เดินตามความฝันแม้คนอื่นจะไม่เห็นด้วย - ลุลา กันยารัตน์

Written by
02.07.18 793 views
Written by

02.07.18 793 views

การเดินตามความฝัน ของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กล้าเดินออกจาก Comfort Zone พยายามทำตามความฝันแม้ที่บ้านจะไม่เห็นด้วย และเปี่ยมไปด้วยความเชื่อที่จะทำมันให้สำเร็จ มาฟังกันว่ากว่าจะถึงวันนี้เธอผ่านอะไรมาบ้าง 

“ สิ่งเดียวที่ทำให้คนที่สำคัญกับเราสบายใจ คืออย่าให้เขาห่วง ไม่ว่าเราจะเดือดร้อน โศกเศร้า เหนื่อยล้า ดิ้นรนแค่ไหน เราต้องห้ามพูดเด็ดขาด ”
— ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย



คุณเฝ้ารอคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองมาตลอด 10 ปีเลยใช่ไหม

ความรู้สึกเหมือนผู้หญิงที่อยากแต่งงานมากๆ แต่ไม่ได้แต่งงานสักที ผิดหวังอยู่อย่างนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าไม่เป็นไร ไม่แต่งก็ได้ เพราะเราโอเคกับตัวเองในจุดนี้แล้ว ขอแค่ทำทุกวันให้ดีต่อไปเรื่อยๆ ก็พอ แต่อยู่มาวันหนึ่งค่ายบอกกับเราว่าจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 10 ปีให้ลุลา มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกขอแต่งงานเลย วันถ่ายโปสเตอร์คอนเสิร์ตเรายังหันไปถามเจ้านายเลยว่า “นี่เรื่องจริงใช่ไหม? อย่าหลอกเค้านะ” จนถึงวันขายบัตรนั่นล่ะค่ะ ถึงจะมั่นใจได้ว่านี่คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน (หัวเราะ) 

จำได้ว่าก่อนจะเป็นลุลาอย่างในวันนี้ เราต้องต่อสู้มาอย่างหนักมาก หนทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเราเลย ไม่มีใครช่วยซัพพอร์ต ยังดีที่ได้พี่เต็ดให้เงินมาทำเพลง และได้พี่โตนช่วยทำเพลงตั้งแต่อัลบั้มแรก ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ฉีกกฎเกณฑ์ทุกอย่าง จากสาวออฟฟิศธรรมดาๆ หน้าตาและรูปร่างไม่ได้ดีเหมือนใคร ตัดสินใจโยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้ง แล้วมาทำเพลงบอสซาโนวาที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าถ้ามองแบบทั่วๆ ไปก็ไม่มีปัจจัยอะไรที่ดีพอให้ประสบความสำเร็จ ช่วงนั้นเราเลยโดนคำสบประมาทครบทุกรูปแบบ หนักสุดคงจะเป็นคนใกล้ตัวที่คิดว่าเพ้อฝัน เพราะเขามองว่าเพลงแนวนี้ วิธีการร้องแบบนี้ คงอยู่ได้ไม่นาน แต่สุดท้ายอัลบั้มนั้นก็ประสบความสำเร็จจนได้

โดนสบประมาทบ่อยๆ รู้สึกบั่นทอนบ้างไหม

คำสบประมาทไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็เจ็บปวดเหมือนเดิม แต่เราคิดว่าเขามีสิทธิ์พูดและไม่ผิดที่คิดแบบนั้น เพราะเรารู้ว่าคนเหล่านั้นพูดด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้เราเจ็บ ถ้าสิ่งที่ทำอยู่ไม่สมหวัง แต่สำหรับเราต่อให้โดนสบประมาทยังไง เราก็ไม่เคยหยุด ถึงเสียใจหรือเจ็บปวดแค่ไหน ก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดเด็ดขาด เราคิดว่าอุปสรรคในชีวิตของคนมีอยู่ 2 ประเภทคืออุปสรรคภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเรื่องครอบครัวที่ไม่สนับสนุนการเป็นศิลปินเลย (เน้นเสียง) จนเราเคยมีความคิดอยากหนีออกไปสร้างชีวิตของตัวเองด้วยนะ แต่พอคิดไปคิดมา เรารู้สึกว่าต่อให้หนีไปเป็นศิลปิน แล้วประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา แต่ถ้าไม่มีคนที่รักเราและเรารักเขาอยู่ข้างๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เราเลยเลือกไม่ทำอย่างนั้น ขออยู่ทำงานออฟฟิศตามที่แม่ต้องการ และหาเวลาว่างแอบไปทำเพลงน่าจะดีกว่า ส่วนอุปสรรคที่สองคืออุปสรรคภายใน คนเราอาจจะท้อบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ต้องคิดเอาไว้เสมอว่าเมื่อยังไม่ตาย ยังหายใจได้ และยังมีความฝันอยู่ ยังไงก็ต้องหาหนทางให้เดินต่อไปข้างหน้าจนได้ เหมือนกับเรื่องคอนเสิร์ตนั่นแหละค่ะ เมื่อ 10 ปีก่อนเกิดขึ้นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายวันนี้ก็เป็นจริงขึ้นแล้ว ขอแค่เราไม่หยุดทำเท่านั้นเอง


