One Man Thousand Feeling - โย่ง อนุสรณ์

16.10.18 1,350 views

บทบาทใหม่ของผู้ชายอบอุ่น ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับตำแหน่งสามีแห่งชาติ หนุ่มตัวท็อปในดวงใจสาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง หลายคนบอกว่าถ้าผู้ชายเรตติ้งสูง เมื่อมีแฟนแล้วความนิยมในตัวเขามักลดลงทันที ทว่ากลุ่มคนรัก ‘โย่ง Armchair’ หรือ โย่ง-อนุสรณ์ มณีเทศ กลับไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด แถมยังได้กลุ่มแฟนคลับเพิ่มมากขึ้น

ไม่ว่าในบทบาทการเป็นนักร้องรูปหล่อเสียงนุ่ม สู่นักแสดง นักกีฬาขี่ม้าโปโล สามีผู้น่ารัก และล่าสุดโย่งกำลังรับอีกบทบาทกับการเข้าครัวเป็นเชฟ มีรายการทำอาหารของตัวเองที่มีชื่อว่า ‘วันที่ฉันหิว’ ในชาแนลออนไลน์ของตัวเอง ดูเหมือนครั้งนี้สิ่งที่ผู้ชายชื่อโย่งเสิร์ฟนั้น ชวนให้ใครอีกหลายคนติดใจเขาแบบปฏิเสธไม่ได้มากกว่าเดิม

“แรกเริ่มเดิมที ผมชอบทำอาหารมาก เริ่มจากหาความรู้ด้วยตัวเอง ไปเรียนจริงจังด้วย จากแม่ยายด้วย (ยิ้ม) แม้ว่ารายการอาหารในเมืองไทยมีเยอะแล้ว แต่เราก็ยังอยากทำ แต่ทำอะไรที่มันไม่ได้อยู่แค่เฉพาะในครัวก็มาคิดว่าเราทำอะไรได้บ้าง จะเข้าไปทำอาหารกลางป่า มันก็ดูเหมือนแคมปิ้งมากกว่ารายการอาหาร แล้ววันหนึ่งเราเจอหน้าฟีดออนไลน์ของเรา มีประกาศขายรถบ้านคันนี้อยู่ 

ตัวผมอยากได้รถบ้านมานานมากแล้ว เคยคิดไว้ว่าจะเอาไว้เป็นห้องทำงาน หรือทำเป็นออฟฟิศส่วนตัว บังเอิญว่ารถคันนี้มันมีครัว มีตู้เย็น มีห้องน้ำ มีครบทุกอย่าง เราเลยปิ๊งไอเดียที่จะทำรายการอาหารในรถบ้านเสียเลย และคิดไว้ว่าเราสามารถนำรถคันนี้ไปจอดที่บ้านคนอื่น แล้วทำอาหารให้คนอื่นกินได้ด้วย มันแตกต่างไม่เหมือนใครดี มันไม่เหมือนเวลาเราซื้ออาหารไปฝากใคร แต่นี่คือเราไปทำอาหารให้เขากินถึงที่”


‘วันที่ฉันหิว’ คือวันไหนบ้าง 

รายการของผมจะอยู่ในช่องยูทูบครับ Yong Armchair Official ครับ และจะนำไปลงในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Yong Armchair ด้วย ในช่วงแรกเราวางแผนไว้ว่าจะลงคลิปเดือนละ 2 ครั้ง เพราะว่าถ่ายไม่ทัน (หัวเราะ) คือผมไม่ได้ทำรายการนี้รายการเดียว เราแค่อยากให้รายการนี้นำร่องเรื่องการทำอาหารของผมไปก่อน เพราะตอนนี้เรามีโครงการเรื่องอาหารเยอะมาก ไม่ใช่แค่รายการที่มาทำอาหารสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น ในฐานะการเป็นเชฟตามที่เรียนมา เราเห็นว่าตอนนี้เกิดดราม่าเรื่องอาหารเยอะมาก เลยอยากใช้ความรู้ที่เราเรียนมาทำอะไรให้สังคมบ้างในอนาคต 


จุดเริ่มต้นของความชอบทำอาหารคืออะไร

ผมสนใจเรื่องอาหารมาจากการอ่านการ์ตูนครับ ยอดนักปรุงโซมะ, จอมโหดกระทะเหล็ก, ไอ้หนูซูชิ หรือเจปัง การ์ตูนที่เกี่ยวกับอาหารทั้งหมดเลย คือการ์ตูนญี่ปุ่นมันจะมีรีแอ็กชั่นในเรื่องที่แฟนตาซีมาก คือในชีวิตจริงเวลาที่เรากินอาหารอร่อย มันก็แค่รู้สึกว่าอื้ม อร่อย...เห็นภาพลางๆ เวลาคุณยายเข้าครัวไปผัดอาหาร หั่นกุยช่ายให้เรากิน แต่ในการ์ตูนมันดูอร่อยมาก เวลากินต้องมีเสียงซู้ดดดด...เกิดเป็นทิพย์วิมานในหัว เวลากินอาหารอร่อย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เป็นความอร่อยที่สิ่งภายนอกที่เป็นเปลือกถูกทำลายหมดด้วยอาหารได้เลย ในใจก็คิดว่าอยากเห็นคนที่กินอาหารเราแล้วแก้ผ้าจังเลยพูดเล่นนะครับ (หัวเราะ) 

ก็เลยทำให้ชอบศึกษาเรื่องอาหารมาตลอดครับ พอดีว่าเป็นแฟนกับคุณก้อย (วลัยลักษณ์ มุสิกโปฎก-ก้อย Saturday Seiko) ทำให้ผมได้คุณแม่ยายที่ทำอาหารเก่งมาก ด้วยความที่เป็นคนเชียงใหม่ ผมก็ได้กินอาหารเหนืออร่อยๆ ไม่เหมือนอาหารเหนือที่ผมเคยกินมา รสมืออย่างหนึ่ง รสนิยมอีกอย่างหนึ่ง ประสบการณ์ก็อีกอย่างหนึ่ง เวลากินเหมือนเราได้เดินทาง คือไม่ใช่ว่ากินแล้วเหมือนเคลื่อนที่จาก A ไป B นะ แต่เหมือนเราได้เปิดประตูสู่ความแปลกใหม่ ได้เดินทางในใจเรา 

เราชอบกิน ชอบชิม เราไปตามร้านดังๆ ตามไกด์บุ๊ก มันก็อร่อยเหมือนที่เขาบอก แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นเราก็เริ่มสนใจเรื่องอาหารและวัตถุดิบในการทำอาหาร เริ่มจริงจังมากขึ้นช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา 


