One Boy Thousand Feeling - โอม ภวัต จิตต์สว่างดี

28.02.19 1,401 views

สำหรับ โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี หนุ่มน้อยหน้าใหม่ในชายคา GMMTV (แต่เราคุ้นหน้าเป็นอย่างดี) กำลังมีผลงานชิ้นแรกในสังกัดใหม่ ‘เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ’ ประกบรุ่นพี่ สิงโต-ปราชญา

เรืองโรจน์ ที่โด่งดังมาจาก SOTUS the Series งานนี้เป็นการโคจรมา ‘ป๊ะ’ กันครั้งแรกของ 2 นักแสดงนำจาก 2 ซีรีส์วายชื่อดัง Make It Right the Series และ SOTUS the Series ที่ดูเผินๆ ไม่น่าโคจรมาพบกันได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ความฟินเท่านั้นที่รออยู่ใน เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ โอมรับบทเป็นธันวา นักศึกษา นิติศาสตร์ ที่บังเอิญไปเจอเรื่องเร้นลับในช่วงวัยเด็กตอนที่ต้องไปเทศกาลเชงเม้งกับพ่อและแม่ แต่สิ่งที่เขาเจอไม่ได้จบแค่นั้น เพราะมันกลายเป็นรักครั้งใหม่จากคนสองโลก


การร่วมงานครั้งแรกในสังกัด GMMTV เป็นอย่างไรบ้าง

ความรู้สึกแรกตื่นเต้นมากๆ เลยครับ เพราะว่าเป็นงานแรกกับ GMMTV ด้วย และได้มาเล่นกับพี่สิงโต คือตื่นเต้นตั้งแต่ตอนที่ได้ไปแคสต์แล้ว เราไม่ได้เข้าตึก GMM บ่อย แล้วพอเราเข้าไปก็ไปแคสต์งานเลย โอ้โฮ...ความรู้สึกมันตื่นเต้นมากๆ เลยครับ


ไปอย่างไรมาอย่างไรถึงมาเข้าสังกัดนี้ได้

พี่ถา (สถาพร พานิชรักษาพงศ์) เรียกมาคุยครับ คุยกันเรื่องสัญญา แล้วก็ลองแคสต์ซีรีส์ไปด้วยเลย วันที่คุยสัญญา คุยเสร็จปุ๊บก็ไปแคสต์ซีรีส์ต่อเลยครับผม


เล่าถึงเรื่องให้ฟังหน่อยสิว่าอะไรที่ทำให้เราตัดสินใจยอมรับแสดงซีรีส์เรื่องนี้

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วครับ ตอนเราแคสต์เราก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร เพราะจะมีแค่บทใช่ไหม แต่พอเรามาฟังชื่อเรื่องมีคำว่า ‘เชงเม้ง’ ตอนแรกฟังแล้ว...เอ๊ะ ทำไมถึงเป็นเชงเม้ง เชงเม้งมันเป็นซีรีส์เหรอ แล้วพอมารู้ชื่อเต็ม เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ ผมรู้สึกว่ามันแตกต่าง มีความน่าสนใจ มีความน่าค้นหาว่าเอ๊ะ ทำไมถึงเป็นชื่อนี้ ซีรีส์นี้เกี่ยวกับอะไร แล้วพอฟังผู้กำกับเล่าเรื่องย่อ สิ่งแรกที่รู้สึกคือผมขนลุก เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยอะไรกับเรื่องผีเรื่องวิญญาณนะครับ แต่มันมีความตื่นเต้น มีความท้าทาย ก็เลยเลือกที่จะรับบทนี้ครับ 


ตอนไปถ่ายจริงเสียวไหม เพราะว่าต้องไปถ่ายที่สุสานหลายรอบอยู่

ใช่ครับ ตอนไปถ่ายจริง ไปถ่ายที่สุสานที่ชลบุรี ตอนกลางวันไม่เท่าไร ตอนกลางวันเราก็ไปถึงก็จะเห็นฟ้าสวยๆ เห็นพื้นหญ้า ไม่เป็นไรเราก็ยกมือไหว้เจ้าที่ แต่ตอนกลางคืนสิ โอ้โฮ มืด ไม่มีไฟ มีแต่ไฟทีมกล้องทีมงาน แล้วเป็นหลุมศพทั้งหมดเลย แล้วเราต้องอยู่ตรงนั้น เราก็ไม่รู้นะว่าเราหันไปแล้วเราจะเห็นอะไรหรือเปล่า แต่ก็โชคดีที่ไม่เจออะไร (หัวเราะ)


