Strong Mom - นุ๊ก สุทธิดา

13.03.19 89 views

เส้นทางชีวิตในวงการบันเทิงของเธอค่อนข้างยาวนานและผกผัน จากเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่เข้าสู่วงการละครโทรทัศน์แนวจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง ‘โม่งป่า’ ตอนวัย 15 กระทั่งได้ออกอัลบั้มเพลงชุดแรกของตนเองใน 2 ปีถัดมา กับสังกัด RS ใช้ชื่อว่า ‘Nook’ ชื่อเดียวกันกับชื่อเล่นของตัวเองมีเพลงที่ได้รับความนิยมอย่าง ‘รอได้ไหม’ ‘ถอนสายบัว’ ‘รักเธอไม่ได้’ ‘กลับใจ’ จนถึงอัลบั้ม ‘Super Teens’ ซึ่งเป็นการรวมตัวของศิลปินตัวท็อปของค่าย แจกจ่ายความดังให้กันอย่างทั่วถึง

‘นุ๊ก-สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา’ ได้รับรางวัลสูงสุดด้านการแสดง นั่นคือรางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ จากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ ‘โลกทั้งใบให้นายคนเดียว’ เมื่อปี 2538 จากนั้นเธอก็เวียนว่ายอยู่ในวงการ กระทั่งมาพบรักและแต่งงานกับสามีคนแรก-บุญสิทธิ์ ธรรมโรจน์พินิจ เมื่อปี 2547 มีลูกชายด้วยกัน 2 คน แล้วเธอก็เปลี่ยนเส้นทางชีวิตเข้าสู่แวดวงการเมืองตามสามี

นุ๊กหย่าขาดจากสามีคนแรกเมื่อปี 2552 ก่อนจะเลือนหายไปจากกระแสของสื่อ และกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อเธอตัดสินใจเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และแต่งงานกับหนุ่มช่างภาพชาวมาเลเซีย-มูฮาหมัด ฮากีม บิน อาซาฮา และมีลูกชายด้วยกันอีก 1 คน

วันนี้ในวัย 42 ปี นุ๊ก สุทธิดา ยังคงรับบทบาทแม่ในชีวิตประจำวัน และบทบาทอื่นๆ ในละคร อีกทั้งยังหวนกลับมาทำงานเพลงอีกครั้งกับค่าย MONO MUSIC ออกซิงเกิ้ล ‘น้ำ...ในแจกันดอกไม้’ และทำธุรกิจฟิตเนส ‘Fit Addict’ ที่กลายเป็น ‘คุณแม่สาย Healthy’ และชีวิตที่ลงตัวในแบบของเธอ


เริ่มรู้สึกว่าต้องออกกำลังกายหรือต้องทำอะไรบางอย่างตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนแรกมันเหมือนต้องการเอาชนะตัวเองมากกว่า นุ๊กไม่ชอบคำว่า ‘ทำไม่ได้’ เวลาที่ทำไม่ได้ปุ๊บมันหมายความว่าเราต้องทำ โดยเฉพาะถ้ามีคำว่า ‘ผู้หญิงทำไม่ได้’ ก็จะต้องทำเป็นพิเศษ ก่อนหน้านั้นนุ๊กไม่ได้ออกกำลังกายเป็นจริงเป็นจัง แต่ว่ามีกิจกรรมที่ผู้หญิงทำไม่ได้ อย่างเช่นดริฟต์รถ เราจะรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ เพราะว่าคนที่เราไปขอให้หัดบอกว่าอย่าเลย...ผู้หญิงทำไม่ได้หรอก มันคือประโยคนั้นที่ฝังใจ กีฬาทุกชนิดที่เราเล่นจะต้องเป็นอะไรที่ท้าทาย ผู้หญิงทำไม่ได้

จนมาเจอกีฬาปีนผ้า-กายกรรมของครูเล้ง (ราชนิกร แก้วดี) เข้า แต่กีฬานี้ดูเป็นผู้หญิงมาก เราไม่คิดจะเล่น เพื่อนสนิทคนนึงบอกว่าอยากเล่นจังเลย นุ๊กรู้จักเล้งใช่ไหม ไปหาให้หน่อยนุ๊กบอกรู้จัก เดี๋ยวไปถามให้ พอไปถึงเราก็ไปโพสท่าถ่ายรูป โปรโมตให้ลงรูปในไอจีเพื่อไปถามให้เพื่อนรักเรา แต่เพื่อนรักดันมาคอมเมนต์ว่าท่าง่าย เอาสิ...เข้าโหมดเดิมอีกแล้ว นุ๊กเลยบอกว่างั้นหล่อนไม่ต้องเรียน เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู

มันเริ่มจากการท้าทายกันเอง แล้วปรากฏว่าเพื่อนไม่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราโดนท้าทาย แล้วเราก็ไปเรียนจริงจัง จนเราโชว์ เป็นครูสอน ขายโชว์ นุ๊กก็ไม่เข้าใจว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรเหมือนกัน มันเริ่มจากตรงนั้นจริงๆ แต่สุดท้ายปลายทางแล้วมันไปจบที่คำว่ากีฬามันทำให้ชีวิตเปลี่ยน หลายๆ คนเริ่มออกกำลังกาย จากที่อยากจะเปลี่ยนหุ่น รูปร่าง แต่ตอนนั้นนุ๊กไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น นุ๊กแค่รู้สึกว่าเล่นเพราะอยากเอาชนะ แต่สิ่งที่ได้มาคือเราทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราคิดบวกขึ้น เรารู้จักมองโลกในมุมใหม่ๆ เพราะเคมีในหัวของเรามันทำงานเป็นปกติ เราก็รู้สึกว่ามันมีประโยชน์จังเลย แล้วสุดท้ายพอเราถ่ายรูปโพสต์ไปมา คนก็เลยพูดถึงเรื่องซิกซ์แพ็กของเรา ซึ่งมันเป็นแค่ของแถมในความรู้สึกของนุ๊กในตอนนั้น 


