The Actress - มิว นิษฐา

มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน เธอเป็นนักแสดงหญิง แถวหน้าที่มีดีกรีทำเรตติ้งให้ละครช่อง 3 หลายเรื่อง และปรากฏตัวมาแล้วหลายบทบาท เธอคือ ‘นุ้ย’ เซลสาวสวยจากภาพยนตร์เรื่อง แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว (2559) ในปีเดียวกันเธอรับบทเป็น ‘ฟา’ ในเรื่อง พรจากฟ้า ตอน Still on My Mind หลังจากนั้นเธอพลิกบทบาทมารับบทร้าย ครั้งแรกในชีวิตกับ ‘เจ้ามิ่งหล้า’ ในละคร รากนครา (2560) และล่าสุดกับผลงานภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้เรื่อง ‘7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’ ที่เราจะได้เห็นเธอในฐานะ ‘มีน’ หรือ ‘นักชิมลิ้นทองคำ’ 


ปกติมิวเลือกรับบทในการแสดงจากอะไร

อ่านพล็อตเรื่องก่อนว่าน่าสนใจไหม น่าเบื่อหรือเปล่า ถ้าเรารู้สึกว่าคล้ายกับที่เคยเล่นมาแล้ว เราก็ไม่อยากเล่น เพราะจะซ้ำเดิม คาแร็กเตอร์ก็เหมือนกันเราชอบลองคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ อย่างเรื่องนี้มิวสนใจที่พล็อตมันแปลก แล้วได้ทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้ชอบทำนะ แต่ก็ท้าทายดีที่เราจะได้เป็นเชฟ เป็นนักวิจารณ์อาหาร เป็นคาแร็กเตอร์ที่น่าสนใจที่เราควรจะเล่น 


แล้วมีวิธีปฏิเสธบทที่ไม่ชอบอย่างไร

เราก็คงต้องคุยกับเขาค่ะ ว่าเราไม่ได้สนใจ ถ้าเรื่องไหนสนใจเราก็คุยต่อว่าจะเป็นยังไง 


การกลับมาเล่นหนังเรื่อง ‘7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’ ซีเรียสไหมถ้าไม่ปังเหมือนเรื่อง แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว (2559) ที่มีดีกรีเป็นหนังร้อยล้านมาก่อน

ก็ไม่เคยคิดนะว่าแต่ละเรื่องจะต้องปังเท่ากัน แฟนเดย์ฯ ดังมาก คนดูกันเยอะ แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีความพิเศษแตกต่างออกไป มิวไม่ได้หวังให้ดังเท่าหรือมากกว่าตอน แฟนเดย์ฯ มิวรู้สึกแค่ว่าถ้าคนไปดูเรื่องนี้แล้วจะชอบในเนื้อเรื่อง มันเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก เพราะแต่ละเรื่องก็มีเรื่องที่ดีแตกต่างกันไป เรื่องมันคนละเรื่องกันอยู่แล้ว ตอนนี้เราก็อยู่กับเรื่องนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่ามีความพิเศษอะไรบางอย่างที่เรื่องอื่นไม่มี เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงอยากให้ดูเรื่อง ‘7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’ เราไม่อยากให้ไปเทียบว่าเรื่องนั้นดีกว่า เรื่องนี้ดีกว่า เพราะมิวว่าแต่ละเรื่องต่างมีความพิเศษของตัวเองอยู่แล้วค่ะ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยากตรงที่มิวต้องเป็นเชฟ ต้องทำอาหารเป็น ซึ่งจริงๆ มิวเป็นคนทำอาหารไม่เป็นเลย เราต้องไปเวิร์กช็อป ไปเรียนทำอาหาร ฝึกอยู่กับกระทะ อยู่หน้าเตา ฝึกหั่นผัก เพื่อจะได้คุ้นเคยกับการใช้มีด วัตถุดิบที่ต้องผ่านกระบวนการก่อนมาทำเป็นอาหาร ในเรื่องนี้มิวจบมาจากฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นเมนูอาหารที่มิวเรียนก็จะเป็นเมนูอาหารฝรั่งเศสค่ะ ดูแล้วก็ไม่ยากนะ แต่เราไม่เคยทำมาก่อน มันเลยดูยาก แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ เฮ้ย มันก็ไม่ยากนะ


