Once Upon a Time - ตามรอยความเศร้า และเกลียดชังตัวเองถึงขั้นสุดที่ 'แม็กซ์ เจนมานะ' พกเข้าป่า

Written by
15.03.18 4,748 views

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ดนตรีก็เป็นอีกหนึ่งวงการที่เกิดพลวัตนั้น

ช่วงเวลาที่ศิลปินแทบไม่ออกอัลบั้มเพลงแล้ว แต่เลือกที่จะส่งเพลงครั้งละซิงเกิลเท่านั้น แต่ก็ยังมีศิลปินจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองสวนกระแสนั้น เช่นเดียวกับ “แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “แม็กซ์ เดอะวอยซ์” เพราะเขาคือหนึ่งในศิลปินที่ผ่านการประกวด ในรายการ The Voice Thailand ตั้งแต่ซีซั่นแรก 

ช่วงเวลาหลังการประกวด 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ฟังผลงานและมีความสุขไปกับเสียงนุ่มๆ และเนื้อหาเพลงจากปลายปากกาของเขาเอง แม็กซ์อาจไม่ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ก็ไม่เคยหลุดจากรายชื่อนักร้องชายคุณภาพเลย มีผลงานใหม่ของเขาส่งต่อมาตั้งแต่ปลายปี กระแสเพลงของเขาก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกออนไลน์ และคอนเสิร์ตน้อยใหญ่ กระทั่งวันหนึ่งเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” กลายเป็นเพลงฮิตของคนครึ่งค่อนเมืองในเวลาเพียงพริบตา ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองเรื่องสัตว์ป่ากลายเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ จึงทำให้อินไปกับเสียงเพลงและเนื้อหาของเขาได้ไม่ยาก และนำไปสู่การฟังบทเพลงอื่นๆ ของเขา 

Let There Be Light ที่มาของ EP อัลบั้มแรกของเขา แต่ละเพลงมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน แต่งเติมด้วยด้วยท่วงทำนองฟังสบายรื่นหู และเรื่องราวบางอย่างที่มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ หากใครได้ฟังครบทุกเพลงในอัลบั้มนี้จะพบว่าแต่ละเพลงมีความต่อเนื่องร้อยเป็นหนึ่งเรื่องเดียวกัน เป็นอีกความรู้สึกที่มากกว่าการฟังเพลง มากกว่าความตื่นเต้นในการเดินเข้าป่าไปกับเขา คือความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือสักเล่มที่พูดถึงการเดินทางผ่านค่ำคืนอันเลวร้ายได้อย่างไร 

“ล่าสุดผมได้ทำเพลงกับโรงพยาบาลกรุงเทพ ชื่อเพลงว่า “เราจะไม่แพ้” ไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องในวันที่ 4 กุมภาฯ ของทุกปีคือวันมะเร็งโลก เพลงนี้คือเพลงให้กำลังใจสำหรับผู้ป่วยทุกคนครับ 

ส่วนอัลบั้ม EP นั้นผมทำเสร็จมาสักระยะอย่างที่หลายคนได้ลองฟังแล้ว ที่ผมเขียนขึ้นเองทั้งหมด 5 เพลง รวม 1 โบนัสแทร็ก เป็นทั้งหมด 6 เพลง ผมว่ามันคงเป็นความฝันของนักร้องทุกคนที่อยากมีอัลบั้มของตัวเอง ก่อนหน้านั้นผมมีเขียนเนื้อเพลงเก็บไว้เป็น 10-20 เพลง วันหนึ่งเราตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำอัลบั้มจริงๆ เราก็ตัดออกเหลือเพียง 5 เพลง เลือกคอนเทนต์ที่เป็นประเด็นหลักของชีวิตเราจริงๆ เป็นอัลบั้มที่ใช้เวลามาสักพักใหญ่ว่าจะเขียนออกมาอย่างไร บางเพลงใช้เวลานานมาก จมอยู่กับมันเป็นปีๆ อย่างเพลง “ไวน์” คือเพลงที่ใช้เวลาเขียนทั้งหมดเกือบ 2 ปี เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก สุดท้ายแล้วก็เปลี่ยนใหม่หมดเลย ทั้ง 5 เพลงพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตเรา ในช่วงเวลา Coming of Age”

ทำไมถึงรู้ว่านี่คือ Coming of Age 

เหมือนมันรู้ด้วยตัวเองครับ ช่วงนั้นผมงงแดกมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ความรู้สึกมันคล้ายๆ เราลอยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้จะทำอะไรดี ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ ซ้ายก็ไม่ได้ หรือตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงเบญจเพสพอดีมั้ง  

ความจริงผมไม่ได้เชื่อเรื่องเบญจเพสเท่าไร มันคือเรื่องสถิติมากกว่าวัยนี้มันคือวัยของเด็กที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมาทำงานได้สักระยะ อาจจะเจอช่วงเวลาแห่งความสำเร็จแล้วหรือมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น สักพักมันจะมีช่วงที่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เรารู้สึกเหมือนว่าเราเดินมาถึงทางตันแล้ว ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกแบบนั้น มันคาบเกี่ยวระหว่างคำว่า break down และ break through มันงงครับ

แสดงว่าช่วงเวลาก่อนหน้านั้นคุณโอเคกับชีวิตที่ผ่านมาแล้วใช่ไหม 

ช่วงก่อนหน้านั้นค่อนข้างโอเคเหรอ ในความรู้สึกว่าโอเคนั้นมันก็มีความไม่โอเคอยู่ เหมือนมีพายุหมุนวนอยู่ข้างใน รอคอยเวลาที่จะระเบิดออกมา

คุณเป็นคนคิดเยอะไหม 

คิดเยอะครับ ผมเคยปรึกษาเพื่อนที่เราไว้ใจ แต่สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนที่เราไว้ใจได้มากที่สุดมีคนเดียวคือตัวเราเอง เหมือนเราโยนขี้ให้คนอื่นทำไม เพราะต่อให้เราปรึกษาคนอื่นสักแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราเป็นคนตัดสินใจ เราเป็นคนจบปัญหาที่ตัวเองอยู่ดี เรามีแนวทางใช้ชีวิตแบบเรา คนอื่นก็มีแบบเขา การปรึกษาคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอาความคิดคนอื่นมาใส่เรื่องของเรา สุดท้ายซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วแก้ไขจากตัวเราเองดีกว่า

