MMORPG Of Stamp - เลเวลอัพ ไปกับสแตมป์

14.05.18 156 views

ทุกครั้งที่ได้พูดคุยและฟังเรื่องราวต่างๆ จากปากของ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เรามักจะแอบคิดว่าผู้ชายคนนี้ใช้ชีวิตเหมือนการเล่นเกม MMORPG (Massive Multiplayer Online Role-Playing Game) ที่ไม่มีแอ็กชั่นรีเพลย์หรือสูตรอมตะให้ใช้ แต่ต้องค่อยๆ ตีมอนสเตอร์เก็บเลเวล สะสมไอเท็ม ตีบวกอาวุธให้แข็งแกร่ง เพื่อใช้ตีบอสแต่ละด่านที่โหดยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะหลังจากผ่านด่านการเป็นโค้ชในรายการ The Voice Thailand ที่เต็มไปด้วยความดราม่าได้แล้ว เขาก็เดินเข้าสู่แผนที่ใหม่ของเกมชีวิตศิลปิน ด้วยการเปิดค่ายเพลง 123records ของตัวเอง แทนการวิ่งตีมอนสเตอร์เก็บเลเวลแบบปลอดภัยแน่ๆ ในฐานะศิลปินมีสังกัดอย่างที่เป็นมาตลอด


คิดเรื่องการเปิดค่ายเพลงของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อไร

น่าจะราวๆ 2-3 ปีก่อนครับ ตอนนั้นผมยังเป็นศิลปินสังกัด LOVEiS แต่บังเอิญว่าหลายเพลงที่ทำขึ้นมาในช่วงนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับการเป็นเพลงของค่าย LOVEiS สักเท่าไร ประกอบกับช่วงนั้นมีโอกาสได้ไปทำงานและรู้จักกับศิลปินที่ญี่ปุ่น ก็เลยเอาเพลงเหล่านั้นมาทำกับศิลปินญี่ปุ่นที่รู้จักกัน เพลงแรกคือเพลง Game Over ที่ทำร่วมกับวง YMCK ซึ่งก่อนหน้านั้นเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในเพลง “นักเลงคีย์บอร์ด” พอเพลงเสร็จก็เอามาปล่อยลงยูทูบส่วนตัวของผม พอผ่านไปสักพักภรรยาของผม (นิว-จีริสุดา ศรีวัฒน์) ก็มานั่งคุยกับผมว่าเราควรจะโตไปอีกขั้นได้แล้วนะ จะมารอให้คนอื่นมาป้อนเหมือนสมัยเด็กๆ ไม่ได้แล้ว เราต้องหัดทำเอง คิดเองได้แล้ว ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างมาก (เน้นเสียง) เพราะที่ผ่านมาผมยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ 

หนึ่งในนั้นก็คือการเปิดค่ายเพลง เพียงแต่ค่ายเพลงนี้จะไม่เดินไปตามครรลองที่ค่ายเพลงส่วนใหญ่ทำกัน เพราะส่วนใหญ่เป็นการทำเพลงสนองความต้องการของศิลปิน ถ้าไปเสนอเรื่องนี้กับค่ายไหน ยังไงเขาก็คงไม่ให้ทำโปรเจ็กต์นั้น โปรเจ็กต์นี้แน่ๆ เพราะไม่ใช่ไดเร็กชั่นของค่ายเหล่านั้น อย่างเช่น อัลบั้มเพลงสากล ทัวร์คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ฟีเจอริ่งกับศิลปินต่างประเทศ ผมเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรามาลงทุนเองดีกว่า แล้วผมก็มองว่าตัวเองเดินมาจนสุดทางของการเป็นศิลปินสังกัดค่ายแล้ว ที่ผ่านมาผมมีผลงานมา 4-5 อัลบั้ม เคยเล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพคฯ ผมมองว่าการเป็นศิลปินก็คงสุดอยู่ประมาณนี้ หากยังสังกัดค่ายอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่รักษาระดับชื่อเสียงของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ แต่ผมยังมีอะไรที่อยากทำมากกว่าการรักษาระดับเอาไว้ อยากปั้นเด็กๆ รุ่นใหม่ ทำอัลบั้มเพลงสากล ทำโปรเจ็กต์อะไรสนุกๆ ผมจึงเลือกออกมาเปิดค่ายของตัวเอง แล้วหลังจากหลายอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ภรรยาผมก็ช่วยตั้งชื่อค่ายให้ว่า 123records (หนึ่ง สอง ซั่ม เรคคอร์ดส์)


หมายถึงอยู่กับค่ายแล้วไม่มีอิสระอย่างที่ต้องการใช่ไหม

ไม่อย่างนั้นไปซะทีเดียวครับ ผมเข้าใจว่าทุกค่ายต้องคำนึงถึงเรื่องธุรกิจเพื่อให้องค์กรอยู่รอด ดังนั้นเขาคงไม่มาจ่ายเงินเพื่อให้เราไปสานฝันบ้าๆ ส่วนตัวหรอก เพราะสิ่งที่เราต้องการอาจจะไม่ได้สร้างผลกำไรให้ใครเลย จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีคนมาเห็นดีเห็นงามด้วย เราจึงต้องออกมาเปิดค่ายทำในสิ่งที่อยากจะทำด้วยตัวเอง จริงๆ จะบอกว่านี่คือทิศทางของค่าย 123records ก็คงไม่ผิดนักหรอกครับ เพราะเขาก็ทำเพื่อค่ายของเขา ส่วนเราก็ทำเพื่อตัวเราเอง


ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าตัวเองมาสุดทางแล้ว หมายความถึงเรื่องความนิยมใช่หรือเปล่า

 ไม่ใช่เรื่องความนิยมครับ ผมคิดว่าตัวเองคงเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วต่อจากนี้ไปคงได้แต่ประคับประคองชื่อเสียงของตัวเองเอาไว้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผมไม่ได้ต้องการเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่อะไรเลย ผมแค่ยังอยากจะทำอะไรแผลงๆ ที่ตัวเองต้องการต่อไป ผมอยากสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ทำอะไรตามใจบ้าง ก็เรามันเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองอะครับ อีกอย่างมันก็เงินเราด้วย เลยไม่ต้องมาเครียดว่าจะกำไรหรือขาดทุน จริงๆ ก็แอบซีเรียสนิดนึงนะ (หัวเราะ)


ไม่เห็นจำเป็นต้องเปิดเป็นค่ายเพลงก็ได้ไม่ใช่เหรอ

ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่เปิดเป็นค่ายหรอกครับ คิดว่าจะเป็นศิลปินไร้สังกัด ดูแลตัวเองไปแบบนี้นี่แหละ แต่บังเอิญว่าทำไปสักพักก็มีน้องๆ อยากเดินตามเรา แล้วบางทีเราก็ไปเจอน้องๆ ที่น่ารัก เราก็อยากจะช่วยสนับสนุนพวกเขาต่อไป กลายเป็นว่าถ้าไม่ทำจริงจังให้เป็นเรื่องเป็นราวคงไม่ดีแน่ อีกอย่างเราทำงานคนเดียวก็รู้สึกเหงา ถ้ามีน้องๆ ศิลปินเข้ามาช่วยทำงานด้วยกัน ก็ยิ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผมมีไฟทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่ถึงพูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดรับศิลปินตลอดเวลานะ เพราะถ้ามาเยอะเกินไปก็รับไม่ไหวเหมือนกัน 123records เป็นค่ายเพลงเล็กๆ เท่านั้นเอง ถ้ามีศิลปินเยอะไปแล้วดูแลเขาไม่ไหวก็คงไม่ดีสักเท่าไรนัก อีกอย่างการมีค่ายเพลงก็เพื่อให้รู้สึกความเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่แข็งแรง เป็นแก๊งๆ หนึ่ง


ถามจริงๆ ว่าเคยคิดมาก่อนไหมว่าจะมาไกลถึงขั้นนี้

แน่นอนว่าไม่เคยคิดเลยครับ จริงอยู่ที่คนเราจะต้องมีความฝัน แต่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเพลงของตัวเองจะขึ้นอันดับ 1 ของคลื่นวิทยุทั่วประเทศ วันหนึ่งจะได้ไปเล่นที่ญี่ปุ่น วันหนึ่งจะได้เล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพคฯ วันหนึ่งจะมีค่ายเพลงของตัวเอง ถ้าคิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกก็บ้าแล้ว ฝันแล้วเหอะ แต่ผมคิดว่าเราก็ต้องค่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเวลาจะพิสูจน์เองว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อไป แค่มีความเชื่อมั่นที่มั่นคงก็พอว่ามันจะไปต่อได้ ซึ่งถ้าให้พูดถึงศิลปินสมัยนี้ ส่วนตัวผมมองว่าเด็กรุ่นใหม่เก่งกว่าคนรุ่นผมเยอะเลยนะ ถ้าเขาทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ท้อซะก่อนยังไงก็ต้องมีวันสำเร็จอยู่แล้ว


มองอนาคตค่าย 123records ในวงการเพลงเอาไว้ยังไงบ้าง

 อาจคิดว่าแปลกก็ได้นะครับ ถ้าผมจะบอกว่าไม่อยากให้ค่ายนี้โตมากเกินไป พนักงานมีแค่ 2-3 คน นับรวมผมแล้วนะ ศิลปินอาจจะมีมากขึ้นแค่นิดหน่อยก็ได้ แต่ต้องไม่เยอะมาก เพราะผมอยากให้ค่ายของเราไม่มีรูปแบบตายตัว เวลาทำอะไรออกมาก็มีแค่คนเซอร์ไพรส์ว่า “เฮ้ย! เจ๋งว่ะ” ทำให้ตอนนี้ผมโฟกัสกับการทำงานในค่ายเยอะมาก


