The Best of Me - ณัฐฐาวีรนุช ทองมี

จะมีสักกี่คนที่มีชื่อเรียกโดยไม่เปลี่ยนแม้ว่าสถานะจะได้เปลี่ยนไปแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือจ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรเราก็ยังเรียกเธอว่า ‘วีเจจ๋า’ จากการทำงานที่สร้างชื่อในอดีต แม้ว่าในปัจจุบันเธอไม่ได้เป็นวีเจแล้วก็ตาม แต่ก็ผ่านสถานะและการทำงานหลากหลายทั้งพิธีกร อาจารย์ เรียนจบปริญญาเอก มีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้า เป็นวิทยากร ทำรายการท่องเที่ยว และอีกสารพัด รวมถึงผลงานล่าสุดในฐานะนักแสดงกับภาพยนตร์เรื่อง ‘สิงสู่’ หนังผีสยองขวัญซึ่งเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม จากที่ 14 ปีก่อนทั้งคู่เคยสร้างชื่อให้หนังเรื่อง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ กลายเป็นหนังผีคลาสสิกขึ้นหิ้งมาแล้ว แต่ไม่ว่าในบทบาทการทำงานอะไร สิ่งหนึ่งที่ณัฐฐาวีรนุช ทองมี บอกก็คือขอให้สิ่งที่เธอทำมันเป็นสิ่งที่ช่วยเปลี่ยนแปลงเธอและผู้คนรอบข้างให้ดีและพัฒนาขึ้นขอให้ได้อินสไปร์ตัวเธอเองและใครอีกหลายๆ คนโดยไม่จำกัดตัวเองว่าจะเรียกสถานะของเธอว่าอาชีพอะไร


จากหนังเรื่อง ชัตเตอร์ฯ เป็นเวลาเท่าไหร่แล้วในการกลับมาร่วมงานอีกครั้งกับอนันดา 

14 ปีแล้วค่ะ หลังจากนั้นก็มีหนังแนวๆ นี้มาเรื่อยๆ ทั้งเรื่อง รักฉันอย่าคิดถึงฉัน (I MISS U) กับพี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ แล้วก็มีไปเล่นรับเชิญอีกเรื่องหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่ได้เต็มตัว หนังไม่ได้เล่นมานาน 4-5 ปีแล้วค่ะ ส่วนละครล่าสุดคือ Club Friday the Series


อะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากกลับมาเล่นหนังอีกครั้งหนึ่ง

จริงๆ จ๋าเป็นคนชอบหนังมากกว่าละครนะคะ ก็มีไปเล่นละครบ้างในบทที่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจ จ๋าเป็นคนที่เลือกรับงานตามความชอบจริงๆ ถ้าเกิดเราอ่านบทแล้วเรารู้สึกว่าไม่โอเค หรือเป็นบทที่เราเคยผ่านมาแล้วก็จะยังไม่รับ มีช่วงหนึ่งที่มีหนังตลกติดต่อมาเยอะมากๆ เราก็ต้องบอกว่าไปว่าเราไม่สามารถจะรับเล่นได้ทุกเรื่อง และที่จริงไม่ได้อยากจะรับทุกปีหรือปีละ 2 เรื่องด้วยซ้ำ แต่พอมีบทหนังที่มันน่าสนใจ แล้วก็เป็นหนังใหญ่ด้วยก็เลยรับ จริงๆ ปีนี้บอกทุกคนว่าไม่รับงานแสดงแล้ว 


ทำไมล่ะ

เพราะว่าปีนี้เล่นซีรีส์ไปหลายเรื่องแล้ว เลยไม่อยากรับ หมดโควต้าของปีนี้แล้ว แต่พอเห็นบทติดต่อมา แล้วด้วยความที่เราก็คิดถึงการเล่นหนังด้วย ก็เลยสนใจ พูดคุยกัน 


อะไรที่ทำให้สนใจหนังเรื่องนี้ ถ้าพูดตรงๆ ชัตเตอร์ฯ คือความคลาสสิก Top of the Top ของการเป็นหนังสยองขวัญไปแล้ว

ตอนแรกเขาบอกชื่อมาก่อนว่าพี่วิศิษฏ์เป็นผู้กำกับ เราเคยเห็นงานเขาแล้วรู้สึกชื่นชม แล้วก็อยากรู้ว่าเขาจะทำมันให้มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง มันก็เหมือนเป็นการเคาะประตูเรียกว่าเฮ้ย มีหนังของพี่วิศิษฏ์ติดต่อมานะ แล้วก็เป็นหนังผี หนังสยองขวัญ ซึ่งจ๋าก็ห่างมาสักพักหนึ่งแล้ว ส่วนที่ว่าทำไมถึงรับเล่น เพราะ ชัตเตอร์ฯ เหมือนขึ้นหิ้งไปแล้ว จ๋ามองว่าทุกงานเราไม่เปรียบเทียบกัน เราไม่ได้รู้สึกว่าอุ๊ย งานนี้ดีกว่างานนั้น ทั้งๆ ที่งานนี้เรายังไม่ได้เริ่มทำเลย ถ้าคิดอย่างนั้นก็แปลว่าเราจำกัดตัวเอง ไปคิดว่างานอื่นจะไม่ดีเท่างานนั้นแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ก็จะมองอยู่แค่สิ่งที่เรามีเท่านั้น