กลับมาที่ “ไวน์” อีกครั้ง เพลงแรกในอัลบั้ม ซึ่งเป็นไวน์ที่ใช้เวลาบ่มนานถึง 2 ปี มีรสชาติอย่างไรบ้าง 

เป็นเพลงที่เริ่มเขียนช่วงผ่านพายุชีวิตเลย ผมตั้งใจให้ทุกเพลงเรียงตามลำดับเวลาชีวิตจริงของผม และ “ไวน์” คือเพลงแรก มันคือการเริ่มต้น เป็นเพลงที่ทำให้ตัวเองมีปัญหาด้วย เป็นเพลงที่ทำให้ผมดำลึกลงไปในความคิดตัวเองมากที่สุด ไม่พอใจตัวเองสักอย่าง ถูกเปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นมากๆ ทั้งเนื้อเพลง เมโลดี้ จบเพลงแล้ว อัดเพลงใหม่ เปลี่ยนใหม่ทุกอย่างเลย ดีที่ว่าอัลบั้มนี้ผมทำด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นทุกอย่างผมเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด 

ถามว่ารสชาติ “ไวน์” แก้วนี้ดีหรือยัง ผมก็ไม่รู้นะ เพราะผมเพิ่งผ่านช่วงเวลาสับสนที่แท้จริงมาได้แค่ 1-2 เดือนที่ผ่านมาเอง “ไวน์” แก้วนี้รสชาติมันมีมิติมาก มากเสียจนมันขม จนเราต้องปล่อยแล้ว เพราะถ้าอยู่ด้วยนานมากกว่านี้ตัวเราจะสติแตกเอง ตัวผมมีความเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ด้วย ถ้าไม่ดีที่สุดก็ไม่จบ แต่มันไม่จบไปเรื่อยๆ ไม่ได้ โอเค...เราต้องขีดเส้นให้ตัวเองได้แล้ว เป็นเพลงที่ทำให้เรียนรู้ในการทำงานและจบงานด้วยตัวเองให้ได้ ผ่านเพลงนี้ไปทำให้ผมเป็นคนที่ทำงานเร็วขึ้นมาก นอกจากเป็นเพลงเริ่มต้นของอัลบั้ม “ไวน์” (Wine) ยังเป็นการเริ่มต้นค่ำคืนของผมด้วย ถ้าให้เปรียบเทียบก็คือช่วงหัวค่ำ

หลังดื่ม “ไวน์” เขาก็ตัดสินใจ “เดินเข้าป่า”

แล้วราวๆ 4 ทุ่มผมก็เข้าป่าครับ “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” Into the Woods เป็นเพลงที่ผมรู้สึกงงกับคนรอบข้างมากๆ จะเอาอะไรกับกูวะ? ไม่รู้ว่าเขาอยากได้อะไรจากผม ไม่ว่าจะเพื่อน แฟน ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเองยังไม่รู้จะเอาอะไรจากตัวเองด้วยซ้ำ เราเลือกเดินหนีเลย ไม่คุยกับใครเลย หนีไปหลายที่ (ทำไมเลือกป่า?) เมื่อก่อนผมคิดว่าเราชอบทะเล แต่พอลองเข้าป่า มันมีความเงียบดี แค่เข้าไปเที่ยว ไปใช้เวลาอยู่ในนั้น มีงานที่เกี่ยวข้องด้วย พอดีว่าช่วงนั้นผมมีโปรเจ็กต์ที่ข้องเกี่ยวกับองค์การป่าไม้ ก็ได้ไปช่วยคน ได้เข้าไปสัมผัสอะไรหลายๆ อย่าง พอได้เข้าไป ผมชอบความเขียวของป่า สงบมาก มันทำให้คิดได้ว่าสุดท้ายไม่มีอะไรสำคัญเลยแม้แต่ชีวิตของตัวเอง เราเลยเปลี่ยนสิ่งที่เราคิดได้ ความสำคัญนั้นให้กลายเป็นเรื่องงานไปแทน สุดท้าย ชื่อเสียง เงินทอง เพื่อนฝูง ไม่มีอะไรเลย 

จริงๆ ผมเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว ผมเลือกที่จะสักแขนข้างหนึ่งเป็นทะเล แขนอีกข้างเป็นภูเขาตัวแทนของป่า ซึ่งผมก็ยังชอบเที่ยวทั้งคู่อยู่ (ยิ้ม)

ความโด่งดังจากการเดินเข้าป่า

ไม่ได้คิดเลยว่าจะดัง ตอนครบแสนวิวแรกผมก็ฉลองแล้ว เมายับเลย (หัวเราะ) เราแค่ทำใน สิ่งที่เป็นชีวิตเรา ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ผมทำเพลงในฐานะนักเล่าเรื่อง แค่อยากเล่าเรื่อง ผ่านดนตรีโฟล์ก ซึ่งโฟล์กแปลว่าเพื่อน เป็นการเล่าเรื่องด้วยเพลงรอบกองไฟพร้อมกีตาร์ตัวเดียว กับเรื่องที่ผมอยากเล่า เรื่องจากชีวิตผม เรื่องที่ผมได้ไปเจอด้วยตัวเอง คุณไม่ต้องไปเผชิญเรื่องหนักหนาแบบผมหรอก ผมไปให้เองแล้ว เอาเพลงผมไปใช้แทนได้ เพลงผมอาจจะแทนคำพูดของคุณได้ ผมว่าบ้านเราไม่ค่อยมีเนื้อเพลงแบบนี้เท่าไร เท่าที่ฟังมาเพลงป๊อปก็จะเป็นเนื้อหาเดิมๆ พอลองฟังลูกทุ่งหรือเพลงเพื่อชีวิตกลับมีอยู่มากมายที่ใช้ภาษาไทยบรรยายออกมาได้เต็มที่ ผมได้จุดยืนในการแต่งเพลงเล่าเรื่องแบบนี้ และซื่อสัตย์ต่อมัน และเหมือนบังเอิญว่ามันมีกระแสเกี่ยวกับสัตว์ป่าขึ้นมาพอดี เหมือนเป็นจังหวะมหัศจรรย์มาก คนเลยตอบรับมากขึ้น