เล่าบรรยากาศระหว่างการไปไหว้เชงเม้งกับการไปถ่ายซีรีส์หน่อยสิว่าอารมณ์มันต่างกันอย่างไร

ตอนไปไหว้เชงเม้งเราค่อนข้างสบายใจ เพราะว่าเป็นบรรพบุรุษของเราเอง เป็นอากงอาม่าเราเอง แต่พอไปถ่ายนี่คือจริงๆ ก็ต้องบอกว่าเราต้องขออนุญาตใช้หลุมจริงๆ อาจจะเป็นหลุมของบรรพบุรุษท่านอื่น เราก็มีความเกรงใจ เราไม่ได้มาทำอะไรไม่ดีนะครับ ก็มีความกลัวนิดหน่อย แต่ก็มีความตื่นเต้นครับผม


การเปลี่ยนคู่วายครั้งแรกของโอม แฟนคลับทราบข่าวแล้วกรี๊ดไหม

ก็มีบ้างครับ ถือว่าเป็นการที่เราได้ลองประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ลองทำสิ่งใหม่ เล่นกับคนอื่นบ้าง จากพี่เต้ย มาเป็นพี่สิงโต ก็ได้เรียนรู้คนหลายๆ แบบครับ


ถ่าย Make It Right the Series มา 2 ซีซั่น กับ เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ อารมณ์มันต่างกันอย่างไร

ต่างกันพอสมควร เพราะว่าตอนที่ถ่าย Make It Right ทั้ง 2 ซีซั่น เรายังเด็ก ยังเรียนมัธยมฯ อยู่เลย แต่พอมาถ่ายเรื่องนี้เราก็โตขึ้น สิ่งแรกที่รู้สึกเลยก็คือเมื่อเราโตขึ้น ความคิดเราก็จะโตขึ้นด้วย เราจะรู้สึกว่าเราจริงจังมากขึ้นนะ เราตั้งใจมากขึ้นกว่าตอนที่ถ่าย Make It Right ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใกล้ตัว เพราะว่ายังเรียนอยู่มัธยมฯ เหมือนในเนื้อเรื่อง แล้วก็คนที่ทำงานในกองก็เป็นรุ่นๆ เดียวกัน เป็นเพื่อนๆ กันหมดเลย การทำงานจึงค่อนข้างง่าย แต่พอมาเป็น เขามาเชงเม้งฯ เราต้องแสดงเป็นนักศึกษาปี 3 เลย ซึ่งตอนนี้ผมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ก็ค่อนข้างแตกต่าง แล้วก็ยากนิดนึง มีความท้าทายเพิ่มขึ้นครับ 


บทธันวาในเรื่อง เขามาเชงเม้งฯ เป็นนักกฎหมาย คิดว่าตัวคาแร็กเตอร์ใกล้เคียงกับโอมหรือเปล่า

จริงๆ ตัวธันวาน่ะเรียนนิติฯ ธรรมศาสตร์ เป็นเด็กที่ก็ต้องบอกว่าเรียนเก่ง ต้องตั้งใจเรียน ซึ่งโอมก็ตั้งใจเรียนบ้างเหมือนกันนะครับ แต่ว่าธันวาเขาพูดอยู่ประโยคนึงว่าเรียนนิติฯ ไม่เก่งก็เก่งโกง ผมว่านั่นแหละครับ ผมก็เก่งโกง ล้อเล่นๆ 


