The Hottest Guy - คุยกับท่านหมื่นสุดฮอตจาก ‘บุพเพสันนิวาส’ ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย

Written by
15.03.18 1,392 views

The Hottest Guy - คุยกับท่านหมื่นสุดฮอตจากบุพเพสันนิวาสปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย


ผมไม่ได้มีดีแค่เป้าตุง


นอกจากรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตาเย้ายวน รวมไปถึงแผงอกและซิกซ์แพ็กของหมื่นเรืองราชภักดี ที่ทำให้สาวๆ กรี๊ดแล้ว เรียกได้ว่าการแสดงในละครเรื่องนี้ยังกลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจดจำของปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย อีกด้วย หลายคนอาจจะจำไม่ได้ว่าเขามีฝีมือทางการแสดงจนได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม จากการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “It Gets Better” มาแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าภาพลักษณ์ปั้นจั่นเป้าตุงยังเป็นสิ่งที่คนจดจำเกี่ยวกับเขามาโดยตลอด และแม้ว่าละครเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" นี้จะไม่ได้มีซีนให้โชว์ทักษะทางการแสดงมากมายขนาดนั้น แต่ปั้นจั่นในบทบาทหมื่นเรืองราชภักดี ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์ทางการแสดงอีกคนหนึ่งเหมือนกัน


ทำไมถึงเลือกที่จะมาทำงานแสดงเต็มตัว

ผมรู้สึกมั่นใจเวลาอยู่หน้ากล้องมากกว่าบนเวทีร้องเพลง แล้วพอผ่านไปหนึ่งงานมันมีคนเห็นเรา มีบทต่างๆ เข้ามาเสนอให้เราได้เล่น แล้วผมก็รู้สึกชอบ สนุกกับมัน จนกระทั่งผมได้มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง It Gets Better แล้วได้รางวัลการแสดง ผมรู้สึกว่าเฮ้ย เราทำได้ด้วยเหรอ ในจุดหนึ่งผมก็เซอร์ไพรส์ตัวผมเองมากๆ เราร้องเพลงมาแทบตาย ยังไม่เคยมีคนมาชมเราเลย แล้วพอยิ่งแสดงผมก็รู้สึกว่ามันเข้าฝักขึ้นเรื่อย พัฒนาขึ้นเรื่อย


ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะได้รางวัล จุดไหนหรือเหตุการณ์ไหนที่มันเป็นจุดคลิกว่าฮ้ย ! ชอบงานแสดงว่ะ

คงเป็นตอนที่ผมไปเล่นหนังของพี่กอล์ฟ ธัญญ์วาริน เรื่อง It Gets Better ที่เล่นกับพี่ต่าย เพ็ญพักตร์ ครับ มันเป็นซีนสั้นๆ ตัวผมเองก็ไม้ได้มีฉากเยอะ แต่มันติดใจตรงที่ตอนเราไปถ่ายแล้วเรารู้สึกว่าเราใช้เวลา 10 วันในพื้นที่ตรงนั้นในกองถ่าย มันอบอวลไปด้วยความรู้สึก และผมก็รู้สึกว่าผมเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์บนดอยจริงๆ คือเราไม่ได้นั่งพูดกับตัวเองนะว่าเฮ้ย เราต้องเป็นคนนี้ๆ แต่เรารู้สึกว่าเราเป็นปั้นจั่นที่กลืนไปกับสถานที่ บรรยากาศตรงนั้นจริงๆ ผมจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหรือว่าอารมณ์ความรู้สึกตอนเช้าในการถ่าย มันทำให้ผมรู้สึกว่าเออ นี่มันคือเสน่ห์ของการแสดงมั้ง แล้วผมก็หลงรักมันไปแล้ว


คอมเมนต์ที่น่าสนใจจากการเล่นหนังเรื่อง It Gets Better ซึ่งได้รางวัลด้วย คืออะไร

ปั้นจั่นเล่นเป็นตัวเองตัวเอง มันคือการแคสติ้งที่เพอร์เฟ็กต์ ปั้นจั่นไม่ต้องเป็นใครเลย ปั้นจั่นเป็นตัวเอง