ความจริงประเด็นเรื่องสัตว์ป่าหรือป่าไม้นั้น มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่จะเป็นข่าวขึ้นมาเมื่อไรเท่านั้นเอง ประเด็นเหล่านี้มีมา 10-20 ปีแล้ว เพลงมันจึงมีความฟังก์ชั่นขึ้นมาได้ ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะมีอีกก็ได้ ผมเองก็ไม่รู้ ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนทัศนคติในการดูแลธรรมชาติ เพลงนี้สามารถแปลความหมายแบบนี้ได้

เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเที่ยงคืน คือช่วงเวลาที่ดวงดาวสวยที่สุด 

กลางดึกอย่างช่วงเที่ยงคืน อาจจะเป็นช่วงดาร์กของใครๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงดาวสวยที่สุด ประกอบกับว่าเรื่องที่ผมอยากเล่านั้นได้ตกตะกอนมาเป็นอย่างดีแล้วว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร วงการอะไรที่เราอยากเล่าที่สุด ก็คือวงการบันเทิง ดวงดาวก็เหมือนคนบางประเภทที่เราเทิดทูน เป็นไอดอลของเรา แต่วันหนึ่งหากเราได้เข้าใกล้เขาจริงๆ ตัวตนเขาอาจทำให้เราเฟลได้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดเขา เพราะที่จริงแล้วควรจะมีระยะห่างระหว่างกันที่ถูกต้องมากกว่า และสุดท้ายแล้วประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่ามันมีเรื่องมายาทุกวงการ และเราจะรู้เองว่าตรงไหนที่ดีหรือไม่ดี แล้วก็แก้ไขมันเสีย นั่นคือที่มาของเพลง “ดารา” (Dara)

แต่คุณก็เป็นคนดังคนหนึ่ง ประสบการณ์กับแฟนเพลงเป็นอย่างไรบ้าง 

ตัวจริงผมค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองนะ ผมไม่ได้ดูแลใครดีขนาดนั้น แต่ก็เชื่อว่าทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว แต่บางคนอาจจะผ่านรั้วของผมเข้ามามากเกินไปแล้ว แบบนั้นก็ไม่โอเค ซึ่งผมเป็นคนชัดเจนตั้งแต่แรกนะ ผมว่าคนที่ติดตามผมน่าจะรู้กันอยู่แล้ว (ยิ้ม) ถ้าเป็นการเข้ามาเรื่อง งานเพลงผมแฮปปี้ที่เข้ามานะ แต่ถ้าไปเรื่องอื่นเราจะรู้สึกว่าอะไรว้า...

ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบยุ่งกับคนอื่น

ใช่ครับ จริงๆ ผมเป็นคนคิดมาก และแคร์คนระดับหนึ่ง แม้กระทั่งคนไม่รู้จักมานั่งข้างเรา ผมจะเริ่มคิดแล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่หรือเปล่า เราทำอะไรผิดบ้างไหม ผมอยากให้เขามีความสุขเวลาอยู่กับเรา ทำให้เราคิดนั่นนี่ไปเรื่อย จนบางครั้งเราเหนื่อย ยิ่งเวลาที่คนเข้ามาพร้อมๆ กัน อยู่ๆ ผมก็มีกำแพงขึ้นมาเลย (กำแพง หมายถึงปฏิกิริยาอย่างไร?) ผมทำได้เท่านี้ครับ แล้วผมก็เข้าสู่ระบบออโต้ไพลอตเลย เริ่มนอยด์ ทำตัวไม่ถูก ในขณะที่เราไม่อยากทำตัวไม่ถูกต่อหน้าคนอื่น เพราะมันจะเริ่มเข้าสู่อาการแพนิก ซึ่งแพนิกแอตแท็กเกิดขึ้นกับผมบ่อยมาก หลายคนเข้าใจว่าผมเอ๋อๆ เป็นปกติ แต่จริงๆ คือเราแพนิก เหมือนตอนใช้คอมพิวเตอร์ที่เปิดหลายๆ หน้าต่างพร้อมๆ กัน แล้วเลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรดี

ตื่นตระหนกเมื่ออยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก แล้วบนเวทีไม่รู้สึกบ้างหรือ

นั่นมันอีกโลกหนึ่ง มันเหมือนองค์ลงเราเบาๆ บนเวทีคือที่ๆ เราคอนโทรลได้ เพราะเราใส่ใจทุกคนพร้อมกันได้ ในขณะที่เราก็มีเรื่องจะเล่า เรามีสื่อกลาง เราก็เต็มที่ไปกับสิ่งที่เราจะเล่า ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะเข้ามาตรงนี้ อย่างตอนที่ไปประกวด The Voice ก็ไปแบบไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน ผมเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่เล่นดนตรีกับเพื่อนเพราะชอบเฉยๆ มีโอกาสได้ดู The Voice ของต่างประเทศแล้วผมชอบ พอเริ่มจัดประกวดที่เมืองไทย เราเลยสนใจแล้วลองไปประกวด ปรากฏว่าพี่แสตมป์เป็นคนหันมาตอนเพลงใกล้จะจบพอดี ถ้าจะโทษการมาอยู่ถึงตรงนี้ของผม ก็คงต้องโทษพี่แสตมป์แหละ (หัวเราะ) (ถ้าวันนั้นไม่มีใครหันมาเลย คุณจะมาประกวดอีกรอบไหม?) อาจจะไม่ครับ เพราะผมไม่ใช่สายประกวดเท่าไร 

ก่อนหน้านั้นผมเคยไปสมัครเล่นๆ พร้อมเพื่อนมาก่อน แล้วก็ไม่เคยไปที่ไหน จนกระทั่งมี The Voice Thailand อย่างที่บอกแหละครับ ผมเลยตัดสินใจสมัคร เพราะเราไม่ได้มีสกิลหลากหลายแบบคนอื่น ผมใช้แค่ดนตรี ใช้แค่เสียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก ที่บ้านก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เราเป็นพี่คนโต คลานกลับมาที่บ้านได้ ไม่ตายก็พอ