นักกฎหมายต้องนิ่งๆ แต่ว่าโอมดูเป็นเด็กซน

ก็เป็นนักกฎหมายในอีกแบบนึงครับ เป็นนักกฎหมายอารมณ์ดีไงครับ


พอเข้ามาอยู่ชายคาใหม่เราต้องปรับตัวเยอะไหม

จริงๆ ก็ต้องปรับตัวเยอะนะ มันเหมือนเราอยู่ครอบครัวนึง แล้วเราก็เปลี่ยนมาอยู่อีกครอบครัวนึง เราก็ต้องเรียนรู้จากสังคมใหม่ที่เราไปอยู่เพิ่มขึ้น รู้จักคนมากขึ้น ปรับตัวตามแบบฉบับที่ควรจะเป็นมากขึ้น ก็ต้องโตขึ้นๆ


ตอนนี้โอมเรียนอะไรอยู่

ตอนนี้เรียนนวัตกรรมสื่อสารสังคมสาขาภาพยนตร์ อยู่ที่ มศว ครับ


ทำไมเลือกเรียนสาขานี้

รู้สึกว่าจริงๆ เคยได้ทำงาน มีโอกาสได้ทำงานในกองถ่ายจริงมาแล้ว เราก็รู้สึกว่าเออ เราชอบนะ เป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่แปลกใหม่ สดใหม่ตลอดทุกงาน เพราะว่าเวลาเราถ่ายเรื่องนี้จบ เราก็จะต้องไปถ่ายอีกเรื่องนึง มันก็จะเป็นงานคนละแบบกัน เจอคนคนละแบบ เราก็เลยรู้สึกว่าอย่างนั้นเรามาลองเรียนภาพยนตร์ดีกว่า ภาพยนตร์น่าจะตรงสายกับที่เราชอบ เหมาะกับสิ่งที่เราอยากทำอยู่ครับผม


แสดงว่าจริงๆ แล้วอยากเล่นภาพยนตร์ด้วยใช่มั้ย

ใช่ จริงๆ เป็นคนชอบหนังครับ ชอบภาพยนตร์


ปกติดูหนังแนวไหน

 ปกติดูหนังแนวแอ็กชั่น แอ็กชั่นไซไฟบ้าง แต่ส่วนใหญ่ชอบแอ็กชั่นมากๆ แต่ต้องมีดราม่าด้วยนะในแอ็กชั่นเรื่องนั้น


ทำไมถึงชอบดูหนังแอ็กชั่นล่ะ

มันสนุกครับ มันตื่นเต้น มันตึ้บตั้บๆๆ แล้วก็ผมชอบดูฉากต่อสู้ โอเวอร์ๆ แต่ยังดูสมจริงนะ


ลองลิสต์ชื่อหนังที่เราชอบมากมาสัก3 เรื่องหน่อย

เป็นหนังแนวเดียวกันครับ Mission Impossible, James Bond, John Wick แนวๆ นี้หมดเลยครับ


ทำไมถึงชอบ Mission Impossible ชอบทอม ครูซ เหรอ

ใช่ครับ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นทอม ครูซ แต่พอดูแล้วเรารู้สึกว่าเออ มันสนุกมากเลยนะ ผมเริ่มดูภาค 5 ก่อน เสร็จปุ๊บต้องย้อนดูภาค 4 ภาค 3 ไม่ได้ดูไล่จากภาคแรกขึ้นมา ไล่ย้อนลงไป แล้วรู้สึกว่าเออ ในหนังมันมีครบรส มันมีทั้งความตื่นเต้น ความสนุก ท้าทาย ต่อสู้ หรือจะเป็นเรื่องดราม่าที่เกิดขึ้น


แล้ว James Bond ล่ะ

James Bond ก็เป็นอีกแนว เป็นแนวเดียวกับ Mission Impossible แต่เป็นในอีกรูปแบบนึง คล้ายๆ กัน แต่พระเอกเจมส์ บอนด์ ค่อนข้างจะเจ้าชู้ แต่รู้สึกว่าเจมส์ บอนด์ เป็นพระเอกที่ดวงดี เป็นพระเอกที่โชคดี แต่ทอม ครูซ เป็นพระเอกที่ต้องต่อสู้ ต้องดิ้นรน แต่ว่าในความโชคดีของเจมส์ บอนด์ ก็คือมีความโชคร้ายที่มากเหมือนกันครับ 