ดีหรือไม่ดี

ไม่ดี ไม่ดีเลย พอเขาบอกผมเล่นเป็นตัวเองก็แปลว่าผมไม่ได้เล่นดีน่ะสิ สิ่งที่ได้เปรียบของนักแสดงใหม่ที่ใหม่มากๆ ก็คือมันเหมือนแก้วเปล่า มันสดมากๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งที่มากระทบมันก็รีแอ็กชั่นกลับไป ก็แค่นั้น ซึ่งถ้าเป็นนักแสดงที่มีประสบการณ์มากประมาณหนึ่ง หรือคนที่ได้รางวัลมาแล้วมันก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะว่าพอเรารู้มาก เทคนิคจะถูกนำมาใช้ แล้วความเป็นธรรมชาติจะหายไป เป็นสิ่งที่นักแสดงต้องแยกให้ออก ฉะนั้นคำว่าเล่นเป็นตัวเองเนี่ย ในฐานะนักแสดง ถ้าพูดไปแล้วมันทำร้ายจิตใจมาก มันไม่ได้ผิดที่เรา ต้องเรียกว่าเขาแคสติ้งมาถูก แต่สิ่งที่ท้าทายนักแสดงก็คือเราอยากได้บทที่พลิกไปจากตัวเรา ที่เราสามารถเล่นให้เป็นอีกแบบหนึ่งได้ นั่นก็คือสิ่งที่ผมตามหามาเรื่อย ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าบทมันดี ผมก็รับเล่นหมด เพราะว่าสุดท้ายแล้วไม่ได้อยู่ที่ตรงไม่ตรงคาแร็กเตอร์ มันอยู่ที่เราว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร เราตั้งใจกับมันไหม


กลัวไหมว่าเมื่อเราอยากจะพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น แต่ว่ามันไม่มีบทให้เล่น ไม่มีหนัง หรือละครให้เล่น

มันน่ากลัวนะ เพราะว่าหนึ่ง หนังน้อยลง คนทำหนังน้อยลงเพราะคนไทยไม่ค่อยดูหนังไทย ถ้าเทียบราคา เดินเข้าโรงหนัง 250 บาท หนังไทยกับหนังนอกที่เขาลงทุนมหาศาล เราก็คงอยากจะดูหนังนอกมากกว่า แล้วที่สำคัญคือหนังเมืองนอกคาแร็กเตอร์มันแตกต่าง มันฉีก คนแก่มาเป็นพระเอกก็ได้ แต่บ้านเราพระเอกต้องหน้าใสหล่อหมด หรือเป็นละครก็ตาม แต่ที่สำคัญคือเราก็ท้อไม่ได้อยู่ดี หน้าที่สำคัญของนักแสดงก็คือคุณอาจจะได้รับบทแบบเดิม แต่ว่าคุณมีหน้าที่ทำให้มันแตกต่างออกไป ไม่ใช่การไปก๊อบปี้คาแร็กเตอร์หรือการแสดงเดิมมา โอเค คุณอาจจะหลอกคนดูทั่วไปได้ แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ และทำงานในด้านนี้ด้วยกัน หรือว่าคนที่เขาศึกษาด้านนี้มาจริงๆ  เขาดูออก มันกลายเป็นการดูถูกอาชีพและเป็นการดูถูกตัวเอง มันน่าอาย แต่ว่าเรื่องพวกนี้เขาจะไม่มาพูดกับคุณตรง หรอก เขาจะไปพูดกับคนอื่น


คิดยังไง หลายครั้งที่เมื่อมีผลงานการแสดง คนมักจะไปโฟกัสเรื่องอื่น เช่น หุ่นหรือเป้า