ถามว่า ชัตเตอร์ฯ ในตอนแรกที่รับ เราจะรู้ไหมว่าคนจะชอบขนาดนั้น ก็ไม่ทราบนะคะ เรารู้แค่ว่ามันเป็นบทที่ท้าทายเราในฐานะนักแสดง อ่านบทนี้แล้วรู้สึกอยากเล่น อยากร่วมงานกับโปรดักชั่นนี้ แต่ถ้าเล่นเรื่องนี้แล้วจะได้ 100 ล้านมั้ยเราไม่รู้หรอก เรื่องนี้ก็เหมือนกันค่ะ พอเรารู้ว่ามีงานติดต่อเรามา เราไม่ได้รู้สึกว่าเนี่ย…งานนี้จะไปถึง 100 ล้าน มันไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะมาตั้งคำถามในตอนต้นค่ะ 


โดยส่วนตัวเชื่อเรื่องผีไหม

ส่วนตัวเป็นคนเชื่อในเรื่องที่มันเหนือธรรมชาติ แต่ไม่ได้คิดว่ามีแน่ๆ หรือไม่มีแน่ๆ แต่เชื่อว่าในโลกนี้คงไม่ได้มีแค่มนุษย์ จ๋าว่าหลายๆ คนก็คงเคยมีบ้าง อาการแบบว่าเฮ้ย เคยเจอเรื่องแบบนี้แล้วมันคืออะไร แต่ว่าบางวันเราก็ตอบตัวเองด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่าอ๋อ…สงสัยมันคงนอนแล้วฝัน หรือคงเป็นอาการทางร่างกายหรืออะไรสักอย่าง คือมันก็มีการตอบตัวเองไปแบบนั้น แต่บางทีพอมาคิดอีกที เฮ้ย หรือว่ามันจะเป็น...จ๋าว่ามันมีความไม่ชัวร์ ในหลาย ๆ คนที่อาจจะเคยมีประสบการณ์อะไรบางอย่าง ที่ทำให้เราคิดไปได้ว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหรือมันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์กันแน่ เราก็เคยเจอเหมือนกับที่หลายๆ คนอาจจะเคยเจอ 


คุณคิดว่าความไม่ชัวร์ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องผีมันยังถูกขับเคลื่อนไปได้เรื่อยๆ และความกลัวของหนังผีมันยังอยู่ได้เรื่อยๆ หรือเปล่า

จ๋าว่ามีส่วน ถามว่าคนเรากลัวอะไรมากที่สุด จ๋าว่าคนเรากลัวความไม่รู้ พอเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เผชิญอยู่คืออะไร มันทำให้เรากลัว หรือแม้กระทั่งคนเรากลัวความมืด เพราะความมืดมันทำให้เรามองไม่เห็น พอเรามองไม่เห็น เราก็คิดไปว่ามันอาจจะมีอะไรอยู่ จ๋าเลยสรุปว่าคนกลัวความไม่รู้ แล้วพอทุกๆ อย่างที่เราเกิดขึ้นเราไม่รู้ เอ๊ะ เรื่องนี้จะเป็นอย่างนี้หรือจะเป็นอย่างนั้น พอไม่รู้ปุ๊บมันจะเริ่มระแวง เริ่มกลัว 


ทำอย่างไรเมื่อเจอสิ่งที่ไม่รู้ จะค้นหาคำตอบ หยุดไว้ก่อน หรือว่าเลิือกที่จะเชื่อเลย

อยู่ที่ว่ามันคือเรื่องอะไร และสำคัญแค่ไหน ถ้าบางเรื่องที่ไม่รู้แล้วไม่เกี่ยวกับเราก็อาจจะช่างมัน แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่เกิดตรงหน้า เฮ้ย มันคืออะไร จะเป็นคนที่อยากจะหาคำตอบ สมมติว่าถ้าเห็นอะไรแวบๆ อยู่ตรงม่าน จ๋าจะเปิดไฟเปิดม่านค่ะ ต้องรู้ว่าคืออะไร เพราะจ๋าจะไม่สามารถนอนเลยโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อกี๊มันคืออะไร 


