THE BIG BROTHER ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

01.10.18 131 views

ทั้งผลงานการแสดงและรางวัลทำให้ชื่อของ ‘ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร’ อยู่บนทำเนียบนักแสดงคุณภาพอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คำชื่นชมและรางวัลที่เขาได้รับไม่ได้ทำให้เขาหยุดความพอใจเพียงแค่นั้น แต่กลับกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้ยังคงเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ในวงการบันเทิงให้หลากหลายมากกว่าเดิม และทำให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งใน 9x9 โปรเจ็กต์พิเศษที่ผลิตศิลปินคุณภาพครั้งแรกของเมืองไทย 

นี่เป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ค่อนข้างอธิบายยากเหมือนกัน ผมว่ามันต้องเห็นแล้วถึงจะเข้าใจว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการรวมตัวกันเฉพาะกิจของเด็กผู้ชาย 9 คนจากต่างค่ายต่างสังกัด”


โปรเจ็กต์ 9x9 ต่างจากโปรเจ็กต์อื่นๆ ยังไง เป็นการเลือกผู้ชายหน้าตาดีมายืนร้องเพลงเหมือนกันรึเปล่า

ต่างนะครับ เพราะมุมของการถ่ายทอดเพลงจากนักแสดงไม่เหมือนกับการถ่ายทอดจากศิลปิน มุมมองเขากว้างกว่า วันนี้เรากำลังหาจุดตรงกลางที่ศิลปินทำงานทุกแขนง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ถ่ายทอดงานต่างๆ แบบศิลปินหรือนักแสดงอย่างเดียว ซึ่งผมเองก็เหมือนคนอื่นที่ต้องเรียนเพิ่ม ความจริงทุกวันนี้ผมก็หาเวลาว่างเรียนเพิ่มเติมอยู่ตลอด ผมหายไปซุ่มเรียนอยู่ตลอด จริงๆ ต้องบอกจุดที่ทำให้ผมสนใจโปรเจ็กต์นี้ เพราะผมเป็นคนที่หิวสิ่งใหม่ๆ ชอบการท้าทาย ชอบโดนคนท้า โปรเจ็กต์นี้เหมือนกำลังท้าว่าเราจะทำได้หรือเปล่า เป็นคำท้าทายที่ไม่ต้องพูด แค่เขาบอกว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วพอมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราไม่รู้ว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า “เดี๋ยวเราเจอกัน!” 

ช่วงเวลาแห่งการฝึกซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง 

เรียนๆๆ ซ้อม เรียนเต้น เรียนร้อง เรียนการแสดง ซ้อมผลงานพิเศษที่จะออกตอนช่วงที่ละครออนแอร์ เตรียมบทเพื่อที่จะถ่ายกับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) ให้รอด สำหรับผมสิ่งที่ยากที่สุดคือการเต้น ผมตัวสูง ยาว เก้งก้าง จำท่าช้ากว่าคนอื่น มันต่างจากการแสดงคนละเรื่องเลย ก็แค่ต้องซ้อมหนักกว่าคนอื่น ผมว่าการแสดงมันเหมือนบางอย่างที่เราเรียกว่าทางลัด ไม่รู้หรอกว่าอะไร แต่ผมเชื่อว่ามันมีทางลัด แต่การเต้นมันไม่มีทางลัด คุณไม่ซ้อมคุณก็ไม่เก่ง

