She believed, She could so she did

Written by
28.05.18 656 views

เมื่อไม่นานมานี้เธอได้ทำให้วงการเพลงคึกคักอีกครั้ง ใน Drive บทเพลงและมิวสิกวิดีโอสวยงามและดูอินเตอร์มาก ซึ่งต่อมาไม่นานเหล่าคนฟังและแฟนคลับของเธอก็ได้รู้ว่านี่คือผลงานใหม่ของวี และต่อจากนี้เราทุกคนจะได้ฟังผลงานในอัลบั้มเพลงสากลครั้งแรกของเธอ และเป็นครั้งแรกของการก้าวออกมาสู่การทำทุกอย่างด้วยตัวเอง 

นั่นทำให้เราสนใจในความกล้าหาญและพลังล้นเหลือของสาวร่างเล็กคนนี้ และเมื่อเราได้คุยกับวี ไม่เพียงแต่ความมุ่งมั่นและกล้าเสี่ยงอย่างแรงกล้าที่เราสัมผัสได้เท่านั้น หากแต่เธอเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมหนุ่มๆ ถึงต้านทานพลังดาเมจนี้ไม่ได้ เพราะเราก็ไม่สามารถต้านทานได้เช่นกันทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มนั้น

HAMBURGER: ทุกคนเรียก “วี The Voice” กันจนติดปาก ซึ่งก็ผ่านการประกวดมานานแล้ว ทุกวันนี้คิดว่าวีคือใคร

VIOLETTE: วี วิโอเลต ค่ะ (ยิ้ม)

อัพเดตชีวิตช่วงนี้ให้เราฟังหน่อย

ช่วงนี้กำลังทำอัลบั้มเพลงสากลอยู่ค่ะ วางไว้ว่าเป็นอัลบั้มเต็มของตัวเองนะคะ ซึ่งวีเลือกทำเพลงสากลเพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมือน Chapter ใหม่ของชีวิต ช่วงเวลาออกจากค่ายเพราะหมดสัญญาพอดี เข้าสู่ช่วงวัย 25 ปีพอดี จะเรียกว่าเบญจเพสก็ไม่เชิง เพราะวีไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่อย่างที่บอกว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาตอนนี้พอดี จนวีมองว่าเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเรา เราอยากทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง


การมีสังกัดน่าจะเป็นโซนที่ปลอดภัยต่อตัวเอง แล้ววีออกมาทำไม

ใช่ค่ะ...มันคือเซฟโซน แต่วีคิดว่าชีวิตเรามีอะไรให้ลองอีกเยอะ ซึ่งไม่ได้ออกมาเพราะมีดราม่าอะไรเลย ตลอด 4 ปีที่อยู่ในค่าย Universal Music ก็เป็นไปตามสัญญาทุกอย่าง จนวันที่หมดสัญญา วีกลับมาคิดว่านี่อาจจะเป็นช่วงเวลาของ Chapter ใหม่ในชีวิตได้แล้ว ถ้าเรายังคิดที่จะอยู่ที่เดิม อะไรหลายอย่างมันก็จะเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ วีรู้สึกว่าเราต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำบ้าง ลองขยับดูมันไม่มีอะไรผิดอยู่แล้ว ลองเรียนรู้ไปก็ได้ 


ไม่คิดเรื่องรายได้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือ

เออ...คือตอนแรกวีก็คุยกับแม่แล้วนะคะว่าเราอยากออกมาทำเอง ซึ่งมันต้องใช้เงินนะ มันอาจไม่ได้กำไรคืน แต่เราอยากทำมาก แม่บอกกับวีว่าอย่าเพิ่งคิดว่าจะได้อะไรกลับมา ทำในสิ่งที่อยากทำไปเถอะ อีกอย่างตอนนี้วี 24 กำลังจะ 25 เรายังวัยรุ่นอยู่นะ มันเป็นวัยที่เรายังมีเวลาค้นหาตัวเอง กำลังเติบโต และยังทำตามความฝันของเราได้อยู่ และมันก็ไม่ได้เร็วเกินไปกับการลองออกมาทำอะไรด้วยตัวเอง ยุคสมัยนี้ทุกอย่างกว้างมาก เรื่องเพลงก็เช่นกัน หลายคนก็ไม่มีค่าย


การตัดสินใจทำเพลงให้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ไม่กลัวว่าแฟนเพลงจะลดลงบ้างหรือ

กลับมองว่าทำให้คนเข้าถึงได้หลากหลายมากขึ้น เพราะคนฟังเพลงเราไม่ได้มีอยู่แค่ในประเทศไทยอีกต่อไป กลายเป็นภาษาที่สามารถพูดคุยกับคนได้ทั้งโลก เราอยากรู้ว่าเราจะสื่อสารด้วยเพลงของเราไปได้ไกลแค่ไหน เขาอาจจะชอบหรือไม่ก็ได้ แต่นั่นเท่ากับว่าอย่างน้อยมีคนเข้าถึงงานเราแล้ว ก็เลยตัดสินใจทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษ


อยากโกอินเตอร์เหรอ

ใครๆ ก็อยากทั้งนั้นแหละ (ยิ้ม) แต่ถ้าถามว่าไกลที่สุดประมาณไหน วีก็ไม่รู้เหมือนกัน คือตอนนี้เราทำเพราะอยากทำ ทำเพราะอยากรู้มากกว่า