การทำอาหารของโย่งเป็นแบบไหน

ก็ทำอาหารแบบทั่วไป ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก ดูวิธีทำจากอินเทอร์เน็ต และอ่านหนังสือ ผมชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว รองลงมาจากอ่านการ์ตูน ก็เป็นพวก Cook Book มันไม่ได้มีแค่วิธีทำนะ มันเหมือนหนังสือแฟนตาซีของเรา มันมีข้อมูล มีประวัติศาสตร์อยู่ในนั้น พอเริ่มรู้ลึกไปถึงเรื่องวัตถุดิบก็ยิ่งทำให้เข้าใจเรื่องรสชาติ เริ่มรู้จักเอารสชาติมาแมตช์กัน เอารสชาติที่ไม่เข้ากันมาแมตช์กัน อันนี้ต้องกินคู่กับอันนี้ 

ผมว่ามันเหมือนการผสมสีครับ แล้วจานอาหารหนึ่งจานมันก็เหมือนงานป๊อปอาร์ต มันคือศิลปะที่กินได้ มันคงไม่เหมือนไฟน์อาร์ตหรอก อาหารมันคือศิลปะที่กินได้ เราสัมผัสได้ทั้งหมด อย่างตอนที่ผมไปเรียนเขาก็สอนให้เราเสพอาหารด้วยตา สัมผัส รสชาติ กลิ่น และเท็กซ์เจอร์ด้วย ต้องมี After Taste ทุกอย่างคือองค์ประกอบ เหมือนงานศิลปะ และตัวผมชอบศิลปะมาก ผมว่ามันคือความสวยงาม 

บางคนอาจจะแอนตี้เรื่องของ Fine Dining หลายคนชอบ Comfort Food ที่กินง่ายๆ มากกว่า แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาที่เราเห็นจานสวย เราก็อยากกิน มันคือศิลปะที่เรากินได้ หลังจากนั้นเริ่มอยากศึกษาจริงจังแล้ว 


คุณเคยบอกว่าตัวเองเป็นคนเนิร์ด ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ไหม

ใช่ ผมว่าผมเนิร์ดมากด้วย แต่ผมไม่ค่อยอินกับระบบการศึกษาไทยเท่าไร เพราะผมไม่เชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเรียนอย่างเดียว แล้วจะเป็นอย่างนั้นไปจนวันตาย


หมายถึงอย่างไร 

คนเราเหมือน Smart Gadget เราโหลดแอปพลิเคชั่นได้ตลอดเวลา ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องศึกษา ต้องรู้ลึกลงไปอีก เพราะผมเป็นคนที่เวลาจะไปที่ไหนจะลงไปจนสุดมาก อย่างก่อนหน้านี้ที่ชอบขี่ม้ามากก็ไปฝึกเล่นโปโล จนได้เป็นนักกีฬาโปโลของสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย นี่เป็นนิสัยของผม ในส่วนของอาหาร ผมชอบทำอาหารก็จะต้องไปเรียน และไปที่ที่ขึ้นชื่อที่สุดในประเทศไทย ผมก็ไปเรียนที่เลอ กอร์ดองเบลอ เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาครับ

 

ความรู้สึกเมื่อได้เรียนในสิ่งที่อยากรู้มันเป็นอย่างไร 

ดีมาก คือต้องบอกก่อนว่าผมเคยไปแข่งทำอาหารรายการหนึ่ง เป็นรายการที่ให้เซเลบริตี้ไปแข่ง ตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้อะไรมากไปกว่าการทำอาหารพื้นฐาน รู้จักแค่ Rare, Medium,Well Done รู้แค่ว่าต้องใช้ไฟอ่อนหรือไฟแรง แต่พอไปแข่ง มันทำให้รู้ว่าทำอาหารมันต้องมีมากกว่านั้นว่ะ! รสนิยม ต้องแมตช์รสชาติเป็น ตอนนั้นผมรู้สึกตัวเองด้อยกว่าคนอื่นๆ และผม
ไม่ชอบเลย 


คุณชอบการแข่งขันเหรอ

ใช่ ผมชอบแข่งขันมาก แต่ไม่ได้ถึงขั้นต้องเอาเป็นเอาตาย แต่เราไม่ชอบความรู้สึกว่าทำไมคนอื่นรู้เรื่องนี้แต่เราไม่รู้วะ ทำไมเขาทำเป็นแต่เราทำไม่เป็น ทั้งๆ ที่คนเรามีเวลาเท่ากัน ผมเลยตัดสินใจเอาเวลาที่เล่นเกมไปเรียนทำอาหารดีกว่า (ยิ้ม) 


การทำอาหารไม่ใช่หน้าที่ของแม่บ้าน หรือหน้าที่ของผู้หญิงเหรอ

เอาจริงๆ เรื่องในครัวเนี่ย ผู้ชายเป็นคนทำมากกว่าผู้หญิงนะ เพราะงานครัวมันหนักมาก หม้อร้อนมาก เปิดเตาอบมาแต่ละทีมันร้อนมาก เจอไฟ เจอความร้อน การทำอาหารคาว ผมว่ามันเหมาะกับผู้ชาย แต่ถ้าเป็นเชฟขนมหวานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ผมว่าคนเรามีความถนัดต่างกัน แต่ในอนาคตก็อาจจะไปลองเรียนทำอาหารหวานครับ 


ในชีวิตจริงได้ทำอาหารให้คนรักด้วยไหม

ทำครับ ถามว่าทำไมต้องคิดว่าการทำอาหารเป็นหน้าที่แม่บ้าน เพราะถ้าเป็นครัวไทย เราชินกับความเป็นรสมือแม่มาตั้งแต่รุ่นยาย มันกลายเป็นว่าครัวคือพื้นที่ของเขา เราไปแตะไม่ได้ เราทำได้แค่เป็นผู้ช่วย แต่พอถึงตอนนี้ การได้ทำอาหารให้ก้อยมันคงจะดี เหมือนเราให้ของขวัญเขาบ้าง ผมว่าก้อยก็ทำงานหนักพอสมควรแล้ว งานในครัวไม่เหมาะกับเขา เขามีความชอบอื่นๆ ที่เขาทำได้ดีกว่า ส่วนการทำอาหารผมทำดีกว่า 


นอกจากทำอาหารเป็นแล้ว คิดว่าได้อะไรจากการไปเรียนบ้าง 

สำหรับผมการเรียนเชฟมันไม่ได้เรียนเรื่องการทำอาหารอย่างเดียว แต่มันคือการจัดการชีวิต อาหารจานหนึ่งมีส่วนประกอบเยอะมาก อย่างอาหารฝรั่งเศสมีส่วนประกอบเป็นสิบอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างใช้เวลาปรุงต่างกัน สุกไม่เหมือนกัน ปรุงด้วยรสชาติที่ต่างกัน ขั้นตอนและเวลาในการปรุงก็ไม่เหมือนกัน ไหนจะส่วนของซอสอีก ก็ต้องปรุงต่างกัน การ Cooking โปรตีนก็ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างต้องปรุงให้เสร็จไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้อาหาร 2 จาน นั่นคือการจัดการของคุณต้องดีมาก เราต้องวางแผนล่วงหน้า อย่าให้พลาด ถ้าทุกอย่างใช้เวลาเหลื่อมกันเพียงนิดเดียวมันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ 