เคยร่วมงานกับพี่ย้งมาแล้ว ยังต้องเตรียมรับมือกับผู้กำกับอีกเหรอ 

ผมห่างหายไปจากพี่ย้งมา 5 ปี เหมือนเราไปเจออะไรมาเยอะแยะ การกลับมาเจอกันครั้งนี้ เหมือนมันมีจังหวะเพี้ยน เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือ ถ้าเราไม่ซิงก์กับเขาแล้วเราจะแก้ไขอย่างไร ต้องเตรียมพลังใจเยอะ เพราะเขาเลี้ยงผมมาเหมือนลูก อยากให้ลูกได้ดีก็ต้องตี หมายถึงว่าเขาก็ดุผมบ้าง ในที่นี้คือเขาเป็นคนเดียวที่บอกว่าจุดบกพร่องของเราคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจจะไม่พูด บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นการทำร้ายน้ำใจ มันทำให้ผมพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอดทุกๆ โอกาส เมื่อกลับมาทำงานกันอีก มันก็เหมือนเดิมนะ ผมยังตื่นเต้น ความจริงตื่นเต้นในทุกงานที่เราทำ และยังคงโดนดุเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง (ไม่เก่ง?...เราทวนคำพูดของต่อ) เราขาดทุกอย่าง ผมเป็นคนซีเรียสกับงานมาก แต่บรรยากาศการทำงานของผมไม่เครียดนะ ก่อนเข้าฉากเรารีแล็กซ์จนถึงที่สุด แต่พอเข้าฉากก็จะโฟกัสและใช้สมาธิในการแสดงมากที่สุด  

ละครเรื่อง ‘เลือดข้นคนจาง’ ที่เป็นผลงานชิ้นแรกจากโปรเจ็กต์ 9x9 เป็นอย่างไรบ้าง

ผมเล่นเป็นอี้ครับ ภาษาจีนแปลว่าหนึ่ง ละครเรื่องนี้พูดถึงครอบครัวคนจีนขนาดใหญ่มาก มีธุรกิจใหญ่ในบ้านแบบกงสี ช่วยกันบริหารงาน มีส่วนกลาง ทุกคนใช้จ่ายในส่วนกลางนี้ เป็นครอบครัวที่มีลูก 5 คน แล้วแต่ละคนก็แยกไปมีครอบครัวของตัวเอง จนมาถึงผมซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 เป็นรุ่นที่รวมพวกเราทั้ง 9 คนจาก 9x9 มารับบทเป็นพี่น้องกัน ส่วนตัวผมอยู่ในบ้านที่สาม ซึ่งเป็นบ้านของลูกสาวซึ่งมีการแต่งออกเรือนไปและเปลี่ยนนามสกุล ถึงผมจะเป็นหลานชายคนโต แต่คนจีนจะไม่นับเรา หลานชายคนแรกจริงๆ จึงเป็นลูกชายของลูกชายคนโต

อี้กลายเป็นตัวละครที่มีความเดียวดาย ปลีกวิเวก อยู่ไม่ติดบ้าน ผมชอบแทนตัวละครที่ตัวเองเล่นว่าเป็นผู้พิทักษ์ เขาไม่อยู่กับเรา แต่เวลาที่เกิดเรื่องเขาจะพุ่งลงมาช่วยคนในครอบครัว เพราะเขาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก รักมากๆ ถึงตัวเราไม่อยู่บ้าน แต่ใครจะมาแตะพ่อแม่หรือน้องๆ อีก 3 คนของเราไม่ได้

นอกจากจะเป็นพี่คนโตในละครแล้ว ยังเป็นพี่คนโตของน้องๆ ทุกคนด้วยใช่ไหม 

ครับ ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะว่ามันกดดัน เวลาเราอายุมากที่สุด คือเหมือนกับเราไม่ได้รู้สึกเก่งขนาดนั้น แต่ได้ยศของคำว่าพี่มาแล้ว มันจะตามมาด้วยการสอนน้องหน่อยอะไรอย่างนี้ มันก็มีน้องมาถามบ้าง อย่างตอนแสดงผมก็บอกไปตรงๆ ว่าผมมั่ว แต่ไม่มีใครเชื่อว่าผมก็มั่วไป จนกระทั่งตอนเวิร์กช็อปด้วยกัน ทุกคนถึงได้รู้ว่า ผมมั่วจริงๆ สรุปว่าเป็นพี่คนโตที่ยังต้องถามน้องอยู่ (ยิ้ม) ผมเต้นสู้น้องๆ ไม่ได้ ก็ต้องขอคำแนะนำเขา

ความจริงแล้วผมไม่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองได้ ผมตื่นเต้นทุกครั้งเวลาจะทำอะไรสักอย่าง จะแสดง จะร้องเพลงผมตื่นเต้นเสมอ แต่คนอื่นจับไม่ได้ว่าผมตื่นเต้น


