The Big Band Theory - Mild

          ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2546 ได้มีวงดนตรีป๊อปจากเชียงใหม่เข้าประกวดแข่งขันวงดนตรีเพื่อตามหาฝันจนได้รับรางวัลชนะเลิศ ก่อนจะมีผลงานอัลบั้มออกมาในชื่อเดียวกับวงว่า Mild หลังจากนั้นพวกเขาพาตัวเองค่อยๆ ทะยานสู่อันดับต้นของคลื่นวิทยุอย่างรวดเร็ว ส่งเพลงติดหูมาให้เราฟังนับไม่ถ้วน และถ้าหากคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับเขา นอกเหนือจากภาพนักดนตรีมาดเท่ คุณจะรับรู้ทันทีว่าพวกเขายังเป็นนักเล่าเรื่องที่สร้างสีสันได้ดีเลยทีเดียว

เข้ามาร่วมงานกับค่าย Spicy Disc เป็นยังไงบ้าง
          
เป้: ผมรู้จักกับพี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) มานานมากตั้งแต่สมัยอยู่เชียงใหม่ เจอกันที่งาน Fat Fest โชว์เหนือ ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้จักค่าย Spicy Disc กันดีเลยด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเป็นค่ายเพลงเปิดใหม่ที่มีศิลปินทั้งพี่โต้ง, พี่ก้อ วง P.O.P, พี่บอย ตรัย, วง Groove Riders ถือเป็นค่ายที่รวบรวมไอดอลในวัยเด็กของเราไว้หลายคน และเรารู้สึกว่าถ้ามีโอกาสได้มาอยู่ค่ายนี้คงได้ร่วมงานกับพวกพี่ๆ

          เต่า: ปกติทางค่ายต้องเอาสัญญามาให้ศิลปินเซ็น แต่อันนี้ศิลปินมาขอให้ค่ายเอาสัญญามาให้เซ็น (หัวเราะ)

          เป้: มันเหมือนเป็นสัญญาใจครับ เป็นพี่น้องกันจริงๆตัวพี่เต้งเองก็มีความสุขกับการทำงานเพลงอยู่แล้ว แกไม่ได้เอาเรื่องนี้เป็นธุรกิจหลัก ทำให้เรารู้สึกว่าทำงานกับแกแล้วมีความสุข และด้วยความเป็นมิวสิกเลิฟเวอร์ของแก เวลาไปส่งเพลงที่บ้านของแก ผมก็จะเจอแผ่นเสียงเต็มบ้านไปหมดเลยครับ แล้วก็นั่งฟังเพลงไปด้วยกัน มันไม่เหมือนกับการทำงาน พอเข้ามาก็ไม่มีโอกาสเปลี่ยนไปอยู่ค่ายไหนอีกเลย ที่นี่เป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของพวกเรามาตลอด

ตัวตนของ Mild เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
          เป้: ที่ผ่านมาเราก็ยังมีความเราเป็นอยู่ แต่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แปลว่าเป็นการทิ้งตัวตน การเปลี่ยนแปลงคือการปรับสภาพให้ไปสู่การอยู่รอด ถ้าเรายังคงยึดติดก็คงอยู่ไม่ได้ 

          เต่า: ตอนนี้เราอาจจะบอกว่าเราเป็นฮิปป๊อบ แต่อนาคตเราก็อาจจะเปลี่ยนไปอีก เราไม่ได้ตีกรอบตัวเองว่าต้องเป็นวงที่ทำเพลงแค่นี้นะ เมื่อก่อนเราอาจเคยคิดว่าเท่ ทำวงร็อกอย่างเดียวหรือเป็นวงอันเดอร์กราวด์อย่างเดียว แต่โตขึ้นมาถึงรู้ว่าศิลปินที่เขาประสบความสำเร็จ เขาไม่ได้อยู่กับที่ ผมว่าถ้าเราตีกรอบตัวเอง เราจะไปได้ไม่สุด แต่ถ้าเปิดรับเรื่อยๆ เราจะไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