ทีนี้กลับมาที่ชีวิตของคนเรา มันก็เหมือนกัน เราลืมตาตื่นนอนขึ้นมา เราต้องรู้ว่าวันนี้เราทำอะไร เราอาจวางแผนล่วงหน้าไปอีก2 วันว่าเราจะทำอะไร หรืออาจมองไปถึงเป้าหมายชีวิตในอีก 10 ปีข้างหน้า กลายเป็นว่าการเรียนทำอาหารมันสอนการใช้ชีวิตให้ผม นอกจากนี้ยังเป็นพลังใจให้ผมด้วยซ้ำ เวลาเราเลือกวัตถุดิบที่มีค่า เราจะใส่ใจกับมันมาก เราจะไม่ยอมทำให้เนื้อชิ้นนี้หลุดออกไปแม้แต่นิดเดียว มันเพิ่มความเป็นคนช่างสังเกตให้ผม ทำให้ผมใส่ใจรายละเอียดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น และไม่ยอมให้เสียของอีกด้วย


ยังคงขี่ม้าอยู่ไหม

ช่วงนี้อยู่นอกซีซั่นครับ เพราะฝนตก จะกลับมาอีกครั้งช่วงเดือนตุลาฯ พอเป็นช่วงที่ขี่ม้าผมต้องตื่นเช้าทุกวัน (ยังคงจริงจังกับการขี่ม้าอยู่?) จริงจังมาก คือชอบแข่งขัน (หัวเราะ) แล้วก็ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ด้วย ถ้าชอบอะไรก็ลงลึกมาก ลงไปจนสุดทาง 


ถึงขั้นที่ต้องเป็นตัวแทนทีมชาติ

ซีเกมส์ปีที่แล้วใช่มั้ยครับก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย ผมไม่สามารถไปแข่งได้ เพราะวันที่คัดตัวทีมชาติเป็นวันที่ผมต้องเล่นละครเวที 


มีม้าเป็นของตัวเองด้วยไหม 

ผมเคยเลี้ยงหนูตัวหนึ่งแล้วต้องสูญเสียไป ผมรู้สึกรับไม่ได้ (แต่ทุกวันนี้คุณเลี้ยงแมวด้วย?) เลี้ยงแมวครับ ซึ่งแมวอายุยืนทุกวันนี้เวลาผมเห็นแมวก็จะพยายามไม่คิดถึงวันที่วันหนึ่งมันจะต้องจากไป (เป็นคนอ่อนไหวง่าย?) เซ็นซิทีฟมากครับ เป็นคนใส่ใจความรู้สึกเล็กๆ ที่บางทีก็อาจจะเยอะไป หลายครั้งก้อยก็บอกว่าเวอร์ไป ก็เลยเลี้ยงม้าดีกว่าอีกอย่างหนึ่งกีฬาโปโลใช้ม้าเปลือง เปลี่ยนม้าบ่อย ระหว่างเกมจะเปลี่ยนตลอด 


หลายคนคิดว่าการขี่ม้าไม่เหมือนกีฬา 

การขี่ม้าทำให้เรามีท่าทางที่สง่างาม และมันทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกาย ซึ่งจะบอกว่ามันเป็นกีฬาที่เหนื่อยมาก เคยมีคนเล่นจนหัวใจวายก็มี มันเหนื่อยมากจริงๆ ฮาร์ตเรตมันขึ้นสูงได้อย่างรวดเร็ว เราต้องใช้แรงจุดระเบิดเยอะ ชักก้าหนึ่ง หรือในหนึ่งเกมนี่มี 7 นาทีเท่านั้น เราเล่นกันทั้งหมด 10 เกม เราเลยเปลี่ยนม้าเรื่อยๆ ส่วนคนที่จะแข่งเองก็ต้องซ้อมมาอย่างดี การขี่ม้าเป็นการออกกำลังกายที่ออกแรงได้ดีมาก ส่วนออกกำลังกายอื่นๆ ก็คือเข้าฟิตเนสเป็นประจำตามปกติครับ 


งานบันเทิงอื่นๆ ยังรับอยู่ไหม 

ตอนนี้มีถ่ายหนังอยู่เรื่องหนึ่งครับ ชื่อเรื่อง ‘บุษบา’ เป็นหนังร่วมทุนกับต่างประเทศ น่าจะได้ฉายปีหน้าครับ และอาจจะได้ตระเวนฉายในต่างประเทศด้วย น่าจะเรียกว่าโกอินเตอร์ล่ะมั้ง (หัวเราะ) ส่วนละครก็จะมีเรื่อง Bangkok Vampire เป็นละครแวมไพร์ที่ถ่ายทำละเอียดยิบเลยครับ ถ่ายมาเกือบ 2 ปีแล้วครับ ก็เล่นกับน้องสายป่าน อภิญญา น่าจะได้ดูกันเร็วๆ นี้ (ยิ้ม) 


คุณจับงานด้านอื่นๆ ในวงการบันเทิงหลากหลายมาก ไม่มีความคิดจะกลับมาทำเพลงบ้างเหรอ

จริงๆ แล้วเราผ่านยุคสมัยและเรื่องราวการทำเพลงมาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นยุคแห่งการเริ่มต้น ช่วงที่พีกที่สุด ช่วงที่วงแตก ช่วงที่กลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และช่วงที่ต่างคนต่างหายไปทำอย่างอื่น ส่วนตัวผมเองก็ไปทำละครเวที เล่นละครทีวี เล่นหนัง เล่นกีฬา มาเป็นเชฟอย่างที่กำลังเห็นอยู่นี้ ซึ่งระหว่างช่วงที่ทำทุกอย่างนั้น ยิ่งทำให้ผมคิดถึงการทำเพลงตลอด 


เราติดใจคำว่า ‘วงแตก’ นี่คือเรื่องจริงเหรอ 

ก็ไม่เชิงว่าวงแตกหรอกครับ ตอนนั้นเป็นช่วงที่อ้วน (อธิษว์ ศรสงคราม) เขาไปเรียนต่อเมืองนอก เรารู้สึกว่าพอไม่มีอ้วน มันไม่ใช่ Armchair เราก็เฟลไปพักหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เราเล่นคอนเสิร์ตมันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนเราอยู่กันครบวงอย่างเป็นครอบครัว วันหนึ่งที่ไม่มีอ้วน พอหันไปแล้วมันใจหายว่ะ จากนั้นมันก็เป็นช่วงที่ต้องบอกตรงๆ ผมหมดไฟและรู้สึกเบื่อด้วย เหมือนคนอกหัก 

