มุมมองของ สายป่าน อภิญญา ในวัย 27 ปี

Written by
07.03.18 144 views
Written by

07.03.18 144 views

สายป่านในวัย 27 ปี มีผลงานและรางวัลการันตีความสามารถทางด้านการแสดงมาไม่น้อย แต่ในมุมมองของเธอ กลับมองว่าตนเองไม่ใช่ดารา

"ป่านไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารานะ คำว่าดาราคือสตาร์ คือการอยู่บนท้องฟ้า มีแสงเปล่งประกาย คือคนที่มาพร้อมพรสวรรค์ และมันคือสเตตัสมากว่า แต่ป่านคือนักแสดง คืออาชีพที่ทำงานแลกเงิน แต่การประกอบอาชีพที่ว่าก็ต้องเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ โลกเปลี่ยนไป บริบทรอบตัวเปลี่ยนแปลง เราต้องจูนตัวเองใหม่ทุกวันที่ตื่นขึ้นมา และสิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นเสมอคือตัวตนของป่าน ความเป็นตัวเอง ไม่โกหกตัวเองหรือใครๆ ไม่พยายามบิดเบือนความจริง หรือแต่งเรื่อง ถ้าเราให้ความจริง ให้ตัวตนเราตั้งแต่แรก เราจะไม่ต้องมานั่งจดจำอะไรที่เราโกหกไว้เลย เพื่อที่วันหนึ่งหากเราเจอคำถามซ้ำๆ เดิมๆ เราสามารถตอบด้วยคำตอบเดิมที่มันจะเหมือนเดิมทุกครั้งได้อย่างจริงใจ ไม่มีเรื่องแต่งขึ้นมา ความจริงสุดท้ายก็คือความจริง"

“ ป่านไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารานะ คำว่าดาราคือสตาร์ คือการอยู่บนท้องฟ้า มีแสงเปล่งประกาย คือคนที่มาพร้อมพรสวรรค์ และมันคือสเตตัสมากว่า แต่ป่านคือนักแสดง คืออาชีพที่ทำงานแลกเงิน ”
— สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข


แล้วหน้าที่คนรักล่ะ คุณรู้สึกอย่างไร

     ทำหน้าที่แฟนให้ดีที่สุดเหมือนกันค่ะ ถ้าป่านรักใคร คบใครป่านก็รักให้ดีที่สุด ป่านไม่เคยล้อเล่นกับความรักครั้งไหนเลย เพียงแต่ว่ามันอาจจะดีบ้างไม่ดีบ้างในบางช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจพื้นฐานของความรัก ความรักแบบคนรักไม่ได้อยู่กับเราตั้งแต่เกิด เขาเข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ เขาจะไปตอนไหนก็ไม่รู้เช่นกัน สิ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่เกิดคือตัวเราเอง พ่อ แม่ พี่น้อง คนในครอบครัวของเรา ต้องให้ความสำคัญพวกเขามาเป็นอันดับแรกแค่นั้นเอง ส่วนคนรักนั้นเราทำในทุกๆ วันให้ดีที่สุดเท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ

     สิ่งเดียวที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลย คือการแต่งงาน ไม่เคยจินตนาการว่าตัวเองเป็นเจ้าสาวเลย ไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีครอบครัว เพราะป่านรู้สึกว่าพ่อแม่เลี้ยงป่านมาโคตรดีเลย ดีจนรู้สึกว่าป่านไม่น่าจะมีทางเลี้ยงลูกป่านได้ดีเท่าพ่อแม่เลย ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่ในวัยใกล้จะ 30 นี้ ป่านเอามาดูแลพ่อแม่ป่านจนแก่ดีกว่า


ไม่อยากมีใครดูแลเราตอนแก่บ้างหรือ

    ไม่ค่ะ ป่านดูแลตัวเองได้


ผู้หญิงทั่วไปอาจปรารถนาให้จุดสูงสุดของความรักคือการแต่งงาน มองเห็นตัวเองในชุดเจ้าสาว