จริงๆ แล้วไม่คิดอยากได้ซิกซ์แพ็กหรอกเหรอ

แทบไม่ได้โฟกัสเลยค่ะ แต่พอคนพูดถึง เราก็กลับมาดู มันเป็นแค่ของแถมเฉยๆ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นเยอะ


ตอนนั้นเคยมองหรือเปล่าว่าซิกซ์แพ็กเป็นสิ่งที่สวยงาม เคยรู้สึกก่อนหน้าที่จะมีไหม

ความใฝ่ฝันตอนเด็กคือนุ๊กอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้สอนให้ดูทีวี นุ๊กไม่รู้จักเลยกับคำว่าดารา คือต้องดังจริงแบบพี่เบิร์ด ธงไชย, พี่ปุ๊ อัญชลี นอกเหนือจากนั้นนุ๊กแทบจะไม่รู้จักใครเลย เพราะว่าไม่ดูทีวี แต่จะรู้จักนักกีฬาเกือบทุกคนในยุคนั้น และนักกีฬาก็เป็นสตาร์สำหรับเรา อย่างเช่นกีฬาฟุตบอล ราชประชา ทอ. ท่าเรือ มีประทีป ปานขาว, ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน, หรือเรวดี ศรีท้าว นักวิ่งทีมชาติ ซึ่งเคยไปชนะลิเดีย เดอเวก้า ที่เป็นนักวิ่งแล้วก็เป็นนางแบบด้วย หุ่นดีมาก ไว้เล็บยาวข้างซ้ายข้างเดียว ตอนเป็นเด็ก นุ๊กรู้สึกแค่ว่าอยากเป็นอย่างนี้ ด้วยความที่เราอยู่กับคุณพ่อเยอะ

เพราะฉะนั้นเรื่องหุ่นแบบนักกีฬาก็ไม่ใช่สิ่งที่นุ๊กใฝ่ฝัน นุ๊กมองว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง เราเห็นแต่ผู้หญิงประเภทนี้เราก็เลยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องประหลาด จนเราก็พยายามความใฝ่ฝันเป็นนักวิ่ง เป็นนักว่ายน้ำ ตอนเด็กๆ นุ๊กตัวดำมาก เพราะทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา ไม่ว่าจะว่ายน้ำ หรือวิ่ง จนมาเข้าวงการนุ๊กยังตัวดำอยู่เลย เล่นเรื่อง ‘โม่งป่า’ ไม่รู้ใครเป็นโม่งป่ากันแน่ 


แล้วเริ่มรู้สึกจริงๆ จังๆ ว่าไขมันฉันต้องเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ แขนต้องเท่านี้มีเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า

มีเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องหุ่น เพราะว่าเราเริ่มทำโชว์ เริ่มรู้สึกว่าอยากขยับไปเล่นอย่างอื่น ซึ่งมันต้องใช้ Performance ที่หนักมาก และรู้สึกว่าเรา Overtrain คือการที่กินไม่พอ แล้วก็ทำให้ Performance ของตัวเองดร็อปลงไป หลังจากนั้นนุ๊กเริ่มศึกษา ไปเรียนเทรนเนอร์ที่เขาต้องไปสอบให้ได้รับการรับรองแบบสากล ซึ่งในเมืองไทยก็จะมีเทรนเนอร์แบบนี้ กับเทรนเนอร์ที่ยังไม่มีใบรับรอง แต่ตอนนั้นนุ๊กรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ไปเพื่อจะเป็นเทรนเนอร์ เราไปเพื่ออยากจะรู้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ Overtrain ให้การกินของเราทำให้การออกกำลังกายของเราดีขึ้น ก็เลยไปเรียน พอไปเรียนเราก็ได้รู้จัก Sports Nutrition ในแง่ต่างๆ ทั้งลดและเพิ่ม แต่เราก็สนใจว่ามันจะไม่ Overtrain อย่างไร ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาระดับนึง


หลังจากเล่นปีนผ้า ยังเล่นอะไรอีกบ้าง ในสิ่งที่เรียกว่าการออกกำลังกาย

พอปีนผ้ามาถึงจุดหนึ่งก็กลับไปสู่สิ่งที่แมนเหมือนเดิมก็คือ Calisthenics หรือที่เรียกว่า Street Workout นั่นเอง ซึ่งไม่ค่อยมีผู้หญิงเล่น เพราะนุ๊กอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณจะมาพูดคำนี้กับผู้หญิงไม่ได้ นุ๊กเกลียดมากเวลาขับรถ รถคันหน้าขับแย่ๆ แล้วก็มีคนพูดว่าผู้หญิงแน่เลย ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ทั้งที่เราก็รู้ลึกๆ ว่าเป็นผู้หญิงแน่ๆ พยายามขับผ่านแล้วก็พูดว่าขอให้ไม่ใช่ แล้วเมื่อไหร่ที่มันไม่ใช่ เราก็จะพูดเสียงดังว่าไม่ใช่ผู้หญิงขับนะจ๊ะ

มันอาจจะเป็นนิสัยส่วนตัว สุดท้ายก็เลยกลับมาออกกำลังกายที่ Street Workout นุ๊กพยายามที่จะเล่น พยายามที่จะเป็น เริ่มต้นด้วยการไปหาเรียน ซึ่งในเมืองไทยหายากมาก ยากไปกว่านั้นคือแบบที่มีหลักสูตรจริงๆ นุ๊กไม่ได้ดูถูกคนไทยนะคะ เรื่องการศึกษาเราต้องใช้ตัวหนังสือภาษาไทย อย่าว่าแต่ใครเลยตัวเราเองจะเข้าใจตำราหรือภาษาอังกฤษมากๆ เราเบื่อ ก็เลยรู้สึกว่าของพวกนี้
มันต้องอ่านต้องเรียนมันถึงจะเป็นหลักสูตร จนได้ไปเจอครูท่านนึง ซึ่งเขาทำเป็นหลักสูตร เรารู้สึกว่ามีแนวทาง ก็เลยได้ไปเรียนกับครูคนนั้น ได้วิชามาเยอะเหมือนกันค่ะ 