อย่างทุกวันนี้มีศิลปินหลายคนเลือกเป็นศิลปินอิสระ ไม่อยู่ภายใต้สังกัดค่ายไหน คิดว่าการเป็นศิลปินในค่ายให้อะไรกับเรา
          เป้: แต่ก่อนไม่มีค่ายแล้วลำบากมากครับ สมัยนี้เราสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ถามว่ามีค่ายสำคัญไหมผมว่าแล้วแต่มุมมอง อย่างพวกเราอยู่กันมานานจนเราชินกับระบบนี้ไปแล้ว การจะทำอะไรแล้วต้องวางแผนเพื่อโปรโมต เราชินกับการทำงานแบบนี้ไปแล้วครับ แต่สำหรับน้องๆ หลายคนที่ทำงานเป็นศิลปินอิสระ ถามว่าผิดไหมก็ไม่ผิดเลย

ความสุขบนเวทีของวง Mild
          
เป้: ความสุขบนเวทีคือผมไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง แค่ผมชอบเห็นคนร้องเพลงตามเราได้ ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุดแล้ว มันเหมือนเราส่งเพลงไปถึงใจคนฟัง อารมณ์และความรู้สึกทั้งหมดของเราที่เราสร้างและกลั่นออกมาเป็นเพลง สามารถจูนติดกับคนที่กำลังฟังอยู่ แล้วเหมือนเราพูดในภาษาเดียวกัน เรากำลังสื่อสารกันอยู่ ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เป็นความประทับใจที่ดีที่สุดของเรา

อะไรคือความคุ้มค่าของการเล่นดนตรี
          เต่า: ผมถือว่าเป็นการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารักมากกว่าครับ มันเป็นเหมือนโบนัส บางคนรักอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายบั้นปลายชีวิตต้องไปทำอีกอย่างหนึ่ง ความสุขน่าจะอยู่ที่ว่าตื่นไปทำในสิ่งที่เรารัก การซ้อมดนตรีทุกวัน การเล่นทุกวันเหมือนเป็นการใช้เวลาว่าง เป็นการเล่นมากกว่าทำงาน เหมือนนักฟุตบอลไปเตะบอล ผมว่าเขาก็มีความสุขนะที่ทำในสิ่งที่รัก ดนตรีก็เรียกว่าเป็นความสุขของเรา 

ระหว่างเงินกับแพสชั่นจะเลือกอะไร
          เป้: ยิ่งโตเรายิ่งต้องมีภาระหน้าที่มากขึ้น มีการเจริญเติบโตที่มากขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบที่มากขึ้น เงินเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องมาสนับสนุนในเรื่องนั้น บางคนบอกว่าเงินมันคนละอย่างกับความสุขแต่เงินก็สามารถซื้อความสุขบางอย่างได้นะ คนเราไม่สามารถจะอยู่ได้โดยที่ไม่กินข้าว เพราะฉะนั้นเราถึงต้องทำงาน งานเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ส่วนเรื่องงานที่เรารักมันเป็นผลพลอยได้ของเรา อย่างเราได้มีโอกาสทำงานในสิ่งที่รักแล้วได้เงินด้วย เป็นสิ่งที่เราโชคดี เรารู้สึกขอบคุณเสมอที่ได้ทำงานเป็นนักดนตรีจนถึงทุกวันนี้แล้วได้เงิน ได้ความสุขได้แฟนคลับ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันควรจะเป็น นี่คือสิ่งที่มันดีที่สุดแล้ว

ได้ยินว่าวง Mild ชอบทัวร์คอนเสิร์ตมาก คิดว่าอะไรคือความบ้าที่สุดของวง Mild 
          เป้: ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเล่นสดมากกว่า พวกเราอยู่มาด้วยการเล่นสดตลอดครับ ทำอะไรเต็มที่ เวลาไปเล่นตามแคมปัสจะสนุกมาก เล่นดนตรีกลางคืนก็สนุก หรือเล่นตามเทศกาลดนตรีก็จะสนุกไปอีกแบบ เราจะมีความสุขเสมอเวลาที่ได้ทำเพลงใหม่ๆ แล้วเพลงมันไปถึงชาร์ต คนฟังร้องตามได้และกระโดดไปพร้อมกับเรา ผมว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดแล้ว