ใครๆ ก็เรียกเขาว่าจ้อย - โมสต์ วิศรุต

Written by
11.07.18 40 views
Written by

11.07.18 40 views

หลังจากได้รับบทบาทในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ใครๆ ก็เรียกเขาว่า 'จ้อย' วันนี้มาทำความรู้จักกับ "โมสต์-วิศรุต" พูดถึงอีกมุมของการทำงาน ที่ไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน

“ ช่วงละครออนแอร์มีคนมาขอผมถ่ายรูป ผมจะถามเรียงคนเลยว่ารู้มั้ยว่าผมชื่ออะไร มันไม่ได้น้อยใจ ไม่ดราม่า ผมว่ามันตลกมากกว่า คนเรียกผมว่า “จ้อย” แต่ไม่มีใครรู้จักเราจริงๆ ”
— โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์


ทุกคนเรียกคุณว่า “จ้อย” กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่แทบไม่มีใครเรียก “โมสต์” ซึ่งเป็นชื่อเล่นจริงๆ ของคุณเลย น้อยใจไหม

จริงครับ (ยิ้ม) ช่วงละครออนแอร์มีคนมาขอผมถ่ายรูป ถ้าตอนนั้นมีเวลามากพอ ผมจะถามเรียงคนเลยว่ารู้มั้ยว่าผมชื่ออะไร

ทำไมร้ายล่ะ

(หัวเราะ) ไม่! ไม่ได้ร้าย ผมก็ไม่ได้ถามน้ำเสียงเคืองอะไรแบบนั้น แค่อยากถามว่ารู้มั้ยเนี่ยผมชื่ออะไร มันไม่ได้น้อยใจ ไม่มีดราม่าอะไรเลย ผมว่ามันตลกมากกว่า คนเรียกผมว่า “จ้อย” แต่ไม่มีใครรู้จักเราจริงๆ ถ้าเปิดพื้นที่ให้ผมย้ำล่ะก็ ผมชื่อโมสต์นะครับ ผมชื่อโมสต์รับบทเป็นจ้อย จ้อยในเรื่อง บุพเพสันนิวาส รับบทโดยโมสต์ (ยิ้ม)

เรากลับมาพูดถึงบท “จ้อย” ที่ทำให้คุณโด่งดังอีกครั้ง โดยเฉพาะจ้อยและไก่คู่ใจ มีความยากในการทำงานแค่ไหน

ผมไม่ได้ถึงขั้นเป็นคนรักสัตว์นะ น่าจะเป็นประเภทของคนที่เมตตาสัตว์มากกว่า (หัวเราะ) แต่การเล่นละครกับมันก็ยากนะครับ ตอนแรกๆ ที่อุ้มก็ยากอยู่ พอใส่ตะกร้าจะเป็นฉากที่สบายขึ้นมาหน่อย ไก่เป็นสัตว์ที่แตกตื่นง่าย บางทีก็ส่งเสียงร้องอยู่ตลอด เราต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับมัน ให้มันรู้สึกปลอดภัยที่สุด จะได้ทำงานได้ง่าย

ผูกพันกับไก่ในเรื่องไหม

ไม่ค่อยผูกพันครับ เพราะไม่ได้ใช้ไก่ตัวเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง บางตัวติดถ่ายงานที่อื่น ทีมงานก็ต้องหาอีกตัวมาแทน เปลี่ยนตัวใหม่ทีก็ต้องปรับตัวกันใหม่ ความเชื่องแต่ละตัวต่างกัน วันนี้กลับมาอุ้มอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนในละครเลย น้องเป็นไก่ที่สมบูรณ์มาก น้องหอมมาก เป็นไก่ที่เหมือนลูกคนจริงๆ

บทบาทของ “จ้อย” ทำให้คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วก่อนหน้านี้คุณทำอะไร
 

จ้อยแตกต่างจากทุกบทที่ผ่านมา แต่อุปนิสัยของจ้อยก็เข้าใกล้ตัวจริงของเรา ตั้งแต่ช่วงแรกของโปรดักชั่น บทของจ้อยคือการนำความสดใสออกมา ดึงความทะเล้นในตัวออกมา นี่เป็นส่วนของผมกับจ้อยที่คล้ายกัน แต่ความแตกต่างที่เป็นความขัดแย้งกันอย่างมากก็คือสังคมและคัลเจอร์ของจ้อยกับผมมันคนละเรื่องเลย อย่างน้อยๆ ก็ยุคสมัยตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันมาก 

ที่ผ่านมาผมอาจจะไม่ได้เล่นละครเยอะ บทที่เคยเล่นก็เป็นวัยรุ่นตามยุคสมัยทั้งหมด ละครเรื่องแรกของผมคือซิตคอมเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ รับบท “ภูผา” อีกบทคือ “ก้านยาว” จากซิตคอมเรื่อง รักจัดเต็ม ทั้ง 2 บทนี้ก็เป็นวัยรุ่น บทแรกอาจจะเป็นวัยรุ่นที่เป๊ะหน่อย เพราะเป็นลูกเจ้าของโรงเรียน ส่วนก้านยาวก็เด็กวัยรุ่นซนๆ ครับ แล้วก็จะมีรับเชิญละครของบรอดคาสต์ฯ อยู่เรื่อยๆ ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส เป็นครั้งแรกที่ผมรับบทเป็นคนใช้ และเป็นละครพีเรียดเรื่องแรกของผมเช่นกัน นี่คือความแตกต่าง 2 ข้อที่ชัดเจนมาก

