Love Me Or Hate Me, But Now You Know Me - UrboyTJ

Written by
23.02.18 689 views

ถ้ามองจากภาพลักษณ์ภายนอก กระแสเพลงฮิตต่อเนื่อง และรอยยิ้มสนุกสนานระหว่างอยู่ในเซ็ตแฟชั่นประกอบบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เราคงคิดว่าแร็ปเปอร์ขายดีอย่าง UrboyTJ หรือ ทีเจ-จิรายุทธ ผโลประการ อดีตสมาชิกวง 3.2.1 แห่งค่ายกามิกาเซ่ เป็นคนหนุ่มที่กำลังมีความสุขสุดยอดกับชีวิตในปัจจุบัน

แต่ใครจะไปคิดว่าแร็ปเปอร์หนุ่มที่กำลังอยู่ในจุดพีกของชีวิตศิลปิน ไม่ว่าจะทำงานโซโล่เดี่ยวหรือกระโดดไป Featuring กับศิลปินคนไหน Single นั้นก็มักจะเปรี้ยงปร้างอยู่บนชาร์ตวิทยุ กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ต้องเข้ารับการรักษาและกินยาปรับสารเคมีในสมองมานานกว่า 2 ปีแล้ว

ขณะครุ่นคิดว่าเรารู้จักอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าดีแค่ไหน ทีเจที่เพิ่งถ่ายภาพช็อตสุดท้ายเสร็จหมาดๆ ก็เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มที่ไม่คิดว่าจะมาจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ก่อนจะบอกกับเราว่าคงต้องคุยกันเสียงดังกว่าปกตินิดนึง เพราะหูทั้งสองข้างของเขามีปัญหาทางการได้ยินนิดหน่อย


เกิดอะไรขึ้นกับหูของทีเจเหรอ

ตอนนี้มีอาการหูอื้อครับ สาเหตุก็มาจากการฟังเพลงเสียงดัง เพราะปกติผมฟังแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอมาเป็นศิลปินก็ยังต้องฟังเพลงเสียงดังๆ เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตอีก อาการบาดเจ็บเลยสะสมมานานจนข้างในหูอักเสบ ต้องไปให้หมอดูดหนองออกมาจากหู สภาพหูตอนนี้เลยเสื่อมลงไปเยอะครับ

แบบนี้มีปัญหากับการทำงานหรือเปล่า

ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมายครับ แค่ผมต้องเปิดเพลงให้ดังกว่าคนทั่วไปฟังกันครับ อย่างเวลาเราคุยกันก็เลยขอให้พูดเสียงดังกว่าปกติอีกนิด เพราะเหมือนเลเวลการรับเสียงของหูผมตอนนี้ ต้องการฟังเสียงที่ดังขึ้นกว่าปกติอีกหนึ่งเลเวล แต่ก็ต้องพยายามให้ไม่ดังมากไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นหูอาจจะเสื่อมไปมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ

เหมือนเป็นช่วงที่ปัญหาสุขภาพรุมเร้าจริงๆ

“(หัวเราะ) ใช่ครับ นอกจากหูแล้ว ผมก็เป็นโรคซึมเศร้าด้วย แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ครับ

พูดถึงเรื่องสุขภาพแล้วก็สงสัยว่าทำไมถึงเพิ่งออกมาบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าล่ะ

จะบอกยังไงดีล่ะ เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้มีคนไม่เข้าใจสิ่งที่ผมเป็นเยอะมาก เขาแปลกใจว่าทำไมวันนึงผมอารมณ์ร้อน แต่มาอีกวันกลับอารมณ์ดี จนมีคนเอาไปพูดว่าผมเล่นยามาเลยเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่เลยสักนิด ผมจึงคิดว่าควรจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้านะ ผมต้องไปหาหมอปรับยาทุกเดือนมาตลอด 2 ปี ความจริงผมไม่อยากบอกใครเลยด้วยซ้ำ เพราะนี่คือปัญหาส่วนตัวที่ต้องหาทางจัดการเองให้ได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจผิดจากคนที่ไม่รู้จักเราจริงๆ เริ่มเยอะขึ้น ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่ใช้คนปกติ ผมเป็นคนป่วยและกำลังเข้ารับการรักษา หลายคนคิดว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคร้ายแรง ทั้งที่จริงๆ แล้วก็สาหัสไม่ต่างจากโรคอื่นๆ เลยนะ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยเอาไว้ ผลสุดท้ายจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ โชคดีที่ผมเจอหมอเร็ว