จากประสบการณ์หนังเรื่อง ชัตเตอร์ฯ หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา มันสร้างภูมิคุ้มกันให้เราไหม หรือว่าทำให้เรามีประสบการณ์อะไรมากขึ้นไหม

กลัวเท่าเดิมแหละ แหม…เล่นหนังผีมันจะมาสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องกลัวผีได้อย่างไร อย่างตอนถ่าย ชัตเตอร์ฯ ก็มีครั้งหนึ่งไปถ่ายแถวพุทธมณฑล แล้วก็ขึ้นรถห้องน้ำ เราก็จะกลัวว่าประตูมันจะเปิด พอล็อกกลอนเสร็จปุ๊บเราก็รีเช็กโดยการดันมันหลายๆ ครั้งว่าไม่หลุดนะ เราก็ทำธุระของเรา พอทำเสร็จปุ๊บ ในจังหวะที่เราใส่กางเกงแล้วเราก้ม ประตูมันเปิดออกเอง เปิดแบบปึ้งเลย กลอนมันจะเลื่อนได้อย่างไร หรือถ้าเลื่อนมันจะไม่เปิดออกแบบนี้ โชคดีใส่กางเกงแล้วนะ เขายังเกรงใจเรานะ จ๋าก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในใจคิดว่ามันไม่มีทางเปิดเองได้หรอก เราก็พยายามจะไม่คิด แต่ในใจมันมีความรู้สึก


คิดว่าเนื้อเรื่องของหนังผีจาก ชัตเตอร์ฯ จนถึงปัจจุบันมันมีความเปลี่ยนแปลงอะไรไหม มันถึงทางตันหรือยังสำหรับการเล่าเรื่องของหนังสยองขวัญ

ไม่นะคะ จ๋าว่ามันก็เหมือนกับทุกเรื่องค่ะ หนังรักมันก็มีแค่คน 2-3 คนรักกันใช่ไหม มันก็อยู่แค่นี้แหละ จริงๆ จ๋าว่ามันอยู่ที่เนื้อหาการเล่า เรื่องของโปรดักชั่น เรื่องของตัวบทที่สามารถจับใจคนได้ หนังมันก็ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดเวลา หนังมันมีมากี่ร้อยปีแล้วล่ะคะ แต่ว่ามันจะซ้ำแบบไหนที่มันยังดึงใจคนได้อยู่ หนังผี หนังรัก หนังแอ็กชั่น หรือหนังตลก มันก็มีกิมมิก มีมุมมองของมัน จ๋าว่าวิธีที่ทำให้ต่าง คงเป็นเรื่องของการถ่าย การเล่าอย่างนี้มากกว่า

จ๋าว่าถ้าเกิดเป็นหนังผีที่ทำให้คนรู้สึกกลัวสยองขวัญได้มากๆ เนี่ย ในฐานะคนดู จ๋าว่าน่าจะอยู่ในจุดที่คนดูรู้สึกว่าฉันมีประสบการณ์ร่วม เช่น ชัตเตอร์ฯ ตอนทำก็ไม่ได้รู้หรอกว่าคนจะอินขนาดไหน แต่พอมันเป็นเรื่องของวิญญาณในรูปถ่าย มันอาจจะมีคนที่เคยเจออะไรประมาณนี้ แล้วอยากรู้ว่ามันคืออะไร แล้วประกอบกับโปรดักชั่นหรือเนื้อเรื่องมันส่งกันไปหมด มันก็เลยทำให้คนชอบ รู้สึกอิน จ๋าว่าการเล่าเรื่องของหนังมันน่าจะเป็นเรื่องที่คนเหมือนแบบสัมผัสได้ หรืออย่างหนังเรื่อง Paranormal Activity สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตอนนอนมันเป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนอื่นๆ ฉันเหมือนเคยเจอเรื่องอย่างนี้ ฉันเลยกลัว 

 

แล้วอย่างหนังเรื่องนี้ล่ะมันมีความต่างอะไรที่น่าสนใจ 

อย่างแรกเลยคือการถ่ายทำ เขาบอกเราตั้งแต่แรกเลยว่าเรื่องนี้จะถ่ายทำกันแค่ 7 วัน เราก็อึ้งพี่เอาจริงดิ ทำได้เหรอ เพราะหลังจากที่อ่านบทแล้วมันเยอะแยะมากทีเดียว ไหนจะเรื่องสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ด้วยความที่เราถ่ายหนังมา เรารู้ว่าช็อตไหนมันต้องปั้น ช็อตไหนมันต้องใช้มุม แต่เขาบอกว่าเพราะเวลาในการถ่าย 7 วันนี่แหละมันถึงเกิดความพิเศษขึ้น ทั้งการเล่าและเทคนิคการแสดงต้องแน่น ก่อให้เกิดวิธีการเล่าเรื่องและมุมมองของการถ่ายทำใหม่ ทุกเรื่องเกิดขึ้นจริงภายในบ้านหลังหนึ่ง แล้วก็ใช้วิธีเดินกล้องแบบหนึ่ง ให้เสร็จภายใน 7 วันนี้ แต่ทุกอย่างมันก็ต้องตึงเครียดขึ้น 


