก็จะดูโทรม แต่สิ่งหนึ่งที่อาจดีขึ้นสำหรับตัวผมในช่วงที่อายุมากขึ้นคือผมปล่อยวางมากขึ้น พยายามที่จะเข้าใจว่าทุกอย่างมันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเรา เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มันก็เลยกลายเป็นว่าเราปล่อยวางแล้วสนุกกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ผมรู้สึกว่าตอนนี้สุขภาพจิตดีกว่าตอนที่เป็นวัยรุ่นซะอีก เหมือนตอนเราช่วงอายุยี่สิบต้นๆ ชีวิตมันต้องไปให้สุด เหมือนเราต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ช่วงนี้เรารู้สึกว่าเราทำงานของเราได้ดี เราไม่เห็นต้องแบกความเครียดอะไรเยอะเเยะ ช่วงนี้ความคิดเลยดีขึ้น นอนหลับดีขึ้น ตรงนั้นแหละที่ทำให้เรารู้สุขภาพโดยรวมเราดีขึ้น 

ในเรื่องต้องฟันแทงไม่เข้า แล้วชีวิตจริงล่ะเคยฟันแทงกับอะไรบ้าง

มอเตอร์ไซค์นี่แหละ สู้กับมันบ่อยมาก มันพาผมไปสู่ความเจ็บปวดเยอะมาก (หัวเราะ) ซึ่งหนักสุดก็ทำให้ผมอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือน แขนหัก ผ่าเข่า ผ่าเท้า ผ่าแขน เป็นทั้งตัวเลย ศัลยกรรมหน้าไป 6 ชั่วโมง เฉพาะที่หน้าก็ปาไปร้อยกว่าเข็มแล้ว ต้องหัดเดินใหม่อีก อย่างที่ว่านะมันนำพาความเจ็บปวดเข้ามาในชีวิตเยอะ แต่มันก็นำพาความสุขเข้ามาในชีวิตเยอะเหมือนกัน
ไสยศาสตร์ล่ะ ปกติเป็นคนเชื่อเรื่องนี้ไหม

คือชีวิตผมมันห่างไกลสิ่งเหล่านี้มาก ผมไม่ได้ลบหลู่นะ และผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินคนที่เขาเชื่อเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เพราะผมมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก ด้วยวิธีคิดของผม ผมรู้สึกว่ามันไม่สำคัญ แต่พอผมอยู่ในกองถ่าย เชื่อหมดทุกอย่าง กูยิงไม่เข้าเว้ย กูหายตัวได้ (หัวเราะ) 

ในมุมมองของอนันดา คิดว่าทำไมหนังแอ็กชั่นไทยถึงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์

จริงๆ มันก็มีนะหนังแอ็กชั่นร่วมสมัยที่ทำกัน เพียงแต่ว่าหนังแอ็กชั่นมันทำยาก มันใช้เงินเยอะ แล้วสมัยนี้เราก็ต้องยอมรับว่าวิธีการเสพหนังมันเปลี่ยนไปเยอะ คนก็ไปดูออนไลน์กัน ซึ่งการที่สตูดิโอลงทุนกับหนังประเภทนี้ มันยิ่งใช้เงินเยอะ มีอัตราเสี่ยงเยอะ ซึ่งเราก็โทษเขาไม่ได้ มันก็ต้องเป็นคนบ้าประมาณหนึ่งที่มาลงทุนกับสิ่งนี้แต่เราก็มีความรู้สึกว่าถ้าเปลี่ยนบท ขุนพันธ์ มาเป็นบริบทของตำรวจปัจจุบัน ผมว่ามันคงยากที่จะทำให้เขาเท่เท่าตำรวจในยุคของ ขุนพันธ์ จริงๆ ลองนึกภาพตำรวจปัจจุบันดูสิ (หัวเราะ) คือมันก็ไม่ได้เท่ไง ซึ่งเราจะไปนึกถึงยุคที่มันเป็นคาวบอยมากกว่า มันมีความรู้สึกว่ามันเท่กว่า อย่างเช่นหนังตำรวจฮ่องกง มันมีความเป็นกังฟู แต่บ้านเรามันไม่ใช่ (หัวเราะ)

คิดว่าจะมีวันที่หนังไทยเทียบเท่าหนังฟอร์มยักษ์ของฝรั่งไหม

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจตอนนี้คือพวกแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ อย่าง Netflix ที่ตอนนี้พยายามจะสร้างคอนเทนต์ในบ้านเรา ซึ่งทุนที่เอามาทำคอนเทนต์เนี่ยพอๆ กับโปรดักชั่นเมืองนอกเลยนะ มันเลยน่าสนใจว่าอนาคตของคอนเทนต์ออนไลน์พวกนี้มันจะเติบโตไปยังไง ซึ่งตอนนี้มันยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ภายใน 1-2 ปี ผมว่าเราจะเริ่มเห็นโปรดักชั่นหนังไทยที่มีทุนที่สูงขึ้นประมาณหนึ่ง 