    ป่านมองว่าคนรักของป่านเป็นแค่ที่พิงไม่ใช่ที่พึ่ง เวลาเราเหนื่อยเราพิงได้ เล่าได้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องส่วนตัว เขาไม่จำเป็นต้องมารู้ในทุกเรื่อง


สามารถยกตัวอย่างเรื่องที่คนรักไม่จำเป็นต้องรู้ได้ไหม

    เรารักกัน แต่ไม่จำเป็นว่าเขาต้องรู้ทุกเรื่องของเรา และเราต้องรู้ทุกเรื่องของเขา หนึ่งวันในชีวิตเรามีเรื่องจุกจิกมากมาย เป็นต้นว่าทะเลาะกับเพื่อน เรื่องสารพัดสารเพ หรือแม้แต่เรื่องที่มีคนมาจีบเรา มีคนอยากลองของสายป่าน หรือบางคนก็มีตรรกะตลกๆ ประมาณว่ารู้อยู่แล้วว่าเรามีแฟน แต่ก็อยากลองใจว่าเรารักกับแฟนจริงหรือเปล่า ก็มาจีบ หรือบางคนก็แค่อยากเอาชนะแฟนเราให้ได้ อยากรู้ว่าจีบป่านแล้วแฟนจะรู้สึกยังไง มันมีแบบนี้มาตลอด

    ยิ่งทุกวันนี้โลกโซเชียลฯ มันทำให้การติดต่อกันเป็นเรื่องง่าย ไดเร็กแมสเสจ (direct message) ในไอจีแค่นี้ก็คุยกับเราได้แล้ว เข้ามาหยอด ส่งข้อความหวานๆ นู่นนี่ แต่ป่านเลือกที่จะไม่ใส่ใจ และไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องเล่าเรื่องเหล่านี้ให้แฟนฟัง "ฮัลโหล เธอ ดูสิมีคนส่งข้อความมาด้วย ไม่รู้หรือไงว่าเรามีแฟนแล้ว" เนี่ยแบบนี้ป่านไม่เล่าหรอก มันอาจทำให้เราทะเลาะกัน แฟนอาจจะไปทะเลาะกับคนนั้น ประสาทแดกเปล่าๆ ปวดหัวนะ จริงๆ ชีวิตเราอยู่แค่ปากเรา ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสติมากพอไหม เราบอกหรือไม่บอก การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่างคือการคุยกัน

    แม้กระทั่งในวันหนึ่งหากรักของเราไม่มากพอ แล้วเราจะมองว่ามันไม่เห็นความชัดเจนแล้ว ชอยส์อื่นๆ ก็ตามมาว่าจะทำอย่างไรต่อไป ความรักไม่มีถูกหรือผิด และป่านไม่เคยเอาชีวิตไปผูกติดกับความรักในรูปแบบที่เธอคือของฉัน ฉันคือของเธอ หากวันหนึ่งรักหมดลงฉันไม่มีเธอ แล้วฉันอยู่ไม่ได้ ฉันจะตาย มันไม่ใช่แบบนั้น เราต้องการที่พิงในยามที่เราเหนื่อย สามารถเล่าสารทุกข์สุกดิบสู่กันฟังได้


วันที่รักมาก กับวันที่หมดรักต่างกันอย่างไร

    มันต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเราให้ความหมายกับคำว่ารักมากของแต่ละคนอยู่ที่ตรงไหน ของป่านเองคำว่าความรักของคู่รัก ต่อให้รักมากมันก็ไม่มีทางรักกว่าครอบครัวตัวเองได้ วันที่เราทั้งคู่สำรวจแล้วว่ามันไม่มีความรู้สึกเดิมอยู่แล้ว ก็ต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อ เดินหน้าต่อหรือเลือกที่จะหยุด แต่หยุดแล้ว เราก็ยังมีครอบครัว


การเปิดเผยออกสื่อตลอดมาอย่างนี้ ไม่หวงพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองบ้างหรือ รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