หลังจากได้ถ่ายแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาในการทำหนังเรื่องล่าสุดนี้คืออะไร

เราได้แรงบันดาลใจและได้พลัง จ๋าว่าทุกครั้งเวลาที่เราไปทำงานกับคนที่ Positive และคนที่ตั้งใจ มันได้พลังกลับมา ถามว่าหมดแรงไหม หมดแรงนะ แต่ละวันนี่คือเหนื่อยมาก แต่ว่าเราได้พลังกลับมาด้วย แล้วบางอย่างเราคิดว่าเป็นไปได้เหรอ แต่ถ้าเกิดเราลงมือทำมันจริงๆ ร่วมมือร่วมใจกัน มันเป็นไปได้และมันเป็นไปได้ดีด้วย จ๋าชอบทำงานกับทีมหนัง ไม่ได้คิดว่าอย่างอื่นไม่ดีนะคะ ก็ดีในคนละแบบ แต่เราชอบเพราะทีมหนังเหมือนเป็นครอบครัวที่ช่วยกัน ร่วมมือร่วมใจกันไปในทางเดียวกันมากๆ กองหนังที่จ๋าเคยอยู่เนี่ยทุกคนจะรู้จักหน้าที่ของตัวเองและรับผิดชอบหน้าที่นั้นอย่างดีมากๆ คุณมีหน้าที่อะไร เช้ามาปุ๊บ ปรินต์อันนี้ออกมา วิ่งมาอธิบาย เดี๋ยวอันนี้จะเป็นแบบนี้นะคะ อันนั้นจะเป็นแบบนี้ ทุกคนช่วยกันทำเพื่อประหยัดเวลา เพื่อให้มันเกิดผลที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด จ๋ามองว่าจริงๆ มันเป็นโมเดลที่ดีมากๆ ในการนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ของประเทศนี้ ถ้าเกิดทั้งประเทศเป็นแบบนี้ ให้ความสำคัญกับทุกหน้าที่ และทุกหน้าที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี มันขับเคลื่อนเร็ว มันสำเร็จ แฮปปี้ทุกคน และมีความภูมิใจด้วยกันหมดทุกคน


ยังมีอะไรที่ทำให้เหนื่อยได้อีกเหรอ เพราะเห็นจากรายการท่องเที่ยวที่ทำก็พลังเยอะไม่ใช่เล่น

เหนื่อยคนละแบบค่ะ ทำหนังก็เหนื่อยอีกแบบหนึ่ง พอตอนที่เขาติดต่อมา เรารู้แล้วว่าคิวถ่ายมันเป็นประมาณนี้ แล้วเขาบอกว่าเพราะฉะนั้นเราจึงหวังพึ่งความสามารถของนักแสดงนะ เฮ้ย กดดันโคตรเลยนะ แปลว่าถ้าเล่นไม่ได้ เล่นไม่ดี ก็จะช้า พอช้าก็คือตัวถ่วง ว้ายตายแล้ว น่ากลัวจังเลย มันก็เลยกดดัน แต่ในความกดดันก็มีความท้าทายว่าเอ๊ะ เราก็อยากจะรู้ว่าขีดความสามารถของเรามันไปได้ถึงไหน แต่สิ่งที่ทำให้เหนื่อยมากก็คือเรื่องนี้ใช้ร่างกายหนักด้วยค่ะ เพราะว่าเราต้องทำให้สภาพร่างกายไม่เหมือนคนปกติ ชื่อเรื่องมันคือ ‘สิงสู่’ มันก็จะมีคำว่าสิงสู่อยู่ในทุกอณู แล้วคำว่าสิงมันไม่ใช่การนั่งเฉยๆ เขามีการออกแบบท่าทางและเสียงที่ใช้พลังหนักมาก 


เชื่อเรื่องการเข้าสิงอย่างที่เราเคยอ่านในหน้าหนังสือพิมพ์ไหม 

พูดตรงๆ นะไม่ฟันธง ไม่ฟันธงเลยว่ามีแน่ๆ หรือไม่มีจริง อย่างข่าวบางเรื่องที่นำเสนอ เรารู้ว่าบางคนหาผลประโยชน์จากความเชื่อของคน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะไม่มีสิ่งนั้นจริงๆ มันอาจจะไม่ได้อยู่ในทีวี ไม่ได้ออกมาเป็นข่าว แต่มันอาจจะเคยเกิดขึ้นจริง มันจึงทำให้มีความเชื่อนี้ต่อๆ กันมา แต่มันอาจจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่พอรู้ว่าคนเชื่อแบบนี้ ก็เลยพยายามจะหาผลประโยชน์โดยการแสร้งทำ แล้วก็หารายได้จากตรงนี้


