The Giver - ปีเตอร์ เดนแมน

โอกาสในวงการบันเทิงอาจจะไม่ได้เป็นของคนที่หล่อที่สุดหรือสวยที่สุด แต่มักจะตกเป็นของคนที่มีเสน่ห์ที่สุด เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับ ‘ปีเตอร์ เดนแมน’ ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้างกับผลงานโฆษณา ถ่ายแฟชั่น และผลงานละครเรื่องล่าสุด ‘รักพลิกล็อก’ ด้วยหน้าตาพิมพ์นิยมของลูกครึ่ง บวกกับความสูงที่เกินมาตรฐานของนายแบบ ทำให้หลายคนคงคิดว่าเพราะรูปลักษณ์ภายนอกหรือเปล่าที่ทำให้เขาสามารถก้าวเข้าสู่วงการได้แต่หลังจากได้นั่งคุยกับเขาแล้ว เราได้พบกับความอ่อนโยน ความรักที่เขามอบให้กับ คนรอบข้าง นี่แหละคงจะเป็นเสน่ห์ของเขาที่จะทำให้แฟนๆ ต้องตกหลุมรัก


ปีเตอร์เป็นลูกครึ่งอะไรครับ

เป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษครับ อายุ 23 ปี ก็เกิดที่ประเทศไทยครับ แต่ไปโตที่อังกฤษ พอช่วงไฮสคูลก็ย้ายกลับมาที่ไทย แล้วก็เริ่มเดินแบบตั้งแต่อายุ 16 ปี จากนั้นโอกาสก็มาเรื่อยๆ เลยครับ ได้แคสต์ละครมีผลงานมาเรื่อยๆ 


การโตที่เมืองนอก เมื่อกลับมาทำงานที่ไทยมีปัญหาเรื่องการ
ใช้ภาษาบ้างไหม

นิดหน่อยครับ (หัวเราะ) เพราะตอนอยู่อังกฤษคุณแม่จะไม่ให้ใช้ภาษาไทยเลย ก็จะมีพี่ชายผมนี่แหละที่คอยมาแอบพูดภาษาไทยกับผม ก็ต้องขอบคุณพี่ชายที่พอกลับมาไทยทำงานแล้ว ต้องอ่านบท มันก็เป็นพื้นฐานที่ดี แต่ผมก็ยังต้องเตรียมตัวกับบทนานกว่าคนอื่นอยู่ดี อ่านก่อนหลายวันหน่อย อ่านซ้ำๆ หรือไม่ก็ให้คนช่วยอ่านให้ฟังผมจำเสียงแล้วพูดตาม แต่โดยรวมก็ยังช้าอยู่ดี 

แต่ผมก็จะมีเทคนิคแบบเด็กๆ ที่เริ่มเรียนภาษาไทยเลย เช่น สา-มา-รถ เราก็...อ๋อ สามารถ แต่ถ้าเจอตัวอักษรยากๆ แบบ ฐ, ฑ, ฒ พวกนี้ผมก็งงเหมือนกันนะ (หัวเราะ) ถ้าถามเรื่องทักษะฟัง พูด อ่านก็พอได้ แต่ถ้าเขียนเนี่ยเคยเห็นคนต่างชาติเขียนอักษรไทยหรือเปล่าครับ ยึกยือแบบนั้นเลย 


จากนายแบบผันตัวมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร 

ตอนแรกก็เริ่มเดินแบบ ถ่ายเอ็มวี ถ่ายโฆษณา แล้วก็ได้รับโอกาสจากทางช่องให้ลองไปแคสต์ละครดู ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้เริ่มเรียนแอ็กติ้ง พอได้สัมผัสแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่น่าค้นคว้า น่าสนใจมากๆ หลังจากนั้นก็ได้เรียนมาเรื่อยๆ และพยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด เหมือนค้นพบอะไรบางอย่างที่เราสนใจมันมากๆ ครับ

แล้วการแสดงมันเป็นศาสตร์ที่เราสามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ มันไม่มีวันที่เราจะเก่งเกินไป มันจะมีหลายๆ ครั้งที่เราคิดว่าเราเข้าใจคาแร็กเตอร์นี้แล้ว แต่ก็ยังมีคาแร็กเตอร์อื่นๆ อีกมากกว่านี้ แล้วคาแร็กเตอร์เดิมก็ยังมีวิธีการสื่อสารตัวละครออกมาในรูปแบบอื่นๆ อีก ซึ่งเล่นยังไงก็ไม่มีวันหมด ผมเลยรู้สึกว่าเราสามารถเรียนรู้ได้เรื่อยๆ ไม่มีที่จบสิ้นเลย