แต่คุณไม่ใช่ผู้หญิงประเภท “เจ้าสาวที่กลัวฝน” ใช่ไหม

ไม่เลยค่ะ เราแค่รอให้ถึงเวลาของตัวเองเท่านั้น เพราะเราเคยเจอศิลปินหลายคนที่ใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเอง ยอมรับว่าช่วงแรกๆ อาจจะเจ็บใจ เสียใจ ผิดหวัง คิดว่าตัวเองคงไม่เจ๋งพอ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็เริ่มคิดได้ว่าเราไม่ได้ทำงานตรงนี้เพื่อตัวเอง
อย่างเดียว แต่เราทำงานเพื่อซัพพอร์ตแฟนเพลงของเราด้วย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดต่อไป ไม่ให้แฟนเพลงของเราผิดหวัง


ในกรณีที่เป็นความรู้สึกแย่ๆ เวลาร้องเพลงเศร้าซ้ำๆ กันแบบนั้น ไม่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกให้หนักยิ่งกว่าเดิมเหรอ 

ไม่เลยค่ะ ความรู้สึกเหล่านั้นแค่ตื่นเช้ามาก็หายไป พร้อมกับความคิดที่ว่าทุกอย่างจะต้องดีกว่าเดิม ทุกอย่างที่มีปัญหาเราต้องค่อยๆ แก้กันไป แต่ถามว่าเราตื่นขึ้นมาเราเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าชีวิตดีทุกวันแน่ๆ หรือเปล่า? แบบนั้นก็ไม่ใช่อีก เราแค่รู้ว่าช่วงไหนที่เราต้องพักพิงคนรอบข้าง เวลาไหนควรให้คนอื่นมาพึ่งพาเรา ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ พักพิงกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ ถ้าเราได้รับพลังดีๆ จากใครสักคนรอบตัวเข้ามา เราก็จะมีพลังกลับมาทำงานและส่งต่อเพลงดีๆ ไปเป็นพลังให้คนอื่นๆ ได้อีก


จำได้ว่าคุณเคยบอกว่าอยากทำเพลงแค่อัลบั้มเดียว แล้วทำไมถึงบานปลายมาจนวันนี้

ตอนนั้นเรามีแฟนคนหนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่เขาไม่อยากให้เราเป็นลุลาอีกต่อไป เพราะคิดว่าถ้าเราดังขึ้นมา ความสัมพันธ์ในตอนนั้นจะต้องพังลง อาจเพราะว่าเขาเป็นลูกคนจีน เลยมองว่าอาชีพที่เราทำมันฉาบฉวย เป็นอาชีพเต้นกินรำกิน เราเลยตัดสินใจว่าจะทำแค่อัลบั้ม Urban Lullaby แค่อัลบั้มเดียว ถ้าเจ๊งก็พอแค่นั้น ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะเจ๊งนั่นแหละ เพราะยุคนั้นไม่ค่อยมีคนรู้จักเพลงแนวบอสซาโนวากันเลย จากนั้นก็จะกลับมาเป็นสาวออฟฟิศเหมือนเดิม แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยทำอาชีพอื่นเลยนอกจากการเป็นศิลปิน วันนี้ก็คิดถูกแล้วนะที่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างมาสู้เพื่อสิ่งที่เราฝันเอาไว้ ซึ่งวันนี้ก็เป็นจริงแล้วเกือบทุกอย่าง


ตอนนี้ความฝันก็เป็นจริงเกือบทุกอย่างแล้ว แต่เราคิดว่าคุณคงเสียดายที่วันนี้ไม่มี

โตน โซฟา (ปัจจุบันบวชเป็นพระมา 3 ปีแล้ว) ขึ้นไปยืนบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วยกันแน่ๆ

เราไม่ปฏิเสธว่าเราเสียใจที่ไม่มีพี่โตนอยู่ข้างๆ แล้ว เพราะสำหรับเรา พี่โตนเป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ ที่ทำงานร่วมกันและสอนเรามาตั้งแต่วันแรก จนถึงวันที่พี่โตนไปบวชก็ 10 ปีได้ เหมือนทุกวันนี้เราขาดคู่คิดที่ดีไป แต่ในทางกลับกันเราก็คิดว่าเมื่อพี่โตนค้นพบหนทางสงบของตัวเองแล้ว เราก็ควรจะยินดีกับเขา เพราะจากที่เห็นมา 2-3 ปีหลวงพี่แฮปปี้มาก ความจริงต่อให้เขาไม่บอกกับเราตรงๆ แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าก่อนเขาจะทิ้งเราไปอยู่ตรงนั้น เขาต้องห่วงเราแล้วห่วงเราอีกแน่ๆ ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำให้คนที่รักเราสบายใจได้ นั่นก็คืออย่าทำให้เขาเป็นห่วง ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าหรือโศกเศร้าแค่ไหน ก็ต้องอดทน เรียนรู้ และพยายามผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง แต่มุมหนึ่งของการที่ไม่มีพี่โตนทำงานด้วย ก็ทำให้เราเติบโตมากขึ้น เพราะเราต้องรับผิดชอบในส่วนของพี่โตนด้วยตัวเอง จะหาโปรดิวเซอร์ใหม่ก็กลัวจะไม่เข้าขาอีก ล่าสุดคุยกับพี่เต็ดแล้วเขาบอกว่าจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ลุลาร้องไห้ในคอนเสิร์ต เราเลยบอกเขาไปว่าขออย่างเดียวว่าอย่าเป็นเรื่องของพี่ก็แล้วกัน ไม่งั้นเราคงร้องเพลงต่อไม่ได้แน่ๆ (หัวเราะ)