ถ้าอย่างนั้นจะต้องแสดงอย่างไร ในเรื่องที่เราก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง 

ยาก…เราเลยต้องทำการบ้านกันเยอะมาก แล้วเราก็ต้องมีการกำหนดไดเร็กชั่นด้วย คือเนื่องด้วยเราไม่รู้ว่าจริงคือแบบไหน ไม่จริงคือแบบไหน เพราะฉะนั้นเราต้องกำหนดความเชื่อของตัวละครก่อน กำหนดความเชื่อโดยรวมก่อน เราเลยมีอาจารย์สอนการแสดง ซึ่งเขาก็เล่นในหนัง คือพี่ทาเงะก็จะมานั่งคุยกันกับผู้กำกับแล้วก็ทั้งทีมค่ะว่ารูปแบบของการสิงมันจะเป็นแบบไหน พลังที่มันเคลื่อนเข้าไปในตัวมันควรจะอยู่อย่างไร มันควรจะมีท่าทางบางอย่างที่มันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเป็นการ Terrified คน เพราะมันก็ยังเป็นศาสตร์การแสดงอยู่ แล้วก็เราก็จะดูแบบ Reference จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ว่าฝรั่งผีสิงเป็นอย่างไร ไทยผีสิงเป็นอย่างไร ซึ่งพอดูโดยรวมแล้วมีความคล้ายกัน คือควบคุมร่างกายไม่ได้ มีการเกร็ง จึงมีการซ้อมมีการทำเวิร์กช็อปต่างๆ การใช้เสียงที่ไม่ใช่เสียงเราเอง ซึ่งการทำเวิร์กช็อปมันต้องวอร์มร่างกาย วันแรกจ๋าไม่ได้วอร์ม ก็เริ่มเลย เกร็งเลย เกร็งๆๆ วันต่อมาไปโรงพยาบาลเลยจ้า ตะคริวกินขึ้นคอ คือไม่ได้ระวังตัวแล้วใส่เต็ม เพราะเห็นแม่ก้อยเล่นเต็ม 


ขอกลับมาสู่เรื่องทำรายการท่องเที่ยว เริ่มทำได้อย่างไร

ปกติเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว แล้วมีแต่คนถามทำไมไม่ทำรายการเที่ยว ก็ตอบไม่เอา ไม่ทำ ทำรายการท่องเที่ยวเดี๋ยวไม่ได้เที่ยว ต้องมากังวลนู่นนี่ เราก็โพสต์ลงไอจีของเราไปเรื่อยเปื่อย แล้วมันก็มีคนเข้ามาถามเรื่อยๆ ชอบจังเลย ที่นี่ที่ไหน โรงแรมอะไร อาหารอะไร ฯลฯ เราก็ตอบไป เขาก็ไปตาม บางคนไปแล้วก็แท็กมาบอกว่าเนี่ยตามรอยพี่วีเจจ๋ามา เราเลยรู้สึกว่าเออ จริงๆ เรามีความสุข เราแชร์ให้เขาบ้างก็ได้นะ มันก็ไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น เพราะว่าก่อนหน้านี้คิดว่าเรากลัวไปเที่ยวแล้วไม่มีความสุข แต่พอมันได้รับความสุขกลับมาว่าพี่จ๋าหนูชอบตรงนี้มากเลย พี่ผมพาแฟนไปมานะ เราก็เลยเริ่มจากการทำคลิปเล่นๆ ลงไอจีก่อน ปรากฏว่าคนดูเยอะ เราก็เลยรู้สึกอยากลองทำเล่นๆ งานแรกเกิดจากการไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วก็ถามทุกคนว่าถ้าจะทำรายการ จะช่วยเราได้หรือเปล่า ทุกคนบอก เฮ้ย เอาดิ ก็เลยเริ่มทำค่ะ ปรากฏว่าพอทำแล้วมีคนดู มันเป็นความรู้สึกรับผิดชอบไปเอง ก็เลยทำต่อ แล้วเราก็ยังรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้กวนเวลาเรามากนัก แต่ถามว่ามีเวลาเที่ยวน้อยลงไหม น้อยลง เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันก็คือต้องรับผิดชอบว่าเดี๋ยวอันนี้ต้องถ่ายนะ ต้องเก็บฟุตเทจอันนี้นะ ยิ่งพอมีสปอนเซอร์เข้ามายิ่งต้องรับผิดชอบหนักเข้าไปอีก