แต่คุณเรียนเศรษฐศาสตร์มา ที่บ้านไม่คาดหวังหรือว่าเรียนจบแล้วต้องทำงานอะไร

เขาแค่ไกด์ไลน์มาเฉยๆ เป็นไกด์ไลน์ที่ทำให้ผมงงอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายเขาให้ผมเลือกทางเดินเอง อาจเป็นโชคดีที่บ้านเลี้ยงผมแบบเปิดกว้าง เพราะผมคิดแล้วว่าไม่ว่าอาชีพไหนๆ ก็ไม่มั่นคงเลย ผมเคยเห็นหลายคนมีอาชีพที่ดูมั่นคง แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งเขาก็ไม่มั่นคงได้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้เสมอ ผมเลือกทำอะไรด้วยแพสชั่นและซื่อสัตย์ต่อสิ่งนั้น มันทำให้เราทำได้เรื่อยๆ อยู่ได้อย่างพอเพียงมันก็เพียงพอแล้วในชีวิตหนึ่ง 

ผมเป็นเด็กเศรษฐศาสตร์ พ่อผมก็จบด้านนี้เช่นกัน สิ่งที่ผมเรียนมาก็เอามาใช้นะ ต้องใช้ทุกอย่างที่มีให้คุ้มค่าที่สุด Maximize Activity เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาโอเค สมดุลกับสิ่งที่เราทำ ตอนแรกเริ่มเราอาจยังไม่รู้จักการนำมาใช้ แต่ต่อมาเราจะเริ่มขุดมันมาใช้ได้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เราไม่มีค่ายแล้ว โดยเฉพาะกับการทำอัลบั้มนี้ ซึ่งถ้าไม่ทำผมเป็นหมาเลยนะ อัลบั้มนี้ยังไงก็ต้องทำ และต้องช่วงอายุนี้ด้วย ถ้าหลังจากนี้นานวันเข้าผมอาจจะหมดแรง ถ้าจะซัดก็ต้องตอนนี้แหละดีที่สุด 

ในที่สุดวันนี้คุณก็เป็น “ดารา” เองแล้วรู้สึกอย่างไร

ผมโอเคนะ หลายคนรู้จักผลงานก่อนตัวผมด้วยซ้ำ เขาตามมาเพราะงานเรา เป็นงานที่เราจริงจังและภูมิใจมาก ผมต้อนรับทุกคนที่อยากเข้ามา และผมก็อยากเข้าไปหาพวกเขาเองให้ได้มากที่สุดด้วยซ้ำ อยากเข้าถึงทุกจังหวัด เพื่อพูดคุย เพื่อเล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง

ผ่านการเป็น “ดารา” มาเป็น “ปีศาจ” ได้อย่างไร   

ช่วงตี 2-3 อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง Death of the Night ช่วงเวลาที่มืดที่สุดของกลางคืน ช่วงใกล้สู่แสงสว่าง สำหรับผมนี่คือเพลงแห่งช่วงดาร์กที่สุดในชีวิตของผม กว่าจะมาเป็นเพลงนี้ก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่า ไวน์ นะ (ยิ้ม)

ต้องเล่าย้อนไปว่าผมมีคู่หูที่สนิทคนหนึ่งเป็นตัวละครลับในการเขียนเพลง เขาใช้ชื่อแฝงว่า “เดอะ ยูนิคอร์น” เป็นรุ่นพี่ที่ผมสนิท คอยสอนให้ผมเข้าที่เข้าทางขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่ปรึกษาในทุกๆ เรื่องและผมไว้ใจมากคนหนึ่ง ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนอาจารย์โยดาในเรื่อง Star Wars (หัวเราะ) วันนั้นเราพยายามจะทำเพลงนี้ แต่ผมคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก “เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อน อีก 15 นาที กลับมาต้องมีอะไรคืบหน้านะ ถ้าไม่มีวันนี้ไม่ต้องทำแล้ว” พอพี่เขาเดินไป แวบแรกในหัวคือ...เอ้า เชี่ยแล้ว! เวลาแค่นั้นใครจะไปคิดอะไรออก เราเกรงใจเขาด้วย แต่กลายเป็นว่าอยู่ๆ เมโลดี้ก็มันก็ขึ้นมาเอง แล้วตามด้วยเนื้อเพลง ซึ่งเริ่มจากเป็นภาษาอังกฤษก่อน 

“ปีศาจ” (Demons) คือตัวผมเอง ว่าด้วยคนที่ไม่เคารพตัวเอง เห็นว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เป็นคนเลวร้าย คนแปลก คนที่ไม่มีค่ากับคนอื่น ผมเริ่มเขียนจากภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษาไทยอีกที มีคืนหนึ่งระหว่างที่เขียนเพลงนี้ อาการแพนิกของผมก็เกิดขึ้น ผมลุกมานั่งลบรูปในอินสตาแกรมออกหมดเลย เหลือแค่ 10 กว่ารูปในนั้น เพราะผมรู้สึกไม่โอเคกับรูปที่อยู่ในที่สาธารณะ เราคิดมากไป ระหว่างที่ลบก็คิดไปว่าทำไมเราต้องถ่ายรูปแบบนี้วะ ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย แคร์ทุกเรื่องมากไป สุดท้ายลบทีละรูป รูปที่หลงเหลืออยู่ คือรูปที่ไม่มีตัวผมในนั้นเลย ตอนนั้นรู้สึกเกลียดตัวเอง ไม่โอเคกับตัวเองเลย เหมือนในเพลงที่พูดว่า “ฉันมองตัวเอง เห็นปีศาจร้าย ในกระจก เงาสะท้อน ตัวฉันเอง สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด” เรียกได้ว่าเป็นสเตจของคนที่เกลียดตัวเองจนถึงที่สุดแล้ว ทุกอย่างพังหมดแล้ว อย่างที่บอกว่าอัลบั้มนี้เกิดช่วง Coming of Age นี่คือช่วงดาร์กที่สุดก็ว่าได้เมื่อค้นพบว่าไม่ชอบตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ 

แล้วช่วงเวลาที่คิดได้ว่าฉันต้องโอเคกับตัวเองแล้วมันก็มาถึง ฉันโอเคที่เป็นแบบนี้ และหวังว่าสักวันเธอจะรักในแบบที่ฉันเป็น ฉันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้แล้ว และฉันรักตัวเองที่เป็นแบบนี้ เธอคงจะรักฉันด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เพลงนี้ยังมีเวอร์ชั่นเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรก และเป็นโบนัสแทร็กในอัลบั้มด้วย

