Take a Risk - The Parkinson

          ก่อนหน้านี้กานต์-นิภัทร์ กำจรปรีชา, เบียร์-อริย์ธัช เกื้อจิตกุลนันท์ และโต-ณัฐวิทย์ โอดาคิ ไม่เคยคิดที่จะตั้งชื่อวงของตัวเองเลยสักครั้ง จนกระทั่งไปเล่นดนตรีตามร้าน แล้วมีลูกค้าสังเกตเห็นท่าทางของกานต์ นักร้องนำของวงว่า ‘ดูสั่นๆ เหมือนเป็นโรคพาร์กินสัน’ หลังจากวันนั้นทุกคนต่างชอบชื่อนี้ เลยนำมาใช้เป็นชื่อวงจนถึงปัจจุบัน และทำให้เรารู้จักดนตรีแนวโซลในแบบฉบับของวง The Parkinson ที่ปล่อยเพลงติดหูมาให้เราฟังกันหลายเพลงแล้ว

เข้ามาร่วมงานกับ Spicy Disc เป็นอย่างไรบ้าง
          
กานต์: การได้ร่วมงานกับ Spicy Disc ของพวกเราเป็นเหมือนความบังเอิญมากกว่า ตอนนั้นเราเป็นนักดนตรีตามร้านอาหาร ผับต่างๆ มีโอกาสไปเล่นหลายที่ แต่มีครั้งหนึ่งที่เราไปเล่นแทนวงของร้านที่เขาลา แล้วบังเอิญพี่เต้งไปเที่ยวร้านพอดี หลังจากนั้นไม่กี่วันเขาก็โทรมาบอกว่าสนใจมาทำเพลงกับค่ายของเขาไหม ตอนนั้นก็งงนะ อยู่ๆ ก็โดนเรียกมาเซ็นสัญญา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีเพลง ถือว่าโชคดีมากที่พี่เต้งชื่นชอบจากการที่ฟังวงเราเล่นเพลงคัฟเวอร์ในวันนั้น ก็นับถือพี่เต้งที่กล้าที่จะเสี่ยงไปกับเรา

พอเข้ามาอยู่ในค่ายเพลง ตัวตนของ The Parkinson เปลี่ยนไปไหม
          
เบียร์: เราไม่ได้เปลี่ยนไปมากนะ ยังยืนพื้นความเป็นโซลเหมือนเดิม
          กานต์: เวลาที่เราไปโชว์กับเวลาที่เราทำเพลง เราจะใช้วิธีคิดที่ต่างกัน เอาเรื่องทำเพลงก่อน ผมจะใช้ประสบการณ์ที่เราเคยผ่านกันมา ผมจะใช้เพลงที่เราเคยฟัง สิ่งที่เรายังเสพกันอยู่ทุกวัน ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราฟังอะไร เราเสพอะไร และพยายามใส่ไปในเพลง เริ่มจากผมจะเป็นคนเขียนเดโม่เพลงขึ้นมา โดยจำภาพจากเบียร์จะตีกลองสำเนียงประมาณไหน โตจะเล่นเบสสำเนียงแบบนี้ แล้วก็ไกด์แจกจ่ายงานให้ทุกคน สุดท้ายมันก็จะออกมาเป็น The Parkinson ที่ทุกคนขัดเกลากันมาเต็มที่ 

อย่างศิลปินทุกคนจะมีเพลงประจำตัว เพลงของ The Parkinson คือเพลงอะไร
          กานต์: ก็จะมีอย่างเพลง เพื่อนรัก, อยากบอกเธอว่ารัก, หมดแก้ว และ คืนนี้ ซึ่งเพลง เพื่อนรัก จะมาแรงสุด

ถ้าในแง่ของคนทำเพลง อยากจะก้าวขึ้นไปต่อแค่ไหน
          
กานต์: ในมุมของผมเรารู้สึกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราคิดว่าเราทำแบบนี้ขายไม่ได้แน่นอนเพราะว่าเราใส่สุดทุกอย่างที่เรามีเลย เรื่องร้องก็ยาก คอร์ดก็ยาก พอเราจับทางได้ว่าเราก็มีทางของเรา ลองทำแบบนี้ จากที่เคยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้มาก่อน แต่กลายเป็นว่ามีคนรอจะเสพมัน เราก็เลยทำต่อมาเรื่อยๆ

เล่าถึงความทรงจำดีๆ ในค่าย Spicy Disc ให้ฟังหน่อย
          กานต์: น่าจะเป็นพี่เต้งอันดับแรก เพราะพี่เต้งแกเหมือนเป็นผู้ให้เขาไม่ได้ให้แค่โอกาสนะครับ พี่เต้งดูแลพวกเราทุกอย่าง ดูแลเรื่องแนวคิดหรือในช่วงที่เราเหงา เราก็สามารถไปหาเขาที่บ้านได้ (หัวเราะ) จะมีผู้บริหารค่ายที่ไหนสามารถลงมาสนุกกับเราขนาดนี้ 