มีบ่อยครั้งไหมที่ได้ยินคำพูดประมาณว่าตัวเล็กแค่นี้จะมีแรงเหรอ

เชื่อไหมว่าถ้าด่าคำนี้นุ๊กจะเจ็บมากเลย เหมือนเอาหัวใจไปวางที่พื้นแล้วเหยียบเลย นุ๊กเกลียดมาก คำว่าตัวเล็กหรืออะไรแบบนี้ค่ะ แต่ว่าบางทีบางคนจะไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ช่วงเทรนด์หนักมากๆ นุ๊กตัวเล็กกว่านี้ แต่เป็นกล้ามหมดเลย แล้วคนทั่วไปจะไม่เข้าใจว่ากล้าม 1 กิโลกรัม กับไขมัน 1 กิโลกรัมมีมวลที่ไม่เท่ากัน นึกออกไหมคะ มีขนาดเป็น 3 เท่าเลย กล้าม 1 กิโลกรัมเล็กมากๆ ในขณะที่ไขมัน 1 กิโลกรัมแต่ใหญ่มากๆ

ตอนนั้นนุ๊กหนักกว่านี้ประมาณ 4 กิโลกรัม แต่เอวเล็กกว่านี้ 4 นิ้วครึ่ง หมายความว่าตอนนี้เอว 24 ครึ่ง ตอนนั้นเอว 20 ครึ่ง แต่น้ำหนักเยอะกว่านี้มาก เพราะว่ามันเป็นกล้ามหมดเลย แล้วมักจะโดนทักบ่อยๆ ว่าทำไมตัวเล็กจัง จริงๆ ตอนนั้นคือเขาไม่เห็นว่าถอดเสื้อแล้วจะเห็นเป็นกล้ามหมดเลย นุ๊กไม่ชอบคำนี้เลย เหมือนคนทักว่าทำไมผอมจัง สงสัยไม่ค่อยกิน เรากินเยอะมาก แต่เราออกกำลังกายเยอะแล้วเป็นกล้าม คนที่ดูเป็นจะรู้ว่าคนที่อดอาหารจนผอม แล้วเรียกตัวเองว่าหุ่นดี กับคนที่ออกกำลังกายจนเป็นกล้ามมันต่างกัน

เคยมีเหตุบังเอิญว่าวันนึงนุ๊กใส่เสื้อตัวที่ปกติไม่ใส่เลย วันนั้นใส่เป็นวันแรกหลังจากที่ซื้อมานานหลายปีแล้ว และตอนนั้นเป็นช่วงที่ท็อปสุด นุ๊กกล้ามใหญ่มากเลย บึก แมนมาก มีผู้ชายตกใจว่ากล้ามใหญ่กว่าเขาอีก ตอนนั้นนุ๊กบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวกล้ามใหญ่กว่านี้อีกนิดแล้วจะหยิบมาใส่ แต่แล้ววันนั้นก็ไม่มีมาถึง เพราะนุ๊กแต่งงาน เริ่มท้อง เริ่มมีลูก ไปไกลมากเลย แล้วกลายเป็นว่าเห็นเสื้อตัวนี้แล้วเจ็บ เพราะว่ากล้ามเราเล็กลงเรื่อยๆ ตัวเราก็เล็กลงเรื่อยๆ

นุ๊กเห็นเสื้อตัวนี้ทีไรแล้วบาดใจ กลายเป็นว่าเราหยุดออกกำลังกายไปช่วงนึงเลย เราไม่ได้มหัศจรรย์เหมือนแต่ก่อน ที่เดินไปไหนแล้วผู้ชายเดินหนี เพราะยกได้หนักกว่า ทำได้เยอะกว่า เราจะรู้สึกว่าผู้ชายเกลียดเรา-เราชอบ ตอนนี้เหมือนเป็นผู้หญิงธรรมดา

วันนี้เป็นวันแรกที่หยิบเสื้อตัวนี้มาใส่ เพราะยอมรับกับตัวเองได้ รู้สึกว่าเราต้องยอมรับก่อนเราถึงจะไปตั้งหลักออกกำลังกายใหม่ ถ้าเรามัวแต่คิดว่าเมื่อก่อนเราเคยทำได้ขนาดนี้ พูดถึงแต่เมื่อก่อน ตอนนี้เราก็เลยรู้สึกว่าต้องยอมรับมัน หยิบเสื้อมาใส่มันก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่แล้วนะ แต่ถ้ามีคนมาทักว่าตัวเล็กจะรู้สึกแบบ...ทักว่าอ้วนยังไม่เจ็บเลย 


โดยส่วนตัวอยากเป็นผู้หญิงมีกล้ามหรือเปล่า

นุ๊กชอบผู้หญิงมีกล้ามมากกว่าค่ะ อยากหุ่นเหมือนเดิม มีกล้าม ไม่ชอบให้ตัวเองดูตัวเล็กๆ ผอมๆ


ตอนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ เชฟแน่นขึ้น มีกล้ามท้อง ซิกซ์แพ็ก คนรอบข้างว่าอย่างไรบ้าง

กลัว เพราะกล้ามมันจะชัดมาก ใหญ่มาก เพื่อนๆ นุ๊กจะกลัว บอกว่าทำไมโหดอย่างนี้ เขาจะทักค่ะ ยิ่งบางส่วนขึ้นยากๆ เช่น เส้นกลางหน้าอก จะดูโหดมาก ผู้ชายบางคนบอกเล่นแทบตายยังไม่ขึ้นเลย แต่ตอนนั้นเราขลุกอยู่กับการออกกำลังกายเป็นหลักจริงๆ


คิดว่ามุมมองของคนทั่วไป ระหว่างผู้ชายมีกล้ามและซิกซ์แพ็ก กับผู้หญิงมีกล้ามและซิกซ์แพ็กต่างกันไหม