Drive เพลงแรกที่ทำด้วยตนเอง และมิวสิกวิดีโอที่หลายคนถกเถียงเรื่องราวกันไปมากมาย

(ยิ้ม) เป็นเพลงที่พูดถึงการที่คน 2 คนอยากหนีไปด้วยกัน เพราะเจอปัญหาที่อาจทำให้ความสัมพันธ์มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ วีแค่อยากปลดปล่อยความรู้สึกต่างๆ ความอึดอัด อยากหนีให้ไกลจากตรงนี้ ไม่อยากยอมรับความจริงบางอย่างออกมาผ่านเพลง ส่วนในเอ็มวี (หัวเราะ) จริงๆ วีมีสตอรี่ของตัวเองนะ แต่ว่าเห็นคนตีความออกมาหลายแบบมาก ก็สนุกดีเวลาอ่านคอมเมนต์ในยูทูบ ซึ่งวีไม่สนใจเท่าไรว่าเขาจะตีความห่างไกลจากเรื่องที่เราวางไว้มั้ย เราต่างเอาความคิดของตัวเองเป็นหลักได้ทั้งนั้น


แล้วถ้าให้วีบอกเล่าเรื่องที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกล่ะ

Drive คือเรื่องของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นแฟนกัน ผู้หญิงที่ขายเพชรเนี่ยเป็นกิ๊กกับผู้ชายที่พาแฟนมาเลือกเครื่องประดับในร้าน คือมาแบบนี้เราทำอะไรไม่ได้เลย เขามีอีกคนอยู่แล้ว ในใจเราคิดแค่ว่าเราอยากหนีไปด้วยกันจังเลย จินตนาการเอาเองว่าถ้าได้หนีไปด้วยกันคงดีมาก


ฟังดูเป็นเรื่องใจร้ายไม่เบาที่ผู้ชายเลือกเข้ามาที่ร้านนี้ เป็นไอเดียของวีทั้งหมดหรือ

วีแต่งเพลง แต่เอ็มวีไม่เกี่ยวกับวีเลย ไอเดียเป็นของพี่บาส (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Countdown, ฉลาดเกมส์โกง) ซึ่งวีขอให้เขามาช่วยกำกับเพลงนี้ให้วี โดยถ่ายทอดเรื่องความรักในแบบที่วีอยากเล่า ส่วนไอเดียทั้งหมดวีไว้ใจให้พี่บาสเป็นคนคิด ถ้าถามว่ามิวสิกวิดีโอมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ ก็เป็นอย่างที่บอก แต่ถ้าถามว่ามุมมองเป็นอย่างไรวีให้ทุกคนตีความเองได้เลย


ทำไมต้องเป็นบาส นัฐวุฒิ 

วีเชื่อพี่บาส 100 เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ทั้งวีและพี่บาสต่างก็อยากร่วมงานด้วยกันมาตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่เคยได้ร่วมงานกันเสียที ครั้งนี้ได้ทำงานกันจริงๆ แล้ว สำหรับวีพี่บาสคือ One of the Best อยู่แล้ว วีเชื่อในความสามารถ ชื่นชอบรสนิยมของเขา ดังนั้นวีเชื่อทั้งหมดที่เขาทำ 

เพลงและมิวสิกวิดีโอที่มาพร้อมไวรัล นี่คือแผนการโปรโมตรูปแบบใหม่ใช่ไหม

อ๋อใช่ๆ ในอินสตาแกรมที่คนพูดถึงมันเป็นความตั้งใจของเราค่ะ หลังจากตัดสินใจออกมาทำทุกอย่างเอง วีรู้แล้วว่าเราไม่มีค่ายคอยช่วยเหลือเราอีกต่อไปแล้ว เราเปลี่ยนชาแนลในยูทูบ แล้ว (Violette Wautier) อะไรหลายๆ อย่างมันไม่ใช่ของเดิมที่หลายคนเคยติดตามวีแล้ว วีและเพื่อนๆ ช่วยกันคิดและกลายเป็นโมเดลนี้ ไวรัลที่จะทำยังไงให้เรียกร้องความสนใจได้ ให้คนสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับวี ซึ่งมันเป็นภาพต่างๆ ที่อยู่ในมิวสิกวิดีโอเพลง Drive และมันค่อนข้างเป็นภาพที่น่ากลัว วีค่อยๆ ปล่อยออกมาทีละภาพพร้อมกับเอ็มวีเพลงที่ออนแอร์ครั้งแรก เราไม่ได้ตั้งใจหลอกคนดู ให้ทุกคนเชื่อว่าไอจีโดนแฮ็ก ถ้าวันนั้นใครได้ดูมิวสิกวิดีโอพอดีก็จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะรู้ว่านี่คือเพลงใหม่ นี่คือเอ็มวี แล้วไม่นานเขาจะมาคอมเมนต์เฉลยกันเอง เริ่มแชร์กันมากขึ้น คนเลยรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าวีมีเพลงใหม่

วีว่ามันเป็นโมเดลที่สำเร็จประมาณหนึ่งนะ (หัวเราะ) และฟีดแบ็กมันดีมากๆ


ไม่มีฟีดแบ็กแง่ลบว่าทำไมไม่ร้องเพลงภาษาไทย ทำไมต้องเพลงฝรั่งเหรอ

ไม่มีค่ะ มีแต่ดีๆ ทั้งนั้นจริงๆ หลายคนบอกว่าอยากเห็นวีร้องเพลงสากล ทำเพลงสากลมานานแล้ว เพราะว่าเอาจริงๆ แล้ววีเกิดจากการร้องเพลงภาษาอังกฤษนะ ตอนที่วีร้องเพลงในรายการ The Voice Thailand เพลงแรกที่วีร้องก็เป็นเพลงภาษาอังกฤษ (รอบ Blind Audition: เพลง Leaving on a Jet Plane)


ไหนๆ ก็พูดขึ้นมาแล้ว เราอยากให้วีพูดถึง The Voice ปีนั้นอีกสักครั้ง 

ตอนนั้นวีเรียนอยู่ปี 2 เราแค่อยากรู้ว่าเราร้องเพลงดีพอที่จะทำให้โค้ชหันมาบ้างไหม จะเข้ารอบกับเขาหรือเปล่า ที่ผ่านมาเคยเรียนบ้างเล็กน้อย แต่เชื่อว่าตัวเองร้องเพลงเพราะมาตลอด (หัวเราะ) มีประกวดสมัยเรียนในโรงเรียนบ้าง ก็ติด Top 5 ตลอด เชื่อว่าตัวเองทำได้ดีนะ และวีชอบร้องเพลงมากกกก...

แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย วีเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาพยนตร์ ความจริงมันไม่เกี่ยวกับดนตรีหรือการร้องเพลง แต่พอมีงานเขาก็ออกไปร้องเพลงกันคึกคัก วีก็รู้สึกว่าทำไมทุกคนร้องเพลงได้ แถมยังร้องดีกันทั้งนั้น และเราไม่เคยมีใครชวนไปร้องเพลงด้วยเลย หรือว่าเราร้องเพลงไม่ดีเพื่อนเลยไม่ชวน ความจริงเพื่อนก็ไม่เคยฟังเราร้องเพลง จะบอกว่าร้องไม่ดีก็ไม่ใช่ ตอนนั้นเริ่มเสียเซลฟ์มาก อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อมาตลอด 19 ปีว่าเราร้องเพลงเพราะ เราชอบร้องเพลงจนเหมือนเป็นแก่นหลักในชีวิตขนาดนี้ แต่มันจะไม่เพราะเสียแล้ว นี่เราคิดผิดขนาดนั้นเลยเหรอ จนคิดว่าลองไปประกวดดูแล้วกัน ถ้าความเชื่อของเราที่ว่าเราร้องเพลงได้ดีก็คงติดแหละมั้ง ก็เลยตัดสินใจไปประกวด แต่ถ้าไม่ติดวีคงไม่ไปประกวดใหม่แล้วนะ แล้วก็กลับมาเชื่อว่าตัวเองยังร้องดีอยู่ (ยิ้ม)


ไม่เข้ารอบจะไม่ยิ่งสูญเสียความมั่นใจเหรอ

ไม่ค่ะ เพราะสุดท้ายแล้วเรารู้ว่ามีคนเข้าไปแข่งตั้ง 8,000 คน การจะติดรอบแคสต์ก็ไม่ง่ายขนาดนั้น แล้วเราไม่ได้บอกใครว่าเราไปแข่ง ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ไม่ติดก็คงไม่มีคนรู้ ก็คงไม่อายอะไรขนาดนั้น


แต่ในรอบ Blind Audition โค้ชก็หันมาครบทั้ง 4 คนเลย 

วินาทีนั้นตื่นเต้นมาก ตั้งแต่รู้ว่ามีโค้ชหันมาคนแรกเราก็พร้อมจะหยุดร้องแล้ว แต่ในหัวก็ท่องไว้ว่าต้องร้องให้จบเพลง คือเรียกสติกลับมาอยู่กับการร้องเพลง ต้องร้องให้จบให้ได้ แล้วค่อยดีใจทีหลัง ซึ่งมันเป๋ตั้งแต่ต้นๆ เพลงเลย ถ้าใครพอจะนึกออกจะเห็นว่าวีหลับตาร้องเพลงตลอด ที่เห็นหลับตานี่ไม่ได้อินนะคะ คือเราไม่ไหวแล้ว ต้องหลับตาไว้ แล้วร้องให้จบ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง โค้ชหันมาเยอะกว่าเดิม ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิมอีก 

การที่โค้ชทั้ง 4 คนหันมาทำให้วีไม่รู้จะเลือกใคร ตอนนั้นเราอยากรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกับเรา เลยถามออกไปว่าเขาจะโค้ชเราอย่างไร ทำไมถึงเลือกเรา ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนนั้นตื่นเต้นจนฟังสิ่งที่โค้ชแต่ละคนพูดออกมาไม่รู้เรื่อง คำพูดเข้าหัวนะ แต่แปลไม่ออก ประมวลผลไม่ทัน เลยเลือกคนแรกที่หันมาฟังเรา ซึ่งก็คือพี่โจอี้ บอย (ยิ้ม) 


ก่อนการประกวดหมดความมั่นใจเพราะรอบตัวมีแต่คนร้องเพลงดี แล้วการที่เข้าไปอยู่ในรายการก็ล้อมรอบด้วยคนเก่ง แบบนี้ไม่หมดความมั่นใจไปกันใหญ่หรือ

ไม่ ไม่เลย แต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง เราสนุกมากกว่าที่ได้มาร้องเพลงกับคนเก่งๆ เมื่อเราสนุก ความมั่นใจมันเริ่มกลับมา ได้ร้องต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งสนุก เราได้ร้องเพลง ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้เจอเพื่อน ล้อมรอบด้วยนักดนตรี คนที่ร้องเพลงเก่ง การได้อยู่ในทีมพี่โจ้ยิ่งสนุก วีว่าเขามีความเป็นโปรดิวเซอร์สูงมาก เขาทำงานกับศิลปินมาหลายคน สิ่งที่เราเห็นคือเขารู้ว่าจะปั้นลูกทีมอย่างไร เวลาจะไปทำอะไรก็มักห้อยลูกทีมไปด้วยเสมอ ทำให้เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปด้วย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ ค่ะ