แสดงว่าเคยผ่านช่วง Down ที่สุดมาแล้ว

คืนนั้นเป็นคืนหนึ่งที่แย่มากครับ เราร้องไห้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุ เราพังข้าวของในบ้าน เราทำร้ายตัวเองแบบไม่มีสาเหตุ จนสุดท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ก่อนจะได้รับคำแนะนำจากหมอที่รักษาผมให้ลองไปปรึกษาจิตแพทย์ดู ตอนนั้นก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าตัวเองคงเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากไปปรึกษาจิตแพทย์ก็ได้รับคำตอบว่าอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง เกิดขึ้นเพราะอะไร ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเลี้ยงดูในวัยเด็ก อีกส่วนก็เป็นเพราะความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ซึ่งจิตแพทย์ก็จะจัดยามาช่วยปรับสารเคมีในสมองให้บาลานซ์ หลังจากกินยาไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ ผมเหมือนเปลี่ยนตัวเองเป็นคนละคนไปเลย ระบบความคิดเราดีขึ้นมาก สามารถออกจากบ้านไปพบเจอผู้คนได้ สมมติว่าถ้าวันนั้นไม่ได้ไปหาหมอชีวิตผมตอนนี้น่าจะเละเทะมากๆ เพราะด้วยความเป็นคนขี้น้อยใจ ขี้นอยด์ตลอดเวลา เห็นคอมเมนต์อะไรก็จะเก็บเอามาคิดทุกอย่าง มันทำให้อึดอัดมากและไม่รู้ว่าจะระบายกับใครได้เหมือนกัน

การเลี้ยงดูที่ว่าหมายถึงยังไง

ความจริงประเด็นนี้แล้วแต่ครอบครัวเลยครับ แต่สำหรับผมมองว่าตัวเองขาดความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่ทำงานหนักมากจนไม่มีเวลาเลี้ยงผม ก็เลยต้องฝากคนข้างบ้านเลี้ยงตลอดเวลา พอโตมาไม่กี่ขวบพวกเขาก็หย่ากัน และทะเลาะกันให้เห็นต่อหน้าเราบ่อยๆ จุดนี้จึงกลายเป็นปมในวัยเด็กของผม รู้สึกขาดความอบอุ่น และยังทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีกับพ่อตัวเอง เพราะหลังจากนั้นผมก็อยู่กับแม่มาตลอด แต่ก็มีลักษณะเหมือนเด็กมีปัญหาบางอย่างติดตัวมาด้วย