ถ้าจะจะให้พูดตรงๆ อย่างที่คิด มันอาจจะรุนแรงไปนิดหนึ่ง ปั้นจะพูดให้มันซอฟต์ลงมาหน่อยแล้วกันครับ ผมรักคนไทยนะ แต่คนไทยชอบมองอะไรแบบผิวเผิน ที่เป็นกระแส ไม่ได้มองถึงแก่น บางทีเราต้องมองข้าม “ไอ้ตรงนั้น” ไปบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็จะติดอยู่แค่นี้ว่าโอ้โห หนังโชว์เนินอก โชว์เป้า โชว์ตูด สาระมันมีมากกว่านั้น สิ่งที่เขาทำมันมีมากกว่านั้น ถ้าอยากดูหนังประเภทนั้น ผมว่าไปดูหนังโป๊เลยดีกว่า น่าจะบันเทิงกว่า ภาพยนตร์เขาใส่ศาสตร์และศิลป์ลงไปเพื่อให้คุณเสพไม่ใช่ให้คุณมานั่งจ้องแต่ฉากแบบนั้น แต่ละฉากเขาปั้นกันแทบตายเป็นวันๆ ถ้าเกิดว่าคาแร็กเตอร์หรือเรื่องราวในหนังจะนำพาไปสู่จุดที่มันจะต้องเกิดขึ้นเหตุการณ์แบบนั้น แล้วมันจำเป็นต้องเล่าเรื่อง ผมโอเคนะ แต่ไม่ใช่หนังแบบว่าเอะอะยัด เอะอะถอดเสื้อผ้า อย่างนั้นผมไม่โอเค


ถ้าอย่างนั้นคิดอย่างไรกับภาพจำของปั้นจั่น ที่มันมีความเซ็กซี่เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งมันอาจจะติดมาจากการถ่ายแฟชั่น

หลายคนอาจจะรู้จักผมจากการเป็นบอยแบนด์ หรือรู้จักผมจากการถ่ายเซ็กซี่ แต่การถ่ายเซ็กซี่มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งในชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตผม ผมว่าความเซ็กซี่ไม่ได้เกิดจากการใส่ชุดว่ายน้ำ เป้าตุงหรืออะไรแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นผู้ชายที่เป้าตุงทุกคนก็เซ็กซี่ ผมว่าความเซ็กซี่มันเกิดจากข้างในตัวเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ภาษากาย การพูด สายตา พอมันมารวมกันมันคือความเซ็กซี่ มันไม่ใช่แค่เป้าตุงอย่างเดียว


ถามตรงๆ อายหรือเสียใจไหมกับการถ่ายภาพเซ็กซี่ เพราะบางคนก็สลัดภาพนั้นไม่หลุด

ผมไม่เสียใจ ความทุกข์หรือความสุขที่เกิดขึ้นในชีวิตผม ผมปรับเปลี่ยนมันมาเป็นวัตถุดิบในการทำงานของผม ในการสร้างคาแร็กเตอร์ในการแสดงของผม ถ้าผมไม่มีวัตถุดิบที่มันโหดร้าย หรือไม่มีวัตถุดิบที่มันดีารแสดงของผมะไม่วาไรตี้เลย มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ฮ้ย กูไม่น่าทำเลยว่ะ แต่พอผมโตขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่ามันผิดตรงไหน มันก็เหมือนผู้ชายใส่กางเกงว่ายน้ำวิ่งเล่น เพียงแค่มันอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง ถ้าการถ่ายภาพชุดนี้เกิดที่เมืองนอกมันก็แค่งานถ่ายแบบชุดหนึ่ง ก็จะไม่ได้ถูกวิจารณ์ทำนองนี้หรอก ผมก็เลยรู้สึกว่าเฮ้อ ช่างมัน แล้วใครที่มองแค่อย่างนั้นก็ไม่ใช่คนที่เราควรไปใส่ใจแล้ว บ้างก็ว่าตอนนั้นถ่ายเซ็กซี่ โชว์เป้า เรียกกระแส แต่ วันนี้ผมว่าผมเลยจุดนั้นมาไกลแล้วนะ แล้วผมก็พิสูจน์ได้แล้วว่าผมไม่ใช่ไอ้คนโชว์เป้าสร้างกระแส มันก็แค่งานชิ้นหนึ่งที่ผมได้ลองทำ


ในอินเทอร์เน็ตมีหลายๆ รูปที่เสิร์ชไปแล้วก็เจอรูปคุณเป้าตุงเต็มไปหมด ทั้งแบบที่ไม่ได้ถ่ายแฟชั่นด้วย