รางวัลที่ได้มา ไม่สามารถสร้างความมั่นใจเพื่อลดความตื่นเต้นได้เลยเหรอ

รางวัลไม่ได้ทำให้ผมมั่นใจขึ้น รางวัลเป็นคำขอบคุณว่าเราทำบทนี้ได้เต็มที่ มันไม่ใช่การการันตี สำหรับผมต้องได้รางวัลทุกปีนะถึงจะเรียกว่าการันตี ในปีต่อไปถ้าใครทำได้ดี เขาก็ควรจะได้รางวัล เพราะฉะนั้นรางวัลเป็นเหมือนโบนัสแต่ละปีเฉยๆ ทุกวันนี้ผมยังลอกคนอื่นอยู่ หมายถึงเราชอบดูคนที่เขาเล่นดี แสดงดี จนดึงสายตาเราได้

จากน้องชายคนเล็กในชีวิตจริง สู่พี่ชายคนโตในละคร บทบาทต่างกันมากไหม

ไม่ต่าง ผมว่าคาแร็กเตอร์ของพวกเรา 9x9 ค่อนข้างใกล้เคียงชีวิตจริงของทุกคนนะ อย่างของผม ที่บ้านผมก็เป็นคนจีนอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกงสี แต่ว่ามีหลายๆ อย่างที่ผมเข้าใจมากว่าทำไมสิ่งต่างๆ ในเรื่องถึงเป็นแบบนี้ แต่ในชีวิตจริงผมเป็นน้องชายคนเล็กที่มีพี่ชายอีก 2 คนครับ เราก็เลยเอ็นดูและซิงก์กับแจ๊คกี้ซึ่งเล่นเป็นน้องชายคนเล็กในเรื่องมากเป็นพิเศษ (ยิ้ม) รับบทพี่ชายคนโต แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจพี่เรามากขึ้นในชีวิตจริงนะ แต่มันทำให้เราดูแลน้องดีขึ้น เพราะตอนที่เราเป็นน้องจะรู้ว่าเราต้องการอะไร และวันหนึ่งที่เราเป็นพี่ เราน่าจะทำในสิ่งที่เราควรจะทำ 

ส่วนชีวิตจริงมันจะมีช่วงหนึ่งที่ผมค่อนข้างเกเร และด้วยความที่ผมทำงานตรงนี้ ผมไม่ค่อยได้เจอพี่น้องอยู่แล้ว เวลากลับบ้านพวกเขาก็นอนกันหมด เวลาเจอกันทีจะเป็นตอนที่รวมญาติกันใหญ่ๆ สักครั้ง และล่าสุดพี่ชายคนโตผมเพิ่งจะแต่งงานไป ก็ยิ่งไม่ค่อยได้เจอกันเลย จะว่าไปก็ค่อนข้างอยู่คนเดียวเหมือนในบทอี้นะครับ ในเรื่องรักพ่อแม่มากกกกกกกกกก ในชีวิตจริงก็รักมาก ก็เป็นห่วงกันตลอด แค่ไม่ได้พูดออกมา แต่ที่ผ่านมาเวลาผมอยากได้อะไรพ่อแม่ให้ได้ทุกอย่าง (ยิ้ม) สปอยล์ครับ และก็เป็นเด็กดื้อนะ ยิ่งถ้ามีงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งดื้อ บางงานพ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เขาเป็นห่วงมากกว่ากลัวเราไม่แฮปปี้ บางทีเราถืองานไว้หลายโปรเจ็กต์แล้วยังรับงานเพิ่มอีก เขาเป็นห่วงมากกว่า แต่เขาไม่เคยบังคับนะ ขอร้องผมเรื่องเดียว คืออย่าขับรถตอนง่วงนอน เพราะเขารู้ว่าเรางานเยอะ เขาห่วง

เป้าหมายสูงสุดในเส้นทางบันเทิงของต่อคืออะไร

ผมอยากรู้ว่าจุดสูงสุดของผมอยู่ตรงไหนเหมือนกัน หมายถึงตอนนี้ผมก็หาอยู่ว่าจุดสูงสุดของผมคืออะไร ณ ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจุดสูงสุดของผมอยู่ตรงไหน