จะมีโอกาสได้แสดงหนังบ้างไหม

มีครับ ตอนนี้ก็ถ่ายหนังจบไปเรื่องนึง เป็นโปรเจ็กต์ของพี่มะเดี่ยว ชูเกียรติ ครับ เป็นหนังรีเมกมาจากเกาหลีอีกทีนึงครับผม เป็นงานแนวดราม่า ซีเรียส โรแมนติก 


ไม่วายใช่ไหม 

ไม่ได้ชี้ไปทางวายตรงๆ ครับ คือเรื่องไม่ได้ต้องการสื่อว่าเราเป็นวาย แต่เรื่องต้องการเล่าถึงความรัก เล่าถึงรสชาติของความดราม่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตในช่วงยุค 90 ว่าตอนนั้นมันเป็นอย่างไร น่าจะได้ชมกันช่วงกลางปี


โอมอยู่วงการมาก็ 2-3 ปี แล้ว คิดว่าชีวิตเราในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม เราสูญเสียชีวิตวัยรุ่นหรือไม่

ต้องบอกเลยว่าสวิงสุดๆ เพราะก่อนจะได้เล่น Make It Right เราเป็นเด็กคนนึงที่เลิกเรียน อ้าว ไปไหน ไปสยามกินข้าว กลับบ้าน แต่พอวันหนึ่งที่เราถ่าย Make It Right จบแล้ว อยู่ดีๆ ซีรีส์ดัง มีคนชอบ เรามีงานมากขึ้น เราต้องปรับตัวเป็นอีกคนนึงเลย ซึ่งเราจะมาทำตัวเป็นเด็กไร้สาระไปวันๆ ไม่ได้แล้ว เราต้องมีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น เราต้องโฟกัส เพราะว่าเราไม่ใช่แค่เป็นเด็กนักเรียนที่เรียนเสร็จก็เล่นกับเพื่อน เรามีงานที่ต้องรับผิดชอบ เรามีคนที่รอผลงานเรา มีคนที่รอสนับสนุนเรา ให้กำลังใจเรา เราต้องโตขึ้น ซึ่งเราก็ต้องปรับทัศนคติเราค่อนข้างมากก่อน แล้วค่อยๆ มาปรับในชีวิตเราอีกทีนึง 

ช่วงแรกๆ ผมรู้สึกว่าเราสูญเสียชีวิตวัยรุ่นนะ แต่ก่อนผมเลิกเรียนผมจะไปไหนกับเพื่อนก็ได้ นั่งคุยกับเพื่อนเดี๋ยวค่อยกลับบ้าน แต่พอได้ทำงานแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำคือเลิกเรียนไปไหน ไปทำงานว่ะ วันนี้ต้องเข้าบริษัทว่ะ ไปฟิตเนส แล้วเวลาเพื่อนๆ ชวนกันไปกินข้าว เขาก็ไม่ชวนผม ผมก็ถามไปว่าทำไมไม่ชวนกู เขาก็ตอบว่า “ก็มึงไม่เคยว่างเลย มึงต้องทำงานไม่ใช่เหรอ” เราก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะ เออ ทำไมวะ ทำไม เราก็เป็นเพื่อนเหมือนกัน เราก็เป็นเด็กนักเรียนคนนึงที่อยากได้ไปเที่ยวกับเพื่อน อยากมีสังคมกับเพื่อนๆ แต่พอเราโตขึ้นมาอีกก้าวนึง เรามาคิดว่ามันก็ดีนะที่เราได้เรียนรู้อะไรมากกว่า เราได้มีประสบการณ์ เราได้มีชีวิตในหลายๆ รูปแบบ เป็นโอกาสที่ดี แล้วการที่เพื่อนไม่ชวนเรา มันก็เป็นการที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น เอาสิ่งที่เรามองว่ามันแย่มาทำให้เป็นสิ่งที่ดี