อย่างในเรื่องต้องวิจารณ์อาหารด้วย ปกติเป็นคนชอบวิจารณ์ไหม

ปกติเราเป็นคนชอบกินอยู่แล้วค่ะ ชอบไปลองร้านใหม่ๆ แต่เราก็จะไม่ได้วิจารณ์เขาขนาดนั้น มีบ้างที่เออ จานนี้เราชอบ จานนี้เราไม่ชอบยังไง เออจานนี้อร่อยดี ชอบ แต่ไม่ได้วิจารณ์หรอก เป็นการวิเคราะห์เองมากกว่าค่ะว่าเราชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนี้ 

คาแร็กเตอร์ในเรื่องนี้คือ ‘มีน’ จะเป็นคนที่อยู่ในกฎระเบียบแบบแผน อย่างเช่นการทำอาหารชนิดหนึ่งจะต้องดูตามสูตรเป๊ะๆ ว่าต้องทำแบบนี้ จะไม่ได้เป็นคนพลิกแพลงสูตร ค่อนข้างยึดตามสูตรที่เขาทำมาเป็นร้อยๆ ปี การที่ไม่มีอะไรใหม่ในตัวเชฟมีนเลยทำให้เป็นข้อด้อยของตัวละครนี้ 


ตัวจริงเป็นคนอยู่ในระเบียบหรือเปล่า

ไม่ค่ะ ตัวจริงเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ๆ ด้วยซ้ำไป จะไม่ชอบทำอะไรเดิมๆ ซ้ำซาก 


ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งกรอบอะไรไว้กับตัวเองเลยใช่ไหม

กรอบอะมีบ้างอยู่แล้ว แต่บางทีเราก็ออกไปนอกกรอบบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็คืออยู่ในกรอบนั่นแหละ มันก็ไม่ได้หลุดแล้วหลุดเลย บางทีเราก็อยากจะลองอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่เดิม อย่างพวกร้านอาหาร เราจะชอบไปร้านใหม่ๆ บางคนชอบร้านนี้ มีเมนูโปรดอยู่ร้านนี้ เขาก็จะไปกินแต่ร้านนี้ แต่มิวจะเป็นคนที่ชอบกินอาหารใหม่ๆ ร้านนี้ไม่เคยไป ร้านนี้เปิดใหม่ เราก็อยากไป ร้านนี้เคยไปมาแล้ว ไว้นานๆ ค่อยกลับมาใหม่ 


ปกติมิวชอบกินอะไร

ทุกอย่างเลย (หัวเราะ) เลือกไม่ได้ว่าชอบกินอะไร แต่ถ้าจะกินง่ายๆ ได้ตลอดก็คือก๋วยเตี๋ยว กินติดๆ กันได้โดยไม่เบื่อ 


มีเมนูง่ายๆ ที่ชอบทำเป็นประจำไหม

ที่ทำได้ก็เป็นกะเพราหมู ผัดกระเทียมค่ะ (หัวเราะ) เมนูจำพวกเบสิกง่ายๆ ไข่จงไข่เจียวก็พอทำได้ 


ในชีวิตจริงเคยทำอาหารให้ใครกินหรือเปล่า

ในชีวิตจริงเหรอคะ ไม่เชิงนะคะ อาจจะมีบ้างที่เวลาคุณแม่ทำอาหารแล้วเราไปช่วยทำอะไรอย่างนี้มากกว่า แต่ว่าไม่ได้อยู่ดีๆ มาจับมีด ตั้งใจจะทำเมนูนี้  ยังไม่เคยนะ