ตอนแรกวีไม่ได้หวังอะไรเลย พอเริ่มเข้ารอบลึกขึ้นเรื่อยๆ มันก็มีความคิดนะว่าเฮ้ย...เราก็อาจจะมีสิทธิ์ชนะเหมือนกัน เริ่มสนุกกับการแข่งขันมากขึ้นอีก มันเป็นเกมอย่างหนึ่ง และเราเป็นคนที่ชอบแข่งขันอยู่แล้ว ก็อยากชนะเหมือนกัน พอตกรอบก็ยอมรับว่าร้องไห้นะคะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเสียใจ แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือเกม มันต้องมีการแข่งขัน แพ้-ชนะ ซึ่งการตกรอบของเราไม่ใช่จุดจบเสียหน่อย กลับเป็นจุดเริ่มต้นด้วยซ้ำ 

 เป็นคนประเภทที่เสพติดการแข่งขัน เป็นเด็กติดเกมอะไรแบบนั้นหรือ 

ที่ผ่านมาไม่ได้แข่งอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นนิสัยส่วนตัวเวลาที่เราเล่นเกม (หัวเราะ) ที่บ้านชอบเล่นเกมกัน เป็นพวกบอร์ดเกมนะคะ หรือไม่ก็ครอสเวิร์ด ครอบครัววีชอบทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วพ่อเป็นคนที่จริงจังกับการเอาชนะมาก เวลาเล่นเกมเขาเล่นจริงจังและเคารพกติกามาก และวีก็ติดนิสัยนั้นมา อย่างตอนประกวด ความรู้สึกมันเหมือนกับตอนเล่นเกม เราต่างมองเป้าหมายเดียวกัน เราอยากชนะ แต่ขณะเดียวกันเราก็อยากสนุกด้วย


แม้จะไม่ได้ไปถึงรอบสุดท้าย หรือไม่สามารถคว้าแชมป์มาได้ แต่ท้ายที่สุดวีก็มีงานในวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่องเลย

ทันทีที่ตกรอบก็มีงานเข้ามาเลย เป็นภาพยนตร์เรื่อง ฝากไว้..ในกายเธอ ติดต่อมาก่อนงานเพลงอีกนะคะ ทางทีมงานเขาบอกว่าเขาเห็นวีในรอบ Battle เขารู้สึกว่าวีสามารถสื่อสารอารมณ์ผ่านดวงตาได้ ก็เลยคิดว่าวีน่าจะเล่นหนังได้ เมื่อแคสติ้งผ่าน ได้เล่นหนัง เขาก็บอกว่าจริงๆ แล้วคนรู้จักเรามาจากการร้องเพลง ถ้าอย่างนั้นก็ให้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วยเลย งานแรกของวีก็คืองานควบทั้งเป็นนักแสดงได้เล่นหนัง และมาพร้อมงานเพลง ฝากไว้ ซึ่งเป็นเพลงประกอบหนังด้วย


ที่บอกว่าแสดงอารมณ์ผ่านทางสายตาได้ เป็นเพราะว่าเรียนมาทางนี้หรือเปล่า

จริงๆ การเรียนนิเทศฯ เอกภาพยนตร์ วีเรียนเบื้องหลังเป็นหลัก เรียนเขียนบท ถ่ายทำ แต่เรื่องการแสดงออกต่างๆ นี่ชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว วีชอบดูหนังมากพอๆ กับร้องเพลง เราไม่รู้สึกว่าเราต้องไปเรียน แต่วีรู้ตัวว่าเราไม่ฉลาดมาก คิดน้อย คิดอะไรซับซ้อนไม่เป็น เราชอบเขียนบทด้วย แต่เราไม่รู้เรื่อง ดังนั้นการเรียนมันน่าจะเป็นอะไรที่ช่วยให้เราได้ฝึก ได้เรียนรู้ให้เราคิดอะไรซับซ้อนได้มากขึ้น

หลังจากเรื่อง ฝากไว้..ในกายเธอ ก็มีงานมาเรื่อยๆ นะคะ ความจริงเป็นงานสายดนตรีมากกว่า เพราะหลังจากประกวด The Voice จบ วีก็เข้าไปอยู่ค่าย Universal Music ได้ค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ร้องเพลง ค่อยๆ ทำออกมาทีละอย่าง ส่วนงานแสดงมันบังเอิญว่ามีเข้ามาปีละเรื่อง อย่างหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์..
ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ในบทของเจ๋ แล้วก็มีซีรีส์เรื่อง O-Negative รักออกแบบไม่ได้ และหนังเรื่อง พรจากฟ้า สลับกับงานเพลงจากค่ายบ้าง เพลงประกอบหนัง ประกอบละครบ้าง


บท “เจ๋” คือบทที่ทำให้วีได้รับรางวัล* ด้วย

ใช่ บทเจ๋มันมาตามสเต็ปนะ เราเคยแสดงมาแล้ว “เจ๋” จะมีความดุๆ ในตัว เขาคงเห็นว่าวีดูเป็นคนดุ เขาก็เรียกไปแคสต์ ก็ได้เล่น ตอนนั้นเรารู้สึกโอ้โห เล่นกับนักแสดงดังหมดเลย พี่ซันนี่ พี่ใหม่ ดาวิกา เราไม่อยากถูกมองว่าเราเป็นดาราใหม่ เราต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนั้นไม่คิดว่าเราจะได้รางวัลอะไรเลยนะตอนชื่อเข้าเสนอก็ยังไม่คิด คือไม่กล้าคิดว่าเราจะได้ จนมาคิดตอนเช้าวันที่จะประกาศรางวัลแล้วว่าเราก็มีสิทธิ์ได้