พูดถึงสปอนเซอร์ ตอนแรกที่คิดว่าทำเล่นๆ แต่พอทำเป็นรายการ มันกลายเป็นธุรกิจไหม

ไม่ถึงกับธุรกิจค่ะ สำหรับจ๋านะ คือมีการ Tie-In ได้บ้าง แต่ว่าเราเลือก คือเราไม่สามารถ...โอเค...รับอย่างไรก็ได้ เอาสตางค์มาแล้วเราทำให้ จ๋าจะเป็นคนที่ห่วงเรื่องการรับงานทุกอย่าง หนังหรือละครก็เหมือนกัน เราก็ต้องเลือกบทใช่ไหม งานอะไรก็ตามเราก็ต้องเลือก ยิ่งรายการที่แสดงในความเป็นตัวตนของเราจริงๆ เรายิ่งต้องเลือก จะไม่รับ Tie-In มั่วๆ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราใช้แล้วเรารู้สึกว่าโอเคกับไลฟ์สไตล์ของเรา ไปกันได้กับรายการของเรา แล้วเราก็จะไม่รับเยอะ ได้สตางค์มาแต่ก็ไม่ภูมิใจ เราก็ไม่ทำ เราเอาแบบพอดีๆ และทีมงานเราเขาก็เข้าใจด้วยค่ะ 


ทุกวันนี้ทำงานหลักอะไรบ้าง

กระจัดกระจายค่ะ เนื่องจากเป็นคนที่ชอบไปหมดเลย แล้วมองทุกอย่างเป็นงานอดิเรก ตลกไหม คือเป็นคนที่ไม่มีงานหลัก มีแต่งานอดิเรก จ๋ามองว่าเราเกิดมามีชีวิตหนึ่ง แต่ว่าความโชคดีของเราคือเราทำเป็นหลายอย่าง อันนั้นก็สนุก อันนี้ก็ท้าทาย เราก็ทำหมดทุกอย่าง เราไม่ได้เลือกว่าเราอยากมีอาชีพนี้อาชีพเดียว ความตั้งใจของเราคือเราก็อยากเป็น Best Version ที่เราเป็นได้ แต่ Best Version ของเรา มันอาจจะไม่ได้ลงลึกในเรื่องเดียว เราอาจจะไม่ใช่ช่างภาพที่ถ่ายรูปเก่งอะไร จับอะไรก็สวยไปหมด แต่เราสามารถทำเรื่องข้างเคียงได้ด้วย เช่น จัดเลย์เอาต์ได้นะ วางสตอรี่บอร์ดได้นะ เราแสดงได้ เราเล็กเชอร์ได้ เราดีไซน์อะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ ชอบอะไรก็ทำ ก็ชอบหลายอย่างก็ทำหลายอย่าง อะไรก็ตามที่มันทำแล้วดี ดีกับตัวเอง ดีกับคนรอบข้าง ทำไมต้องให้คนมากำหนดหรือจำกัดว่าเฮ้ย ทำไมเธอไม่ทำอะไรที่เป็นหลักเป็นฐานไปเลยล่ะ 


แล้วจุดมุ่งหมายในชีวิตล่ะ

จ๋ามองว่าจุดมุ่งหมายทุกๆ วันของจ๋าคือการอินสไปร์และการสร้างสิ่งที่ดีให้กับประเทศนี้ จ๋าเชื่อว่าเหมือนกับที่จ๋าคิดกับเรื่องกองหนังนั่นแหละค่ะ ถ้าทุกคนเห็นว่าหน้าที่แต่ละหน้าที่มีความสำคัญหมด เหมือนกับที่จ๋ามองว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร มันไม่ใช่ว่าเราทำเล่นๆ แต่เราจริงจังทุกอย่าง เช่น รับงานพิธีกรก็ต้องซีเรียสพรุ่งนี้ไปรับงานเล็กเชอร์นี่ดีไซน์หัวแทบแตกนะว่าจะสอนอย่างไร คือไม่ใช่เขาจ้างมาพูดก็พูด รายการท่องเที่ยวเหมือนกัน ไม่ใช่ก็เที่ยวๆ ไป ถ่ายไป ถ่ายพื้น ถ่ายฟ้าอะไรไปเรื่อย ไม่ใช่ ก็ต้องคิดว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจ แล้วเราจะบอกอย่างไร 

เป้าหมายของตัวเองคือการสร้างอะไรก็ตามที่ทำให้คนอยากจะทำอะไรให้มันดีขึ้น เหมือนกับตอนที่เราเรียนหนังสือ หลายคนถามว่าเรียนไปทำไม ก็ตอบว่าเรียนเพื่อที่จะพัฒนา ไม่ได้พัฒนาตัวเราคนเดียว เราอยากพัฒนาสิ่งต่างๆ รอบตัวเท่าที่เราทำได้ แต่เราเริ่มจากตัวเองไง เหมือนกับงานที่เราทำก็ต้องทำให้ดี มันก็จะเป็นมาตรฐานของคนที่ทำงานร่วมกับเรา แล้วมันก็พัฒนากันไปเป็นทอดๆ ไป ทุกอย่างมันอินสไปร์ซึ่งกันและกัน