ไม่ต่างกันค่ะ ถ้าพูดถึงมุมมองคนทั่วไปไม่ค่อยชอบหรอกค่ะ นุ๊กเคยสังเกตจากน้องชาย เมื่อก่อนเขาจะเป็นผู้ชายสายหมี ธรรมดา มีเนื้อแต่ไม่ได้แบบพัง หมีๆ หน่อย ตอนนี้ที่เขาไปเล่นกล้ามแล้วตัวใหญ่ บึกมาก เขาบอกว่าผู้หญิงเข้าหาเขาน้อยกว่าตอนที่เขายังเป็นสายหมี ซึ่งก็จริง ผู้หญิงก็เป็นค่ะ คือผู้ชายจริงๆ ไม่ได้ชอบผู้หญิงผอมแบบที่ผู้หญิงมองว่าเขาจะชอบ หรือว่าเป็นกล้ามมากๆ คนก็คงจะกลัว แต่ด้วยความที่เวลานุ๊กชอบอะไร นุ๊กชอบเพื่อตัวเองไงคะ เวลาเรามีแฟนแล้วเราก็ไม่ได้อยากจะทำหุ่นเพื่อที่จะให้คนอื่นชอบ แต่เรารู้สึกว่าเราชอบแบบนี้ เราอยากเป็นนักกีฬา เราก็ชอบอะไรแบบที่มันแมนๆ 


แล้วแฟนไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม อย่างเช่นผอมไปแล้วนะ หรือเธอกล้ามแน่นกว่าฉันอีก

เมื่อก่อนตอนที่กล้ามแน่นมากๆ นุ๊กค่อนข้างจะเสียเซลฟ์ในการคุยกับใครสักคนพอสมควร กลัวเขาจะรู้สึกว่าเขาแมนน้อยกว่าเรา แต่พอมีแฟนเป็นนักกีฬาเลยสบายใจ ความจริงแล้วนุ๊กชอบผู้ชายสายหมีนะ แต่พอคบนักกีฬาด้วยกันมันมีความสบายใจอย่างนึงว่าเราไม่ต้องอายเขาที่เรามีกล้าม ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องเอาอะไรมาปิด หรือบางทีมือแตก ถ้าเป็นสมัยก่อนเวลาใครจะมาจับมือเรา หรือเวลาเข้าฉากจับมือกับน้องผู้หญิง รู้สึกว่าต้องเอานิ้วสัมผัส แต่เวลาเราอยู่กับแฟนที่เป็นนักกีฬาด้วยกันเราจะรู้สึกว่าเราไม่ต้องแคร์อะไร เขาจับได้เลย เพราะว่าเขาก็เป็นเหมือนเรา ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะคิดอย่างไร


เป็นผู้หญิง ไม่กังวลเหรอที่มือแตก มือด้าน หรือมีเส้นเลือดเยอะเกินไป ในเชิงทั่วไปมันก็ขัดแย้งกับความสวยอย่างสมบูรณ์แบบนะ

มันไม่ถึงขนาดนั้น อาจจะมีบ้างเมื่อเราลืมตัว เช่น แตกมากๆ แล้วเราไม่ได้ตัด แล้วมันแห้ง บางทีขูดหน้าจนเลือดออกก็มี เพราะมันแห้ง เวลาที่ออกกำลังกายหนักๆ ก็จะทาครีมด้วยหลังมือ หรือไม่ก็จะมีที่ตะไบเท้าที่เป็นเครื่องเอามาตะไบมือ ก็จะเป็นอะไรที่แปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ว่าอย่างอื่นไม่ค่อยรู้สึก จะมีเสียเซลฟ์เวลาเข้าฉากแล้วต้องจับนางเอกเวลาเล่นบู๊ เราจะเสียเซลฟ์ ต้องคอยระวังใช้ปลายนิ้วจับ เพราะกลัวจะไปบาดน้องเขาเหมือนที่บาดหน้าเรา


จากการที่ออกกำลังกายส่วนตัวอยู่ดีๆ ทำไมถึงกลายมาเป็นธุรกิจ Fit Addict ได้ล่ะ

ความจริงคือพอเราชอบ เราก็อยากจะขลุกอยู่กับมันนานๆ พอเราชอบมากๆ มันมักจะมีโจทย์มีข้อแม้ ไปที่นั่นที่นี่ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรารู้สึกว่าถ้าเปิดเป็นของตัวเอง เราก็จะได้เอาทุกอย่างที่เราชอบมารวมไว้ในที่เดียว รวมถึงบางทีนุ๊กไม่ชอบความจำเจ นุ๊กชอบเอาชนะก็จริง แต่พอผ่านไปแล้วเราก็จะไปคว้าอย่างอื่น เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายนุ๊กมองว่ามันต้องไม่จำเจ เพราะเราหนีความจำเจจากโต๊ะทำงานมาแล้ว บางทีเราก็หลอกตัวเองว่าเราหนีความจำเจจากโต๊ะทำงาน ความเครียด แล้วก็มาที่ฟิตเนส แล้วก็มาวิ่งลู่เดิมๆ ยกเวทเดิมๆ สุดท้ายก็ติดกับดักความจำเจอยู่ดี ก็เลยรู้สึกว่าเราควรจะหาอะไรใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มาที่เดียวสามารถตอบโจทย์กีฬาได้ทุกประเภท


ที่ Fit Addict มีอะไรบ้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มันหนีความจำเจ

ที่นี่เมื่อก่อนมีเทรนเนอร์ 13 คน ตอนนี้เรามีครูทั้งหมด 11 คนค่ะ และมีตั้งแต่คลาสกายกรรม มีห่วง มีซิลด์ มีฮัมม็อก มี Pole Dance มี Hand to Hand ซึ่งเป็นกายกรรมแบบ Balancing พอพ้นจากกายกรรม ก็มีคลาสเต้น Nippo Dance ที่นุ๊กอยากเอามาทำใหม่ คือเป็นริบบิ้นผสมกับยิมนาสติก แล้วก็เต้น Hula Dance ใช้ห่วง แต่จะเป็นห่วงแบบยิมนาสติกเอามาเต้นประยุกต์กันนอกจากนั้นยังมีลาติน มีแดนซ์ที่อินเทรนด์ อย่างซุมบาก็มี แต่เราจะคละกันไป มี Jumping Fish เป็นกระโดดๆ แต่ซิกเนเจอร์ของเราเป็น Calisthenics หรือว่า Street Workout ซึ่งก็จะเป็นโซนฟิตเนสนะคะ