    ยุ่งเรื่องของป่านได้นะคะ ป่านเป็นคนสาธารณะ มันเป็นเรื่องปกติที่มีคนอยากยุ่งอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเปิดเผยทุกอย่าง เขาไม่มีทางรู้ทุกเรื่องของป่านหรอก ขนาดแฟนป่านเองยังไม่รู้ทุกเรื่องเลย หรือแม้แต่เพื่อนเรา คนหนึ่งอาจจะรู้เรื่องหนึ่งของป่าน คนนี้เราเมาท์เรื่องหนักๆ กับเขาได้ ขณะที่อีกคนเมาท์มอยได้แต่เรื่องเบาๆ นานๆ คุยกันทีอะไรทำนองนี้ค่ะ มันไม่มีทางที่ทุกคนจะรู้จักเราทุกด้าน


แคร์ไหมกับเสียงวิจารณ์ในยามที่เขาบอกว่าเราเหมาะหรือไม่เหมาะสมจะคบใคร

    ป่านอ่านนะ แต่ถามว่าแคร์ไหม ป่านว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ขนาดพ่อแม่เรายังไม่มาบอกเลยว่าให้คบคนนั้นสิ คบคนนี้สิ...เพราะเขาไม่ได้มาคบกับคนที่ป่านคบไง คนคบคือตัวป่าน คนอื่นมองจากด้านนอกไม่ได้เห็นป่านทุกด้าน และไม่ได้เห็นแฟนป่านทุกด้าน แต่คนที่รู้ที่สุดคืป่านและแฟน เรา 2 คนคุยกันมากที่สุด คุยไลน์ คุยโทรศัพท์ เราตัดสินจากความสัมพันธ์ของเรา ป่านรู้จักเขาที่สุด รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน คนอื่นอาจจะบอกว่าไม่ดี แต่เขาเอาอะไรมาตัดสิน

    สิ่งหนึ่งที่ป่านเคยคิดมาตลอดนะ ถ้าจะตัดสินป่านจริงๆ ขอร้องเดินมาคุยกับป่านก่อน ถ้ายังไม่รู้จักป่านจริงอย่างเพิ่งตัดสินจากภายนอกที่เห็นได้ไหม อืม...ความจริงเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ควรทำแต่กับป่านหรอก ป่านว่ามันควรเกิดขึ้นกับทุกคนแหละ ถ้าเราไม่รู้จักเขา เราไม่ควรตัดสินเขาจากภายนอก โดยเฉพาะสังคมปัจจุบันที่ตัดสินกันเร็วไป เที่ยวไปด่าคนนั้นคนนี้...แล้วตัวเองล่ะ


นอกจากเรื่องงาน ความรัก และร้านกาแฟ สิ่งที่เราเห็นเสมอคือภาพของครอบครัว

    ป่านโคตรติดครอบครัว ครอบครัวสำคัญที่สุดในชีวิต จะไม่มีป่านวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีครอบครัว ป่านยังนอนบ้านเดียวกับครอบครัว อาจมีบางวันที่นอนค้างที่ร้านกาแฟ เวลาเราเหนื่อยหรืองานเยอะๆ แต่ในทุกๆ วันยังโทรหาแม่วันละ 6 รอบ ติดแม่และป๋ามาก กับน้องสาวก็โทรหากันทุกวัน เวลาไปทำงานหรือทำอะไร คิดถึงเมื่อไรก็ยกหูโทรหากัน จนบางทีแม่รำคาญเราเสียอย่างนั้น (ยิ้ม)


ย้อนกลับไปตอนเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ พ่อแม่รู้สึกอย่างไร

    ตอนนั้นสายป่านเด็กมาก อายุ 14 เอง หลังมีแมวมอง ผ่านมาเจอที่โรงเรียน เขาก็บอกเราว่าเป็นโมเดลลิ่งแล้วขอเบอร์ ตัวป่านเองมีเพื่อนอยู่ในวงการบันเทิงอยู่บ้าง พอเช็กแล้วก็มีตัวตนจริง เราไม่กลัว แค่ไปลองดู ถ้าแคสติ้งผ่านก็ได้สตางค์ด้วย ป่านบอกพ่อแม่และตัดสินใจไปเองเลย พ่อแม่ก็เป็นห่วงนะคะ เขากลัวพวกข่าวบันเทิง บ้านเราเป็นครอบครัวคนจีน ไม่มีใครในบ้านมาสายบันเทิงเลย แต่ก็ไม่มีใครห้ามนะคะ