การนั่งรถตู้ไปทัวร์คอนเสิร์ต ไปให้ความสุขให้คนอื่นเยอะๆ มันเป็นช่วงที่เราแฮปปี้มากนะครับ แต่พอได้มานั่งทบทวนว่าเราไม่เคยมีเวลาให้ตัวเองจริงๆ จังๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่เราชอบ แล้วพอดีกับว่าเหมือนเรามาถึงจุดอิ่มตัวของการทำเพลงแล้ว เราเลยรู้สึกว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าซึ่งช่วงนั้นก็ยังรับงานเพลงอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีความคิดที่อยากทำเพลงใหม่ กว่าจะมีเพลง ‘คุณเก็บความลับได้ไหม’ ก็ทิ้งช่วงประมาณ 5 ปี ถือว่าห่างไปนานอยู่ครับ เป็นช่วงที่เราอยากกลับมาแล้ว หลังปล่อยให้แฟนเพลงรอ เหมือนให้เขาตากฝนรอ แต่เราไม่อยากออกจากบ้าน เรากลัวความมืดอยู่


ความมืดที่คุณกลัวคืออะไร

กลัวทุกอย่างไม่เหมือนเดิม 


ในตอนนั้นอะไรที่เป็นสัญญาณว่าควรลุกขึ้นมาได้แล้ว

หลังจากที่อ้วนไม่อยู่ ช่วงแรกใช้ชีวิตแบบมีความสุขมาก ในที่นี้คือความสุขกับการตามใจตัวเองทุกอย่าง กิน นอน เที่ยว จนวันหนึ่งส่องกระจก คนในกระจกที่เราเห็นคือใครวะ!? เหมือนลุงแก่ๆ อ้วนๆ หนวดเครารุงรัง ผมยาวกระเซอะกระเซิง พอไปค้นดูรูปเก่าๆ มันต่างกันมาก เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้วว่ะ คนเขารอดูเรา ไม่ว่าจะมีเพลงใหม่หรือเปล่า แต่คนเขารอเรา คนที่เคยรักเรา ชอบเรา มันถึงเวลาที่เราควรนำสิ่งที่เขารอไปให้เขาเห็นได้แล้ว 

หยุด พอ ชีวิตแบบอาร์ติสต์จอมปลอมที่เป็นอยู่ ผมเลยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เอาสิ่งที่ค้างคาออกมา ก็คือการทำเพลงใหม่ เริ่มแรกผมทำเพลงกับก้อยก่อน ในนาม ‘Koi Yong & Friends’ พอทำอารมณ์มันเริ่มมาแล้ว คนก็เริ่มตอบรับ เราเล่นมันๆ มากขึ้น จนสักพักถึงเวลา Next Station แล้ว Armchair ก็มี ชุดที่ 5 ในที่สุด ตามด้วยคอนเสิร์ต 10 ปี Armchair และครั้งนั้นอ้วนก็กลับมาด้วย มันคือเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ 

ซีนที่อ้วนเดินออกมาคือซีนที่ผมคิดไว้ว่าคนดูต้องร้องไห้แน่ๆ เป็นช่วงของเพลง ‘อยากกลับไปหา’ อยากกลับไปหา อยากทำให้เธอฝันดี...แล้วท่อนที่ฟลุตดังขึ้น อ้วนก็เดินออกมาพร้อมเสียงเพลง แล้วกลายเป็นว่าผมร้องไห้ออกมาเอง เชี่ย...คิดถึงมึงว่ะ ก่อนหน้านั้นเราอาจจะเจอกันบ้าง โทรคุยกัน ผมแวะไปเยี่ยมบ้าง แต่มันไม่เหมือนบนเวทีวันนั้น นี่คือการได้เจอเพื่อนเก่าจริงๆ เหมือนเจอแฟนเก่าด้วยซ้ำ และคนอื่นๆ ก็ร้องไห้เหมือนผม เป็นคอนเสิร์ตที่ดังมาก ณ ตอนนั้น นอกจากที่อ้วนกลับมา ผมเองก็ขอก้อยแต่งงานด้วย 

จากคอนเสิร์ตนั้นผมว่ามันเป็นสัญญาณว่าเราต้องทำเพลงเรื่อยๆ ถึงจะไม่มีอ้วนแล้วก็ตาม เพราะผมก็เกรงใจมัน เขาเลือกวิถีของเขาแล้ว เขาอยากเป็นศิลปิน เราอยากเป็นนักดนตรีเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ มีคอนเสิร์ตบ้างอะไรบ้าง จากนั้นไม่นาน อยู่ๆ ทุกคนในวงก็ไปทำอย่างอื่นอีกครั้ง คงถึงจุดอิ่มตัวบางอย่าง ส่วนตัวผมก็แยกย้ายไปทำงานบันเทิงอื่นๆ อย่างที่บอกไปแล้ว แต่ว่ามันยังคิดถึงการเป็นศิลปิน เราอยากทำอะไรแก้ความคิดถึง เพราะทุกครั้งที่อยู่บนเวทีผมรู้สึกอบอุ่นเสมอ เอาวะ! เอาอีกทีแล้วกัน แต่ครั้งนี้เป็นงานโซโล่แล้ว มันมีเพลงที่ผมแต่งไว้เยอะมาก หลายๆ เพลงที่ไม่เหมาะกับ Armchair จะเอามาใช้ในงานนี้ 


ความแตกต่างระหว่างโย่ง Solo และโย่ง Armchair คืออะไร 

ต่างกันไหม...จริงๆ ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนี้เลยว่าจะต้องต่างกันไหม ผมคิดแค่ว่าเวลานั้นเราอยากทำอะไร คงเหมือนกับอาหารครับ เหมือนเวลาเราเป็น Chef Table แล้วมีคนเดินมาหาเราในวันที่เรามีเนื้อวากิว หรืออีกวันเรามีหอยงวงช้างคนที่เข้ามาชอบแบบไหน ชอบสเต๊ก ชอบอบ หรือชอบตุ๋น สมมติวันนี้ผมอยากทำนกพิราบให้กิน คุณก็ต้องกินเมนูนี้ที่ผมทำ มันเป็นช่วงเวลามากกว่า ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันต่างกันไหม มันอาจจะเหมือนหรืออาจไม่เหมือนกันก็ได้ (วาไรตี้มากขึ้น?) ใช่...อาจจะเป็นอย่างนั้น คือพอเราแชร์กัน มันจะเกิดส่วนผสมที่ดีได้อีกแบบหนึ่ง แต่เวลาทำเอง อาจจะมีความห่ามๆ บางอย่างที่ตอนนั้นวงไม่ได้เห็นตัวตนนี้ของผม เรียกได้ว่าสนองนี้ดตัวเองครับ ส่วนตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่ทำไปแล้ว 2 เพลงครับ กำลังเรียบเรียงอยู่ ยังไงต้องได้ฟังก่อนปลายปีนี้แน่นอนครับ 


