Shy to Shine - สกาย วงศ์รวี

Written by
23.02.18 1,146 views

        ก่อน สกาย-วงศ์รวี นทีธร จะกลายเป็นนักแสดงค่าย GDH ที่มีแฟนคลับตามกรี๊ดอย่างในตอนนี้ เขาเคยเป็นเด็กหนุ่มขี้อาย กลัวการโดนถ่ายภาพ และเข้าสังคมไม่เป็นอย่างรุนแรง กระทั่งจับพลัดจับผลูมาเข้าโครงการ Hormones The Next Gen ได้เป็นนักแสดงรับเชิญในซีรีส์เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ได้ช่วยปลดล็อกความไม่มั่นใจในตัวเอง จนนำไปสู่การรับบทพละในซีรีส์ฮอร์โมน ซีซั่น 2 ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างที่เห็นในตอนนี้


เส้นทางในวงการบันเทิงของสกาย

ผมไม่ได้ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่แรก ผมก็คิดว่าตัวเองขาดคุณสมบัติในการเป็นนักแสดงแทบทุกด้าน เพราะนอกจากจะทำอะไรในวงการไม่เป็นแล้ว ผมยังกลัวกล้อง ไม่ชอบการถูกถ่ายภาพเอามากๆ ขนาดรูปโปรไฟล์ใน Facebook เมื่อก่อนยังไม่มีเลยครับ ผมเป็นคนที่หนีกล้องมาตลอด ผมเลยไม่ค่อยมีรูปตัวเองตอนเด็กๆ สักเท่าไหร่ เรื่องเป็นนักแสดงเลยไม่อยู่ในหัวผมมาก่อน จนวันหนึ่งมีทีม Hormones The Next Gen มาสเกาต์เด็กที่โรงเรียน ตอนนั้นจำได้ว่าผมเตะบอลอยู่ เขาก็เรียกผมมาคุยและก็ให้กรอกใบสมัคร ก็กรอกไปแบบงงๆ ซึ่งปรากฏว่าผ่านเข้ารอบออดิชั่น พอที่บ้านรู้เขาก็สนับสนุนให้ลองดู เผื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้าสังคมได้ดีขึ้น อย่างวันออดิชั่นผมก็ไม่คุยกับใครเลย คนอื่นเขาคุยกันรู้จักกันเร็วมาก แต่ผมนี่นั่งเงียบเหมือนเด็กมีปัญหาอยู่หลังห้องเลยครับ (หัวเราะ)”

คิดว่าความไม่มั่นใจในตัวเองเกิดจากอะไร

ผมคิดว่าน่าจะเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเพราะสมัยก่อนผมเป็นเด็กอ้วน เตี้ย ดำ เพราะว่าเตะบอลตากแดดบ่อยๆ เวลาจะมีใครมาถ่ายรูป เราก็ไม่มั่นใจ กลัวว่ารูปจะออกมาดูไม่ดี ก็เลยไม่ชอบถ่ายภาพ นานเข้าๆ ก็เลยกลายเป็นไม่มีความมั่นใจและกลัวกล้องมั้งครับ อีกอย่างผมชอบอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก เวลาจะเข้าหาคนอื่นเลยไม่ค่อยกล้า ขนาดเมื่อก่อนเวลาอาจารย์ให้ทำงานกลุ่ม ผมยังชอบเดินไปขอทำงานเดี่ยวอยู่บ่อยๆ เลยครับ เพราะเราไม่ค่อยอยากยุ่งกับใคร แต่ข้อเสียก็ทำให้โดนเพื่อนแกล้งครับ โชคดีที่ผมไม่ค่อยยอมให้ใครมาแกล้ง เลยโดนแกล้งได้ไม่นานเท่าไหร่


เริ่มมีความมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่

น่าจะเป็นช่วงย้ายจากระนอง เข้ามาเรียนมัธยมฯ ในกรุงเทพฯ ตอนนั้นสังคมเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยนไปมากเลยครับ เพราะต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนมีพ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่โรงเรียน แต่พอมากรุงเทพฯ ก็ต้องตื่นแต่เช้ามานั่งรถเมล์ไปโรงเรียน ต้องจัดการชีวิตตัวเองให้ลงตัว เลยทำให้ผมรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เห็นความสำคัญของการเข้าสังคมว่าจำเป็นต่อการใช้ชีวิต การเรียน และการทำงานขนาดไหน