Calisthenics ค่อนข้างจะเป็นกีฬาที่ใหม่ในเมืองไทย เราสอนอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน อุปกรณ์ก็เป็นมาตรฐานโลกทีเดียวนะคะ และยังมีพวกเบิร์นอัพ ลดน้ำหนัก ซึ่งครูของเราเก่งในเรื่องของการลดน้ำหนัก และทำคลาสลดน้ำหนักให้กับประเทศมาเลเซีย เป็นเหมือนกับโครงการของรัฐบาลซึ่งทำให้คนเปลี่ยนได้จริงๆ เราก็เลยอยากเอามาทำในเมืองไทย

คลาสที่นุ๊กคิดขึ้นมาเองนอกเหนือจากนั้นเป็น Tabata ที่เต้นผสมกับ Body Weight แล้วก็มี Dance on the Bar คือมาจาก Calisthenics อาจจะยากไปสำหรับสาวๆ เพราะว่ามันต้องทุ่มเทจริงๆ แต่สาวๆ ที่อยากจะเริ่มต้นก็จะมีการเริ่มต้นที่ง่ายขึ้นก็เลยคิดขึ้นมา ซึ่งก็เป็นการ Hang ไม่มี Push Pull แล้วก็ใช้ Abs ในการบิดไปมา ใช้ขาบริหารช่วงแกนกลางลำตัวทั้งหมด รวมถึงการ Wisp การกำก็จะเป็นการเพิ่มกำลังแขนนะคะ เวลาเรากำดี มันจะเพิ่มจำนวนครั้งเวลาเราไปต่ออย่างอื่น อย่างเช่นยกเวท หรือทำท่าที่ทำยากที่เป็นกิจกรรม ก็จะทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น Dance on the Bar คือเป็นท่าของเบรกแดนซ์เอามาทำเป็น Workout ซึ่งเอา Tabata และ Calisthenics เป็นลูกผสม นอกเหนือจากนั้นก็จะมี Ballerina ก็จะเป็น Ballet Workout อะไรแบบนี้ค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่ว่าพอเราออกกำลังกายหลายๆ อย่าง เราก็คิดว่าควรจะมีคลาสประมาณนี้ที่เอาข้อดีของแต่ละข้อมาแตกออกเป็นอีกคลาสนึง


สอนเองบ้างหรือเปล่า

จริงๆ ตอนแรกจะสอน Dance on the Bar เพราะว่าคิดเองก็อยากสอนเอง และเวลาทำคลาสเราต้องเอาคนที่ทั้งเก่งและไม่เก่งมารวมกัน แล้วครีเอตว่าความหนักเบามันจะขึ้นลงได้ประมาณไหน อะไรคือพีกสุดของคลาส อะไรคือรองลงมา เรานั่งทำเองด้วย ก็อยากสอนมากๆ แต่กลายเป็นว่าพอทำฟิตเนสแล้วเราต้องไปอยู่ในด้านการบริหารจัดการเสียส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสได้สอนเลย สามีก็เลยดีใจมาก เขาอยากสอน พอเราพูดขึ้นมาว่าจะมีคลาสประมาณนี้ เขาก็บอกว่าเป็นคลาสที่เขากำลังคิดขึ้นมาอยู่พอดีเลย จะแย่งกันตีกันถึงบอกว่าการมีสามีเป็นคนออกกำลังกายไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเก่งขึ้นนะคะ มันทำให้เราไม่ได้เล่นเยอะขึ้น เพราะมัวแต่ตีกันมากกว่า


ปกติเรื่องออกกำลังกายมีอะไรที่เห็นไม่ตรงกันกับสามีบ้าง

ทุกจุดในโลกใบนี้เลยค่ะ


ทำไมล่ะ

เพราะว่า...เหมือนทุกครั้งที่เวลาไปไหนมาไหนแล้วนุ๊กเป็นคนขับรถ ส่วนสามีจะเป็นฝ่ายนั่ง ทุกคนจะแบบ...ทำไม? เพราะเราไม่เคยตีกัน นี่เรียนขับรถก็ขับเลยไม่ต้องไปวิจารณ์เขา บ้านเราจะสลับๆ กันนิดนึง สามีก็จะเลี้ยงลูก แต่ถ้าเป็นการออกกำลังกาย ต่างคนก็ต่างคิดว่าตัวเองเก่ง นึกออกไหมคะ ซึ่งเราจะไม่ยอมกัน จะมาเริ่มยอมกันตอนที่เชิญคนของ World Street Workout & Calisthenics Federation (WSWCF) มาจากอเมริกา เขาบอกกับเราว่ายูรู้ไหมว่ายูมีสามีเป็นเทรนเนอร์ที่ดีมาก เขาเก่งมากจริงๆ

ครั้งนั้นทางฝั่งอเมริกามาชวนสามีเราไปเป็นครูซัพพอร์ต ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องฟังเขาบ้างใช่ไหม มันมีผลนะ เราก็ฟังเขา ลึกๆ เขาก็ฟังเรา บางทีบางอย่างเราก็แลกกัน เรื่องของการออกกำลังกายเราไม่เถียง สุดท้ายเขาต้องเก่งกว่าเราแน่นอนเพราะเขาเป็นนักกีฬา เป็นเทรนเนอร์ตัวจริง แต่บางอย่างที่เป็นมุมมอง อย่างเช่น เราฟอลโลว์นักกีฬาคนนี้แล้วเขาไม่ชอบ ไม่เข้าใจว่าทำไมเราชอบคนนี้ ซึ่งส่วนมากเขาจะชอบนักกีฬาคนที่เก่งจริงๆ แต่เราบอกว่าดูสิ เขาไม่เก่งเท่าคนอื่น เราฟอลโลว์เพราะเหตุนี้ เขาทำอะไรเขาถึงดังกว่าคนอื่น หลังๆ ก็แอบเห็นเธอบอกว่าไม่ฟอลโลว์แต่เธอไปกดไลก์ เขาก็แอบตามเราเหมือนกัน อะไรที่ต่างคนต่างอ่อนก็จะให้อีกคนนึงเป็นคนนำเบาๆ 