เราไม่ได้เตรียมตัวในการไปงานเท่าไร ยังไม่มีรองเท้าใส่ด้วยซ้ำ วันนั้นยังต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเอารองเท้า ปรากฏว่าพอเราดูเสื้อพี่วินพี่เขาชื่อ “สุชาติ” ชื่อดูเหมือนมีลางดีนะ อารมณ์ว่า #ไปค่ะพี่สุชาติ (หัวเราะ) หรือว่าเราอาจจะได้รางวัลจริงๆ ก็ได้นะ แล้วเราก็ได้รางวัลจริงๆ ตอนที่เขาให้พูดขอบคุณวีอยากพูดคำว่า #ไปค่ะพี่สุชาติ เพราะมันกลายเป็นคำพูดติดหูจากหนังในช่วงนั้นเลยนะคะ แต่เราไม่กล้าพอ เดี๋ยวจะดูไม่ดี เราเป็นน้องใหม่ อย่าซ่ามากดีกว่า 

ทำทั้งงานดนตรีและงานแสดงควบคู่มาเรื่อยๆ ชอบอะไรมากกว่ากัน และตอนนี้ความมั่นใจเรื่องการร้องเพลงกลับมาหรือยัง

วีคิดว่าวีไปได้ 2 อย่างพร้อมกันนะคะ อย่างเอ็มวีใหม่ถ้าใครได้ดูจะเห็นว่าวีสามารถทั้งร้องและแสดงอารมณ์ไปพร้อมกันได้ (ยิ้ม) ส่วนเรื่องร้องเพลงนั้น ตอนนี้วีก็ชอบเสียงตัวเอง (หัวเราะ) คือยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเสียงดี แต่เราชอบเสียงตัวเองและพอใจกับมัน อาจมีขาดเหลือบ้าง วีมีบางอย่างที่อยากทำได้ เช่น รู้สึกว่าอยากทำโน้ตแบบนี้ได้บ้างจังเลย


ยังมีอะไรที่ท้าทายเสียงของวีได้อีกหรือ

ได้สิ...วีไม่ใช่นักร้องสายดิว่า ไม่สามารถร้องเพลงเปล่งพลัง นา นา น้า (ร้องแบบเสียงมีพลัง) แบบที่ดิว่าชอบทำได้ ตอนเด็กเราเคยอยากทำให้ได้ อยากร้องได้อย่างคริสติน่า อากิเลร่า เราชอบตอนที่เขาร้องเพลง Reflection จากการ์ตูนเรื่องมู่หลาน วีก็ร้องก็ตะโกนอยู่ในบ้าน จนแม่ร้องโอ๊ย! ไม่ไหวกับเสียงแหลมๆ นี้แล้ว (หัวเราะ) 


ตอนเด็กๆ มองเห็นตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร 

ตอนเด็กวีเห็นตัวเองในเส้นทางนี้ชัดมาก เราต้องอยู่ในเส้นทางนี้ เหมือนอย่างตอนที่เล่นพ่อแม่ลูกกับเพื่อน เราเห็นการเป็นนักแสดงในตัวเอง หรือเห็นไปถึงตอนเป็นนักร้อง แต่ยิ่งโตก็ไม่ได้โฟกัสอะไรกับมันมาก เรามีอย่างอื่นให้ทำมากขึ้น แต่ภาพพวกนี้มันยังถูกเก็บไว้ในหัวว่ามันคือหนึ่งในความฝันของเรา


หลายคนมักลงความเห็นว่าการอยากเป็นนักร้อง-นักแสดง คือเรื่องเพ้อฝันของเด็กๆ 

เอาจริงๆ ปะ...วีเป็นคนเพ้อฝัน ถ้าเราเพ้อฝันแล้วใจเรายังมุ่งไปทางนั้นโดยไม่เปลี่ยนแปลง วีว่าเราจะทำให้มันเป็นจริงจนได้ เพราะฉะนั้นเพ้อฝันไปเถอะ


แบบนี้เรียกเนิร์ดได้ไหม 

ก็เนิร์ดแหละ (หัวเราะ)


นักแสดงในวัยเด็กคนไหนที่ทำให้ “วี” ในวัยเด็กอยากตามรอย 

ช่วงประมาณ 8-9 ขวบ วีชอบฮิลลารี ดัฟฟ์ มากๆ ชอบหนังเรื่อง Lizzie McGuire เรื่องของเด็กผู้หญิงขี้อายคนหนึ่งที่แทบไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟัง แล้ววันหนึ่งชีวิตก็พลิกผันจนได้เป็นนักร้อง ซึ่งตอนนั้นฮิลลารีสวย น่ารักมาก เสียงก็ดี ชอบจังเลย ตอนนั้นวีตัดผมหน้าม้าตามด้วย ถึงขั้นซื้อแม็กกาซีน ซื้อโปสเตอร์มาเก็บไว้เต็มเลย


แต่คนทั่วไปมองว่าวีเป็นสาวเซอร์ สาวเท่เลยนะ มีโมเมนต์อย่างนั้นด้วยหรือ 

อย่างนั้นเลยค่ะ (ยิ้ม) เอาจริงๆ นะคะ กว่าวีจะมาเป็นอย่างวันนี้ มันต้องลองมาหลายทางมาก เราชอบคนโน้นก็ตามคนโน้น เราชอบคนนี้ก็จะตามคนนี้ กระแสสังคมเป็นอย่างไรเราก็ตามกระแสนั้น เรารับทุกอย่างเข้ามา แล้วค่อยๆ ฟอร์มว่าสุดท้ายแล้วเราชอบอะไร เราเจอสิ่งเราชอบไหม


