จับเข่าคุย 'ไทชิ นาคากาวะ' เรื่องเทรนด์ภาพยนตร์จากการ์ตูนญี่ปุ่น

14.03.18 338 views

ไทชิ นาคากาวะ คือนักแสดงดาวรุ่งชาญี่ปุ่น ผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์กระแสดีอย่าง Kaseifu on Mita และ GTO เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ได้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่กำลังขึ้นหม้อมากที่สุดของวงการบันเทิงญี่ปุ่น เพราะเขามีงานแสดงทั้งซีรีส์และภาพยนตร์เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อย่างในปีนี้ก็มีภาพยนตร์เข้าฉาย 2 เรื่องอย่าง Kids on the Slope กับ Rainbow Days ส่วนซีรีส์ก็มี 2 เรื่องคือ Boys Over Flowers กับ Kakegurui และแน่นอนว่าทั้ง 4 เรื่องนั้นสร้างมาจากมังงะทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเขาเดินทางถึงเมืองไทยเพื่อร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2018 เราจึงไม่รอช้าชวนเขามาคุยถึงเรื่องราวความเป็นไปในอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่น ที่กำลังโดนมังงะครอบครองทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ 



อยากรู้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไงบ้าง 

"ถ้าเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์อยู่แล้ว น่าจะสังเกตเห็นว่าระยะหลังมานี้ ที่ญี่ปุ่นมีการนำมังงะมาสร้างเป็นภาพยนตร์กันเยอะมาก ภาพยนตร์เรื่อง ReLIFE (ทาเคชิ ฟุรุซาวะ, 2017) ที่ผมแสดงนำก็สร้างมาจากมังงะ แต่จะว่าไปภาพยนตร์อีกสองเรื่องที่กำลังเข้าฉายในปีนี้ของผมก็สร้างจากมังงะเหมือนกัน" 

คนญี่ปุ่นเริ่มเอียนภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะแล้วหรือยัง
 
"อื้อหือ! เชื่อไหมว่าผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือยังไม่มีคนเคยถามอะไรแบบนี้มาก่อนด้วย (หัวเราะ) ผมคิดว่าอะไรที่ทำซ้ำซากอยู่บ่อยๆ ก็ย่อมจะทำให้คนรู้สึกเบื่อเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะมีคนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่รู้สึกเบื่อภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะอยู่แล้วละครับ แต่ถ้าพูดกันตามตรงผมมองว่าจุดที่ซ้ำซากของภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะก็คือถูกสร้างจากมังงะนั่นแหละครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาเลย เพราะมังงะญี่ปุ่นค่อนข้างจะมีความหลากหลายสูงมาก เนื้อหาส่วนใหญ่ก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน มีประเด็นให้เล่าเรื่องแตกต่างกันไป อีกอย่างวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ก็ไม่เหมือนกับมังงะร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แน่นอนว่าบรรยากาศหรือภาพรวมของภาพยนตร์อาจจะคล้ายมังงะ แต่ถ้าได้ดูไปสักระยะหนึ่งก็จะรู้ว่าทั้งสองเวอร์ชั่นมีบางสิ่งบางอย่างที่ต่างกันอยู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะยังคงเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น" 

แล้วในแง่ของนักแสดงรู้สึกเบื่อหรือเปล่าที่ต้องแสดงเป็นตัวละครในมังงะอีกแล้ว
 

"เอาจริงๆ ผมเองก็อยากลองรับบทที่ต่างไปจากที่ได้เล่นอยู่ตอนนี้เหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) แต่ถามว่านั่นเป็นความรู้สึกเบื่อหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่นะครับ เพราะบทบาทที่ผมได้รับมาทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยังไม่ซ้ำกันเลย ออกจะแตกต่างกันไปคนละขั้วเลยด้วยซ้ำ ถึงคาแร็กเตอร์แทบทั้งหมดจะมีพื้นฐานมาจากมังงะ แต่เมื่อบทบาทเหล่านั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นภาพยนตร์แล้ว ตัวละครตัวนั้นจะโดนบิดให้มีอะไรบางอย่างต่างไปจากมังงะ ส่วนตัวผมเป็นนักแสดงก็ต้องนำบทนั้นมาทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อทำให้ตัวละครนั้นโดดเด่นและแตกต่าง ดังนั้นเรื่องเบื่อจึงยังไม่เคยหลุดเข้ามาในหัวเลยครับ แต่สมมติว่าวันหนึ่งผมได้รับแต่บทซ้ำๆ หรือคล้ายกันบ่อยๆ วันนั้นก็อาจจะเป็นที่ผมเบื่อการแสดงภาพยนตร์จากมังงะก็ได้นะ" 