ทุกวันนี้การออกกำลังกายของตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง ยังออกกำลังกายทุกวันไหม ต้องเข้ามาที่นี่ก่อนเวลาไหม หรืออะไรอย่างไร

วินาศสันตะโรมาก เพราะว่าเราอยู่กับคนเก่งเกินไปรึเปล่า คือมันเริ่มจากความเจ็บปวดที่อกหัก ดราม่าสุดในชีวิต บางคนอาจจะมองว่าเรื่องแค่นี้ แต่เรื่องใหญ่ของแต่ละคนมัน
ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเราให้ค่ากับอะไร นุ๊กให้ค่ากับการออกกำลังกายมาก นุ๊กเคยไม่รับงานเลย ไม่ทำอะไรเลยนอกจากตื่นเช้ามาแล้วออกกำลังกาย ทำเป็นกิจวัตรอย่างนี้ 3 ครั้งใน 1 วัน ตื่น กิน ออกกำลังกาย นอน ทำ 3 รอบในเวลา 7 วัน โดยที่ไม่แตะโทรศัพท์ ไม่แตะใดๆ เลย ทิ้งเงินเป็นหมื่นเป็นแสนเพราะว่าเราให้ค่ากับมัน พอเวลาที่มันผิดหวังมากๆ มันก็มากจริงๆ

อย่างตอนที่นุ๊กคลอดลูกใหม่ๆ หมอสั่งห้ามออกกำลังกาย คลอดเสร็จยังออกกำลังกายไม่ได้เพราะแผลผ่าตัด ต้องรอให้พ้น 6 เดือนก่อน ทุกอย่างมันก็จะค่อยๆ ดาวน์ลง ซึ่งตอนนั้นยังแข็งแรงกว่าตอนนี้นะคะ แต่ด้วยความที่เราไม่ยอมรับความจริง พอเราไปออกกำลังกาย เราจะเริ่มเห็นตัวเราตอนที่ยังแข็งแรง อย่างสามีเราเวลามีคนมาออกกำลังกายเยอะ เขาก็จะดีใจมาก แล้วก็อยากไปเล่นกับคนข้างๆ แล้วพอเขาไปเล่นจริงๆ คนก็จะหายไป แต่เขาก็จะไม่รู้ว่าคนหายเพราะอะไร แต่เรารู้ เพราะเราเคยอยู่ในจุดนั้นตอนที่เรายังแข็งแรง พอเห็นคนเยอะแล้วเราอยากไปเล่น แต่พอไปเล่นแล้วคนหาย วันนึงมีพี่ผู้ชายคนนึงมาพูดกับเราว่า "ถ้าพี่ไม่คุยกับเรา จะเกลียดเรามากเลย เพราะเราชอบมาเล่นข้างๆ พี่ต้องเดินหนี เพราะเราเล่นได้เยอะกว่า" เราก็เลยรู้สึกว่าเรากำลังเห็นตัวเอง ณ วันที่เราเคยแข็งแรง เพียงแต่วันนี้
คนที่แข็งแรงคือสามีเรา แต่เรากลายเป็นคนที่ไปทำอะไรที่มันด้อยๆ อยู่ข้างๆ เขา เราก็เลยรู้สึกเจ็บ พูดแล้วน้ำตาจะไหล เราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่อยากออกกำลังกายอีกเลย ไม่อยากเห็นแม้แต่เครื่องออกกำลังกาย เกลียดทุกอย่าง เสื้อผ้า เสื้อตัวนี้ก็ไม่อยากใส่ เห็นทีไรก็เจ็บปวดมาก อยากจะเอามันไปปาทิ้ง

จนวันนึงเราเริ่มรู้สึกว่าถ้าเราไม่ยอมกลับมานับหนึ่งใหม่ เราก็จะดาวน์ลงไปเรื่อยๆ เราจะไม่ได้เดินสักที เลยต้องยอมรับ เราต้องเริ่มใหม่ ทุกอย่างก็ต้องมีการเริ่มใหม่ทั้งนั้น

ตอนนี้ก็เริ่มต้นมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ถึงบอกว่าเริ่มรับสภาพกับการใส่เสื้อผ้าจุดนี้ได้ โอเค บุญเก่ายังมี หุ่นไม่ได้พัง แต่ว่าเราไม่ได้มองจุดนั้นไง คนอาจจะมองที่หุ่น แต่ว่าเราไม่ได้มองที่หุ่น เรามอง Performance ซึ่งมันพังจริงๆ เมื่อก่อน Pull Up ได้ 14 ครั้ง ขึ้นสุดลงสุด เดี๋ยวนี้ 3 ครั้งก็แบบเหนื่อยมาก รู้สึกว่ามันพังจริงๆ แต่ก็ต้องทำ มันทำอะไรไม่ได้ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ เวลาเราคุยกับคนที่บาดเจ็บ หรือเป็นนักกีฬาที่เล่นไม่ได้เลย เราก็จะแบบ...น้ำตาไหล เราเข้าใจเขา แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ต้องกลับมาเริ่มที่จุดเดิม อย่าไปคิดค่ะ ทำ