    ทุกวันนี้ที่บ้านก็ยังไม่เคยว่าป่านเลย ไม่ว่าป่านจะผ่านข่าวร้ายแรงมากๆ มาเลยนะ โดยเฉพาะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา  เชื่อไหมว่าไม่เคยมีสักครั้งที่ครอบครัวจะมาตอกย้ำกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกครั้งสิ่งที่ได้รับมาตลอดคือกำลังใจในวันท้อแท้ ทุกวันนี้ป่านเสียใจกับข่าวที่เกิดขึ้น ป่านไม่ได้เสียใจเวลาคนด่าป่าน ป่านโดนด่ามาเยอะจะด่าป่านแค่ไหนก็ได้ ด่ามาเถอะ ป่านเลือกอ่านได้เอง และรู้ว่าที่บ้านไว้ใจว่าป่านจะสู้และผ่านไปได้ แต่ที่ป่านเสียใจคือมันทำร้ายจิตใจพ่อแม่ แม้ว่าเขาไม่แสดงออก แต่มันไม่มีใครในโลกหรอกที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับข่าวหรือการที่ลูกเขาโดนด่าแบบนี้ได้หรอก  


เจอข่าวมามากมาย จัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร เคยคิดจะอำลาวงการไหม

    ไม่เคยเลยค่ะ เพราะทุกวันของป่านมันผ่านไปเร็วเสมอ ยังไงชีวิตมันก็ยังมีพรุ่งนี้ วันนี้คือวันแรก พอเป็นพรุ่งนี้ก็คือวันที่สอง ผ่านไป 10 คืน เราหลับตาแวบเดียวก็ 10 วันแล้ว มันจะมีสักกี่เรื่องกันที่อยู่กับเรายาวนานเป็น 10 ปี มันนานนะคะ ป่านว่าขนาดความเศร้าเสียใจเวลาเราสูญเสีย ใครสักคนที่เรารักมากๆ ตายจากไป ความเศร้าและน้ำตามันอยู่กับเราไม่ถึง 3 เดือนก็ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นความเศร้าที่นานๆ คิดถึงทีเราถึงจะเศร้า ไม่มีอะไรอยู่ได้นาน มีเกิดก็ต้องมีดับ


อาชีพนักแสดงก็เหมือนฟรีแลนซ์ ต่อให้ไม่อำลาวงการ แต่ความไม่แน่นอนก็ยังมี สายป่านมองอนาคตตัวเองอย่างไร

    จริงๆ ป่านมีแผนนะคะ ทุกวันนี้จันทร์-พุธของป่านคือการถ่ายละคร พฤหัส-ศุกร์อยู่ร้านกาแฟเป็นหลัก แพลนของป่านภายในปีนี้คือ ป่านกำลังจะเปิดโรงเรียนสอนการแสดงในวันเสาร์-อาทิตย์ เรามองว่าตัวเองยังมีอะไรให้ทำได้ตลอด แล้วที่เลือกการสอนก็เพราะว่าจากประสบการณ์ที่เคยสอนหนังสือก่อนหน้านี้ ป่านชอบสอนนะคะ เราอยากเอาสิ่งที่เราคิด ประสบการณ์ตรงของเรา ทั้งในอาชีพการแสดง และการเรียนช่วงปริญญาตรีและและปริญญาโท มาถ่ายทอดคนอื่น เอามาแชร์กัน ยิ่งใครที่อาจรู้สึกว่าการแสดงมันเหนื่อย หรือไม่เข้าใจศาสตร์ทางนี้ ป่านอยากให้เราได้มาแชร์กัน

    ป่านไม่เคยบอกว่าการแสดงของป่านดี ไม่ต้องเชื่อสิ่งที่ป่านทำก็ได้ ถ้าคิดต่างก็ดีจะได้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือถ้าเจอคนที่คิดเหมือนกัน เวย์เดียวกันก็ยิ่งดี มาแชร์กัน ป่านว่าถ้าป่านแก่จะได้มีคนมาเป็นทายาท รับช่วงต่อไป (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องที่น่าสนุกนะคะ จะได้มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