เสน่ห์ของภาพยนตร์ที่สร้
งจากมังงะอยู่ตรงไหน 
"ผมคิดว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะไม่จำเป็นต้องมีเสน่ห์อะไรหรอกครับ เพราะสุดท้ายแล้วภาพยนตร์เรื่องนั้นจะมีคนดูหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานจะทำออกมาได้ดีแค่ไหนมากกว่า ผมไม่ปฏิเสธว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะจะได้ฐานคนดูจากแฟนมังงะอยู่แล้ว แต่สุดท้ายถ้าคุณทำภาพยนตร์เรื่องนั้นออกมาไม่ดี ยังไงก็คงไม่มีคนยอมเสียเงินเข้ามาดูคุณในโรงภาพยนตร์อยู่ดี เพราะสิ่งที่ตัดสินใจคือเงื่อนไขทางภาพยนตร์มากกว่าเสน่ห์จากมังงะ" 


คิดว่าการแสดงเป็นตัวละครในมังงะน่าจะทำให้คุณโดนเปรียบเทียบกับต้นฉบับแน่ๆ
 
"โดนแน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะบรรดาคนอ่านที่เป็นแฟนคลับของมังงะเรื่องนั้นๆ ก็ย่อมจะมีมุมมองและทัศนคติต่อตัวละครวาดไว้อยู่ในหัวอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้ผมจะแสดงออกมาดีแค่ไหน ตั้งใจและทุ่มเทมากยังไง สุดท้ายก็ต้องมีแฟนคลับมังงะจำนวนหนึ่งที่ไม่ชอบการแสดงของผมอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับไว้ให้ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเครียดหรือหัวเสียกับเรื่องนั้น เพราะเป็นเรื่องธรรมดามากที่มังงะกับภาพยนตร์จะไม่เหมือนกัน การที่เราหยิบมังงะที่เป็นสองมิติมาสร้างใหม่เป็นแบบคนแสดงสามมิติ ก็ย่อมต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่โดนบิดเบือนไป เพื่อให้เข้ากับสไตล์การเล่าเรื่องของสื่อนั้นๆ เพียงแต่เราฐานะนักแสดงก็จำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนักเหมือนกัน เพื่อให้ตัวละครตัวนั้นยังคงเสน่ห์บางอย่างของมังงะเอาไว้ โดยที่ไม่หลุดออกจากบทบาทของเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เพื่อให้คนที่อ่านมังงะก็อินและคนดูภาพยนตร์ก็อินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนี่คือเการทำงานที่ยากที่สุดของคนเป็นนักแสดงเลยครับ" 

แบบนี้ต้องอ่านมังงะทุกเรื่องที่แสดงเลยหรือเปล่า
 
"อ่านทุกเรื่องเลยครับ เพราะผมต้องการให้มังงะเป็นไกด์ให้ก่อนว่าคาแรกเตอร์ของผม มีภาพลักษณ์หรือมีบรรยากาศรอบตัวประมาณไหน จากนั้นค่อยไปอ่านบทภาพยนตร์เพื่อให้ภาพทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นครับ" 

อ่านทั้งสองเวอร์ชั่นแบบนี้มีโมเมนต์ขัดแย้งในหัวบ้างไหมว่า บทภาพยนตร์ไม่เห็นเหมือนมังงะเลย
"ไม่เคยมีความคิดแบบนั้นเกิดขึ้นเลยครับ เพราะผมจะแบ่งมังงะกับบทภาพยนตร์ออกจากกันอย่างชัดเจน อีกอย่างผมเข้าใจอยู่แล้วว่าบทภาพยนตร์ไม่มีทางเหมือนกับมังงะร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว" 

ปกติอ่านมังงะอยู่แล้วหรือเปล่า
 
"นอกจากอ่านเพื่อการทำงานแล้ว ปกติก็ไม่ค่อยได้อ่านมังงะสักเท่าไหร่ครับ ยกเว้นจะมีเพื่อนแนะนำว่ามีเรื่องไหนสนุกสุดๆ บ้าง ผมถึงจะเข้าร้านหนังสือไปหาซื้อมาอ่าน" 

เรื่องล่าสุดที่ไปซื้อมาอ่านเองคือเรื่องอะไร
 
"Gantz เรื่องนี้เป็นมังงะที่ผมชอบมากเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นมังงะที่เล่าเรื่องราวแฟนตาซีบนโลกแห่งความเป็นจริง แล้ววิถีการเล่าเรื่องของเขาสามารถดึงเราเข้าไปอยู่ในเรื่องได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งผมก็แอบคิดเหมือนกันนะครับว่าจริงๆ แล้ว โลกของเรามนุษย์ต่างดาวหรือใครสักคนควบคุมอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า (หัวเราะ) อ้อ! เรื่องนี้ก็เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ไปแล้วด้วยนะครับ ถ้ายังไม่เคยอ่านผมแนะนำเลยครับ 