เรียกได้ว่าเป็นงานที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา คุณชอบการแสดงใช่ไหม

ชอบครับ การเรียนสายนี้ เรียนการแสดงคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในชีวิตของผม เพราะก่อนหน้านั้นผมเป็นเด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นหรืออยากทำอะไรกันแน่ เอาอย่างนี้ ผมเล่าตั้งแต่แรกเลยดีกว่า เส้นทางบันเทิงของผมมันดูเหมือนเรื่องปัญญาอ่อนนิดหน่อย 

ผมเป็นเด็กหนองคายครับ คุณแม่เป็นเจ้าของร้านเสริมสวย ลูกค้าในร้านเห็นผม เขาก็ลองชวนเล่นๆ ให้ไปประกวดดัชชี่บอย แอนด์ เกิร์ล ปี 2009 (พ.ศ.2552) ก็เลยลองไปประกวดดู ปรากฏว่าได้รางวัล Popular Vote ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าโมสต์เด็กที่สุดในการประกวดตอนนั้น ดูเป็นเด็กที่ค่อนข้างจิ้มลิ้ม (ยิ้ม) หลังจากนั้นทางค่ายเพลงแกรมมี่ก็ติดต่อมา ชวนให้ไปเป็นศิลปินฝึกหัด ซึ่งผมก็รับโอกาสนั้นและตัดสินใจมาเรียนกรุงเทพฯ เพื่อเป็นศิลปินฝึกหัดครับ เป็นอยู่ประมาณ 2 ปี ทีนี้ด้วยความที่เราเป็นคนขี้อายมากในตอนแรก เราก็ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ ยิ่งตอนเรียนแอ็กติ้งนี่แทบไม่รอด ผมรู้สึกเซ็งทุกครั้งที่จบชั่วโมงเรียน แต่ในใจเรารู้สึกเจ็บใจเล็กๆ ที่เราทำไม่ได้ ถึงผมจะไม่โดนดุ แต่มันเจ็บใจตัวเอง เจ็บใจที่เราทำไม่ได้ มันไม่โอเคยิ่งกว่าการโดนดุด้วยซ้ำ พอมาดูเรื่องการร้องเพลง เรียกได้ว่าร้องเพลงแย่เลยก็ได้

จากบทวัยรุ่นสดใส สู่บทคนใช้ ไม่รู้สึกว่ามันดูต่ำต้อยบ้างหรือ

ก็คิดนะ แต่ไม่ซีเรียสขนาดนั้น เราไม่ได้เป็นคนดูแคลนเรื่องอาชีพคนเท่าไหร่อยู่แล้ว จะว่าไปผมเข้าใจผิดว่าเป็นบทที่สบายๆ เล่นอะไรง่ายๆ เดินตามเจ้านาย แต่พอมาเล่นจริงๆ มันยากนะ จะมาเป็นคนใช้ก็ยากนะ ส่วนตัวผมพอเริ่มไปสักพัก เริ่มรู้สึกว่าเราหยิบเอาสถานะความสัมพันธ์ในชีวิตจริงในกองถ่ายมาพลิกแพลงได้นะ ทำงานแรกๆ ที่ต้องเจอพี่โป๊ป เฮ้ย พี่โป๊ปเลยนะเนี่ย เป็นนักแสดงรุ่นพี่ ส่วนเราเป็นนักแสดงรุ่นน้อง ผมเลยรู้สึกว่าเราหยิบสถานะรุ่นพี่รุ่นน้องในชีวิตจริงมาใช้ในบทเจ้านายกับบ่าวได้ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็ตื่นเต้นมาก เพราะก็มีแต่นักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ทั้งเรื่อง ช่วงแรกผมเกร็งพอสมควร เวลาเดินผ่านพี่ๆ เราก็เกร็ง เดินก้มๆ โค้งๆ ยกมือไหว้ตลอด แต่พอผ่านไปสักพักบรรยากาศก็สนุกขึ้น

ตัวละครใน 
บุพเพสันนิวาส  เขาจับคู่กันหมด แล้วจ้อยล่ะปิ๊งใครบ้างไหม

ถ้าส่วนตัวก็ต้องเป็นพี่เบลล่านะครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าหมายถึงในเรื่องเหรอ...จะปิ๊งใครได้ครับ มีแต่บ่าวอาวุโสทั้งนั้น คงได้แต่เลือกบ่าวสาวๆ ที่วนไปวนมาในเรือน (หัวเราะ) หรืออาจต้องเลือกเหล่าท่านขุนแทนแบบนิยายวายไปเลย แต่อันนั้นต้องรอให้สาวๆ หมดก่อน (ยิ้ม)