เห็นความเปลี่ยนแปลงในฐานะนักแสดงยังไงบ้าง

อย่างแรกคือเรื่องความมั่นใจครับ เพราะเมื่อก่อนด้วยนิสัยส่วนตัวและความใหม่แล้ว เวลาเข้ากองถ่ายเราจะมีความงงอยู่เยอะมาก ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรและมีอะไรที่ทำได้บ้าง แต่พอมาถึง Side by Side ที่ผ่านงานแสดงมาแล้วทั้งฮอร์โมน ทั้ง Hate Love ผมก็เริ่มรู้แล้วว่าต้องมีความมั่นใจตลอดเวลา อยากทำอะไรหรือคิดอะไรได้ก็ลองทำไปเลย รวมถึงการพูดที่เมื่อก่อนจะโดนวิจารณ์เยอะมาก นั่นก็เป็นเพราะเราเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่ค่อยได้พูดกับคนอื่นสักเท่าไหร่ เลยแสดงออกมาทางการพูด ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองจัดการกับปัญหาตรงได้ดีกว่าเดิม อีกเรื่องคงเป็นการทำสมาธิก่อนเข้าซีน ที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก

เป้าหมายที่ทำให้อยู่ในอาชีพนักแสดง

เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเป้าหมายในการแสดงของผมคืออะไร จะบอกว่าการทำงานทุกวันนี้คือการค้นหาความชอบของตัวเองก็คงไม่ผิดสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ชัดเจนมากคือการแสดงได้กลายเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ออกมาดีที่สุด อาจเป็นเพราะผมไม่ได้คาดหวังอะไรไปไกลมากนักก็ได้ ผมคิดว่าทุกวันนี้แค่เข้าถึงคาแรกเตอร์ให้ได้มากที่สุด จนเหมือนกลายเป็นตัวละครนั้นไปเลยจริงๆ ก็น่าจะเพียงพอต่อการแสดงแล้ว เป็นเป้าหมายระยะสั้นแบบเรื่องต่อเรื่องมากกว่าครับ

ข้อบกพร่องด้านการแสดง

นอกจากเรื่องความมั่นใจก็คงเป็นการเข้าถึงอารมณ์รักของตัวละคร เพราะด้วยนิสัยแบบนี้ของผม ทำให้ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีแฟนเลยครับ ไม่เคยจีบใครด้วย แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่คิดเรื่องแฟนเลยครับ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมดูแลใคร เอาแค่จัดการเรื่องเรียนกับทำงาน แค่สองอย่างก็ค่อนข้างหนักแล้ว ผมเลยจะไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย ทำได้แค่ถามคนอื่นและดูซีรีส์เยอะๆ เพื่อให้เข้าใจความคิดของตัวละครที่กำลังมีความรักให้ได้

ความโดดเด่นของนักแสดงที่ชื่อว่า สกาย

ความตั้งใจน่าจะเป็นจุดแข็งของผม เพราะไม่ว่าจะทำอะไรผมจะเต็มที่ 100 เปอร์เซนต์เสมอ ก่อนแสดงก็จะทำการบ้านและหาข้อมูลเยอะมาก เพื่อให้เข้าใจตัวละครได้ดีที่สุด ซึ่งส่วนตัวผมรู้ดีว่าไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนกับนักแสดงคนอื่น ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ความตั้งใจและความพยายามครับ

ในชีวิตจริงนักแสดงต้องแสดงเพื่อให้มีคนชอบไหม

สำหรับผมก็ไม่ครับ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้แคร์สายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าเขาจะรักหรือชอบเรา ก็ต้องรักที่เราเป็นเราสิ เขาคงไม่ได้รักเราเพราะเราเป็นคนอื่นหรอก เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็คงเป็นเรื่องที่แปลกมาก ผมจึงเชื่อเสมอว่าการเป็นตัวของตัวเองคือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวผมหรือนักแสดงเท่านั้นนะ แต่หมายถึงทุกคนด้วยครับ