ในชีวิตจริงชอบให้คนมาวิจารณ์ตัวเองไหม

ถ้าถามว่าชอบไหมก็คงไม่ชอบหรอก แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนี้ การเป็นคนสาธารณะก็ต้องมีคำวิจารณ์จากคนภายนอกอยู่แล้ว ผลงานเราออกสู่สายตาคนอื่น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ มีสิทธิ์ที่จะวิเคราะห์ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ ถามว่าดีไหม มันก็ดีนะที่มีคนช่วยวิเคราะห์ผลงานของเรา เพราะไม่งั้นเราก็ต้องวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เราไม่มีทางทำออกมาได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติที่มีทั้งคนชมและคนติ แต่ติก็ดีค่ะ จะได้เอาไปปรับแก้
ต่อไป


เหมือนเป็นการติเพื่อก่อ

ใช่ค่ะ คิดว่าเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราไปทำเรื่องต่อไปให้ดีขึ้น เพราะถ้าชมอย่างเดียวเราก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย เราทำดีแล้ว ตั้งแต่เรื่องแรกเลย เราก็คงไม่มีการพัฒนา


มีคำติอะไรที่เราได้ยินมาแล้วเก็บกลับมาใช้ไหม 

ก็แทบทุกเรื่องนะ มันจะมีคำติที่เราได้ยินมาแล้วเรารู้สึกว่ามันจริง เราเห็นด้วยกับเขา เราก็จะนำไปปรับปรุง


ละครเรื่อง รากนครา มีคนติด้วยหรือ 

รากนครา เหรอ ก็อาจจะมีบ้างเรื่องการพูดภาษาเหนือ เราก็รู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราพูดสำเนียงเหนือไม่เหมือน พูดติดขัดบ้าง พูดผิดบ้าง รู้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนถ่าย แต่ก็ทำได้ดีที่สุดแล้ว ณ ตอนนั้น


แล้วคิดอย่างไรกับการรับบท ‘เจ้ามิ่งหล้า’ ในตอนนั้น

แทบไม่ได้ตัดสินใจเลยนะ ตอนแรกรู้ว่าเป็นละครพี่อ๊อฟก็เล่นแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องพูดเหนือ ไม่รู้ด้วยว่ารับบทเป็นแม้นเมืองหรือมิ่งหล้า รู้แค่ว่าเป็นละครของพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) มิวก็ตัดสินใจเล่นเลย รู้สึกตัดสินใจถูกที่รับละครเรื่องนี้ เพราะในชีวิตนี้คงไม่มีอีกแล้ว เราได้ทำสิ่งใหม่ เป็นอะไรที่แปลกใหม่ แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ด้วย ตั้งแต่รู้ว่าต้องพูดภาษาเหนือ เครียดมาก แต่พอทำได้เท่านี้ ถึงจะไม่ได้เป๊ะ เราก็ดีใจมากแล้ว


พอเราได้เล่นบทดีๆ ก็มักจะมีความคาดหวังจะได้รับบทดีในเรื่องต่อไป แต่บทดีๆ ก็ไม่ได้มาตลอด เรารู้สึกอย่างไรบ้าง

ไม่นะ มิวไม่ได้รู้สึกอยากจะเล่นบทที่คาแร็กเตอร์จี๊ดจ๊าดตลอดเวลา มิวชอบให้มันมีความหลากหลาย อาจจะเล่นบทแรงไปแล้ว ก็อาจจะเล่นบทโรแมนติกคอเมดี้บ้าง สลับกันค่ะ 


มีคาแร็กเตอร์ไหนที่เราถนัดหรือคนชอบให้เป็นบ้างไหม

ถ้าที่คนเขาชอบ เขาก็จะชอบให้เป็นคาแร็กเตอร์แบบหนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) ในเรื่อง กวน มึน โฮ (2553) เป็นเด็กๆ หน่อย แนวโรแมนติกคอเมดี้ มีความน่ารักๆ ดูได้ตลอด เพลินๆ ไม่เครียด ตอนนี้ก็ยังอยากเล่นบทแบบนั้นอยู่