สิ่งนึงที่ต้องทำก็คือความเป็นแม่ นุ๊กเป็นแม่แบบไหน

เป็นเหมือนเพื่อนนะนุ๊กว่า นุ๊กยังติดเป็นพ่อด้วย ก็เลยรู้สึกว่าแฟนนุ๊กเลยไปอยู่ในพาร์ตของแม่เสียส่วนใหญ่ สลับกัน เพราะว่าด้วยความที่เราเป็นพ่อและแม่มานาน เวลาคุยกับลูกๆ ก็จะแมนๆ จะไม่ตีลูก ถ้าโมโหก็มีเตะบ้าง เอาขาเตะแต่ไม่ได้แรง ค่อนข้างจะเหมือนผู้ชาย พาร์ตของความเป็นแม่ก็จะอยู่ช่วงก่อนนอน ง่วงๆ เบลอๆ คุยกันกุ๊งกิ๊ง กอดกัน แต่ว่าจะมีน้อยกว่าความเป็นพ่อ เราต้องหาเลี้ยง ต้องทำทุกอย่าง พอมีสามีเข้ามา บวกกับสามีนุ๊กเป็นคนที่แบบ...เป็นตากล้อง อารมณ์ศิลปินหวานๆ พูดอะไรแรงๆ ก็จะร้องไห้ เขาเลยจะเลี้ยงลูก ทำหน้าที่เป็นแม่มากกว่าเรา 


แล้วลูกล่ะ เป็นลูกอย่างไร

ลูกเหรอคะ ลูกเป็นทั้งความสุข ความทุกข์ ความเหนื่อยยาก แต่มันคุ้มค่าที่จะเหนื่อย แต่ละคนก็เหมือนอัญมณีคนละสี คนละแบบ ต่อให้เลี้ยงมาเหมือนกัน เขาก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราก็ยอมรับตัวตนของแต่ละคน เขามีจุดที่น่าห่วงกันคนละด้าน และจะมีจุดที่ทำให้เรามีความสุขในคนละด้านเหมือนกัน บอกไม่ถูก สุดท้ายแล้วมันก็ต้องไฟต์ทุกวัน เพราะลูกเราโตทุกวัน แล้วเป็นผู้ชายหมดเลยทั้ง 3 คน เวลาที่เขาเป็นหนุ่มแล้วเขาคุยกับเพื่อนมันก็ไม่เหมือนตอนเขาอายุ 6 ขวบ ซึ่งต้องมีทั้งรับให้ได้ ปล่อยให้เป็น แล้วก็ประคองให้ถูก แต่จะไปบงการคงไม่ได้ 


มีแต่ลูกชาย สมมติเวลาไปเจอเพื่อนที่มีลูกสาว เคยคิดอยากมีลูกสาวบ้างไหม

อยากมีค่ะ แต่ว่ารู้ว่าไม่เข้า ก็จะเล่นกันเป็นช่วงๆ แบบเฮ้ย...หอมแก้มอะไรแบบนี้อะค่ะ แต่รู้ว่าไม่เข้ากับเราแน่นอนถ้าเรามีลูกสาว ลูกสาวเราคงจะน่าสงสารมาก เพราะแม่ก็จะแบบ...เฮ้ย อะไร ก็เลยรู้สึกว่าเอาไว้ชื่นชมได้ รอไปมีลูกสะใภ้ทีเดียว 


ตอนนี้ที่เราเห็นว่านุ๊กกลับมาจับไมค์ร้องเพลงอีกครั้ง เหตุผลเพราะอะไร

อันนี้ไม่ได้ตั้งใจ เพราะปกติไม่เคยรับงานร้องเพลงอีกเลยตั้งแต่ออกจากค่าย งานอะไรที่ต้องโชว์ตัวร้องเพลงจะไม่รับเลย เพราะเคยคิดว่านุ๊กเกลียดคนที่พูดว่าจะเกษียณตอน 45 หรืออะไรอย่างนี้

นุ๊กรู้สึกว่าทำไมต้องเกษียณ ของนุ๊กมันเป็นเกษียณย่อมๆ อยู่แล้ว คือนุ๊กสามารถทำงานไปตลอดชีวิต แต่มันต้องเลือกได้ว่าเราอยากทำงานนี้หรือว่าอยากหยุด อยากพัก ไม่อยากรับงานนี้ นั่นคือการเกษียณแล้ว ไม่ต้องแบบว่า...ทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิตแล้วไปรอเกษียณตอนอายุ 60 แล้วพออายุ 60 ไม่มีงานทำแล้วจะทำอะไร ไม่เบื่อเหรอ มันก็ต้องเบื่อ เพราะฉะนั้นเราเกษียณย่อมๆ ได้ เราทำแต่งานที่เรามีความสุขต่างหากที่มันเป็นหัวใจสำคัญ ก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากรับงานที่เกี่ยวกับการร้องเพลง เพราะว่านุ๊กเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่มีคนบอกว่านุ๊กเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมาก แต่นักร้องน่ะมันต้องไปพรีเซ็นต์ความเป็นตัวเอง ซึ่งเวลาที่เราเข้าโหมดนั้นปุ๊บ เราไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร เราไม่รู้ว่าจะต้องเอามือไปวางไว้ตรงไหน เรารู้สึกว่ามันติดขัดไปหมด แต่ถ้าเข้าโหมดนักแสดง เรารู้ว่าเราเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง เรารู้ว่านังนี่มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เราสามารถทำงานแสดงได้แล้ว เรามีความสุขด้วยกับการทำงานตรงนี้ ก็เลยรู้สึกว่าไม่รับงานร้องเพลงดีกว่า

