My Life as Ali Thomas กับซิงเกิ้ลเพลงใหม่ ‘Daydreaming’

หลังจากปล่อยเพลง My Daughter and Son เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหายหน้าหายตาไปอยู่สักพัก My Life as Ali Thomas ก็กลับมา รวมตัวกันอีกครั้งด้วยซิงเกิ้ลเพลง Daydreaming ที่ยังคงมาพร้อมกับเนื้อเพลงภาษาอังกฤษล้วน บวกกับการร้องที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ซาวด์ดนตรีโฟล์กอินดี้แปลกหูในแบบที่เราคุ้นเคย

ห่างหายไปอยู่สักพัก ทำอะไรกันมา
พาย: เที่ยวค่ะ (หัวเราะ)
ตาว: พวกเราไปทะเลกันมาที่เกาะกูด สนุกมาก

ไปเที่ยวมา 2 ปีเลยหรือ
พาย: ไม่ค่ะ (หัวเราะ) ไปแค่ 3 วัน แต่ 2 ปีที่ผ่านต่างคนก็ต่างไปหาสิ่งที่ตัวเองชอบ 
ตาว: อัลบั้ม Paper (2559) เป็นอัลบั้มที่พวกเราทำกันมา 2 ปี และเราค่อนข้างใช้ไอเดียทั้งหมดไปแล้ว ระหว่างที่ปล่อยออกอัลบั้มนั้นออกมา เรามีโอกาสได้ไปเล่นในที่ต่างๆ หลังจากนั้นเราเลยอยากพักกัน ออกไปหาแรงบันดาลใจ
แร็ค: ในแง่ผลงานอาจจะไม่ได้มีเพิ่ม แต่แง่ของโชว์ยังมีมาอยู่เรื่อยๆ เราไม่ได้มีเวลามาโฟกัสเรื่องการทำเพลงต่อ จนคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว หลังจากได้ไปเที่ยวกันมา
คราวนี้กลับมาพร้อมกับเพลงใหม่ Daydreaming ช่วยเล่าถึงเพลงนี้ให้ฟังหน่อย
ตาว: เป็นเพลงที่รู้สึกแตกต่างจากเพลงในอัลบั้มแรกเหมือนกันนะ เราอยากให้ฟังสบาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก เปิดวนๆ ก็ฟังได้ ซึ่งเป็นเพลงที่ตั้งต้นมาจากตอนที่เล่นดนตรีแจมกันอยู่ด้วย ในอัลบั้มหน้าฐานของเพลงจะเกิดจากสิ่งที่พายมีและขึ้นโครงไว้แล้วประมาณหนึ่ง โดยมีเพื่อนๆ เข้ามาไปช่วยกันยำให้เข้าที่เข้าทาง แล้วก็ได้เดโม่ขึ้นมา
พาย: เรากำลังซ้อมเพลงกันอยู่ แล้วนึกขึ้นกันได้ว่าเราอยากทำเพลงที่ดูเป็นเพลง ไม่ใช่เพลงที่ฟังแล้วดูเป็นดนตรีที่ยุ่งเหยิงเหมือนที่เคยทำกันมา ให้พี่แร็คเล่นคอร์ดแบบสบายๆ มาหนึ่งชุด ขณะที่เราก็นั่งเล่นเปียโน ตาวก็ตีกลอง และด้วยความที่พายเป็นคนชอบเขียนเนื้อร้อง เขียนโน้ต เราเลยหยิบสิ่งที่เราเขียนไว้มาลองร้อง และออกมาเป็นเพลงนี้ ความหมายของเพลง Daydreaming ก็ตรงตัว เป็นความฝันกลางวัน ออกแนวเพ้อๆ  
แร็ค: ดนตรีจะมีความสดใส ไบรท์ มีความป๊อปมากขึ้น อยากให้ลองฟังกันดู