แล้วอะไรที่มาทำให้ “ปีศาจ” หายไป 

หลังเผชิญกับ “ปีศาจ” กลางดึกแล้ว ต่อด้วย “ชัดเจน” เป็นเพลงที่ผมรักมาก และเป็นเพลงที่ผมรู้สึกมีความหวังมากที่สุด เป็นเพลงที่เกิดช่วงเช้าที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นจากขอบฟ้า เพลงที่ทำให้เราเรียนรู้ว่าถ้าเหนื่อยก็นอนพักได้ ไม่ต้องรีบร้อน บางครั้งถ้าเหนื่อยนักก็ไม่ต้องคิดอะไรต่อแล้ว นอนก่อนเถอะ ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้ก็เป็นของเรา พรุ่งนี้ยังมีอยู่ มันไม่ได้หนีไปไหน เพลงนี้เขียนจากความเป็นตัวเองมากๆ และผมว่าเป็นเพลงที่เหมาะสำหรับเป็นเพลงสุดท้าย รวมทั้งยังเหมาะกับการเป็นชื่ออัลบั้มมาก Let There Be Light ที่แปลว่า “จงมีแสงสว่าง” ซึ่งคำนี้เป็นคำแรกที่พระเจ้าตรัสในคัมภีร์ไบเบิล ก็คือทรงสร้างทุกอย่างด้วยแสง มีแสงสว่าง คือความหวัง เป็นคำที่เต็มไปด้วยความครีเอทีฟในตัวเอง มันสร้างสรรค์ทุกอย่างได้ดี เราไม่ควรจมดิ่งกับอะไรขนาดนั้น คุณไม่ควรให้อาหารตัวเองด้วยความทุกข์หรือความเศร้า งานที่ดีจะต้องมาจากการสร้างสรรค์ ไม่ว่าเจออะไรคุณจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้ 

แสงสว่างของผมคือครอบครัวครับ ไม่มีใครเหลือ แต่เรายังมีครอบครัว ไม่ว่าเราจะทำอะไรเลวร้ายแค่ไหน สุดท้ายแล้วครอบครัวยังรับเราได้ นั่นคือแสงของเรา มันทำให้เรากลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง เราควรโฟกัสสิ่งที่ทำให้เรากลับมามีพลัง แล้วสร้างงานจากความสุขนั้น ถ้าเรามีบ้าน มีครอบครัว เรายังมีความหวัง เราจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะสำเร็จหรือไม่ก็ช่างแม่ง มาเถอะผมพร้อมจะเจอแล้ว นี่คือคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้

อัลบั้มของแม็กซ์ดูจะเต็มไปด้วยโครงสร้างและการจัดวางที่เรียงร้อยไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ผมบิวต์ตัวเองด้วยการเป็นนักเขียนก่อน เพราะผมอยากเขียนเพลงไทย ความจริงเมื่อก่อนผมไม่อินกับการฟังเพลงไทยเท่าไร เพราะเราฟังเพลงสากลมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อคิดจะทำเพลงในบ้านเรา ผมมองว่าเราต้องขัดอีโก้บางอย่างของตัวเองให้ออก เราต้องทำเพลงไทยจริงๆ เราเริ่มเรียนรู้มัน การเขียนหนังสือก็เหมือนเป็นการทำการบ้าน เราอยากใช้ภาษาไทยให้เก่ง พี่บรรณาธิการของหนังสือทั้ง 2 เล่มที่ผมเขียนเป็นอีกหนึ่งคนที่ผมต้องขอบคุณมากๆ เพราะพี่เขาช่วยขัดเกลาวิธีการเขียนของผม เรียนรู้วิธีการเขียน การทำทรีตเมนต์ ฟังผมทุกเรื่อง และฟังเดโมของผมทุกเพลง ที่สำคัญพี่หนุงหนิงก็เป็นเพื่อนสนิทพี่แสตมป์ด้วย เหมือนคนแก๊งเดียวกัน ทุกคนช่วยผมทำการบ้าน ซึ่งแนวทางของผมไปทางฝั่งเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพลงเพื่อชีวิตที่มีความหมายดีๆ อย่างที่บอกไป ซึ่งเพลงเนื้อหาดีๆ แบบนี้ไม่ค่อยอยู่ในฝั่งเพลงป๊อปเลย เราอยากเพิ่มมิติ เพิ่มสไตล์เพลงขึ้นมาผ่านเพลงโฟล์ก เพราะสไตล์ก็ไม่ห่างไกลกับเพลงป๊อปเท่าไร

ตอนนี้ผมไม่มีสังกัด ผมทำเพลงเองกับพี่โปรดิวเซอร์อีกคนที่ผมเชื่อใจมาก และเขาเป็นคนที่เชื่อในตัวผมแม้ในวันที่ผมไม่มีใครเลย เขาบอกว่าผมมีของ เขาเชื่อว่าผมทำอะไรได้มากกว่านี้ จากวันนั้นเราเริ่มทำกลุ่มๆ หนึ่งขึ้นมาจากความเป็นคริสเตียนเหมือนกันของพวกเรา เราขับเคลื่อนบนความเชื่อในพระเจ้า เชื่อในความรัก เราขับเคลื่อนทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อ เขาช่วยประคับประคองและผลักดันให้ผมทำอัลบั้มนี้จนจบได้อย่างนี้ 

ในขณะเดียวกันผมทำเพลงสากลเป็นอีกโปรเจ็กต์ที่ทำกับเพื่อนๆ ควบคู่ไปด้วย ชื่อวง “อังรีดูนังต์” (Henri Dunant) เป็นแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างไปเลย เนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนทำเพื่อปล่อยผีน่ะครับ (หัวเราะ)

คุณบอกว่าตนเองกลัวผู้คน แต่ก็ยังมีที่ปรึกษาที่ดีรายล้อมอยู่ ต้องเป็นคนประเภทไหนที่ทำให้คุณไว้ใจได้ 

คนบ้าเหมือนกันมั้งครับ (หัวเราะ) เขาก็เป็นเหมือนกัน แต่ทุกคนคือคนน่ารักครับ ผมสามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ผมปรึกษาเขา เล่าเรื่องจริงทั้งหมด เพราะถ้าไม่พูดเรื่องจริง มันก็เขียนเป็นเพลงไม่ได้