ตอนนี้หาเจอหรือยัง

เรียกว่าหาเจอก็ได้ แต่มันคือเจอในวัยนี้นะคะ มันยังไม่ได้เจอ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะทุกคนไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต เราค่อยๆ เรียนรู้และหาตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ถ้าถามว่าจากฮิลลารี ดัฟฟ์ จนมาถึงตอนนี้วีเป็นใครไปแล้วนั้น...ผสมๆ กันหลายคน วีชอบความดาร์กผสมความเป็นตัวแม่ๆ หน่อยอย่างที่มีในลาน่า เดล เรย์ และชอบอินเนอร์การแต่งเพลงแบบเทย์เลอร์ สวิฟต์


การแต่งเพลงแบบเทย์เลอร์ สวิฟต์ นี่น่ากลัวไปหรือเปล่า

ก็ใช่ไง แต่วีว่าเขาเป็นคนจริงใจในการแต่งเพลงนะ เพราะเรื่องที่เขาเขียนเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น แล้วเขากล้าที่จะพูดออกมา วีเลยรู้สึกว่าเขากล้ามากพอ และจริงใจมากกับการเล่ามันออกมาผ่านเพลง ภาพภายนอกเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่วีชอบการเล่าเรื่องผ่านเพลงโดยเป็นเรื่องจริง 

นอกจากนี้วีก็ขโมยเล็กขโมยน้อยมาเป็นส่วนผสมต่างๆ ที่เราชอบ อย่างเรื่องการแต่งตัววีชอบจีจี้ ฮาดิด กับเคนดัล เจนเนอร์ รู้สึกว่า 2 คนนี้เท่จัง


จะบอกว่าเพลงเหมือนกับถ่ายทอดความรู้สึกของคนเขียนเพลงใช่ไหม

จริง 100 เปอร์เซ็นต์


ไม่มีเรื่องของจินตนาการบ้างเลยหรือ

มีบ้างค่ะ แต่มันก็คือเรื่องที่เล่าอาจจะเป็นจินตนาการ แต่ความรู้สึกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง


แบบเทย์เลอร์นี่เข้าข่ายว่าเป็นผู้หญิงเจ้าคิดเจ้าแค้นไหม

ไม่เกี่ยว เราไม่ได้อาฆาตใคร จริงๆ เราเขียนได้ด้วยตัวเอง แต่เราแค่แชร์บางเรื่องของเราออกมาที่อาจมีคนรู้สึกเหมือนเราบ้างไม่มากก็น้อย เราไม่ได้ต้องการให้ใครรู้สึกต่อต้าน เราเขียนเพื่อแสดงความคิดและความรู้สึกออกมาเท่านั้นเอง อย่างเช่นเพลง Drive เราก็มีบางอารมณ์บางอย่างที่เหมือนในเพลง บางโมเมนต์ที่อยากหนีไป แต่ไม่ได้บอกว่าปัญหาคืออะไร หรืออยากหนีไปกับใคร


ความรักมีผลต่อการเขียนเพลงเพียงไร

มีผลมาก เพราะคนเขียนเพลงมักเขียนมาจากอารมณ์ความรู้สึก ตอนนั้นมีเรื่องอะไรบ้างที่มีผลกระทบจิตใจ อะไรที่มีผลบ่อยๆ ก็คือความรัก ซึ่งไม่ใช่สำหรับวีคนเดียวนะ วีคิดว่าหลายๆ คนก็เป็นเหมือนกัน เพราะความรักมันเป็นสิ่งที่กระทบความรู้สึกของคนได้ชัดเจนมาก เรื่องความรักมันเลยเล่าง่าย บางคนอาจเป็นเรื่องอื่นๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้ อาจเป็นเรื่องที่เราไปมีปัญหากับคนอื่นมา โกรธใครมา สามารถเกิดเป็นเพลงได้ทั้งนั้น แต่โดยหลักๆ แล้วความรักเป็นเรื่องที่กระทบง่ายที่สุด

แล้วความรักกระทบกับวีมากไหม

วีเป็นคนเซนสิทีฟกับทุกเรื่องมากค่ะ (หัวเราะ) ชีวิตจริง หนัง เพลง วีสามารถดูข่าวแล้วร้องไห้ได้ อย่างเช่นมีการกราดยิงกันในโรงเรียนมีคนตาย ก็ร้องไห้ เราเศร้าตาม สงสารครอบครัวของคนที่เสียชีวิตไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่วีอ่อนไหวง่ายที่สุดในบ้านค่ะ อาจจะเพราะว่าวีชอบเอาตัวเองไปแทนในหลายๆ จุด เราเลยอินง่าย แต่เราก็เอาตัวเองออกมาได้ เราเจอเรื่องเศร้าแต่เราก็ไม่ได้รับเข้ามาให้หนักชีวิตเรา มันแค่เรารู้สึกร่วมด้วยเท่านั้น สมมติเพื่อนเล่าเรื่องอกหักให้ฟัง เราก็ร้องไห้ตามเพื่อน เราแค่เอาตัวเองลงไปอยู่ในเรื่องด้วย ไม่ได้หมายความว่าเอากลับมาใส่ในชีวิตตัวเอง


รู้ตัวว่าอ่อนไหวง่าย ถ้าจะปกป้องตัวเองจากเรื่องเหล่านี้โดยการไม่รับไม่เสพข่าวหรือรับรู้อะไรเลยไม่ดีกว่าหรือ

ไม่เกี่ยว วีว่าความสวยงามของเรื่องอ่อนไหวต่างๆ คือการที่เราพบเจอมันได้จากหลายรูปแบบ และในทุกเรื่องเศร้ามีสิ่งสวยงามซ่อนอยู่ เพียงแต่ว่าตัวเรื่องมันไม่ค่อยสวยงามเท่าไร อย่างเช่น เหตุการณ์การกราดยิง แล้วมีเด็กทุกคนในโรงเรียนลุกขึ้นมาร้องเพลงไว้อาลัยให้กับเพื่อนที่เสียชีวิต มันคือกำลังใจที่สวยงามที่เกิดขึ้นของทุกคน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเศร้ามากก็ตาม 