แล้วในส่วนของการแสดงหนัง วางไว้ไหมว่าในปีหนึ่งควรเล่นกี่เรื่อง

ปีหนึ่งไม่ควรเกินสองเรื่อง เยอะไปเดี๋ยวคนดูเบื่อ ปีละเรื่องน่าจะพอ
 

ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเล่นหนังใหม่ๆ จนถึงตอนนี้มีพัฒนาการอย่างไรบ้าง ลองประเมินตัวเองหน่อยสิ

ต้องเติบโตอยู่แล้ว ถ้าเทียบตอนนี้กับตอนแรก แต่ว่าตอนแรกจะมีความสดใส คนก็จะไม่เคยเห็นผลงานการแสดงของเรามาก่อน ไม่ว่าเราจะเล่นอะไรก็จะดูเป็นลุคใหม่ของเราแต่พอตอนนี้เราเริ่มเล่นมาสิบกว่าเรื่องแล้ว รวมละครและหนัง กลายเป็นว่าเราต้องหลีกคาแร็กเตอร์ให้มันไม่เหมือนแบบเดิมที่เคยเล่นมา เราก็ไม่อยากให้คาแร็กเตอร์ซ้ำกับเรื่องก่อน ต้องพยายามหลีกให้มันไม่เหมือน ก็จะยากนิดนึง


เรียนรู้อะไรจากการอยู่ในวงการบันเทิง

ทุกการทำงานจะมีปัญหา ทำงานในวงการคือการทำงานกับคนหมู่มาก เพราะฉะนั้นปัญหามันต้องมีอยู่แล้ว สำหรับเรื่องส่วนตัวด้วย เราได้พัฒนาตัวเราเอง มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา เหมือนโตไปตามการทำงาน แล้วยิ่งอยู่มานาน เราก็จะยิ่งเจออุปสรรคในการทำงานเยอะ ก็เหมือนได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ 


ความสนุกที่ได้จากการเล่นหนังเรื่อง ‘7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’ คืออะไร 

เรื่องการทำอาหารก็เป็นอย่างหนึ่งที่มิวได้จากหนังเรื่องนี้นะ เพราะมิวได้ไปเวิร์กช็อปกับเชฟป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) ถ้าเราไม่ได้เล่นเรื่องนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ไปเรียนกับเชฟป้อม


เชฟป้อมตัวจริงดุไหม

เสียงดัง แต่ไม่ดุ เป็นคนน่ารักมาก หรือว่าในเรื่องของการแสดงที่เรื่องนี้ได้เล่นกับทั้งพี่กันต์และพี่อนันดา แล้วก็มีคนอื่นๆ อีก เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับมิวในตอนแรก ในเรื่องนี้มิวต้องเล่นกับคน 7 คน ​ซึ่ง 7 คนนี้ต้องเล่นเหมือนกับว่าเขาเป็นคนเดียวกัน เอาตามจริงแล้วเขาเป็นคนละคนกันไง แต่เราต้องเชื่อให้ได้ว่าเขาคือคนเดียวกัน แต่ว่าเราก็ผ่านมาได้ แล้วเราก็รู้สึกดีใจ และหวังว่ามันจะออกมาดีและถูกใจคนดู


ร่วมงานกับกันต์ กันตถาวร และอนันดา เอเวอริ่งแฮม ครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่ามีเคมีอะไรที่เข้ากันได้

จริงๆ ก็เคยเจอพี่กันต์ตามงานอีเวนต์มาก่อนบ้าง เขาเป็นพิธีกร แต่อย่างเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ได้ทำงานกับพี่กันต์ สนุกดีค่ะ ไม่ต้องใช้เวลาในการจูนเยอะ พี่กันต์เป็นคนคุยง่าย เราสนิทกัน ตอนอยู่ในคาแร็กเตอร์ก็เลยซิงก์กันง่าย ส่วนพี่อนันดาก็เพิ่งเจอกันเป็นเรื่องแรกเหมือนกันค่ะ พี่อนันดา
ก็ง่าย กับทีมนี้ง่ายหมดเลย ทุกคนเป็นคนสนุก เป็นคนกันเอง ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าพี่อนันดาจะเป็นคนยังไง เขาจะคุยกับเราไหม คุยเก่งหรือเปล่า ปรากฏว่าพอเจอก็เป็นคนคุย เป็นคนชิลล์ๆ เลย เล่นกันในกองสนุกดี ถ้าวันไหนที่มีทั้งมิว พี่อนันดา พี่กันต์ก็จะสนุกไปเลย รู้สึกสนิทกันมากกับกองนี้ 