แล้วอยากกลับไปเดินแบบอีกไหม 

ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสก็ยังมีเดินแบบอยู่บ้างนะครับ แต่น้อยลง เพราะผมโฟกัสกับการเรียนการแสดง เรียนร้องเพลง ผมก็ยังคงสนุกกับการเดินแบบนะ ผมเริ่มมาจากจุดนั้น เวลาไปทำงานก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนๆ ไปสนุกกัน กินข้าวกัน แฮงเอาต์ 


หลงเสน่ห์อะไรของอาชีพของนายแบบ 

การเดินแบบมันก็คล้ายการแสดงนะครับ ผมได้เปลี่ยนลุคหลายๆ ลุค เนี้ยบ อาร์ติสต์ ร็อก พังก์ ทำให้เราได้ลองอะไรที่แหวกแนว ได้สวมชุดของแบรนด์นั้น ตัวละครนั้น แล้วมันก็ต้องมีอินเนอร์เวลาเดิน เหมือนเราเป็นตัวแทนของแบรนด์นั้น เป็นตัวละครของแบรนด์นั้นที่จะทำให้เสื้อผ้าของแบรนด์ดูดีที่สุด 


มองอนาคตในวงการบันเทิงไว้อย่างไรบ้าง

เรื่องแบบนี้มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียวด้วยสิ เอาเป็นว่ามันก็เป็นส่วนของเรื่องกระแสตอบรับด้วย ถ้ากระแสตอบรับดี ผมก็คงจะทำไปเรื่อยๆ จริงๆ ผมชอบการแสดงมากนะครับ ก็อยากที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นครับ


ได้ข่าวว่าเป็นพิธีกรรายการ Say Hi! ด้วย 

ก็มาจากการแคสต์เหมือนกันเลยครับ เป็นช่วงของการค้นหาพิธีกรรุ่นใหม่ ผมก็ได้โอกาสเข้าไปเป็นหนึ่งในพิธีกรในรายการ หลักๆ แล้วก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างที่ทุกคนน่าจะรู้กันดี (หัวเราะ) แต่ก็จะมีแอฟริกา ออสเตรเลียบ้าง ส่วนใหญ่ผมก็จะรับผิดชอบในส่วนของกองเล็กที่จะมีการผจญภัยแบบสายลุยนิดหนึ่ง และก็ต้องขอบคุณพี่ติ๊ก (กัญญารัตน์
จิรรัชชกิจ) มากที่ให้โอกาสผม สอนผมหลายอย่างมาก ที่สำคัญคือการเป็นพิธีกรได้ช่วยการพัฒนาการพูดของผมให้คล่องขึ้น มั่นใจขึ้นเยอะมากจริงๆ  


ไปมากี่ประเทศแล้ว และประทับใจที่ไหนมากที่สุด 

น่าจะเกือบๆ 20 ประเทศแล้วนะครับ แต่ก็มีซ้ำด้วย อย่างญี่ปุ่นไป 40 กว่าครั้งแล้วนะ เราไปแต่ละครั้งมันก็ไม่เหมือนกันซักครั้งเลย ได้เก็บเกี่ยววัฒนธรรม ประสบการณ์ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกครั้งที่ไปครับ

ถ้าถามว่าชอบที่ไหนมากที่สุด อันนี้ยากจัง แต่ละประเทศก็จะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน ญี่ปุ่นจะมีความเป็นระบบระเบียบ มีมารยาทแบบที่เราคิดไม่ถึง ซึ่งผมชอบ หรือแอฟริกา วัฒนธรรมเขาก็จะมีความเป็นกันเอง คนในหมู่บ้านจะรู้จักกันหมด ผมว่าทุกที่มันมีเสน่ห์ต่างกัน ถ้าต้องเลือกที่ใดที่หนึ่งผมว่ายากฮะ แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ผมเลือกประเทศไทยนะ (หัวเราะ) จะไปเที่ยวที่ไหนก็อาหารถูกปาก สบายใจ แฮปปี้