เศร้าง่าย อ่อนไหวเร็ว แบบนี้เข้าใกล้คำว่าซึมเศร้าได้ไหม

ไม่ใช่เลย จริงๆ วีเป็นคนแฮปปี้มาก (หัวเราะ)


แล้วที่บอกว่าอ่อนไหวกับความรักมากที่สุดล่ะ เวลาผิดหวังแต่ละครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

เรารู้สึกกับโมเมนต์นั้นๆ เราจริงจังกับความรัก ถ้ามันมีที่ดีเราก็จริงจัง อย่างตอนเด็กมันก็มีความรักที่อยากให้เป็น ผู้หญิงทุกคนต้องมีแหละ แต่เราต้องมีสติด้วยการมองให้ไกลว่า This is not the end วีว่ามันเกิดขึ้นกับทุกอารมณ์นั่นแหละ ไม่ใช่แค่เวลาเราเศร้าเท่านั้น อย่างถ้าเราเศร้ากับเรื่องหนึ่ง ไม่นานเดี๋ยวมันก็หาย ความสุขก็เช่นกัน เราสุขเดี๋ยวเดียวความสุขก็หายไป โกรธใครได้ไม่นานเดี๋ยวก็หายไปเหมือนกัน ทุกอารมณ์มันเกิดขึ้นได้เดี๋ยวมันก็หายไป ชีวิตคนเรายังหายไปได้เลย เพราะฉะนั้นมันคือเรื่องปกติที่เราต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรแน่นอน เราอยู่ไปเรื่อยๆ และอยู่อย่างมีความสุขให้ได้มากที่สุด


วีต้องการความรักแบบไหน

ไม่รู้อะ แต่เซนส์มันจะตอบเองว่าเราชอบหรือไม่ชอบแบบไหน


เซนส์เคยผิดบ้างไหม

บ่อย (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ผิดถึงขนาดต้องหาวิธีเยียวยาตัวเอง เหมือนสุดท้ายแล้วก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บมาก จะว่าไปก็สนุกดีนะ อกหักแล้วฟังเพลงเพราะขึ้น ยิ่งฟังยิ่งร้องไห้ แต่มันเหมือนเราไปเจออารมณ์ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ร้องไห้ตามเพลง ปล่อยให้อารมณ์พาไปตามเพลง บางทีก็รู้สึกเหมือนเราเป็นนางเอกเอ็มวีอยู่ ขับรถไปร้องไห้ไปเหมือนในเอ็มวีเลย (ยิ้ม) ถามว่าอกหักเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีนั้น วีว่ามันก็สนุกไปอีกแบบ เฮิร์ตให้สุดๆ ไปเลย 


เพลงอะไรที่ทำให้การอกหักของวีรู้สึกฟินที่สุด 

เพลงอะไรนะ...มันจะมีท่อนหนึ่งที่ร้องว่า Cause I can’t make you love me if you don’t จากเพลง I Can’t Make You Love Me ของ Bonnie Raitt ความหมายมันคือฉันไม่สามารถทำให้เธอรักฉันได้ถ้าเธอไม่รัก


แสดงว่าความรักที่ผ่านมาจบลงด้วยการโดนทิ้งหรืออย่างไร 

ขอไม่ตอบคำถามแบบนี้ค่ะ (หัวเราะ)


งั้นเปลี่ยนเป็นถามว่าประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาทำให้สเป๊กหรือมุมมองความรักเปลี่ยนไปไหม

ถามว่ามีตั้งความหวังไหม วีก็หวังว่ามันจะดีขึ้นแค่นั้นค่ะ แต่เรื่องของสเป๊กจะมีไปทำไม มีไว้ก็เท่านั้น มีไว้แค่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบแบบไหน แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องความเข้ากันได้ของอะไรหลายๆ อย่างในตัวของทั้งคู่ที่เราต้องมาเรียนรู้และยอมรับกัน


วีเป็นหนึ่งในนักร้องสาวเนื้อหอม เป็นผู้หญิงเก่งนะ มีตัวเลือกเยอะแยะ 

ขอบอกเลยว่าไม่มีค่ะ ไม่มีคนมาจีบจริงๆ อาจจะมีคนมากรี๊ดเรา แต่ไม่มีคนจีบ เป็นแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะว่าถ้าวีไม่ชอบใครวีก็แสดงออกว่าโนเลย เขาเลยไม่กล้ามาจีบ อีกอย่างวีดูเป็นคนดุ บางคนจะเกร็ง และกลัวการเข้ามาคุยกับเรา ซึ่งมันก็ดีนะ มันทำให้เห็นความกล้าของคนที่จะเข้ามาคุยกับเราจริงๆ 

ถ้าบอกว่ามีวันนี้เพราะ The Voice อย่างนั้นจะได้ไหม

The Voice คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง การมาถึงจุดนี้ก็เพราะรายการนี้ จริงอยู่ว่าตอนเด็กๆ เราอยากประกวดหลายเวที เราดูรายการทีวีมีการประกวดมากมาย ทั้ง AF หรือว่าThe Star รายการของเมืองนอกก็ชอบดู ระหว่างนั้นก็ไม่มีโอกาสได้สมัครสักเวที จนวันหนึ่งที่มีรายการ The Voice ในไทย เราตื่นเต้นมาก เพราะตอนนั้นวีชอบรูปแบบรายการที่ใช้เสียงตัดสินกันจริงๆ สุดท้ายเลยมาประกวดเพื่อพิสูจน์เสียงของตัวเองอย่างที่บอกไปแล้ว 