ผมไม่ตั้งใจเลยครับ ไม่เคยพยายามที่จะพรีเซ็นต์ตรงนั้นของตัวเอง เพราะว่าสำหรับผมแล้วมันไม่ได้ดูคูล ดูเท่ ผมเป็นคนถ้าใส่กางเกงแล้วไม่ระวังมันจะเป็นอย่างนั้น ไม่ได้บอกว่าของตัวเองใหญ่มโหฬารนะครับ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าทรงกางเกงหรืออย่างอื่นมากกว่า แล้วบางตรงกับมุมกล้องพอดี เราเป็นคนที่แอ็กชั่นเยอะด้วยล่ะ มันก็เลยเกิดเป็นอย่างนั้นขึ้นมา แล้วด้วยความที่เรื่องแบบนี้มันเคยมีอยู่แล้วมันก็เลยถูกโยงเข้ามาเรื่อยๆ เป็นระยะ


แล้วตอนนี้ปั้นจั่นพอใจกับชีวิต หน้าที่การงาน หรือกับตัวเองมากน้อยแค่ไหน

จะเรียกว่าพอใจ ก็พอใจมาก เพราะตอนนี้ทุกอย่างก็ไปได้ดี แต่ถามว่าอะไรคือคำตอบของคำว่าพอใจ ผมว่ามันก็พูดยาก เหมือนจะไม่มี เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ยังไม่ได้มันมา นั่นก็คือความสงบที่แท้จริง ซึ่งผมหมายถึงเราก็ยังต้องอยู่ในวงเวียน วังวนที่เป็นรูทีน ตื่นเช้ามาเจอรถติด ทำงาน หาเงิน ผ่อนบ้าน หาเงินใหม่ ใช้เงินหมด หางานใหม่ นี่คือมุมความคิดของผมที่คนอื่นมองไม่เห็น ผมคิดเรื่องนี้เยอะ บางทีนั่งอยู่บ้าน ก็คิดละ อยู่ไปทำไม เกิดมาทำไม ทำไมต้องเป็นแบบนี้วะ แต่สิ่งที่เป็นเป้าหมายของผมคืออยากเห็นคนที่ผมรักมีความสุข ไม่ได้นึกถึงตัวเองแล้ว ความสุขอยู่ตรงหน้ามากกว่าก็คือพ่อแม่ คนรัก พี่น้อง เหมือนผมให้สตางค์พ่อแม่ ผมไม่ได้ให้เยอะนะ แต่พอให้ไปแล้ว เขายิ้ม เขาดูมีความสุข ไม่ได้มีความสุขที่ได้สตางค์จากเรา แต่เขามีความสุขที่ลูกใส่ใจแล้วก็รักเขา แล้วแสดงออกด้วย เอิ่มมม...ให้สตางค์ มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมาก ผมรับรู้และผมรู้สึกว่าเออ กูน่าจะทำตั้งนานแล้ว อาจจะไม่ต้องให้เยอะ แต่ว่าให้เพื่อแสดงความใส่ใจ


มองเรื่องอนาคตการทำงานและการแสดงของตัวเองไว้ว่ายังไง

ผมตั้งไว้สูงมาก ผมจำเป็นต้องบอกไหม (นิ่ง…รอคำตอบ) คือผมอยากเป็นตำนานเหมือนกันนะ ผม 30 แล้ว ตอนนี้ผมยังไม่เป็นตำนาน ยังไม่ได้เป็นตัวท็อปเลย  ผมอยากจะทำงานให้เยอะที่สุดเพื่อที่วันหนึ่งผมไม่อยู่แล้วงานของผมยังเป็นที่พูดถึง แล้วมันก็จะกลายเป็นตำนานในที่สุด ในช่วงชีวิตตั้งแต่ผมโตมา ผมอาจจะมีโอกาสได้ทำงานมาเรื่อยๆ ดีบ้างไม่ดีบ้าง ผมว่าในชีวิตหนึ่งผมอยากจะเจองานที่มันเป็นสุดยอดของงาน ขอโอกาสแค่ครั้งเดียวให้ผมได้ทำ ผมพอใจแล้ว


เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ HAMBURGER ISSUE 92