มีวิธีสร้างแรง Positive ให้ตัวเองอย่างไร เพราะอย่างที่เรารู้ว่าคุณก็ผ่านเหตุการณ์ไม่ค่อยดีมามากมาย

ทุกคนก็ต้องเจอเรื่องไม่ดี เจอเรื่องแย่เหมือนกันทั้งนั้น จ๋าว่าอาจจะเป็น เพราะ Mindset ของจ๋าค่อนข้างจะเข้มแข็งมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะครอบครัว จ๋าว่าทุกคนแข็งแรงด้วยความรัก พ่อแม่พี่น้องรักกัน แล้วเรารู้สึกว่าเราเติบโตมาด้วยความรัก เราก็เลยรู้สึกว่าเออมันต้องผ่านไปได้ มันมีอะไรดีๆ อีกตั้งเยอะแยะในชีวิตที่มันจะเกิดขึ้น หลายๆ คนอาจจะชอบมองว่าถ้าเราเจอเรื่องไม่ดีให้ไปเปรียบเทียบกับคนที่เขาแย่กว่าเราสิ แต่จ๋ามองว่าอย่าไปคิดอย่างนั้นเลย ทำไมเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเพื่อให้เรารู้สึกดี เป็นแนวคิดที่จ๋าไม่เห็นด้วย สมมติว่าวันนี้เรามีเงินแค่ 500 บาท ไปมองคนที่เขาไม่มีข้าวกินสิ แล้วเราจะได้รู้สึกว่าเรารวยกว่าเขา จ๋าว่าแค่คิดอย่างนี้ก็ผิดแล้วหรือเปล่าวะ ก็มองแค่ตัวเรานี่แหละว่าก็ดีกว่าไม่มี ไม่ต้องเอาไปเทียบกับคนอื่นหรอกว่าคนอื่นยังไม่มีเลย หรือ 500 แบ่งอย่างไรดี เอาไปหยอดกระปุกไหม หรือเอาไปซื้ออันนี้ แล้วเอาอันนี้ไปขายต่อได้อีก 200 คิดในเรื่องของตัวเองดีกว่า 


แล้วกับเรื่องอื่นๆ ล่ะ อย่างเรื่องน้องสาวของคุณ คุณผ่านมันไปได้อย่างไร 

มันยังไม่ผ่านเลยค่ะ จากที่น้องไม่อยู่จนถึงตอนนี้ ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง คิดถึงตลอด คิดถึงทุกวัน แล้วก็มันจะมีสิ่งที่หลายๆ คนเจอ แล้วก็จะเตือนกันว่าเฮ้ย เราอย่ารู้สึกผิด ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำ แต่เราจะรู้สึกผิดว่าทำไมเราช่วยเขาไม่ได้ สิ่งนี้มันจะเกาะกินใจมากๆ เพราะฉะนั้นถามว่าจ๋าผ่านไปหรือยัง ยังนะ ต่อให้เรารู้นะว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น มันก็จะมีโมเมนต์นั้นตลอดเวลาว่าทำไมวันนั้นเราถึงไม่ช่วยเขา ซึ่งอันนี้จิตแพทย์จะบอกเลยว่าคุณต้องหยุดคิดแบบนี้ให้ได้ สิ่งที่จ๋าหันมาทำก็คือโครงการเล็กๆ ที่ช่วยเรื่องโรคซึมเศร้า เช่น เมื่อปีที่ผ่านมาก็จะมี Talk Session กับพี่ด้วง ดวงฤทธิ์ แล้วก็มีคุณทราย เจริญปุระ แล้วเราก็จัดเวิร์กช็อปเล็กๆ รับฟังความคิดเห็นของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทย เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีใครจัดการอย่างจริงจัง และมันใหญ่เกินกว่าที่เขาคิดด้วย ตัวเราเองก็ไม่รู้หรอก จนเราได้มาเจอเองจริงๆ