ถึงจุดนี้เราปรับไลฟ์สไตล์ของเราอย่างไร

ผมคิดว่าวันที่ผมได้หยุดจริงๆ ผมจะต้องจูนตัวเองกลับไปเป็นชีวิตที่เราว่างจริงๆ ชีวิตที่ไม่ได้ต้องมาคิดว่าเอ๊ะ วันนี้ไปเที่ยวอยู่ดีๆ พรุ่งนี้มีงานต้องทำ เราจะต้องไม่คิดอย่างนั้น เราจะต้องกลับไปเป็นคนที่เฮฮากับเพื่อน กลับไปอยู่กับครอบครัว เป็นวันที่เราถอดร่างออกเป็นอีกร่างนึง เป็นวันที่เราจะได้รีแล็กซ์ ได้พักผ่อนเต็มที่จริงๆ เพื่อเราจะได้ไม่เครียดกับงานด้วย เราจะได้มีเวลาที่สบายของเรา แล้วก็เราจะได้มีเวลาให้เพื่อน มีเวลาให้กับงาน มีเวลาให้กับครอบครัวได้ครบทุกคนครับ


แล้วปกติไปทำอะไร ดูหนัง ฟังเพลง หรือว่านัดกับเพื่อนกินข้าว สังสรรค์ไปเรื่อยเปื่อย 

ปกติถ้าวันว่างจริงๆ ผมก็จะอยู่บ้าน ชอบอยู่บ้าน จริงๆ เป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว ขี้เกียจออกไปไหนมาไหน เพราะว่ารถติด ฝุ่นเยอะ ก็จะอยู่กับครอบครัว นั่งเล่นเกมอยู่กับน้องชายนี่แหละครับ นอนโซฟากดเกม แบบเด็กไม่มีงานทำเลย ไร้สาระ


เดี๋ยวนี้ยังเข้าฟิตเนสดูแลตัวเองอยู่หรือเปล่า

มีครับ เข้าอยู่ครับ แต่ว่าพักนี้ก็ไม่ค่อยได้เข้า เพราะว่าถ้าเข้าฟิตเนสก็ควรจะมีวินัยในการเข้าสม่ำเสมอ คือเราก็ต้องเข้าตลอดๆ แต่ถ้าเราเข้าแล้ว อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เราจะไม่มีเวลาได้เข้า ผมก็
ไม่เข้า ผมก็เปลี่ยนเป็นวิ่ง ออกกำลังกายอย่างอื่นแทน ที่ทำให้เรายังแข็งแรงอยู่


เห็นว่าโอมไปเรียนภาษาจีนด้วย เป็นเพราะแฟนคลับจีนใช่หรือเปล่า

ใช่ครับ แต่จริงๆ เรียนจีนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนะ พ่อบังคับไปเรียน เรียนมานานมาก แต่ไม่ค่อยได้อะไรเลย เพราะด้วยความที่เราเด็ก ตอนแรกเรารู้เรื่อง แต่พอเราเริ่มโต บทเรียนมันยากขึ้น เริ่มตามไม่ทัน พอเราตามไม่ทัน เราหลุด พอเราหลุดตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่กี่ปี แล้วเราต้องเรียนต่อไปเรื่อยๆ จนไปบอกพ่อว่าพ่อไม่อยากเรียนแล้ว ไม่รู้เรื่องเลย พ่อก็ให้เรียนต่อ ก็ไปเรียนต่อนะ แต่มันก็ไม่ได้อะไร ไปนั่งเอื่อยๆ ในห้องมาเป็นปีๆ จนพอถึงจุดนึงที่เราเข้าวงการแล้ว เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น เราโตขึ้น เรารู้สึกว่าเรากลับมาเริ่มเรียนใหม่ มาเรียนสิ่งที่เราเรียนแล้วเราเข้าใจ สิ่งที่เราเรียนแล้วเราต้องการได้จริงๆ เราก็เลยบอกพ่อว่าพ่อ...ผมขอเลิกเรียนที่นี่ ผมอยากลงเรียนที่อื่น แล้วลองไปเรียนดู สิ่งที่ได้รับกลับมามันก็เพิ่มขึ้นๆ เพราะว่าเราตั้งใจเรียนกับมันจริงๆ ส่วนแฟนคลับจีนเนี่ย ที่กลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง ก็เพราะว่าส่วนนึงเวลาเราคุยกับคนจีน เราก็อยากตอบเป็นภาษาจีนได้ เพราะว่าเราพูดภาษาไทยไปเขาก็ไม่รู้เรื่อง พูดภาษาอังกฤษ บางทีเราพูดผิด สำเนียงไม่ดี เขาก็ฟังไม่ออก ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราได้ใช้ภาษาจีนก็คงดี อีกอย่างนึงก็คือผมรู้สึกว่าการที่เราพูดได้หลายๆ ภาษา มันเป็นการรีมายด์สมองเรา ทำให้สมองเราตื่นตัวตลอดเวลา 