มีมังงะเรื่องไหน
หรือบบาทแบบใดที่อยากแสดงเป็นพิเศษไหม 
"ถ้าเป็นมังงะก็ยังไม่มีนะครับตอนนี้ แต่ถ้าพูดถึงบทบาทที่ผมอยากแสดงมากเป็นพิเศษอันนี้มี นั่นคือบทตัวร้ายแบบสุดๆ ครับ เพราะการแสดงที่ผ่านมาของผมส่วนใหญ่จะมีแต่บทพระเอกแสนดี ผมก็เลยอยากลองเล่นบทตัวร้ายที่มีความโหดเหี้ยม ใจร้ายชนิดที่ทำให้คนดูเกลียดผมขึ้นมาได้เลยครับ ผมอยากรู้ว่าตัวเองจะสามารถเล่นบทแบบนั้นได้ขนาดไหน อีกอย่างผมคิดว่าเวลาเล่นบทพระเอกแสนดีในมังงะแทบทุกเรื่อง มักจะมีประโยคคำพูดที่ชวนจั๊กจี้ให้เห็นอยู่ตลอด อย่างซีรีส์เรื่องหนึ่งของผมที่เป็นฉากโรแมนติกในห้องเรียน ผมที่เป็นตัวเอกต้องดึงนางเอกมาจูบที่ม่าน แล้วเราต้องบอกว่าสิ่งที่ทำคือบทลงโทษของผ้าม่าน เฮ้ย! มันจั๊กจี้มากเลยนะครับ คนปกติเขาพูดอะไรแบบนี้กันจริงๆ เหรอ ไม่มีทางแน่ๆ นี่มันมังงะมากๆ เลยนะ ผมไม่มีทางพูดในชีวิตจริงแน่ๆ (หัวเราะ) แต่พอเวลาต้องถ่ายก็ไม่มีปัญหานะครับ ถึงจะเขินยังไง แต่พอเข้าฉากเราก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองออกมาให้ดีนั่นแหละครับ (หัวเราะ)" 




เวลาย้อนกลับมาดูฉากแบบนี้รู้สึกเขินไหม
 
"ถามว่าเขินไหม ก็เขินนะครับ แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ครับ เพราะสิ่งที่ทำให้เขินจริงๆ เวลากลับไปดู น่าจะเป็นผลงานเก่าๆ ตอนเข้าวงการใหม่ๆ เพราะผไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อนเลย ดังนั้นเวลาแสดงแต่ละเรื่องผมจะใช้แค่ความพยายามอย่างเต็มที่ในตอนนั้นอย่างเดียว โดยไม่มีเทคนิคการแสดงอะไรเลย ทุกวันนี้ถ้าได้กลับไปนั่งดูผลงานเหล่านั้น ผมจะเขินมาก รู้สึกว่าตอนนั้นฉันทำอะไรลงไปเนี่ย (หัวเราะ)" 

อยากรู้ว่าคนญี่ปุ่นดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นกันเยอะแค่ไหน
 
"ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่ความชอบของแต่ละคนนะครับ แต่ถ้าให้พูดจากมุมมองของผม ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นน่าจะดูภาพยนตร์ญี่ปุ่น มากกว่าภาพยนตร์ต่างประเทศเสียอีกนะครับ เพราะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องก็เข้าช้ากว่าทั่วโลกนานมากเลยนะครับ บางเรื่องช้ากว่าเป็นเดือนเลย" 

ทำไมคนญี่ปุ่นดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นเยอะจัง ต่างจากคนไทยที่ไม่ดูภาพยนตร์ไทยสักเท่าไหร่เลยนะ
 

"จริงเหรอครับ คนไทยไม่ค่อยชอบดูภาพยนตร์ไทยเหรอ" 

ใช่ครับ ถ้ามองจากรายได้ของภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะเรียกว่ายุคมืดก็ไม่ผิดนะ
 
"โอ้ (ลากเสียงประหลาดใจ) ส่วนตัวผมมองว่าภาพยนตร์ต่างประเทศก็สนุกดีนะครับ เป็นความสนุกแบบภาพยนตร์ต่างประเทศ ในขณะที่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็สนุกเหมือนกัน แต่เป็นความสนุกที่ต่างไปจากภาพยนตร์ต่างประเทศ เป็นความสนุกที่ทำให้คนญี่ปุ่นด้วยกันเองรู้สึกถึงอารมณ์ร่วมในฉากนั้นๆ เรียกว่าคนญี่ปุ่นสามารถเล่าเรื่องบางอย่างได้แบบเข้าอกเข้าใจคนญี่ปุ่นด้วยกันได้ดีกว่านั่นแหละครับ ผมว่าน่าจะเป็นจุดนี้ที่ทำให้คนญี่ปุ่นยังคงดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าก็ได้"