เหมือนเป็นเด็กที่โตมากับทีวีอย่างไรอย่างนั้นใช่ไหม

จริงๆ โตมากับหนังมากกว่า ครอบครัวชอบดูหนัง การดูหนังของที่บ้านจริงจังเหมือนตอนเล่นเกม เวลาที่เปิดดูหนังพร้อมกันที่บ้าน ทุกคนจริงจัง ต้องนั่งประจำที่ ปิดเสียงโทรศัพท์ เปิดโปรเจ็กเตอร์ ติดดิจิทัลเซอราวด์ จริงจังเบอร์นั้นเลย เคยซื้อเก้าอี้ที่มีเครื่องสั่นติดมากับเก้าอี้เพื่อความสมจริงด้วยนะ (หัวเราะ) อาจจะมีโมเมนต์ที่เราคุยกันบ้างเล็กน้อย แต่ไม่มีทางที่จะเป็นเสียงรบกวนเหมือนเวลาไปดูในโรงหนังแน่นอน บ้านเรานี่แหละคือ The Best สมมติว่าง่วงก็ไปหลับได้สบายใจ ที่สำคัญเราซื้อหนังจริงจังด้วยนะคะ ซื้อของถูกลิขสิทธิ์ ต้องอุดหนุนของจริง เพราะเรารู้ว่าการทำงานมันเหนื่อยยาก (ยิ้ม) แล้วก็อีกอย่างคือของถูกลิขสิทธิ์คุณภาพทุกอย่างมันดีกว่าอยู่แล้ว


คิดว่าตอนนี้มีหนังทั้งหมดกี่แผ่น 

วีนับไว้เป๊ะค่ะ พอดีว่าพ่อเป็นโปรแกรมเมอร์ เขาทำโปรแกรมบันทึกไว้ ตอนนี้มีทั้งหมด 1,700 เรื่อง (หัวเราะ) เรื่องที่ซื้อมาล่าสุดคือ The Shape of Water พ่อทำระบบบันทึกไว้แล้วว่าเรื่องไหนเคยดูหรือยัง ถ้ายังเราจะต้องรอดูพร้อมกันทั้งบ้านค่ะ (ยิ้ม) และเรื่องที่หยิบกลับมาดูซ้ำครั้งล่าสุดคือ Grave of the Fireflies เอามาดูกับน้องชาย เพราะน้องชายเป็นคนที่หนังมีผลต่อจิตใจกับเขายากมาก แต่ตอนนั้นเขาอยากหาอะไรมาดูเพื่อให้ตัวเองร้องไห้ ปรากฏก็นั่งร้องไห้กันทั้งคู่ค่ะ ไม่มีใครรอดจริงๆ สำหรับการ์ตูนเรื่องนี้


วางแผนชีวิตหลังจากนี้ไว้อย่างไร 

อย่างที่บอกว่านี่คือการตั้งใจทำเป็นอัลบั้มเพลงสากลครั้งแรกของวี วียังมีเพลงอีกเป็นโขลงเลย Drive ยังเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น หลังจากนี้คือค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปล่อยเพลงที่เรารู้สึกว่าดีแล้ว


พื้นที่ที่ยืนอยู่ ณ ตอนนี้แตกต่างจากจินตนาการวัยเด็กมากไหม 

ที่เราจินตนาการไว้คือเราต้องสนุกมาก ต้องชอบมากแน่ๆ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราสนุก และชอบเต็มไปหมด


ความดังมันไม่ต้องแลกกับสิ่งอื่นๆ เลยหรือ 

มันต้องมีค่ะ ต้องแลกกับนู่นนี่นั่น บางครั้งมีเรื่องทำให้เราหงุดหงิดบ้าง แต่สุดท้ายเราโชคดีมาก เพราะเรารักดนตรี รักเสียงเพลง รักการแสดง เราโชคดีที่เราได้ทำสิ่งที่เราชอบทั้งนั้น แล้วได้ใช้ชีวิตตามปกติแบบที่เป็นตัวเราเอง ได้เงินจากตรงนี้ด้วย มันเป็นอาชีพได้ มันเลยเหมือนกับว่าในทุกวันที่ทำงานคือเราได้ทำสิ่งที่ชอบ


วีเป็นคนหนึ่งที่มีเรื่องดราม่าให้จับตาน้อยมาก 

วีเป็นคนไม่ค่อยดราม่าอยู่แล้ว ไม่ใช่คนคิดเยอะ เลยไม่ได้มานั่งคิดอะไรมากมายขนาดนั้น อีกอย่างวีคิดดีด้วย อืม...คิดดีในที่นี้คือ...ไม่รู้สิ วีชอบอยู่กับเพื่อนมากกว่า ไม่ค่อยไปยุ่งกับใคร ไม่มีเรื่องต้องตีกับใคร มันเลยเงียบๆ


คิดว่าเราเติบโตขึ้นมากน้อยเพียงใด

วีว่าเราใช้คำว่ากำลังจะอายุ 25 ปีดีกว่า ไม่ใช้คำว่าเบญจเพสได้มั้ย (หัวเราะ) คือสำหรับวีมันยังเป็นเด็ก แต่เป็นเด็กในโลกของผู้ใหญ่ งงมั้ย...คือถามว่าเราเด็กมั้ย ก็ไม่ใช่เด็กแล้ว แต่พอจัดเราอยู่ในโลกของผู้ใหญ่จริงๆ เราถือว่ายังเด็กอยู่ เรายังต้องเจออะไรอีกเยอะ คนเรา Coming of Age ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ มันสามารถเกิดในวัยผู้ใหญ่ได้ การก้าวข้ามวัยมันเกิดได้เสมอ