โอมเล่นโซเชียลมีเดียบ่อยไหม เห็นทวิตเตอร์นานๆ เข้ามาทีนึง

ใช่ครับ ผมไม่ค่อยเล่นโซเชียลฯ ผมรู้สึกว่าการที่เราเล่นโซเชียลฯ มันเหมือนเราเล่นแล้วมันจะเพลิน แล้วมันจะทำให้เราดูดข้อมูลจากในโทรศัพท์เข้าไปในสมองเยอะ ใจจะคิดเยอะ เราจะเหนื่อย ถ้าเราวางโทรศัพท์ลง นานๆ เข้ามาดูที เฉพาะเวลาที่จำเป็นจริงๆ น่าจะดีกว่า แบ่งเวลาออกไป
ข้างนอก มองท้องฟ้า มองน้อง มองพ่อแม่ แล้วเราจะผ่อนคลาย ทำให้ชีวิตเรารู้สึกกลางๆ ราบรื่นได้


ตอนที่โอมไปรับเล่นซีรีส์วาย เรื่อง Make It Right เนี่ย ป๊าม้า อากงอาม่า เขาไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม ที่มาเล่นเป็นบทชาย-ชาย

จริงๆ บทชาย-ชายไม่ใช่ประเด็นที่ครอบครัวจะว่า แต่ว่าประเด็นที่ครอบครัวจะว่าคือตอนแรกพ่อแม่ไม่ชอบให้ทำงานด้านนี้ ไม่อยากให้เข้าวงการ แม่พูดว่าเรื่องเดียวนะ ไม่ให้เล่นแล้วนะ แต่พอเราเล่นเสร็จปุ๊บ เรามีผลงาน เรียกว่ากระแสตอบรับดี เราโตขึ้น เราสามารถดูแลตัวเองได้มากขึ้น เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น พ่อแม่ก็เลยเห็นว่าพอลูกได้ไปทำงาน ลูกโตขึ้น ลูกมีความรับผิดชอบ ลูกดูแลตัวเองได้ พ่อแม่ก็ไว้ใจมากขึ้น พ่อแม่ก็ฟรีกับเรามากขึ้นเรื่อยๆ 


ทำไมตอนนั้นม้าถึงไม่อยากให้เล่นล่ะ

ม้าไม่ชอบอยู่แล้วครับ ม้าดุ เพราะว่าที่บ้านไม่ได้เป็นครอบครัวที่เสพสื่ออะไรมากมายขนาดนั้น แต่ว่าพอเขาเห็นว่าเราได้ไปทำงานจริงๆ เราตั้งใจจริงๆ แกก็เหมือนเข้าใจเรา และปล่อยๆ ไป


เป้าหมายในชีวิต

มีค่อนข้างเยอะเลยครับ ต้องบอกก่อนเลยว่า ถ้าความฝันด้านอาชีพตอนแรก ผมอยากเป็นนักธุรกิจ อยากเป็นนักแข่งรถ เพราะชอบรถ แต่พอมาทำงานในวงการ ความฝันเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราชอบการแสดงนะ เรารักการแสดง มันก็เป็นศาสตร์นึงที่มีความสนุก น่าค้นหา แต่เราก็ยังคงอยากทำงานเกี่ยวกับรถอยู่ อยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของเรา แต่เป้าหมายในชีวิตก่อนที่จะได้เข้ามาทำงานในวงการ บอกเลยว่าไม่มี ถามว่าเป้าหมายมีไหม ก็มี อยากเป็นนักธุรกิจ อยากมีรถคันนี้ แต่มันเป็นเป้าหมายที่เลือนราง เป็นเป้าหมายที่สวิงไปสวิงมา เราไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจน แต่พอเราได้มาทำงานในวงการจริงๆ จังๆ เราก็รู้สึกว่าเรามีสิ่งที่โฟกัสชัดมากขึ้นครับ