จ๋าว่ามันผิดตั้งแต่ตั้งชื่อว่าโรคซึมเศร้าแล้ว ไม่รู้นะ คิดเอง เพราะคำว่าซึมเศร้ามันดูไม่ซีเรียสอย่างไรก็ไม่รู้ ทั้งที่มันซีเรียสมาก แต่พอเป็นคำว่าซึมเศร้ามันเลยทำให้คนเข้าใจผิดตั้งแต่แรก อ๋อ…ก็คือมันซึมและมันเศร้า มันไม่ใช่ไง มันดิ่งไปกว่านั้นเยอะมาก แล้วก็มันสร้างให้เกิดอันตรายได้อย่างใหญ่หลวง คนเราควรจะได้รับความรู้ในเรื่องนี้มากกว่าแค่อ่านจากข่าวว่ามีคนฆ่าตัวตาย มีศิลปินประสบความสำเร็จแล้วฆ่าตัวตาย ซึ่งคนก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ยังออกมาดราม่าด้วยว่าแหม…โชคดีขนาดไหนแล้ว มีตั้งขนาดนี้ทำไมต้องฆ่าตัวตาย ซึ่งเขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นจ๋าว่าควรต้องให้ความเข้าใจตรงนี้เยอะขึ้น แล้วพอเรามองเห็นปัญหาพวกนี้ เพราะเราสัมผัสกับตัวเอง เราก็ไม่ได้ก้าวข้ามนะคะ แต่พยายามที่จะช่วย ส่วนหนึ่งด้วยความเป็นชาวพุทธ จ๋าก็เชื่อว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดีๆ แล้วเราก็นึกถึงน้อง ก็คิดว่าสิ่งที่มันดีก็จะไปถึงน้องเหมือนกัน 

อีกส่วนหนึ่งก็มีความรู้สึกว่าไม่อยากให้คนอื่นเจอเหมือนอย่างที่เราเจอ แล้วพอเรายิ่งมาทำงานตรงนี้ เราเริ่มเห็นปัญหาเยอะขึ้น ก็เลยยิ่งรู้สึกว่ารัฐบาลต้องทำอะไรเยอะกว่านี้ คนที่เป็นโรคซึมเศร้า เฉพาะวัยรุ่นหลักล้านนะคะที่รู้ตัวว่าเป็น ที่ยังไม่รู้อีกเป็นหลักล้านเช่นกัน และถึงรู้แล้วผู้ปกครองไม่เข้าใจ ก็จะรู้สึกว่าโอ๊ย…ไร้สาระอีกเป็นล้าน ซึ่งจิตแพทย์มีจำนวนจำกัด การเข้าถึงการรักษามีจำนวนจำกัด ยาแพงเมื่อเทียบกับยาโรคอื่นๆ หลายอย่างมากที่จำเป็นต้องช่วยเหลือ


แล้วมีวิธีจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไร

ก็มองในสิ่งที่มีอยู่ ถามว่ามันจะต้องมีวันที่เศร้ามากไหม มีอยู่แล้ว แต่จ๋าเป็นคนที่โชคดีเพราะเป็นคนที่รู้สึกอะไรกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ วันก่อนเพิ่งได้อ่านข้อความ เจอในโซเชียลฯ นี่แหละ แล้วคิดตาม เขาบอกว่าถ้าเราคิดถึงเราจะเป็นทุกข์ ถ้าเราระลึกถึงเราจะเป็นสุข พอเราคิดถึงอยากให้เขายังมีชีวิตอยู่ อยากให้ไม่เป็นอย่างนั้น เราคิดถึงเขาจังเลย อยากเจอ เราก็จะเจ็บปวด แต่ถ้าเราระลึกถึง เฮ้ย วันที่เขาอยู่มีสิ่งดีๆ แบบนี้นะ หรือวันนี้เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้วแต่เราระลึกถึงเขาว่าสิ่งที่จะทำให้มันดีต่อไปได้คืออะไร เขารักใคร เขารักเรา เขารักพ่อ เขารักแม่ เราทำสิ่งนี้ให้ดีไหม อย่างนี้เราก็จะเป็นสุข


ตอนนี้คาดหวังกับตัวเองยังไง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม 

คาดหวังกับตัวเอง น่าจะเรื่องเดียว ก็คือเราจะเป็นตัวเราให้ดีที่สุด แล้วเราก็อยากจะให้ Mindset นี้อยู่ตลอดไป วันนี้เราเป็นตัวเองดีเท่านี้ พรุ่งนี้ก็จะเป็นตัวเราเองให้ดีเท่าพรุ่งนี้ เราไม่อยากให้มันแย่ลง ส่วนในระยะยาวถ้ามองเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไปก็คือจ๋าอยากจะเป็นคนที่เป็นที่พึ่งให้กับคนรอบข้างได้ ครอบครัวเรา ญาติพี่น้องเรา เพื่อนเรา แล้วก็ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องเรา เขาสามารถจะพึ่งเราได้ อาจจะไม่ใช่ทางกาย แต่เป็นทางใจหรือทางความคิด จ๋าคิดว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดขึ้นมา มันคือสิ่งที่ทำให้จ๋าประสบความสำเร็จในการเป็นคนแล้ว