แล้วกับคนรักล่ะ

ผมกับเขาอยู่กันมานานสิบกว่าปี นานจนเป็นคนที่เราไว้ใจที่สุดแล้ว ไม่มีใครทนเราได้เท่านี้ ผมว่าคนเราจะคบใครได้นาน มันจะผ่านคำว่าไม่มีใครทนได้ไปได้ และแฟนผมผ่านเรื่องที่คนอื่นทนไม่ได้กันมาหลายต่อหลายเรื่องแล้ว บางครั้งความรักมันใกล้เคียงกับความรู้ จุดหนึ่งที่เราใกล้กันนานวันเข้ามันจะกลายเป็นความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่มีทั้งการอดทนได้ เข้าใจกัน มันคือความรักแบบที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทันที 

เพลงของผมมาจากความรักทั้งหมด รักที่ไม่สมหวัง รักที่ทำร้ายกัน รักที่ไม่มีจริง ความรักตัวเอง ความหวังในความรัก ผมว่าความรักมันมีหลายมิติมาก คนเขียนเพลงส่วนใหญ่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ก็เขียนเพลงที่เกิดจากความรัก เพลงเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งมันคือส่วนของอินเนอร์

เข้าทำนองว่าตัวหนังสือคือทาสอารมณ์ของนักเขียนหรือเปล่า

เป็นทาสอารมณ์จริงๆ ครับ เพราะทุกตัวอักษรคือการระบายอารมณ์ของเรา มีครั้งหนึ่งผมได้ข้อคิดมาจากนักดนตรีคนหนึ่งที่เขายกให้เป็นคนเศร้าที่สุดในโลกอย่าง “เดเมียน ไรซ์” หลายคนมองว่าเพลงเขาเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ตอนที่เขามาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทยเมื่อ 2-3 ปีก่อน เขาพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “จริงๆ ผมคือคนแฮปปี้สดใส ผมโยนขี้ให้พวกคุณ ระบายอารมณ์ลงไปในแต่ละเพลง และผมเล่นคอนเสิร์ต ทำให้พวกคุณเศร้าและแย่ไปด้วย แต่รู้ไหม หลังเดินออกจากฮอลล์นี้ไป พวกคุณจะรู้สึกว่าโลกนี้มันดีขึ้นมาเลย เพราะเมื่อครู่ผมได้ทำให้ทุกคนแย่จนถึงที่สุดกันไปแล้ว” ผมว่าเราทุกคนมีอารมณ์และความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้น เพียงแต่ว่าต้องหาวิธีระบายออกมาต่างกันไป 

แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องระบายแค่ความเศร้าเท่านั้น ผมเคยสัมภาษณ์ “เจสัน มราซ” เขาบอกว่า “ผมเขียนเพลงเศร้าไม่ได้ เขาอยากส่งต่อความสุขมากกว่าการโยนขี้โยนความเศร้าให้คนอื่น” อย่างที่บอกว่าเราต่างมีวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเพลงก็คือทาสอารมณ์ของคนเขียนหนังสือ ระบายตัวอักษร 

นอกจากการเป็นนักเขียนแล้วคุณก็ชอบอ่านหนังสือด้วยใช่ไหม

ตัวหนังสือหรือสื่อที่ให้เราอ่านมีหลายอย่างนะครับ บางคนอยู่แต่หน้าฟีดบนเฟซบุ๊กก็เท่ากับได้อ่านเหมือนกัน เพียงแต่ว่า input ที่ได้ต่างกัน ความต้องการต่างกัน ผมชอบอ่านเพราะผมชอบความเป็นนักเขียน ถามว่าชอบอ่านสไตล์ไหน ผมชอบอ่านการ์ตูน ชอบอ่านหนังสือเด็ก ชอบอะไรที่จรรโลงโลกครับ ผู้ใหญ่บางคนบอกว่าโตแล้วทำไมอ่านการ์ตูน มันไม่ช่วยอะไร แต่ผมชอบอ่าน ชอบอะไรชิลล์ๆ และต่อไปนี้ผมแค่รู้สึกว่าอะไรที่เราทำแล้วรู้สึกดีก็ทำเถอะ และการอ่านการ์ตูนช่วยให้ผมรู้สึกดี

นอกเหนือจากดนตรี ตัวหนังสือ และเนื้อเพลง ชีวิตคุณทำอะไรบ้าง

ช่วงก่อนหน้านี้ชอบเที่ยวครับ แต่ถ้าช่วงนี้เน้นกินกับนอน (ยิ้ม) ถ้าว่างก็อยากจะนอนมากๆ แล้วก็พยายามทำให้ตัวเองลุกขึ้นมาเล่นกีฬาจริงจังอีก เมื่อก่อน ผมต่อยมวยหนักมาก แล้วตอนนั้นรู้สึกว่ามันมีฮอร์โมน มีสารเคมีดีๆ หลั่งออกมาขณะออกกำลังกายเยอะมาก มันทำให้มีพลังบวก ร่างกายมันแข็งแรงดี

แล้วเรื่องรูปลักษณ์ล่ะ คุณใส่ใจเป็นพิเศษไหม แฟนคลับหลายคนละลายเพราะความหล่อของคุณนะ

จริงเหรอครับ (ยิ้ม) ถ้าอย่างนั้นช่วยมาดูแลผมหน่อยก็ดี ช่วงนี้ผมดูแลตัวเองไม่ค่อยดี ที่ผ่านมาคงเป็นแต้มบุญมากกว่า และตอนนี้มันใกล้จะหมดแล้ว แต้มบุญที่ผมบอกก็คือว่าเมื่อก่อนช่วงหลังประกวด ผมดูแลตัวเองจริงจัง ถึงขั้นเดินไปเคาน์เตอร์ ซื้อโทนเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ ครีมบำรุงตอนเช้า ครีมบำรุงก่อนนอน บำรุงแบบเต็มที่เลย ออกกำลังกายด้วย ทำอยู่ 2 เดือนแล้วน้อยลงเรื่อยๆ จนช่วงนี้แทบไม่ทำอะไรกับหน้าเลย เดินเข้าเซเว่นซื้อสบู่ อาบน้ำ ล้างหน้า สระผมเช้า-เย็นก็พอแล้ว ตอนนี้สาบานเลยว่าไม่ได้ใช้ครีมอะไรบำรุง แต่ถ้าใครอยากมาดูแลผมก็จะดีมากเลยครับ (ยิ้ม)

ชีวิตทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าย้อนกลับไปวันนั้นถ้าแสตมป์ไม่หันกลับมา แม็กซ์ จะเป็นอย่างไร

ผมถามกลับว่าในเวลา 5 ปีคุณมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม (มีค่ะ เปลี่ยนทุกปี บางปีก็เยอะมาก) เห็นไหมครับว่าคนเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนี่คงต้องกลับมาดูตัวเองและเริ่มด่าตัวเองแล้วว่ามัวแต่ทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยวะ คือผมไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนตัวตนนะ ผมหมายถึงว่าเราจะมีการเปลี่ยนระบบความคิดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเวลาเล่นเกม เราก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้ผ่านด่านไปได้  

ถ้าวันนั้นไม่ได้ประกวด The Voice อืม...ผมไม่ได้คิดไว้เลยนะ จริงๆ ช่วงนั้นจบมาใหม่ๆ ก็ทำงานบริษัท มีแพสชั่นจากสิ่งที่เรียนมา มีไฟมาก เป็นที่ปรึกษาด้านมาร์เก็ตติ้งให้หลายแบรนด์ใหญ่ๆ ช่วงนั้นก็สนุกกับงานที่ทำ แล้ววันหนึ่งที่มา The Voice มันก็พลิกผัน ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วในเส้นทางดนตรีของผม ผมเคยได้ยินคนชอบพูดกันว่าการทำอะไรถ้าทำได้ 3 ปี นั่นคือคุณผ่านช่วงเรียนรู้ในสิ่งที่คุณทำอยู่ แต่ถ้าคุณผ่าน 5 ปีไปได้นั่นคือคุณควรรู้แล้วว่าจะเดินทางสายนี้อย่างไร เวลาที่ผ่านมาจะทำให้เรารู้เองว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่ได้หรือไม่ได้ และผมรู้ดีว่าผมจะทำ เพราะผมสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่

ตอนนี้กลายเป็นนักร้องคิวทองอีกคนไปแล้ว เหนื่อยไหม

มีงานร้องเพลงเยอะมากมันก็ดีครับ มันก็มีความเหนื่อยกายเหนื่อยใจอยู่ด้วย แต่เวลาไปเจอ คนที่มารอฟังเพลงเรามันก็หายเหนื่อยนะ บางทีขอให้ได้บ่นสักหน่อย บ่นว่าเหนื่อยจัง แต่พอเริ่มได้เล่นดนตรี ได้ขึ้นเวที มันจะเริ่มตื่น ตี 1-2 จะเริ่มคึกขึ้นมาทันที ไปต่อได้อีกทั้งคืน เรี่ยวแรงกลับมา แล้วเหนื่อยต่ออีกครึ่งวัน พอหมดวันก็ตื่นมาเหนื่อยและคึกต่อ และรู้สึกว่าสนุกว่ะ ผมว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนขี้อ้อนหรืองอแงหรอก เป็นคนเอาแต่ใจมากกว่า (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้ยังได้พูดคุยกับอดีตโค้ชแสตมป์ ผู้ชักนำเข้าสู่วงการไหม

คุยครับ ผมว่าพี่แสตมป์เอาแต่ใจมากกว่าผมอีก (ยิ้ม) พี่แสตมป์คือไอดอลของผม เป็นเบื้องหลังผู้ผลักดันและคอยให้กำลังใจผมมาตลอด เขาคือคนที่ทำให้ผมคิดได้ว่าเราสามารถตั้งใจแต่งเพลงได้นี่หว่า เราโฟกัสชัดเจนได้ รักสิ่งไหนก็รักและตั้งใจทำสิ่งนั้น แล้วสิ่งเหล่านั้นจะตอบแทนเราด้วยความรักเหมือนกัน เขามีความชัดเจน และไปในจุดที่เขาต้องการได้ และมันทำให้ผมอยากตามรอยเขา ผมว่าผู้ชายทุกคนควรมีความชัดเจนนะ จากที่เคยให้คำปรึกษาและกำลังใจผม มาตลอด ณ ปัจจุบัน กลายเป็นว่าพี่แสตมป์กลับมาปรึกษาผม และผมก็คอยให้กำลังใจเขาบ้าง เราเหมือนต่างช่วยกันและกันในรูปแบบของน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าครับ

ความชัดเจนแบบลูกผู้ชายชื่อแม็กซ์คืออะไร

ผมว่าผู้ชายอาจเป็นตัวแทนความแข็งแกร่ง แต่ความจริงแล้วผู้ชายอ่อนแอได้นะ ยิ่งสมัยนี้ มันหมดยุคที่ต้องมาดีไซน์ว่าผู้หญิงต้องเป็นแบบนี้ ผู้ชายต้องเป็นแบบนี้ หรือแม้แต่เพศที่สามต้องเป็นแบบไหน ผมว่าเราทุกคนมีหลายด้าน มีด้านเข้มแข็งได้ ก็มีด้านอ่อนแอได้ ผู้ชายเป็นคนเก่งมีความสามารถ แต่ผู้หญิงก็เก่งได้เช่นกัน ผู้หญิงออกไปทำงานแล้วผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูกแทนได้ มันเป็นได้หลายอย่าง ความชัดเจนของผมคือผู้ชายมีด้านเซนซิทีฟได้ ซึ่งเพลงผมก็มีด้านนั้นอยู่

ที่บอกว่าแม็กซ์เป็นตัวแทนเล่าเรื่องให้คนฟังเองแล้ว ทำไมไม่อยากให้คนฟังเผชิญเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง

มันเป็นหน้าที่ผมครับ (แม็กซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง) ที่ผมจะเล่าให้เขารู้ว่าเรื่องแบบนี้ มันเป็นอย่างไร เพลงเหมือนทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนฟังโดยไม่ต้องเกิดจริงก็ได้ บางคนไม่ต้องอกหักเป็นพันหนก็อินไปกับเพลงอกหักได้ คุณจะรู้ว่าความรู้สึกเป็นอย่างไรได้จากการฟังเพลง เหมือนหนังสือฮาวทูบางเล่ม คนอ่านอาจไม่ต้องล้มละลายจริง แต่เรารู้ว่าคนล้มละลายจัดการกับตัวเองอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องป่วยใกล้ตาย เพื่อที่จะรู้ว่าต้องดูแลอย่างไรให้ไกลโรค เพลงของผมคงเหมือนวัคซีน เป็นแอนติโดสสำหรับหลายคน ป้องกันไว้ก่อนจะถึงจุดที่ดำดิ่งลงไปอย่างผม ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป หลายศิลปินทำหน้าที่ดำดิ่งลงไปด้วยตัวเองเพื่อพบว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร เขากลับมาได้อย่างไร และกลับมาเล่าว่ามันเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งคุณเจอเรื่องแบบนี้ คุณจะได้รู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว แต่มีเพื่อน มีคนที่เคยเป็นแบบนี้