สมมติว่าถ้ามีค่ายใหญ่มาขอซื้อล่ะ เพราะที่ผ่านมาเห็นเคสแบบนี้บ่อยๆ จะทำยังไง

จริงๆ ก็มีแล้วนะครับ แต่ขอไม่บอกแล้วกันว่าเป็นค่ายไหน


123records ยังไม่ทันแกรนด์โอเพนนิ่งเลยนะ 

(ยิ้ม) แต่เราคงไม่เอาหรอกครับ ปฏิเสธทางนั้นไปแล้ว คิดดูสิครับว่าผมออกมาทำค่ายเพลงเพราะอยากเป็นอิสระ แล้วจะกลับไปอยู่ในระบบเดิมแบบนั้นอีกทำไม


คิดว่าการเปิดค่ายเพลงในสมัยนี้มีความเสี่ยงไหม

ผมพูดจริงๆ นะว่าเห็นแต่ทางรอด ไม่ได้รู้สึกว่าการเปิดค่ายเพลงมีความเสี่ยงเลย สมัยก่อนอาจจะเสี่ยงเพราะต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ต้องเอาเพลงไปเสนอคลื่นวิทยุ ทำเอ็มวีไปฉายในโทรทัศน์ แต่ในยุคนี้อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่านั้นมาก เพราะเราใช้สื่อของตัวเองที่มีอยู่ในมือ สามารถติดต่อโดยตรงได้ทั้งผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง รวมทั้งแฟนเพลงของเราด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าการเปิดค่ายเพลงในยุคนี้มีความเสี่ยงน้อยมาก แต่ขณะเดียวกันโอกาสจะเป็นที่รู้จักหรือโด่งดังยากขึ้นเท่านั้นเอง


ยากขึ้นยังไงเหรอ

ผมมองว่าอยู่ในยุคสื่อเสรีที่มีโอกาสปล่อยผลงานของตัวเองได้อิสระ แต่ในขณะเดียวกันโอกาสจะเป็นที่จดจำก็ยากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราปล่อยเพลงกันเต็มที่เดือนละ 4 เพลง แต่เดี๋ยวนี้มีเดือนละประมาณ 150 เพลง ลองเปิดเข้าไปดูใน JOOX ได้เลย ตรง New Song มีให้เลือกฟังเป็นร้อยเพลงในหนึ่งเดือนนั้นเลยนะ ดังนั้นการจะทะลุขึ้นมาจากเพลงจำนวนนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แน่นอนว่าเรามีแฟนเพลงของเราอยู่แล้ว แต่เป้าหมายจริงๆ ก็ต้องหนีไม่พ้นการพิสูจน์ตัวเองว่าเพลงของเราจะเข้าสู่นักฟังเพลงสายแมสและยืนระยะได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง


จากที่สังเกตพบว่าศิลปินสมัยนี้มาเร็วไปเร็วมากเลยนะ

จะว่าไปคนที่อยู่ในตลาดเพลงตอนนี้ก็หน้าเดิมๆ นะ แต่ผมคิดว่าตอนนี้วงการดนตรีของเรากำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นการกลับมาอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยจริงๆ ว่ากลับมาได้ยังไง เพราะปีที่แล้วเป็นปีที่มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก และจากการประเมินด้วยสายตาของผมคิดว่าจะไม่หายไปเร็วแน่ๆ แต่ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าน้องๆ เหล่านั้นจะอยู่ได้นานขนาดไหน แต่ยุครุ่งเรืองของวงการดนตรีไทยกำลังเริ่มต้นขึ้นครับ ศิลปินที่น่าจับตาตอนนี้ก็มี The TOYS, UrboyTJ, YOUNGOHM และคนอื่นๆ ที่คิดว่าไปได้อีกไกลเลย


ในฐานะที่เป็นโค้ชรายการ The Voice Thailand มาหลายซีซั่น คิดว่าเป็นเพราะอะไรที่นักร้องจากเวทีประกวดที่มีจำนวนมากในแต่ละปีไม่สามารถแจ้งเกิดและยืนระยะได้ในวงการเพลง

เหตุผลง่ายมากเลยครับ เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้แต่งเพลงเอง อย่างคนที่อยู่ได้ เช่น แม็กซ์ (ณัฐวุฒิ เจนมานะ) หรือเก่ง (ธชย ประทุมวรรณ) ก็เพราะแต่งเพลงเอง ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่ต้องรอคนอื่นมาป้อนให้อีกแล้ว ถ้าให้พูดกันตรงๆ คืออุตสาหกรรมดนตรีบ้านเราไม่มีระบบ Publisher ที่ดีพอเพื่อให้นักแต่งเพลงได้เงินตามที่ควรจะเป็น จำนวนเงินที่นักแต่งเพลง
จะได้ก็ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นสู้เขาเอาเพลงที่แต่งมาทำเองดีกว่าจริงไหม สมัยนี้ไม่มีใครเดินมาบอกว่าผมอยากทำเพลงให้คุณเหมือนกับยุคที่วงการเพลงบูมอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว พอไม่มีคนทำเพลงให้นักร้องเหล่านั้นก็
อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีเพลงให้ร้อง แต่ผมคิดว่าถ้าจัดการเรื่องนี้ให้เป็นระบบได้ คนทำงานเบื้องหลังมีรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อ หลายอย่างก็คงจะดีกว่านี้ นักร้องน่าจะมีเพลงออกมาสม่ำเสมอเพราะมีคนแต่งเพลงให้ ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้