‘ฝันกลางวัน’ ของแต่ละคนเป็นอย่างไร
แร็ค: มีหลายช่วงที่ต้องไปเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ ก่อนไปถึงวันที่ไปเล่น เราจะตื่นเต้น พอตอนระหว่างที่เราทำงานอยู่ เราจะชอบนึกภาพนำหน้าไปก่อนแล้ว จะวางขายังไงดี จะหันไปเล่นกับตาวดีไหม หรือเดินไปโซโล่กับพาย
พาย: แต่จริงๆ พี่แร็คจะ Daydreaming บ่อยมาก เวลามาซ้อม (หัวเราะ) บางครั้งเหมือนจะมองหน้าเราอยู่ แต่ไม่ได้มอง ตาค้าง 
ตาว: ผมมักจะคิดถึงสิ่งที่อยากได้มั้ง 
พาย: ของเราน่าจะเป็นหายไปแป๊บนึง แล้วก็กลับมา ไม่เชิงว่ามี
ฝันกลางวันอะไร
แล้ว ‘ความฝัน’ ที่เป็นที่สุดของวงล่ะ
พาย: เราอยากทำเพลงในแบบที่เราอยากทำ ซึ่งเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก
ตาว: เราไม่ได้มองไปไกล จะอยู่ด้วยกันไปอีก 10-20 ปี เรามองแค่อยากทำให้มันไปต่อเรื่อยๆ อย่างที่เราอยากทำ 
แร็ค: อยากทำสิ่งที่มีความสุขไปเรื่อยๆ แต่โดยส่วนตัวพอเราเป็นคนที่ต้องทำงานไปด้วย บางทีเราก็ต้องพยายามหาความสุขหาตรงนี้ให้ได้เยอะที่สุด เพราะไม่รู้ว่ายิ่งโตขึ้น ความยุ่งยากที่จะมาทำตรงนี้มันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีเวลาทำได้ก็อยากใส่ไปให้เต็มที่
อย่างแร็คเป็นสมาชิกคนเดียวของวงที่มีงานประจำ ว่างแค่วันเสาร์-อาทิตย์ ถือเป็นเรื่องยากต่อการทำเพลงด้วยกันไหม
พาย: ช่วงที่พี่แร็คไม่ว่าง เราจะบอกเขาขอ 1 หรือ 2 ชั่วโมงได้ไหม บางครั้งการทำเพลงกินเวลาของพี่เขาไปเยอะ เราก็จะไปที่บ้านของพี่แร็คเลย ขอไลน์กีตาร์แบบนี้ เดี๋ยวนี้ เสียบสายกีตาร์ อัดเพลงเลย เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับ
แร็ค: เดลิเวอรี่ (หัวเราะ) บางทีสิ่งที่ออกมา พายเขาจะมีเซนส์ เขาชอบฟังแค่บางท่อน แล้วเดี๋ยวกลับไปนั่งคิด นำไปขยายต่อหรือเรียบเรียงใหม่ เราทำในภาพของเราไว้อยู่แล้ว และมีน้อง 2 คนที่มาช่วยมองภาพนั้นต่อ บางทีเราเครียดจากงานมาอยู่แล้ว แต่การทำเพลงต้องใช้ฟีลลิ่งเยอะ แล้วถ้าเราเครียดมา เราก็อยากไม่กระทบต่อการทำเพลงของวง ต้องพยายามทำสมาธิมาก่อน ถึงจะมาเล่นดนตรี แต่พอมาเล่นดนตรีแล้ว เราจะมีความสุขกับมัน เหมือนเป็นการระบายกับงาน เราก็จะมีไฟกลับไปทำงาน  

คิดว่าวงของตัวเองเติบโตมากน้อยแค่ไหน 
พาย: ไม่รู้ว่าเติบโตหรือเปล่า แต่รู้ว่ามีหลายอย่างที่มากขึ้น เราเจอวิธีทำเพลง วิธีอัดเพลงที่ชอบและไม่ชอบ ทำซาวด์ยังไง แล้วต้องแก้ยังไง อัลบั้มที่กำลังจะเกิดเลยเป็นเหมือนโอกาสที่เรากำลังจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง 
แร็ค: เรามีช่องทางทำเพลงให้เลือกกันมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะต้องไปนั่งมุดกันจนให้เกิดเป็นเพลง แต่ตอนนี้เราแจมกัน โยนไฟล์กันให้กลับไปทำงานที่บ้านระหว่างที่ไม่เจอกันได้เลย ตาวทำกลองเสร็จแล้ว ส่งไฟล์ไปให้ผมอัดกีตาร์ ผมอัดเสร็จ ส่งไปให้พาย ถ้าไม่ชอบค่อยกลับไปทำมาใหม่ 
ทราบมาว่าในปีหน้าวงจะเดินทางไปคอนเสิร์ตในงาน South By South West ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย 
ตาว: เมื่อปีที่แล้วมีงาน Golden Melody Awards ที่ประเทศไต้หวัน เราได้รับการ
คัดเลือกจากทีมเกเรของป๋าเต็ดให้ไปเล่นที่งาน แล้วได้มีโอกาสเจอกับโปรโมเตอร์ ผู้จัดงานคอนเสิร์ตหลายคน เขาได้เห็นวงเราเล่น และชวนมาสมัครงานนี้ดู กลับมาก็เลยลองสมัครดู แล้วก็ได้ไปเล่น

เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตต่างประเทศ จำเป็นไหมที่จะต้องเอาความเป็นไทยไปโชว์ในงานด้วย
พาย: วงเราก็เป็นคนไทย ทำอะไรยังไงก็ไทย ถึงแม้จะร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษ
ไม่ว่าจะเล่นเพลงสากล แต่ความไทยก็จะยังคงอยู่ สำหรับเราคงไม่ต้องขุดความเป็นไทยเพื่อไปสู้เขา
ตาว: บางทีเราก็ใส่ความเป็นไทยลงไปในเพลงบ้าง อย่างเพลง My Daughter and Son จะมีท่อนที่ใส่ดนตรีแนวหมอลำลงไป

ความสุขของ My Life As Ali Thomas คืออะไร
ตาว: ผมยังได้ทำในสิ่งที่ชอบ เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตได้เล่นเพลงที่เราทำเอง คิดไลน์กลองเอง เรารู้สึกแฮปปี้
พาย: เราชอบโมเมนต์ที่เขียนเพลงเสร็จ หรือเดโม่เสร็จ คำร้องที่ลงตัว เสียงกีตาร์หรือกลองที่ลงตัว ก่อนหน้านี้อาจจะกังวลว่าเพลงจะเป็นยังไง แต่พอทุกอย่างลงตัวแล้ว มันเป็นโมเมนต์ดีๆ ที่มีความสุขมาก
แร็ค: การทำเพลง เล่นดนตรีด้วยกันเป็นความสุขของเราอยู่แล้ว แต่ความสุขอีกอย่างน่าจะเป็นตอนไปที่เล่นโชว์ แล้วคนที่ฟังเพลงบอกกับเราว่าเขาชอบฟังเพลงของพวกเรา หรือฟังแล้วเกิดอะไรต่อในชีวิตของเขา หรือแม้กระทั่งตอนที่เรากลับมาจัด Meet&Greet; เราถามถึงเหตุผลที่เขาชอบฟังเพลงของวงเรา แล้วเขาตอบกลับมาว่าชอบฟังเพลง Winter Love เพราะทำให้เขาได้กลับไปคืนดีกับแฟนเก่าที่เลิกกันมาเป็นสิบปี ทั้งคู่ชอบฟังเพลงเดียวกัน การที่เพลงทำหน้าที่บางอย่างให้กับคนฟัง เลยเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งที่เราได้รับ 

THE NAME:
“My Life as Ali Thomas เป็นชื่อที่พายคิดขึ้นมาเอง ก่อนจะมารวมตัวกันเป็นวง ตอนนั้นทำเพลงคนเดียว ก็เลยอยากได้ชื่อที่เป็น อีกจักรวาลคู่ขนานของตัวเรา ชื่อว่า Thomas เป็นการตัดมาจากชื่อจริงของแมวในการ์ตูน Tom and Jerry ที่พายชอบ ซึ่งคำว่า Thomas มันมีความหมายตามรากศัพท์กรีกว่า Twin แล้วก็คิดต่อจนได้ Ali ที่มาจากคำว่า Alias แปลตรงตัวก็เป็นเหมือนอีกชื่อหนึ่งนั่นแหละ แต่เราก็ไม่ได้อยากให้คนคิดอะไรมากขนาดนั้น แค่จำว่า Ali Thomas ก็พอ”

ท่าทีเวลาคนได้ยินชื่อวงครั้งแรกเป็นอย่างไร
ก็จะเงียบ (หัวเราะ) แล้วเขาจะถามว่าชื่อวงแปลว่าอะไร พอเราอธิบายไป เขาก็จะเงียบต่อ แต่มาชื่อนี้แล้วก็คงกลับไปไม่ได้แล้ว

เหตุการณ์สุดขำจากชื่อวง 
ตอนไปเล่นคอนเสิร์ตที่งาน Big Mountain Music Festival มีคนเรียกชื่อวงว่าพี่ๆ วง ‘มาย ไลฟ์ ออฟติมัส’ ใช่ไหม พวกเราก็เลยตอบกลับไปว่าใช่ วงนี้แหละ (หัวเราะ)


“ การที่เพลงทำหน้าที่บางอย่างให้กับคนฟังเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งที่เราได้รับ ”
— My Life As Ali Thomas