คิดไว้บ้างไหมว่า Coming of Age จะกลับมาอีกครั้ง

ตอนนี้ก็ยังเตรียมตัวรออยู่ และกลัวมากเลย (ยิ้ม) เพราะครั้งที่ผ่านมามันหนักสำหรับผมมาก แต่ถ้าวันหนึ่งที่มันมาถึงจริง ผมเชื่อว่าผมคงแข็งแรงกว่านี้ และรู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เป็นความคิดกล้าท้าชนอยู่ในความกลัวนั้นอีกที (เสพติดความเจ็บปวดหรือเปล่า) นิดหน่อยครับ ผมอาจจะซาดิสต์ (หัวเราะ) ผมแค่ตั้งการ์ดรอรับมือไว้

เคยคิดว่าตัวเองคิดมากเกินไปจนอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าบ้างไหม 

ช่วงหนึ่งผมหนักมากเหมือนกัน จนตัดสินใจไปหาหมอ หมอที่โรงพยาบาลแรกไล่ผมกลับบ้าน ให้ไปหาหมอที่อื่น เขาช่วยเราไม่ได้ เอ้า...เชี่ย (หัวเราะ) กูจะตายห่าอยู่แล้ว! รักษาไม่ได้คืออะไร ก็เลยไปหาหมอที่อื่น ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่าอีกนิดก็ใกล้จะไบโพลาร์แล้ว หลังจากนั้นผมอยู่แต่ในคอนโดฯ เกือบ 2 อาทิตย์ เพื่อกินยาและปรับสมองตัวเอง ช่วงแรกยาของหมอออกผลมาก เหมือน ดึงอารมณ์ของผมไปจนสุดทาง วันหนึ่งเรารู้สึกแย่มาก อีกวันอยู่ๆ ก็แฮปปี้ ไม่นานผมเริ่มดีขึ้น เริ่มบาลานซ์ความรู้สึกได้ รู้ตัวว่าตอนนี้รู้สึกอะไร เหมือนเคมีในสมองเราถูกปรับให้เป็นปกติ ยิ้มและถ่ายรูปได้แล้ว (ยิ้ม)  

เราต้องยอมรับว่าเราเป็นเว้ย ถ้าไม่เป็นเราไม่ไปหาหมอหรอก มันจะเดี้ยงแล้ว มันทำอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้เพราะมันป่วย เราคิดมาดีแล้วว่าเราไม่ได้คิดไปเอง หลายคนไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่บางคนก็บอกว่าเราอ่อนแอ เราไม่เข้มแข็ง ตอนแรกฟังแบบนี้เราก็ไปไม่เป็นเหมือนกันนะ หรือว่ากูอ่อนแอวะ แต่สุดท้ายแล้วพอเราไปหาหมอ เราพบว่ามันคนละเรื่องกัน ความอ่อนแอกับโรคมันคนละเรื่อง 

คุณได้อะไรบ้างจากการหลุดพ้นความรู้สึกเหล่านั้นมาได้ 

มันเป็นอีกความรู้สึกกับตอนนั้นมากกว่า เป็นความรู้สึกเชื่อและการยอมรับสิ่งที่เป็นตัวเองได้ เมื่อก่อนก่นด่าว่าตัวเองห่วย ตอนนี้กลับรู้สึกว่าถึงห่วยแต่เราก็โอเคกับตัวเรานะ 

ในอนาคตผมก็คงยังทำเพลงต่อไป แต่ในรูปแบบที่เป็นนี่แหละ ทำด้วยตัวเอง และไม่ทำออกมาเป็นซิงเกิล ผมไม่ค่อยชอบเรื่องระบบนี้เท่าไร ผมว่ามันทำร้ายศิลปินดีๆ เหมือนกันนะ หลายคนออกซิงเกิลมาแล้วดัง แต่พออีกซิงเกิลคนไม่ชอบแล้ว คุณไม่ควรทำเพลงต่อแล้ว ผมเลยเลือกที่จะทำเป็นอัลบั้มรวมหลายๆ เพลงที่มีธีมในการเล่าเรื่องแบบของเรา อย่างอัลบั้มนี้เป็นการเดินทางของผม มีลำดับเรื่องราวที่ค่อยๆ ให้คนได้ฟังจนครบอัลบั้ม คือ 1 เรื่อง ทำให้คนรู้จักเราผ่านเพลง

คุณไม่แคร์เรื่องยอดเพลงที่มากน้อยไม่เท่ากันบ้างหรือ

แต่ละเพลงคนฟังแตกต่างกันก็จริง แต่ผมเคยมีโมเมนต์ที่ร้องเพลงในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ผมร้องเพลงตัวเอง มีคนฟังอยู่ประมาณ 5 คนได้มั้ง จำนวนมากน้อยไม่มีผลเท่าไร ขอแค่มีคนฟัง หรือถ้ามีคอมเมนต์ที่ไม่ดีตามมา ก็ถือว่าเขาได้ฟังเพลงของเราแล้ว “วันหนึ่งฉันเดิน เข้าป่า” คนฟังเป็นล้าน ขณะที่เพลงอื่นคนฟังไม่เยอะเท่านั้นก็จริง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดตามมาจากเพลงนั้น มันทำให้เขาได้ฟังผลงานเรามากขึ้น มันเป็นเหมือนสโนว์บอลที่กลิ้งไปมา เหมือนพายุในสโนว์บอลที่สลับไปมา คนฟังเพลงนี้แล้วชอบ ไปหาเพลงอื่นฟังต่อ หรือขวนขวายไปดูผมเล่นคอนเสิร์ต อยากฟังผมร้องและเล่นดนตรีสดๆ คงเหมือนที่เราชอบใครสักคน เราก็อยากรู้จักเขา ถ้าไม่ได้ชอบจริงก็ไม่ได้ติดตามมาฟังหรอก