ที่บอกว่าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อะไรที่เรียนรู้แล้ว กลับมาพัฒนาตัวตนของปีเตอร์ได้ดีที่สุด

มีครั้งหนึ่งผมไปที่ประเทศวานูอาตูครับ กำลังจะจบทริปแล้ว ก็รอจะเช็กเอาต์ ผมได้นั่งคุยกับพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง เราก็ Good Morning ปกติ แต่พอได้คุยกับเขาก็รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาอายุเท่าเรา กลางวันทำงานประจำ กลางคืนมาเป็นยามเพราะว่าเขาต้องเลี้ยงลูก เราแลกเฟซบุ๊กกัน การได้มิตรภาพครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเฮ้ย เราจะเหนื่อยขนาดไหน บางทีมันอาจจะยังไม่ได้สักเสี้ยวหนึ่งของอีกคนเลยนะ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมตั้งใจทำงานและพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ 


แล้วมีการไปทำงานครั้งไหนบ้างที่ครั้งเดียว พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้วบ้างไหม

จริงๆ ผมชอบการผจญภัยอยู่แล้วนะ แต่มีครั้งหนึ่งผมเมาเรือ ตอนนั้นอยู่ระหว่างทางไป Blue Hole ที่เม็กซิโก เมาแบบอ้วกเลย ซึ่งปกติผมไม่เมาเรือนะ ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนั้นถึงเมาขนาดนั้น แล้วเป็นแค่ผมคนเดียวด้วย แต่พอถึง Blue Hole ก็ลุยครับ กระโดดลงน้ำก่อนเลย ด้วยความที่ผมชอบดำน้ำอยู่แล้วด้วย อาการเมาเรือก็หายเองซะอย่างนั้น 

คือ Blue Hole มันเป็นหลุมวงกลมที่เกิดตามธรรมชาตินะครับ แต่มันเกิดอยู่ในทะเล ขอบๆ มันจะเป็นสีฟ้าอ่อน แล้วอยู่ดีๆ มันก็จะตัดเป็นสีฟ้าเข้มไปเลย เวลานักดำน้ำลงไปจะได้เห็นระบบนิเวศที่หลากหลายมาก ตั้งแต่น้ำตื้นจนไปถึงน้ำลึกได้ภายในที่เดียว มีตั้งแต่ปลาเล็กๆ จนไปถึงฉลามก็ยังมีโอกาสได้เห็น แต่ผมก็จะจำกัดความลึกไว้แค่ 20 เมตรนะ เพราะลึกกว่านี้แสงมันส่องไม่ถึงแล้ว ลงไปก็ไม่เห็นอะไร 


ไปต่างประเทศแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องอาหารการกินเหมือนจะพลาดอะไรไป อาหารของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

 (หัวเราะ) สุดๆ เลยครับ ผมเป็นคนชอบกินมาก อยู่ญี่ปุ่น 1 อาทิตย์น้ำหนักผมขึ้นมา 10 กว่ากิโลฯ ผมเป็นพิธีกรด้วยไง เวลาจะอธิบายหรือเจออาหารอะไรใหม่ๆ ผมก็อยากจะอินกับอาหารจานนั้นๆ เช่น เส้นแบบนี้มันเนื้อสัมผัสแบบไหน น้ำซุปหอมมันขนาดไหน สีดูข้นๆ แต่ข้นแบบไหน ครีมมี่ หรือข้นจากเครื่องเทศ อาหารแต่ละจานมันก็มีความแตกต่างกันไป…เปล่าหรอกครับ ผมแค่ชอบกิน (หัวเราะ)


มีอาหารจานโปรดไหม 

ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูอะไรก็ได้ที่คุณแม่ทำให้กินครับ แต่ถ้าพิเศษสุดๆ จะเป็นผักกระเฉดครับ ผัดผักกระเฉดไฟแดง เมนูนี้ที่สุดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็สั่งข้ามทะเลไปเลย เพราะที่นู่นไม่มี ถ้าอยู่อังกฤษเมนูนี้ก็จะราคาสูงนิดหนึ่ง


แล้วเมนูไหนที่ปีเตอร์ไม่ชอบบ้าง 

พวกกบ งู เขียด อะไรพวกนี้แล้วกัน ยังไม่มีโอกาสได้ลอง และตอนนี้ก็ยังทำใจลองไม่ได้ (หัวเราะ)