คุณชอบตัวเองเวลาที่เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ 


เป็นสิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่วัยเด็กเหรอ

ใช่ครับ ตอนเด็กผมชอบร้องเพลง มันมาตั้งแต่การที่พ่อผมชอบร้องเพลงในห้องน้ำให้เราได้ยิน เราก็ลองร้องตามบ้าง ร้องไปร้องมารู้สึกว่าเนื้อเสียงตัวเองมันมีความหนา พอร้องออกมามันมีความน่าฟัง อันนี้มีคนบอกนะไม่ได้ชมตัวเอง (ยิ้ม) แต่ครอบครัวผมไม่ได้เป็นพวกชอบแสดงออก คือคุณแม่ใจดี ตามใจ และปกป้องเราตลอด แต่คุณพ่อดุมาก เราก็ต้องอยู่ในกรอบ จนวันหนึ่งมันถึงจุดที่เบื่อกับการอยู่ในกรอบมากๆ เราอยากระเบิดออกมา อยากทำอะไรแหวกแนว แล้วเราได้เห็นพี่ป๊อด Moderndog นั่นคือแรงบันดาลใจให้เราทำเพลง


ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเป็น Armchair คือช่วงไหน

เวลาที่อยู่บนเวที ผมร้องเพลง ผมวิ่ง เต้น กระโดด เพื่อนสมัยเรียนสวนกุหลาบฯ ทุกคนรู้ว่าผมชอบแนวเฮฟวี่ ชอบร็อก แต่เมื่อเป็น Armchair มันเป็นดนตรีที่มีความเป็นบอสซ่า ผมกลายเป็นเจ้าชายบอสซาโนว่า ก็โอเคนะ เพราะผมก็มีอีกด้านที่มีความหวาน แม้ว่าจะมีความเกรี้ยวกราดอยู่บ้าง ตอนเป็น Armchair เรามีบาลานซ์นั้นอยู่ ถามว่าช่วงไหนที่ดีที่สุด ตอบว่าทุกช่วงเลยครับ 

ช่วงแรกที่คนไม่ค่อยรู้จักเรา เราทำอะไรก็ได้ พอคนรู้จักเรามากขึ้น เราก็ต้องรู้จักวางตัวให้มากขึ้น บางช่วงคนชอบเราจนมองเราเป็นไอดอล เราก็แบกความคาดหวังนั้นไว้ โดยพยายามไม่ทำให้ใครผิดหวัง นอกจากนี้ Armchair มันคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ ได้เจอทุกเหตุการณ์ทั้งดีและไม่ดี มันทำให้เข้าใจคำว่าเพื่อนแท้มีอยู่จริง กระทั่งช่วงที่ต้องแยกย้าย ชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง Armchair คือชีวิตของผม 


คุณอาจเล่าเรื่องความรักให้ใครมากมายฟัง แต่ที่นี่คือนิตยสารที่ทำให้คุณทั้งคู่มาเจอกัน HAMBURGER อยากให้คุณย้อนเวลาให้เราฟังกันอีกครั้ง

ครับ เจอกันครั้งแรกเมื่อ 16 ปีที่แล้ว วันนี้มาถ่ายปกก็มีก้อยมาด้วย (ยิ้ม) นี่คือสิ่งที่ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรแล้ว ผมไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตนะ ไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ผมมองโลกในแง่ของความเป็นจริง แต่หลายๆ อย่างก็ตอบไม่ได้ ไม่มีเหตุผลเลยว่าทำไมผมชอบแบบนี้ ก้อยชอบแบบนี้ ทำไมอยู่ด้วยกันแล้วอยู่ได้นาน ไปด้วยกันได้นานจังเลย มีความสุขจังเลย ไม่รู้สึกเบื่อ เหมือนอยู่กับเพื่อน เหมือนอาหารรีฟิลที่กินได้ไม่อั้น 

ก่อนที่จะมาเจอก้อย จริงๆ ผมเป็นคนเจ้าชู้มาก คุยหลายคน เจอผู้หญิงเยอะ มีแฟนด้วยซ้ำ แต่ช่วงนั้นตัวผมเองเหมือนเริ่มเบื่อความรัก เครียด เซ็ง เพราะว่าความรักที่ผ่านมาไม่เหมือนที่เราเคยคิดไว้ ไม่เหมือนที่จินตนาการ ไม่เหมือนเพลงที่เคยเขียน เคยร้อง เราคิดว่าความรักมันต้องเข้าใจกันสิแต่เราเจอแต่ความรักที่มันเหลื่อมกัน ไม่ตรงกัน มันทำให้เริ่มรู้สึกหน่าย และเข็ดเลยไม่จริงจังกับความรัก

ความจริงผมเคยเจอก้อยมาก่อนหน้านั้นตามคอนเสิร์ตนะ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวยงามคือประตูบานแรก ประตูต่อมาคือความคิด รสนิยมทางความคิด ตอนนั้นเห็นเขาแล้วรู้สึกว่าหน้าท้องเขาสวยและเนียนมาก น่ารักว่ะ (หัวเราะ) 

จนเรามาเจอใกล้ๆ ตอนถ่ายปก Hamburger ตอนแรกคิดว่าเขาจะแก่กว่านี้ เพราะบนเวทีหรือในทีวีเขาแต่งตัวอีกแบบ ใส่กี่เพ้า พอมาเจอใกล้ๆ ตัวจริงน่ารักว่ะ วันนั้นที่ถ่ายมีนักร้องคนอื่นอีกหลายคน พี่ตูน Bodyslam,พี่หนุ่ม กะลา, พี่โมทย์-ปราโมทย์ วิเลปะนะ และก้อยคือผู้หญิงคนเดียววันนั้นพวกเรารอก้อยแต่งตัวนานมาก พอดีว่าชุดเขามีปัญหา แต่ก็โชคดีว่าพวกเรานักดนตรีมันมีอะไรให้คุยไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว จนตอนที่เขาแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมา...มันคุ้มค่าที่รอ เพราะเขาสวยมาก (ยิ้ม) 

ซึ่งก่อนไปถ่ายเราคิดไว้แล้วว่าเราต้องคุยกับเขา แต่ไม่ได้คิดเกินเลยขนาดนั้นเพราะเขาก็มีแฟนเช่นกัน พอเจอจริงๆ นอกจากคุยแล้วก็ขอเบอร์ไว้ด้วยดีกว่า ด้วยการบอกเขาว่าเราเป็นช่างภาพนะ เราอยากได้เบอร์ไว้ เผื่ออนาคตเราจะชวนเขามาเป็นนางแบบให้เราหน่อย แต่หลังจากวันนั้นผมไม่เคยถ่ายรูปให้เขาเลย (ยิ้ม) 


ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นคู่รักกันได้อย่างไร 

โห...นานมากเลย เหมือนคุณรออะไรสักอย่างจนลืมไปแล้ว เราไม่ได้คุยกันเลยตลอดเวลา 3 เดือนหลังจากที่ผมขอเบอร์ไว้ เขามีแฟน ผมมีแฟน ผมไม่กล้าโทรไป รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควร มันเป็นเรื่องที่ผิด จน 3-4 เดือนผ่านไป ผมเลิกกับแฟน ก้อยก็เลิกกับแฟนพอดี แล้วอยู่ดีๆ วันนั้นเขามาเจอผมที่ออฟฟิศเก่า ซึ่งเมื่อก่อนออฟฟิศ Hamburger ก็อยู่ชั้นบนนั่นแหละ ตอนนั้นผมชวนเขาไปดูคอนเสิร์ตที่ผมทำงานเป็นเบื้องหลัง เขาก็ไปนะ
แต่เหมือนเขางอนเล็กน้อยแล้วกลับบ้านไป เพราะวันนั้นผมต้องทำงานเลยไม่มีเวลาเทกแคร์เขาเท่าไหร่ “ไม่ได้งอน” (เสียงของก้อยแทรกขึ้นมา) แต่หลังจากนั้นผมก็ชวนเขาไปดูหนัง กินข้าว เริ่มเป็นเพื่อนกัน เริ่มปรึกษาปัญหากันและกัน มีอะไรก็แชร์กัน มันมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน 

เราเจอกันหน้าฝน หลายครั้งเราต้องนั่งคุยกันในรถ มันมีความรู้สึกว่าไม่อยากกลับบ้านว่ะ ก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมเอ่ยคำว่าขอบคุณออกมา แล้วกอดเขา มันคือการสัมผัสตัวเขาครั้งแรก หืมมม ตัวเขานิ่มจัง (ยิ้ม)  

หลังจากนั้นกลับมาบ้าน แล้วนั่งคิดมากมาย ถ้าแฟนเขากลับมาจะทำยังไง จนผมรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ผมเปิดเพลงเขาฟังแล้วมันรู้สึกทรมาน อยู่คนเดียวโดยไม่มีเขาไม่ได้แล้ว ผมขับรถไปหาเขาที่บ้านอีกครั้ง แล้วบอกเขาว่า “ฟังเพลงก้อยแล้วคิดถึง” แล้วขับกลับบ้าน ทั้งที่ในใจอยากบอกรักมาก แต่สุดท้ายหลังจากวันนั้นก็ยังเป็นแค่เพื่อนกัน


คำว่าเพื่อนกันของคนดังมันมีอยู่จริงเหรอ

มีจริงครับ แต่มันจะอยู่แป๊บเดียว (หัวเราะ) ผมมองว่าผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ผมคบกับเขาเป็นเพื่อนได้แป๊บเดียว แล้ววันหนึ่งเราไปงานแถลงข่าวของทีวีช่องหนึ่ง วันนั้นผมติดรถเขาไปด้วย ภาพที่ออกมาคือมีผมไปด้วย พี่นักข่าวก็ถามเลยว่าทำไมมาด้วยกัน คบกันนานหรือยัง

ผมถือโอกาสจังหวะนี้ล่ะ มัดมือชกแม่งเลย ใช่ครับ เราคบกัน คือยุคนั้นดาราคบกันยากหน่อย แต่ตัวผมไม่ได้ซีเรียสอะไร ถ้าคบก็คือจริงจังและผมดูแลเขาดีอยู่แล้ว แต่ว่าทางแกรมมี่เขาดูแลก้อยดีมาก เหมือนลูกหลาน ณ ตอนนั้น ถ้ายังไม่จริงจังก็อย่าเพิ่งมายุ่ง อย่าเพิ่งมาเดินคู่กัน แต่หลังจากวันแถลงข่าว เราก็ตกลงกันว่าเราต้องคบกันแล้วล่ะ ผมบอกรักเขาอย่างจริงจัง และเปิดตัวว่าเขาคือแฟน 


ได้ข่าวว่าพวกคุณมีความแตกต่างกัน

ทุกคนแตกต่างกันหมดครับ ไม่มีใครเหมือนกัน ผมว่าถ้าเหมือนกันมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ (ทำไมล่ะ?) มันจะเกิดการแข่งขันกันบางอย่าง แต่บางคนอาจจะอยู่ได้นะ

สำหรับผมถ้าเหมือนกันมันน่าเบื่อ ผมไม่ชอบอะไรที่มันซ้ำๆ กัน ถามว่าเราต่างกันไหม ผมว่าก้อยเป็นกรณีพิเศษ เขามีโลกที่ใหญ่มาก มีจักรวาลที่กว้างใหญ่ในการที่เสนออะไรแล้วมันไม่ค่อยซ้ำ หลายครั้งที่เขาพูดอะไรออกมาแล้วทำให้เราเซอร์ไพรส์ว่าทำไมเธอถึงชอบอะไรแบบนี้ได้ คิดว่าเธอจะไม่ชอบ แต่เธอกลับชอบ หลายครั้งเขาทำให้ผมรู้สึกว่าทำไมเธอเก่งจัง แต่บางวันเธอก็ดูเด๋อด๋า พออีกวันเธอกลายเป็นผู้หญิงเท่ คือเขามีหลายมุมมาก มีความแตกต่างมากมายที่ดึงผมออกจากคอมฟอร์ตโซนจนได้เจออะไรที่แปลกใหม่


ย้อนกลับไปตรงที่คุณบอกว่าก้อยดูเป็นผู้หญิงเปรี้ยว ในใจตอนนั้นไม่กลัวผู้หญิงคนนี้เหรอ

ผมเป็นคนชอบกีฬาเสี่ยงอันตราย ชอบความเอ็กซ์ตรีม ชอบเสี่ยง ตอนแรกๆ ก็กลัวบ้างนะ กลัวว่าไม่รู้จะคุยอะไรกับเขาดี กลัวอยู่ด้วยแล้วต้องทะเลาะกัน กลัวเยอะไป ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเป็นคนน่ารักมาก เฟรนด์ลี่ ไม่เหมือนลุคที่ใครๆ เห็นเลย หลายคนเห็นลุคเขา ความเปรี้ยว รอยสัก ก็ต้องคิดว่าเป็นคนเที่ยวเก่ง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่จัด เป็นคนจัดจ้าน แต่ไม่ใช่เลย ก้อยเหมือนแมว น่ารัก ขี้อ้อน แถมกลัวเวลามีคนเยอะๆ แต่ก้อยเป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วปลอดภัย เขาเป็นที่ปรึกษาที่ดี ความจริงเป็นที่รองรับปัญหาด้วยซ้ำ 


นานเท่าไรที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงาน และใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนี้ 

ผมรู้สึกตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เราคบกัน คนนี้ใช่แน่นอน ตัวผมเองก็ใช้ชีวิตมามากพอในระดับหนึ่ง มันมากกว่าคนรุ่นเดียวกันหลายๆ คน เห็นหลายแง่มุมของชีวิตแล้ว เลยรู้สึกว่าคนนี้คือคนที่จะอยู่ด้วยกันแล้วจะทำให้ชีวิตเรามีความสุขในอนาคตอีกหลายๆ ปี ถึงแม้จะมีบางอย่างที่เหลื่อมกันบ้าง แต่พอเราปรับกันแล้วรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันได้ 