ทั้งผลงานการแสดงและรางวัลทำให้ชื่อของ ‘ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร’ อยู่บนทำเนียบนักแสดงคุณภาพอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คำชื่นชมและรางวัลที่เขาได้รับไม่ได้ทำให้เขาหยุดความพอใจเพียงแค่นั้น แต่กลับกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้ยังคงเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ในวงการบันเทิงให้หลากหลายมากกว่าเดิม และทำให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งใน 9x9 โปรเจ็กต์พิเศษที่ผลิตศิลปินคุณภาพครั้งแรกของเมืองไทย 

นี่เป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ค่อนข้างอธิบายยากเหมือนกัน ผมว่ามันต้องเห็นแล้วถึงจะเข้าใจว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการรวมตัวกันเฉพาะกิจของเด็กผู้ชาย 9 คนจากต่างค่ายต่างสังกัด”

โปรเจ็กต์ 9x9 ต่างจากโปรเจ็กต์อื่นๆ ยังไง เป็นการเลือกผู้ชายหน้าตาดีมายืนร้องเพลงเหมือนกันรึเปล่า

ต่างนะครับ เพราะมุมของการถ่ายทอดเพลงจากนักแสดงไม่เหมือนกับการถ่ายทอดจากศิลปิน มุมมองเขากว้างกว่า วันนี้เรากำลังหาจุดตรงกลางที่ศิลปินทำงานทุกแขนง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ถ่ายทอดงานต่างๆ แบบศิลปินหรือนักแสดงอย่างเดียว ซึ่งผมเองก็เหมือนคนอื่นที่ต้องเรียนเพิ่ม ความจริงทุกวันนี้ผมก็หาเวลาว่างเรียนเพิ่มเติมอยู่ตลอด ผมหายไปซุ่มเรียนอยู่ตลอด จริงๆ ต้องบอกจุดที่ทำให้ผมสนใจโปรเจ็กต์นี้ เพราะผมเป็นคนที่หิวสิ่งใหม่ๆ ชอบการท้าทาย ชอบโดนคนท้า โปรเจ็กต์นี้เหมือนกำลังท้าว่าเราจะทำได้หรือเปล่า เป็นคำท้าทายที่ไม่ต้องพูด แค่เขาบอกว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วพอมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราไม่รู้ว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า “เดี๋ยวเราเจอกัน!” 

ช่วงเวลาแห่งการฝึกซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง 

เรียนๆๆ ซ้อม เรียนเต้น เรียนร้อง เรียนการแสดง ซ้อมผลงานพิเศษที่จะออกตอนช่วงที่ละครออนแอร์ เตรียมบทเพื่อที่จะถ่ายกับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) ให้รอด สำหรับผมสิ่งที่ยากที่สุดคือการเต้น ผมตัวสูง ยาว เก้งก้าง จำท่าช้ากว่าคนอื่น มันต่างจากการแสดงคนละเรื่องเลย ก็แค่ต้องซ้อมหนักกว่าคนอื่น ผมว่าการแสดงมันเหมือนบางอย่างที่เราเรียกว่าทางลัด ไม่รู้หรอกว่าอะไร แต่ผมเชื่อว่ามันมีทางลัด แต่การเต้นมันไม่มีทางลัด คุณไม่ซ้อมคุณก็ไม่เก่ง