วันนี้พอใจกับการแสดงของตัวเองไหม

พอใจนะ ทำงานทุกอย่างเราก็ต้องทำให้เต็มที่ มันก็พอใจ ณ เวลานั้น เราทำมันออกมา แล้วเราก็รู้สึกว่าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ณ ตอนนั้น ก็ต้องพอใจแหละ 


คิดว่าวงการบันเทิงเปิดโอกาสให้เราเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน

คนจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของนักแสดงผ่านพวกโซเชียลฯ เมื่อก่อนคนภายนอกก็จะเห็นนักแสดงแค่เวลาที่เขาอยู่ในจอ ไม่เห็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของเขา มิวรู้สึกว่าตอนนี้มันเห็นชีวิตของคนๆ นั้นได้ง่ายมากเลย แค่ดูอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ซึ่งก็เป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่คนเขาก็จะไม่ติดกับคาแร็กเตอร์ของเรา จะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา 


ตัวตนที่แท้จริงของมิวเป็นยังไง

คนง่ายๆ สบายๆ เป็นคนแบบชิลล์ รักสนุก ไปไหนไปกันค่ะ (หัวเราะ) 


การเป็นนักแสดงไม่ได้ทำลายตัวตนของเราใช่ไหม

มิวว่าไม่นะ ถ้านอกคาแร็กเตอร์ในการแสดงมิวก็เป็นตัวมิวเหมือนเดิมค่ะ


ตอนนี้มิวมีความสุขกับชีวิตด้วยเรื่องอะไร

เรื่องการกินก็เป็นความสุขอย่างนึงค่ะ การไปเที่ยว การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว กับคนที่เรารักก็เป็นความสุข การทำงานก็สนุก เราได้เจอคนในกอง ได้เล่นกับพี่ๆ นักแสดง 


แล้วถ้าวันไหนที่เราไม่สนุกแล้ว มีวิธีทำให้ตัวเองสดใสได้ยังไง

คงต้องมองสิ่งรอบข้างในวันนั้นให้มันดี เจอใครก็มองในแง่บวก มองในมุมที่ทำให้เราสนุกได้ บางทีเราเหนื่อยกับการทำงาน เรารู้สึกว่าวันนี้ขี้เกียจไปทำงานจังเลย ซึ่งถ้าเรารู้สึกแบบนี้ เวลาเราไปที่ทำงานก็จะเบื่อ อยากกลับบ้าน เราต้องมองให้สนุก พูดคุยกับทีมงาน ช่างแต่งหน้า แล้วเราจะได้รับพลังงานความสุขจากคนรอบข้าง ทำให้การทำงานของเราในวันนั้นมีความสุข จากที่รู้สึกเบื่ออยากกลับบ้าน ก็จะทำให้รู้สึกสนุกขึ้นมาได้


ถ้าเจอเรื่องแย่ๆ มิวมีวิธีจัดการกับมันอย่างไร

ไม่ค่อยมีนะ มันก็จะมีแค่ความรู้สึกแบบเหนื่อย อยากพัก แค่นั้นเอง อันนี้เป็นความรู้สึกจากการทำงานเยอะ เออ เหนื่อย อยากพักแค่นั้นเอง แต่เอาจริงๆ แล้วพอไปถึงหน้างานมันก็จะสนุกของมันเอง มันก็จะมีเรื่องที่ทำให้เราตลก หัวเราะ มีความสุข