ย้อนกลับไปที่รถถามนิดนึง ที่บอกว่าสนใจธุรกิจรถ เป็นคนชอบขับรถเหรอ

เป็นคนชอบรถครับ รถยนต์


ทำไมถึงชอบรถยนต์ หรือว่ามันเป็นแกดเจ็ตของผู้ชาย

ไม่ครับ ผมไม่ได้คิดว่ารถเป็นแกดเจ็ตของผู้ชายนะ ผมคิดว่าจริงๆ ที่ผมชอบรถเพราะว่าตอนเด็กๆ ตอนสมัย iPad ออกมาแรกๆ ประมาณ ป.5 มั้ง ผมก็ไม่รู้ว่าจะโหลดเกมอะไรมาเล่น ก็โหลดพวกเกมรถ แล้วทีนี้เวลามันวิ่งอยู่ในจอมันก็ฟู่วๆ มันก็เร็วดี มีหลายรุ่นให้เลือก เราก็เริ่มศึกษา เอ๊ะ คันนี้มันเร็ว คันนี้มันไม่เร็ว ก็ดูๆ จนเราเริ่มซึมซับกับมัน เริ่มชอบมันมากขึ้นๆ แล้วเราก็เริ่มชอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรารู้สึกว่ารถมันมีหลายรุ่นหลายยี่ห้อมากๆ แล้วมีการพัฒนาต่อเรื่อยๆ ครับ


แล้วได้ไปขับซิ่งเองอะไรบ้างหรือเปล่า

ไม่ครับ ยังไม่ได้ซิ่งครับ 


มีรุ่นไหนที่เราอยากได้เป็นพิเศษไหม

 ถ้าแต่ก่อนมีเยอะมาก แต่พอมาถึงตอนนี้ พอเราเริ่มทำงานจริงๆ เรากลับสู่โลกความจริงว่า กว่าจะได้คันนึงมาเราต้องใช้เวลานะ เราต้องทุ่มเทกับมันนะ เลยคิดว่าต้องเอาอะไรที่ใกล้ตัว เป็นจริงได้ ผมก็อยากได้บีเอ็มคันนึง ที่อยากได้บีเอ็มเพราะว่าแม่ผมเป็นเซลขายบีเอ็มอยู่ อย่าไปบอกแม่นะ จริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะซื้อกับแม่ 


แล้วคุณพ่อทำงานอะไร

คุณพ่อทำเชฟโรเลตครับ พ่อกับแม่ทำเกี่ยวกับรถ แต่ว่าไม่ใช่แนวที่ผมชอบ จริงๆ ผมชอบพวกซูเปอร์คาร์ รถสปอร์ต แต่มันแพง และก็รู้สึกว่าจริงๆ ซูเปอร์คาร์ไม่ค่อยเหมาะกับถนนประเทศไทยสักเท่าไร


ก่อนจะถึงคำถามสุดท้าย ในซีรีส์มีเลิฟซีนมั้ย

มีซีรีส์เรื่องไหนไม่มีเลิฟซีนครับ (หัวเราะ) ก็อยากให้ลองดูนะครับ เพราะว่าเลิฟซีนรอไม่นาน ซีรีส์เรื่องนี้ประมาณ 8 อีพี ไม่น่านานเกินรอครับ ฟินแน่นอน


สุดท้ายแล้วฝากผู้อ่านหน่อยว่าทำไมเขาต้องติดตามซีรีส์เรื่องนี้ 

ก็ขอฝากซีรีส์ เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ ด้วยนะครับ อยากให้ดูเพราะว่าจริงๆ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวใหม่ที่มีครบรส ความรักจากเพื่อน จากแฟน ความรักคนละโลก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ทั้งดีใจ เสียใจ ร้องไห้ ผี วิญญาณ สืบสวน ค้นหา มีครบหมดเลย อยากให้ลองไปดูกันครับ