เคยร่วมงานกับพี่ย้งมาแล้ว ยังต้องเตรียมรับมือกับผู้กำกับอีกเหรอ 

ผมห่างหายไปจากพี่ย้งมา 5 ปี เหมือนเราไปเจออะไรมาเยอะแยะ การกลับมาเจอกันครั้งนี้ เหมือนมันมีจังหวะเพี้ยน เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือ ถ้าเราไม่ซิงก์กับเขาแล้วเราจะแก้ไขอย่างไร ต้องเตรียมพลังใจเยอะ เพราะเขาเลี้ยงผมมาเหมือนลูก อยากให้ลูกได้ดีก็ต้องตี หมายถึงว่าเขาก็ดุผมบ้าง ในที่นี้คือเขาเป็นคนเดียวที่บอกว่าจุดบกพร่องของเราคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจจะไม่พูด บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นการทำร้ายน้ำใจ มันทำให้ผมพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอดทุกๆ โอกาส เมื่อกลับมาทำงานกันอีก มันก็เหมือนเดิมนะ ผมยังตื่นเต้น ความจริงตื่นเต้นในทุกงานที่เราทำ และยังคงโดนดุเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง (ไม่เก่ง?...เราทวนคำพูดของต่อ) เราขาดทุกอย่าง ผมเป็นคนซีเรียสกับงานมาก แต่บรรยากาศการทำงานของผมไม่เครียดนะ ก่อนเข้าฉากเรารีแล็กซ์จนถึงที่สุด แต่พอเข้าฉากก็จะโฟกัสและใช้สมาธิในการแสดงมากที่สุด  


ละครเรื่อง ‘เลือดข้นคนจาง’ ที่เป็นผลงานชิ้นแรกจากโปรเจ็กต์ 9x9 เป็นอย่างไรบ้าง

ผมเล่นเป็นอี้ครับ ภาษาจีนแปลว่าหนึ่ง ละครเรื่องนี้พูดถึงครอบครัวคนจีนขนาดใหญ่มาก มีธุรกิจใหญ่ในบ้านแบบกงสี ช่วยกันบริหารงาน มีส่วนกลาง ทุกคนใช้จ่ายในส่วนกลางนี้ เป็นครอบครัวที่มีลูก 5 คน แล้วแต่ละคนก็แยกไปมีครอบครัวของตัวเอง จนมาถึงผมซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 เป็นรุ่นที่รวมพวกเราทั้ง 9 คนจาก 9x9 มารับบทเป็นพี่น้องกัน ส่วนตัวผมอยู่ในบ้านที่สาม ซึ่งเป็นบ้านของลูกสาวซึ่งมีการแต่งออกเรือนไปและเปลี่ยนนามสกุล ถึงผมจะเป็นหลานชายคนโต แต่คนจีนจะไม่นับเรา หลานชายคนแรกจริงๆ จึงเป็นลูกชายของลูกชายคนโต

อี้กลายเป็นตัวละครที่มีความเดียวดาย ปลีกวิเวก อยู่ไม่ติดบ้าน ผมชอบแทนตัวละครที่ตัวเองเล่นว่าเป็นผู้พิทักษ์ เขาไม่อยู่กับเรา แต่เวลาที่เกิดเรื่องเขาจะพุ่งลงมาช่วยคนในครอบครัว เพราะเขาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก รักมากๆ ถึงตัวเราไม่อยู่บ้าน แต่ใครจะมาแตะพ่อแม่หรือน้องๆ อีก 3 คนของเราไม่ได้

นอกจากจะเป็นพี่คนโตในละครแล้ว ยังเป็นพี่คนโตของน้องๆ ทุกคนด้วยใช่ไหม 

ครับ ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะว่ามันกดดัน เวลาเราอายุมากที่สุด คือเหมือนกับเราไม่ได้รู้สึกเก่งขนาดนั้น แต่ได้ยศของคำว่าพี่มาแล้ว มันจะตามมาด้วยการสอนน้องหน่อยอะไรอย่างนี้ มันก็มีน้องมาถามบ้าง อย่างตอนแสดงผมก็บอกไปตรงๆ ว่าผมมั่ว แต่ไม่มีใครเชื่อว่าผมก็มั่วไป จนกระทั่งตอนเวิร์กช็อปด้วยกัน ทุกคนถึงได้รู้ว่า ผมมั่วจริงๆ สรุปว่าเป็นพี่คนโตที่ยังต้องถามน้องอยู่ (ยิ้ม) ผมเต้นสู้น้องๆ ไม่ได้ ก็ต้องขอคำแนะนำเขา

ความจริงแล้วผมไม่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองได้ ผมตื่นเต้นทุกครั้งเวลาจะทำอะไรสักอย่าง จะแสดง จะร้องเพลงผมตื่นเต้นเสมอ แต่คนอื่นจับไม่ได้ว่าผมตื่นเต้น