แต่ช่วงที่คิดว่าจะแต่งหรือไม่แต่ง เพราะว่าตอนแรกเราไม่เชื่อเรื่องพิธีกรรม เราไม่เชื่อว่าการแต่งงานคือบทสรุปของชีวิตคู่ แต่การที่เราแอนตี้อะไรสักอย่าง มันทำให้เราไม่มีความสุข คือผมลองเอาคำพูดหลายๆ คนมาลองปรับใช้กับชีวิตตัวเอง ผมว่าการแต่งงานคือการจัดพิธีเพื่อสร้างความขอบคุณให้คนที่รักเรา ไม่ใช่แค่ก้อย แต่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน ทุกคนที่มีพระคุณกับเรา เราก็รู้สึกว่ามันก็ดีนี่ มันคือการเอาความรักของเรามาแชร์ให้กับคนที่เราอยากขอบคุณ เราเลยรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ ตอนนั้นเราคบกันมา 10 ปี พอดี 


ว่ากันว่าการเดินทางไกลของความรักมักมีมารผจญ คู่ของคุณมีเรื่องแบบนั้นบ้างไหม

ไม่มีเลยครับ เพียงแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นที่เราเคยคุยกันว่าเราอาจจะรักกันเกินไป จนกังวลเรื่องความปลอดภัยของกันและกัน จนทำให้เราต่างก็ทุกข์ เราทะเลาะกันบ้าง แต่ผมจะง้อเขาก่อนตลอด ด้วยการเข้าไปนวดไหล่ ทำอาหารให้กิน อนุญาตให้กินขนมหวานที่อ้วนที่สุดได้ 


คุณทั้งคู่ต่างเป็นนักร้องที่ฮอตมาก ไม่มีเรื่องหึงหวงบ้างเหรอ 

ก็มีบ้าง อย่างผมเองแฟนคลับผู้หญิงเพียบเลย เขาก็จะรู้สึกว่าทำไมผู้หญิงเยอะจัง แต่ว่าตอนนี้ก้อยรักแฟนคลับผมมาก ซึ่งแฟนคลับเองจากที่เคยตั้งทีม #เด็กพี่โย่ง ตอนนี้เพิ่มมาเป็น #เด็กพี่ก้อย ด้วย


ที่มาของการเป็น ‘หน้ากากนกเงือก’ ในรายการ The Mask Singer ก็ยังมีที่มาจากความรัก

คือผมชอบ...จะมองว่าผมเป็นคนโรแมนซ์ โรแม้นนนนนนซ์ โรแมนติกมากๆ ก็ได้ แต่นั่นเพราะผมชอบศิลปะในยุคคลาสสิก เรเนอซองส์ หรืออะไรที่มันมีการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่ ชนิดที่หลายคนมองว่ามันดูเวอร์เหลือเกิน 

ผมเชื่อในพลังของมนุษย์ เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน หลายครั้งก็เชื่อพลังที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ แล้วมันจะเกิดแง่มุมที่หลากหลายขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘นกเงือก’ เริ่มจากนกเงือกเป็นสัตว์หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งนกเงือกจะอยู่ได้ในป่าที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น นอกจากนี้มันยังมี
อีกแง่มุมอย่างการที่นกเงือกมันไม่มีคำคม ไม่ต้องมีคำสัญญา นกไม่ต้องมีพิธีกรรม ศาสนาไม่มีบทลงโทษ คงมีก็แต่เพียงจิตวิญญาณหรือดีเอ็นเอที่อยู่ในตัวตกทอดกันต่อมา เฮ้ย...นกเงือกมันเจ๋งว่ะ 

ในความใกล้สูญพันธุ์ของนกเงือก เมื่อมองเปรียบเทียบกับคน ในที่นี้ก็คือความเสียใจของคนที่เรารัก การที่เราไม่ทำให้คนที่เรารักเสียใจ มันก็คือการทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์ ให้บ้านเราชุ่มชื่นมีความสุข และมันไม่ยากเกินไปที่เราจะเป็นเหมือนนกเงือกที่จะรักใครสักคนไปจนตาย 


ชีวิตหลังแต่งงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เหมือนเดิมครับ ดีขึ้นตรงที่เราได้อยู่ด้วยกัน มองอนาคตที่ไกลมากขึ้น เราวางแผนมีลูกด้วยกัน แต่ก็เป็นแพลนที่ยากมาก พอๆ กับซิงเกิ้ลแรกของผม ด้วยเรื่องของสภาพร่างกาย หลังจากที่เราพยายามมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติมานาน จนเราไปปรึกษาหมอ ก็พบว่าต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ และเราจะได้เห็นคุณแม่คุณลูกที่น่ารักแน่นอน


คิดว่าตัวเองจะเป็นพ่อแบบไหน

ผมเคยคิดไว้เยอะครับ แต่ตอนนี้ไม่กล้าคิดเลย เห็นใครเลี้ยงลูกเราก็เข้าไปคุยกับเขา บางคนบอกว่าคนนู้นเลี้ยงลูกไม่ดี แต่พอมานึกว่าถ้าเราเลี้ยงลูกเองจริงๆ มันคงยากมากเลยที่จะทำในสิ่งที่เราคิด เพราะขนาดเลี้ยงแมว แมวยังไม่ค่อยเชื่อผมเลย (ยิ้ม) 

ผมคิดว่าผมคงเป็นพ่อที่เหมือนเพื่อน คือพอเรามองย้อนไปถึงพ่อเราเอง เขาเป็นพ่อที่ดีมากแต่ก็ดุมากคนหนึ่ง ระหว่างเราเลยมีสเปซเยอะพอสมควร ตรงนี้อาจทำให้ผมเลือกเป็นศิลปินก็ได้ ไม่รู้เหมือนกัน พอมองย้อนผมรู้สึกว่าต้องแก้ปมอะไรหลายอย่างมาก เช่น การใช้เงิน การใช้ชีวิต วิธีคิดต่างๆ


ปมของคุณในที่นี้คืออะไร

พ่อผมเป็นทหาร เขามีระเบียบ นอนดึกไม่ได้ ตื่นมาต้องไปวิ่ง ทำผิดต้องวิดพื้น ต้องเรียนอย่างนี้ คือทุกอย่างมันเป๊ะมาก เป๊ะจนผมไม่ชอบระบบ จนทำให้ผมไม่เคยเชื่อในระบบว่ามันทำให้คนดีได้จริงๆ 