น้ำหนักขึ้นขนาดนี้มีผลต่อการทำงานบ้างหรือเปล่า

ก็มีบ้างนะครับ เคยโดนสั่งให้ไปลดน้ำหนัก ไปฟิตเนสเหมือนกัน แต่ผมชอบต่อยมวยอยู่แล้ว มันก็ได้ออกกำลังกายไปในตัว สำหรับงานนายแบบผมว่ามันมีหลายลุค บางทีเขาก็ไม่ได้อยากได้หุ่นชัดมากหรอก แต่ผมก็จะได้เปรียบที่ตัวสูงมันเลยดูไม่ได้หนามาก 

ตอนนี้น้ำหนักก็ลงมาแล้วนะจาก 97 กิโลฯ เหลือ 84 กิโลฯ แล้ว แต่มีเป้าหมายว่า 80 กิโลฯ น่าจะกำลังดี ส่วนตัวผมไม่ได้กังวลเรื่องหุ่นซักเท่าไหร่นะ เน้นที่สุขภาพ เน้นสนุกซะมากกว่า หุ่นดีเป็นผลพลอยได้


มีแผนจะถอดเสื้อรับซัมเมอร์นี้บ้างหรือเปล่า 

ก็มีถ่ายไปบ้างแล้วนะครับ เปิดนิดหน่อย แต่ถ้าจะให้โชว์ซิกซ์แพ็กอันนี้ต้องขอซุ่มฟิตหุ่นซักพักแล้วกัน 


เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soi Dog ช่วยเหลือสุนัขด้วย มีที่มาอย่างไรบ้าง 

จุดเริ่มต้นมันมาจากผมไปเจอแม่หมาหน้าร้านสะดวกซื้อ สภาพที่เห็นคือตาบอด แล้วก็น่าจะท้องอยู่ด้วย ผมก็สงสารนะ กลัวก็กลัว ไม่กล้าไปจับ แต่ก็ไม่อยากปล่อยไว้เลยโทรตามเพื่อนมาช่วยกันพาไปโรงพยาบาล พอถึงมือหมอก็รู้ว่าเขาท้องอยู่จริงๆ มีลูกทั้งหมด 5 ตัว น้องก็ได้รับการรักษา ผิวดีขึ้น ขนสวย ลูกออกมาแข็งแรงหมดทุกตัว จากนั้นผมก็พยายามหาบ้านให้น้อง หาคนมารับลูกหมาไปเลี้ยง แล้วผมก็อินมากขึ้น จนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soi Dog เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือน้องหมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยเหลือ การรับมาเลี้ยง หรือการช่วยหาบ้านให้น้องๆ 

ส่วนตัวผมทำมาได้ 2 ปีแล้ว ผมเองก็รับน้องหมามาเลี้ยงตอนนี้ทั้งหมดก็ 7 ตัวแล้ว มี Bio, Adeline, Melody, Naja, Princess, Emma และ Canelo ตอนแรกผมรับ Bio มาเลี้ยง แล้วน้องก็ท้อง มีลูกออกมา 5 ตัว ก็ได้เพื่อนๆ ตั้งชื่อให้ แต่จะพิเศษตรงที่ Bio ผมตั้งเอง เพราะผมชอบเรียนวิชานี้ ส่วน Canelo ตัวนี้ผมไปช่วยมาครับ 


ชอบเรียนชีวะและรักสัตว์ด้วย ไม่อยากเป็นสัตวแพทย์บ้างเหรอ 

ก็อยากลองเหมือนกันนะ เพราะบางทีเห็นน้องเจ็บก็อยากลงมือรักษาเองเหมือนกัน หรืออย่างน้อยตอนนี้ก็อยากปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ได้ก่อน 