แต่บังเอิญมันเป็นการชวนเหมือนกึ่งเล่น เหมือนไปทำงานแล้วก็บอกว่ามาร้องเพลงให้หน่อยสิ มันไม่ได้เป็นการชวนที่เราจะต้องบอกแบบ...อ๋อ ไม่รับ แต่เออออ โอเคๆ จนเขาเริ่มจริงจัง เราก็เลยหาทางรอดให้ตัวเองโดยการบอกว่าถ้าเนื้อมันไม่โอเค เพลงมันไม่ได้ เราไม่ร้องนะ เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะร้องไปทำไม มันไม่มีเหตุผลที่จะกลับมาร้องเพลงใหม่ จนวันที่เขาส่งเนื้อมาให้เราดู มันเป็นเรื่องของน้ำในแจกันดอกไม้ เป็นเรื่องความรักที่เปรียบกับดอกไม้ที่มันไม่ได้โตเพราะแจกัน แต่มันอยู่ได้เพราะน้ำในแจกันต่างหาก มันก็เหมือนกับความรู้สึกเราที่อยู่ในช่วงนี้ เรารู้สึกว่าสุดท้ายความรักเราไม่จำเป็นจะต้องฟังคนนู้นคนนี้ ไม่ว่าจะสังคมหรือเพื่อนเรา แต่เราต้องฟังตัวเราเอง และเราต้องรู้ว่าตัวเราอยู่ได้ในแบบไหน ไม่ผิดนะที่เราจะอยู่ได้ด้วยเปลือก แต่เราต้องรู้ตัวเราเองให้ชัดเจนว่าอยู่ได้ด้วยเปลือกจริงหรือเปล่า หรืออยู่ได้ด้วยความรู้สึก ต้องรู้ตัวเองก่อน ซึ่งเรารู้สึกว่าเราเพิ่งรู้ตัวตอนเราอายุเยอะแล้ว ว่าเราต้องการแบบไหน เราไม่ควรจะต้องฟังใคร ไม่ควรต้องฟังสังคม ไม่ควรต้องฟังเพื่อน แต่ควรจะรู้ตัวเราว่าเราเลือกไม่ผิด ฉันคิดไม่ผิด แล้วเพลงนี้ดันมาพอดี มันเข้ามาพูดแทนเราได้ดี


แล้วจะ Go on ต่อไปไหม เช่นว่า ตระเวนทัวร์เล็กๆ หรือจัดคอนเสิร์ตสักครั้ง

ไม่ค่ะ คือถ้าเป็นโชว์แบบเกาะๆ กันไป โอเคนะคะ แต่ถ้าจะให้ Go on แบบไปเป็นนักร้องอีก ไม่แล้วค่ะ พอแล้ว คิดว่าเขาก็ไม่สามารถแต่งเพลงที่จะตรงใจเราอีก แต่งเพลงการมีลูกคนที่ 3 มันดียังไงเหรอ ก็คงไม่มีแล้วมั้งคะ


เมื่อกี๊พูดถึงการยอมรับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเราก็อยู่ใน Position ของการเป็นคนกึ่งๆ คนของสังคม เพราะเราเป็นที่รู้จักในสังคม แน่นอนว่าเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มีซิกซ์แพ็กก็ต้องมีคนพูดถึงทั้งบวกและลบ หรือว่าอะไรก็ตาม มันก็ยากเหมือนกันนะที่จะไม่ฟังอะไรเลย

ปกตินุ๊กไม่เสพสื่อเท่าไหร่ ไม่ค่อยเล่นโซเชียลฯ ไม่ค่อยรับรู้อะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับนุ๊ก มันก็ไม่ยากนะ เพียงแต่เรารู้ Position ของเราว่าเราเป็นดาราที่อยู่แบบนี้ คืออย่างแรกนุ๊กไม่ได้คบเพื่อนดาราเพื่อเข้าสังคม หรือเพื่อจะดัง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้ว่าเราไม่มีโอกาสที่จะมีแก๊งที่ดังๆ และเกาะกันไปดัง เพื่อนในวงการที่นุ๊กคบส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าวงการ อย่างโก้ ธีรศักดิ์ (พันธุจริยา) เรารู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 12 จนตอนนี้ลูกนุ๊กอายุ 12 แล้วค่ะ มันเกินครึ่งชีวิตไปแล้ว

นุ๊กรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้มันมีความสุขก็ต้องแลก หรือว่าการที่ไม่ได้เป็นผู้ตามเทรนด์ร่วมสมัย นุ๊กว่ามันก็โอเคนะ ถ้าสุดท้ายวันนึงอย่างเรื่องซิกซ์แพ็ก นุ๊กก็เป็นคนแรกๆ ที่มี เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ตามเทรนด์ใคร วันนึงเราอาจจะเป็นผู้นำเทรนด์เองก็ได้ เรามีโลกของเรา ถ้าโลกของเราน่าสนใจพอ คนก็จะเดินเข้ามาเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นจะต้องสร้างโลกให้มันแฟนตาซีตลอดเวลานะคะ เพราะเราควรจะอยู่ในโลกที่เราแฮปปี้เท่านั้น วันไหนคนเขาสนใจเขาก็จะเดินเข้ามาเอง แต่ก็ไม่แปลกเหมือนกันถ้าเขาจะเดินจากไปหรือไปสนใจอย่างอื่น เพราะมันเป็นแค่กระแส


ตอนนี้ความสุขในชีวิตและเป้าหมายในชีวิตคืออะไร

นุ๊กว่าคนเราจะหยุดพัฒนาตัวเองที่จะเรียนรู้ หรือหยุดที่จะรับอะไรใหม่ๆ ไม่ได้นะคะ เป้าหมายในชีวิตของนุ๊กก็อยากจะ Motivate ตัวเองให้พัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการเป็นแม่ที่ดี การใช้ชีวิต การเป็นผู้ประกอบการที่ดี คือเราต้อง Motivate ตัวเองไปเรื่อยๆ สุดท้ายต้องเอาสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเราเองมาล่อ ก็คือการเอาชนะ สุดท้ายเราก็ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ ทุกครั้งที่เราเจอความทุกข์ยากลำบาก นุ๊กเชื่อนะว่าทุกคนมี ต่อให้คุณดูดาราที่อัพฯ รูปลงอินสตาแกรมว่าบินทุกวัน เที่ยวทุกที่ สุดท้ายนุ๊กว่าทุกคนก็มีปัญหาเหมือนกันหมด และทุกคนก็มีปัญหาพอๆ กัน เพราะทุกคนก็ให้ค่ากับสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่แล้ว

นุ๊กว่าการที่เราข้ามปัญหาที่มันใหญ่กว่าปกติไปได้ในทุกๆ วันเป็นการ Up Level อย่างนึง ดังนั้นเป้าหมายในชีวิตขั้นต่อไปก็จะเป็นการ Up Level ไปเรื่อยๆ นะคะ หมายความว่าเวลาเจอปัญหา เราก็จะต้องข้ามมันไปให้ได้ในทุกๆ วัน