รางวัลที่ได้มา ไม่สามารถสร้างความมั่นใจเพื่อลดความตื่นเต้นได้เลยเหรอ

รางวัลไม่ได้ทำให้ผมมั่นใจขึ้น รางวัลเป็นคำขอบคุณว่าเราทำบทนี้ได้เต็มที่ มันไม่ใช่การการันตี สำหรับผมต้องได้รางวัลทุกปีนะถึงจะเรียกว่าการันตี ในปีต่อไปถ้าใครทำได้ดี เขาก็ควรจะได้รางวัล เพราะฉะนั้นรางวัลเป็นเหมือนโบนัสแต่ละปีเฉยๆ ทุกวันนี้ผมยังลอกคนอื่นอยู่ หมายถึงเราชอบดูคนที่เขาเล่นดี แสดงดี จนดึงสายตาเราได้

จากน้องชายคนเล็กในชีวิตจริง สู่พี่ชายคนโตในละคร บทบาทต่างกันมากไหม

ไม่ต่าง ผมว่าคาแร็กเตอร์ของพวกเรา 9x9 ค่อนข้างใกล้เคียงชีวิตจริงของทุกคนนะ อย่างของผม ที่บ้านผมก็เป็นคนจีนอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกงสี แต่ว่ามีหลายๆ อย่างที่ผมเข้าใจมากว่าทำไมสิ่งต่างๆ ในเรื่องถึงเป็นแบบนี้ แต่ในชีวิตจริงผมเป็นน้องชายคนเล็กที่มีพี่ชายอีก 2 คนครับ เราก็เลยเอ็นดูและซิงก์กับแจ๊คกี้ซึ่งเล่นเป็นน้องชายคนเล็กในเรื่องมากเป็นพิเศษ (ยิ้ม) รับบทพี่ชายคนโต แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจพี่เรามากขึ้นในชีวิตจริงนะ แต่มันทำให้เราดูแลน้องดีขึ้น เพราะตอนที่เราเป็นน้องจะรู้ว่าเราต้องการอะไร และวันหนึ่งที่เราเป็นพี่ เราน่าจะทำในสิ่งที่เราควรจะทำ 

ส่วนชีวิตจริงมันจะมีช่วงหนึ่งที่ผมค่อนข้างเกเร และด้วยความที่ผมทำงานตรงนี้ ผมไม่ค่อยได้เจอพี่น้องอยู่แล้ว เวลากลับบ้านพวกเขาก็นอนกันหมด เวลาเจอกันทีจะเป็นตอนที่รวมญาติกันใหญ่ๆ สักครั้ง และล่าสุดพี่ชายคนโตผมเพิ่งจะแต่งงานไป ก็ยิ่งไม่ค่อยได้เจอกันเลย จะว่าไปก็ค่อนข้างอยู่คนเดียวเหมือนในบทอี้นะครับ ในเรื่องรักพ่อแม่มากกกกกกกกกก ในชีวิตจริงก็รักมาก ก็เป็นห่วงกันตลอด แค่ไม่ได้พูดออกมา แต่ที่ผ่านมาเวลาผมอยากได้อะไรพ่อแม่ให้ได้ทุกอย่าง (ยิ้ม) สปอยล์ครับ และก็เป็นเด็กดื้อนะ ยิ่งถ้ามีงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งดื้อ บางงานพ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เขาเป็นห่วงมากกว่ากลัวเราไม่แฮปปี้ บางทีเราถืองานไว้หลายโปรเจ็กต์แล้วยังรับงานเพิ่มอีก เขาเป็นห่วงมากกว่า แต่เขาไม่เคยบังคับนะ ขอร้องผมเรื่องเดียว คืออย่าขับรถตอนง่วงนอน เพราะเขารู้ว่าเรางานเยอะ เขาห่วง

เป้าหมายสูงสุดในเส้นทางบันเทิงของต่อคืออะไร

ผมอยากรู้ว่าจุดสูงสุดของผมอยู่ตรงไหนเหมือนกัน หมายถึงตอนนี้ผมก็หาอยู่ว่าจุดสูงสุดของผมคืออะไร ณ ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจุดสูงสุดของผมอยู่ตรงไหน