เมื่อออกนอกระบบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง 

มันก็ไม่ได้ดีจริงไปเสียทุกอย่าง แต่มันต้องบาลานซ์กัน พูดอย่างนี้ดีกว่าครับ คือเราต้องเข้าใจระบบ แล้วเข้าใจการอยู่นอกระบบ ต้องเข้าใจหลายๆ อย่าง ถ้าเราเข้าใจเราก็จะให้อภัย แม้กระทั่งวัยเด็กที่พ่อดุเรามาก ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อต้องเหวี่ยงการ์ตูนของผมทิ้งวะ พ่อเหวี่ยงเทปไมโครของผมทิ้งในสวนหลังบ้าน ตอนนั้นผมไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อทำเลย 

แต่วันหนึ่งเมื่อผมเข้าใจความแตกต่าง ทำให้เข้าใจพ่อมากขึ้น บ้านเราไม่ได้มีมากเหมือนบ้านอื่นๆ พ่อก็แค่ตั้งใจให้ลูกสู้อยู่ในระบบที่เขาเข้าใจ พอผมรู้สึกอย่างนี้...โอเค พ่อผมไม่ผิดเลย เขาน่ารักมาก พอเริ่มโตมันยิ่งทำให้เราบาลานซ์กันได้ และเราคิดว่าคงไม่ใช่พ่อที่ถึงขั้นว่าเลี้ยงลูกแบบบุฟเฟ่ต์ หากินเอง ทำเอง เสพอะไรเสพ ก็ไม่ใช่ขนาดนั้น มันต้องหาจุดบาลานซ์กัน 


ครอบครัวของคุณทุกวันนี้แบ่งหน้าที่กันชัดเจนไหม

ชัดเจนมาก อย่างงานบ้านจะมีแม่บ้านเข้ามาทุกสัปดาห์ แต่ระหว่างนั้นถ้าผมอยู่บ้านหน่อย ผมก็ล้างจาน ถูบ้าน ให้อาหารแมว เก็บอึแมว พาแมวไปหาหมอ ทำทุกอย่าง ยกเว้นซักผ้า (ยิ้ม) เพราะคุณก้อยเป็นคนซักผ้า อ้อ...แล้วก็เป็นช่างผมส่วนตัวของผมด้วยครับ 


คุณให้ภรรยาเก็บเงินจริงไหม

ใช่ คือตอนเด็กๆ ผมเป็นคนประหยัดมาก พอยิ่งโตเรายิ่งแก้ปมความอยากได้ของเรา เราซื้อของไม่หยุด จนวันหนึ่งพบว่าเราไม่มีเงินเก็บเลย เราทำงานมาตั้งนาน ใครจะเชื่อว่าโย่ง  Armchair ไม่มีเงินเก็บ ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็ปรึกษาก้อย เขาก็บอกว่าเอาเงินมา เขาจัดการให้ และผมก็เชื่อเขา เพราะตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่ผมเห็นตอนเขาอยู่บ้าน เขาเอาเสื้อแม่มานั่งเย็บเป็นชุดใหม่ เขาพาผมไปซื้อของไม่แพง ไม่ต้องแบรนด์เนมอะไรเลย แต่มันดูดี เฮ้ย มันมีวิถีนี้อยู่ ผมเลยเชื่อเขา และให้เขาจัดการเรื่องเงิน เพราะถ้าเก็บอยู่กับผมไม่รอดแน่ๆ


แต่คุณมีที่ซ่อนเงินจากภรรยาด้วยจริงไหม

(หัวเราะ) ผมว่าเขารู้แหละครับ ต่อให้เปลี่ยนที่ซ่อน แต่เขาคงปล่อยๆ ไป ถือว่าทำบุญทำทาน 


พวกคุณตัวติดกันตลอดจริงเหรอ 

อย่างที่บอกว่าเราเคยผ่านความรักที่ทำให้เกิดความกังวล ทุกข์ใจ เราเข้าใจเรื่องเวลา ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เราเจอกันช่วงอายุ 18-19 ตอนนั้นเราเหลือเวลาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เราเลยเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน เพื่อให้ทุกวินาทีมันมีค่าด้วยกัน มองเห็นอะไรเหมือนกัน ได้สัมผัสอะไรไปพร้อมๆ กัน 


ในฐานะของผู้ชายคนหนึ่ง การตัวติดกับคนรักไม่เป็นเรื่องน่าอึดอัดบ้างเหรอ

ความจริงเราแบ่งสเปซ เรามีห้องส่วนตัว บางงานที่ใช้เวลาไม่นาน ผมก็ไปคนเดียว ไปเรียน หรือไปที่ไหนที่ไม่มีที่ให้เขารอ เขาก็ไม่ได้ไปด้วย แต่เราก็โทรหากันนะ คือเรามีบาลานซ์กันอยู่ ไม่ได้ถึงขั้นตามคุมแจ เช็กโทรศัพท์ ผมว่าก็คงมีคนหมั่นไส้เราเหมือนกัน บางทีผมเองยังหมั่นไส้ตัวเองเลย แต่เราก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน 


สำหรับเรื่องความรัก เคยเผื่อใจไว้บ้างไหม 

เผื่อไว้เยอะมาก มันทำให้เป็นทุกข์มากด้วยทนคิดไม่ได้ เป็นสิ่งที่คิดแล้วทำให้เราอยู่ไม่ได้ทำอะไรไม่ได้ และเพราะโลกมันไม่แน่นอน มันเลยทำให้เราต้องใช้เวลาให้เยอะที่สุด 


มองชีวิตวันนี้ของตัวเองเป็นอย่างไร

ตอนเด็กผมเป็นคนขี้เกียจนะ แต่ด้วยความที่ว่าเวลาไปโรงเรียนแล้วมันสนุก มันเลยไม่มีปัญหาอะไร พอโตมาหน่อยเห็นชีวิตญาติๆ คนรอบข้างที่ต้องตื่นเช้า กินข้าวในรถ กลับมาเหนื่อย แล้วนอน แล้วตื่นมาใหม่ ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น 

ชีวิตผมเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งสำหรับการเป็นฟรีแลนซ์ในเมืองไทยแล้วมีความสุขได้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอด ซึ่งอาจจะมีความเครียดและความทุกข์ในชีวิตบ้าง แต่เราจัดการกับมันได้ เป็นเปอร์เซ็นต์ที่มีความสุขมากกว่าที่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เจองานที่เรามีความสุข เจอคนรักที่น่ารักมาก จนลืมไปเลยว่าเราทำอะไรอยู่ จนลืมว่าจริงๆ แล้วจุดมุ่งหมายในชีวิตของเราคืออะไร เพราะชีวิตทุกวันนี้มันบาลานซ์มาก 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้เงินแค่ไหน อยากมีเงินสักร้อยล้านหรือบ้านหลังใหญ่มาก หรือต้องมีลูกกี่คน อย่างที่บอกไปว่าเรามองโลกตามความจริงว่าทุกวันนี้เราทุกข์หรือสุขมากกว่ากันมันเกิดจากอะไรบ้าง แล้วค่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