เราจะมีโอกาสได้เห็นผลงานการกำกับของอนันดาเร็วๆ นี้ไหม

ก็ยังคิดนะ แต่ผมรู้สึกว่างานกำกับมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ มันต้องมีแมสเสจที่จะเล่า ไม่ใช่ว่ากูอยากจะเอาเงินคนอื่นมาผลาญเล่น อยากจะกำกับเพื่อสนองนี้ดตัวเอง แต่เราต้องรู้สึกว่าแมสเสจมันสำคัญพอที่จะสร้างเป็นผลงานบางอย่างเพื่อมากำกับให้ผู้ชมได้ชม ถ้าถึงจุดนั้นจริงๆ ถึงจะทำ 

ตั้งเป้าว่าจะรับเล่นหนังจนถึงอายุเท่าไหร่

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการแสดงคือมันไม่ได้มีกำหนดว่าอายุเท่านี้คือหมดยุคของคุณแล้วนะ คุณต้องเกษียณแล้ว จริงๆ พอเราโตขึ้นมันค่อนข้างที่จะแฮปปี้ด้วยซ้ำ ผมรู้สึกมีอิสระในการเลือกบทบาทมากขึ้น ผมโชคดีที่ได้รับบทบาทที่หลากหลายในวัยนี้ แต่สังคมก็ยังติดอยู่ในกรอบของคำว่า ‘พระเอก’ เหมือนสังคมยังติดภาพว่าผมต้องเล่นเป็นพระเอกเท่านั้น ซึ่งผมมองว่ามันไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่ว่าจะเป็นบทอะไรก็ต้องสื่อสารตัวละครนั้นออกมาให้ดีที่สุด กลายเป็นว่าโฟกัสมันไปอยู่ที่งานจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องสนใจว่าอนันดาเป็นใครในสังคม คำว่าพระเอกมันก็ไม่ได้สำคัญ ยิ่งโตไปบทบาทมันยิ่งหลากหลาย ผมยังตื่นเต้นเลยว่าถ้าแก่ไปอยากเล่นบทอย่างศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ (หัวเราะ) 

ความรักช่วงนี้เป็นอย่างไร

ก็เพิ่งเลิกไป โสดมาอยู่พักหนึ่ง เหมือนช่วงก่อนเรารู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะไปคบกับใครหรือพร้อมที่จะให้ใครเข้ามา เราก็เลยผลักเขาออกไป นี่ก็เพิ่ง Let it go เชื่อฟังเอลซ่าอย่างเดียวเลย (หัวเราะ) ก็ลองดู ตอนนี้ก็มีคนใหม่เข้ามาในชีวิต ทุกอย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้น

คิดเรื่องแต่งงานบ้างหรือยัง

คือมันไม่ใช่ว่าไม่อยากแต่งงาน เพียงแต่ว่าเรารู้สึกว่ามันไม่จำเป็น แต่ถ้าวันหนึ่งเราเจอคนที่เรารู้สึกว่าเขาจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต แล้วเขาถามเราว่าแต่งงานได้ไหม ครอบครัวเขาอยากให้แต่ง ก็ได้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แต่งก็แต่งสิ คือนิยามความรักของผมมันไม่ได้หยุดที่การมีครอบครัว การแต่งงานมันเป็นแค่กระดาษหนึ่งใบที่สองคนเซ็น ซึ่งผมรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าเรารักเขา เขารักเรา และเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ถ้าเขาต้องการกระดาษใบนั้นก็ได้ 

มองอนาคตว่าอย่างไร

ถ้าเป็นในระยะยาวผมยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นในระยะอันใกล้นี้ผมแค่รู้สึกว่าผมอยากออกห่างจากกรุงเทพฯ มากขึ้น ไม่ได้จะหายไปไหนขนาดนั้นนะ เพียงแต่ว่าอยากมีเวลานอกกรุงเทพฯ มากขึ้น ซึ่งก็มีแพลนคร่าวๆ คือไปซื้อที่ ทำสวน ขยายกิจการโรงแรม ตอนนี้ก็กำลังคิดอยู่

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นหนังภาคต่อ เราจะได้เห็นภาคที่อนันดาเป็นพ่อไหม

นี่คือสิ่งที่ผมอาจทำให้คนอื่นรู้สึกแปลกหน่อย เพราะผมเคยบอกว่าผมไม่ศรัทธาในเรื่องของการแต่งงาน คนก็ไปตีความต่อว่าอ้อ ผมไม่อยากมีลูกไม่อยากมีครอบครัว เปล่า การมีลูกมีครอบครัวก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ส่วนแต่งงานมันเป็นเรื่องของผู้หญิงผู้ชาย เคยคิดหลายครั้งแล้วว่าครอบครัวไม่ได้จำเป็นที่จะต้องอยู่ในรูปแบบของพ่อแม่ลูก แต่อาจจะเป็นพ่อ-พ่อ-ลูก แม่-แม่-ลูก อาจเป็นลูกเลี้ยง ลูกบุญธรรม คือหน่วยของครอบครัวมันเป็นอะไรก็ได้ ยิ่งในสมัยนี้ผมว่าคนเริ่มเปิดใจกับคำว่าครอบครัวมากขึ้น ผมก็เหมือนกัน ครอบครัวมันจะเป็นครอบครัวยังไงก็แล้วแต่ เราก็ยังไม่รู้ แต่ขอให้มันเกิดขึ้นแล้วกัน (หัวเราะ)