หลังจากนั้นเราคิดว่าจะตอบแทนค่ายอย่างไรบ้าง
          
กานต์: ตอนนี้ The Parkinson เราหารือกันมาได้สักพัก เรื่องความคาดหวังเนี่ยอย่างแรกเลยคือเราต้องทำอัลบั้มให้เสร็จก่อน ที่ผ่านมาวงเราปล่อยเพลงแรกเลยไม่มีเพลงสต๊อกไว้ ทำเสร็จก็ตื่นเต้นแล้วรีบปล่อยเลย พอปล่อยก็ไม่คิดว่ามันจะดัง หลังจากนั้นเราก็เริ่มทัวร์ มันเป็นรูปแบบนี้มาตลอด ทัวร์เยอะเลยแหละ แต่ละเพลงเลยเหมือนเสร็จช้า แต่พอมาปีหลังๆ เราเริ่มมีในใจว่าเราน่าจะมีอุปกรณ์บางอย่างที่เราสามารถเอาไปทัวร์แล้วทำเพลงได้ด้วย ต้องการแค่นี้เลยครับ แต่ความคาดหวังคือได้ปล่อยเพลงเยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเรามีไอเดียเยอะมากที่อยากจะนำเสนอ คาดหวังให้เพลงออกไปเยอะๆ คนฟังเขารออยู่

ความสนุกของการทำดนตรีคืออะไร
          กานต์: อย่างเพลงช้าเราก็อยากจะดิ่งอารมณ์ที่สุด ถ้าเพลงรักต้องรักให้สุด ถ้าอยากเล่นแง่มุมไหนก็ต้องไปให้สุด แง่มุมของผมในการเขียนเพลง มันเป็นเรื่องท้าทายเหมือนกัน ด้วยความที่ดนตรีโซลมันจะค่อนข้างยาก มันไม่ได้ยากที่สุดในโลกนะ แต่เหมือนมันยากกับวรรณยุกต์ของเพลงไทย ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายของเราที่จะเขียน สมมติมีประโยคหนึ่งมา เป็นเมโลดี้ประโยคหนึ่ง บางทีโน้ตมายากมาก ผมหาประโยคนี้อยู่ 3-4 วัน ก็สนุกตรงนี้แหละ อย่างพาร์ตดนตรีก็ใส่สุดกันอยู่แล้ว ใครมีอะไรก็สะกิดกันมาเลย แล้วก็จะเป็นความสุข (หัวเราะ) ยิ่งเพลงล่าสุด ‘คนชั่ว 2018’ จะปนความสะใจอยู่เยอะเลย (หัวเราะ) ให้ความรู้สึกว่าได้ทำสักทีนะ มันเป็นเพลงที่คิดไว้นานมาก ผมอยากให้กลองมีความพิเศษมากๆ มีลูกส่งกลองยากๆ ในเพลงไทยมีเยอะ ส่วนใหญ่เทคนิคพวกนี้จะไปอยู่ในเพลงร็อก เร็วๆ แต่ว่าเพลงช้าจะไม่ค่อยมี แล้วผมชอบมากงานแบบนี้ก็เลยจัดมาให้เบียร์เต็มที่ (หัวเราะ) กระหน่ำเลย สนุกมากครับ

อะไรคือความคุ้มค่าที่ทำให้เรายังทำงานในสายดนตรีต่อไป
          กานต์: สิ่งที่ยังคิดว่าเรายังทำได้อยู่คือเรื่องเงินครับ มันคือเรื่องจริง ผมจะต้องต่อสู้กับคำพูดเรื่องนี้มาตลอดเลย ส่วนใหญ่ครอบครัวคนไทยจะมองว่าอาชีพนี้ไม่มีหลักแหล่ง จะไปรอดไหม จะเลี้ยงครอบครัวได้ไหม แต่พอเราได้มาอยู่ตรงนี้เราโคตรภูมิใจเลยว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริงๆ เป็นอะไรที่ภูมิใจแล้วก็ควรค่าแก่การยืนอยู่ตรงนี้ ใครที่ทำอะไรแบบนี้อยู่ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ ผมจะแนะนำน้องๆ นักดนตรีเสมอว่ามันต้องมีที่ยืนของเรา แต่ว่าก่อนอื่นคุณต้องทำเพลงก่อน แล้วคุณถึงจะได้มายืนตรงนี้ได้

ถ้าตอนนี้ไม่ได้อยู่ค่าย Spicy Disc คิดว่าตอนนี้ The Parkinson กำลังทำอะไรอยู่ 
           กานต์: ถ้าไม่ได้อยู่ค่าย Spicy Disc ตอนนี้ถ้าแย่ที่สุดก็คงทำงานเพลงเหมือนเดิมนะ (หัวเราะ) คงยังเล่นดนตรีที่ร้านเดิม แต่ลึกๆ แล้วเราก็อยากทำเพลงแหละครับ อาจจะไปทำกับที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่ก็คงต้องไปเจออุปสรรคในแบบที่แตกต่างกันไป Spicy Disc ให้โอกาสเรามาอยู่ตรงนี้ เพราะเราอาจจะไม่มีความกล้าที่จะทำเพลงด้วยตัวเอง การทำเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งยากมากนะ ผมถึงบอกว่าพี่เต้งเขากล้าเสี่ยงมากที่มาทำเพลงกับพวกเรา เขายอมเสี่ยงกับอะไรที่เขาไม่รู้จักดีด้วยซ้ำ แต่ว่าทุกคนที่ได้รับโอกาสก็เลยมีความสุขมากครับ