บทบาทการแสดงล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง

ผมรับบทเป็นพาทิศ นักธุรกิจหนุ่มโสด ลูกหนึ่งครับ เต็มไปด้วยความลับที่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครกันที่เป็นแม่ แล้วตัวของพาทิศ  จะมีความคล้ายเราตรงที่ว่าเขาเป็นวัยรุ่นธรรมดา เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย แต่วันหนึ่งจับพลัดจับผลูต้องมาเป็นนักธุรกิจ เพราะคุณพ่อเสีย ก็เลยต้องปรับตัวเองให้มีความเนี้ยบ แล้วความเนี้ยบเนี่ยมันก็แทรกซึมไปในชีวิตส่วนตัวของเขา การเลี้ยงลูก การคุยกับลูกน้อง กับคนที่บ้าน หรือกับใครก็แล้วแต่เนี่ยเขาจะมีความเนี้ยบจนน่าหมั่นไส้ หรือการใช้ชีวิตด้วย ทุกวันดินสอต้องเหลาให้คมเท่ากันวางเรียงกัน หรือว่าสีเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าจะต้องเป๊ะ ต้องเนี้ยบ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำนะ เพราะถ้าเป็นโรคนี้พอเห็นสิ่งของไม่เป็นระเบียบมันจะหงุดหงิด เครียด แต่พาทิศเนี่ยจะเป็นคล้ายๆ กับเพอร์เฟ็กชันนิสต์มากกว่า เรื่องนี้ผมก็ได้ลองไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาเพิ่มเติม คุยกับนักจิตวิทยาว่าทำไมพาทิศถึงกลายเป็นคนแบบนี้ อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไป เพื่อให้เข้าใจตัวละครเพิ่มขึ้น 


ซึ่งปีเตอร์กับพาทิศมีความคล้ายกันในเรื่องของความรับผิดชอบที่จะต้องเลี้ยงเด็กด้วย

คลัายกันตรงที่ความสูญเสียด้วยครับ พาทิศเสียพ่อ ผมก็เสียพี่ชายไปเหมือนกัน ก็เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียในครอบครัวที่ค่อนข้างช็อกกันพอสมควร คุณแม่ก็เสียใจมาก ผมก็เสียใจมาก เพราะเขาเป็นพี่ชายที่เลี้ยงผมมา ผมก็เรียกเขาว่าเฮีย สนิทกันมาก แล้วพี่ชายของผมก็มีลูกก็คือหลานของผมนี่แหละครับ ผมก็เลยตัดสินใจอาสาขอดูแลหลานคนนี้เอง อายุผมกับเขาอาจจะไม่ได้ห่างกันมาก แต่ด้วยสถานการณ์มันเลยกลายเป็นว่าเหมือนผมต้องเป็นพ่อเขา ส่งเขาไปโรงเรียน เราสอนการบ้าน เราสอนเล่นกีฬา ก็ดูแลกันมาได้ประมาณ 4 ปีแล้ว 

ก็เป็นความรับผิดชอบที่แปลกใหม่สำหรับผมเหมือนกัน ที่จะต้องดูแลคนคนหนึ่งให้เขาเติบโตขึ้นมา ได้เรียนรู้การเสียสละ ผมดีใจมากตอนที่ผมสอนหนังสือเขาแล้วเขาเข้าใจ ตอนนั้นผมขนลุก น้ำตาไหลเลย


ได้เรียนรู้อะไรจากการเลี้ยงหลานคนนี้บ้าง

การเสียสละครับ เราต้องเสียสละความสะดวกสบายบางอย่าง ความอยากที่จะไปเที่ยวนู่น เที่ยวนี่ ความสุขในวัยรุ่นเรามันก็จะหายไปบ้าง แต่ผลลัพธ์มันคุ้มค่ามากครับ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้งผมว่าผมก็ยังตัดสินใจที่จะรับหลานมาเลี้ยงเองเหมือนเดิม


การได้มาดูแลหลานและทำกิจกรรมช่วยเหลือสุนัขได้สอนอะไรให้กับปีเตอร์บ้าง

จากชีวิตวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่วันๆ เที่ยวเล่นกับเพื่อน แต่ได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีทัศนคติของการให้ ทำให้ผมได้เจอความสุขจากการให้ ผมได้เห็นอีกคนมีความสุข ชีวิตของเขาดีขึ้น หลานชายผมเรียนดีขึ้น ผมได้ดูแลลูกชายของเฮียที่เคยดูแลผมมาตอนเด็ก มันคือการส่งต่อการให้ที่ผมเชื่อว่าหลานผมจะรับรู้และเข้าใจได้ หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยเหลือน้องหมาก็เป็นการให้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่เราเห็นเขาสุขภาพดี มีความสุข มันเป็นอะไรที่เงินซื้อไม่ได้จริงๆ ครับ