นอกจากการกินยาแล้ว ทีเจมีวิธีทำรับมือกับโรคซึมเศร้ายังไงอีกบ้าง

ผมหวังว่าแม่ของผมจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะครับ (หัวเราะ) Shopping Therapy ครับ อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้เหงามาก ไม่สามารถอยู่บ้านเฉยๆ คนเดียวได้ เพราะจะทำให้รู้สึกนอยด์มาก ยิ่งดึกยิ่งนอยด์หนักเลยครับ ผมเลยพยายามพาตัวเองออกไปข้างนอก แต่พอออกไปแล้วก็พังเลย เพราะผมจะหมดเงินไปกับการซื้อเสื้อผ้า ซื้อกล้อง ซื้อนู้น ซื้อนี่ บางครั้งหมดไป 2-3 แสนบาทเลยก็มี ซึ่งตอนเสียเงินรู้สึกว่าบำบัดเราได้นะ เหมือนว่าเวลาได้ใช้เงินแล้วรู้สึกดีขึ้น หมอประจำตัวของผมก็บอกว่า Shopping Therapy มีผลกับอาการโรคซึมเศร้านะ แต่หลังๆ เริ่มใช้เยอะจนคอนโทรลไม่อยู่แล้ว จนแม่เห็นก็จะโดนด่าอยู่บ่อยๆ ตอนนี้คุณหมอเลยแนะนำว่าถ้าอยากใช้เงินให้ซื้อทอง ผมก็ทำได้อยู่พักนึงเก็บไว้ได้ 30 บาท สุดท้ายก็เริ่มเบื่อ เลยเอาไปขาย เอาเงินไปซื้ออย่างอื่น เพราะบางทีทองก็ไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่เราต้องการไง เพราะบางทีเราอยากได้เสื้อ กางเกง รองเท้า ไม่ใช่ทอง แต่จะว่าไป Shopping Therapy ก็ไม่ได้ช่วยในระยะยาวนะครับ เพราะเราจะรู้สึกดีแค่ตอนจ่ายเงิน เป็นโมเมนต์เล็กๆ แป๊บเดียว พอกลับบ้านแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิม (หัวเราะ)”

อยากรู้เลยว่าซื้อชิ้นไหนแพงสุด

อันนี้ไม่สามารถบอกได้จริงๆ ครับ เพราะไม่งั้นอาจโดนแม่ด่าหนักเลย (หัวเราะ)”

พอจะเริ่มเบรกตัวเองเรื่องการซื้อของได้บ้างหรือยัง

กำลังพยายามปรับตัวอยู่ครับ เพราะตอนนี้มีเป้าหมายว่าอยากซื้อบ้านเป็นของตัวเอง จะได้พาแม่ที่ตอนนี้ทำงานอยู่เมืองนอกมาอยู่ที่เมืองไทย ผมคิดว่าสิ้นปีนี้น่าจะซื้อได้แล้ว แต่ผมคิดว่าถ้าไม่เอาเงินไปหมดกับของอย่างอื่น ก็น่าจะซื้อบ้านได้ตั้งนานแล้ว แถมยังได้บ้านตั้งหลายหลังอีกด้วย นอกจากนี้ผมก็มีไอจีเอาไว้ขายของมือสองครับ เพราะบางอย่างใส่ไปครั้งเดียวก็เริ่มเบื่อ แต่ก็ต้องยอมขายขาดทุนทุกชิ้นนะ ไม่งั้นขายไม่ออก (หัวเราะ) หลังๆ เลยพยายามคิดให้เยอะก่อนซื้อว่าชิ้นนี้น่าจะใช้บ่อยหรือใช้ได้นาน ไม่อย่างนั้นก็พยายามห้ามใจไม่ให้ซื้อ


แล้วเราควรจะดีลกับคนเป็นโรคซึมเศร้ายังไงดี

โรคซึมเศร้ามีหลายประเภทครับ บางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าแล้วขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ วิธีการดีลก็จะต่างกันออกไป ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาเป็นประเภทไหน เราก็ไม่รู้ว่าควรดีลกับเขายังไง ทางที่ดีที่สุดคือถ้าเห็นว่ามีความเสี่ยง แนะนำให้พาไปหาหมอก่อนดีกว่า เพราะหมอจะอธิบายได้ทุกอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีรักษาด้วยว่าเราควรจะต้องทำยังไงให้อาการดีขึ้น

ประโยคที่ว่าสู้ๆ นะช่วยคนเป็นโรคซึมเศร้าได้ไหม

เป็นแค่ส่วนประกอบในการปลอบประโลมเล็กๆ เท่านั้นครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นนะ เพราะการได้รับคำพูดแบบนี้ในวันแย่ๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ทำงานเยอะๆ เจอคนมากๆ อย่างตอนนี้ ช่วยให้ทีเจห่างจากอาการของโรคซึมเศร้าได้ไหม

อาการของโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ บางครั้งก็เป็นโดยไม่มีสาเหตุ นั่งอยู่ในรถเปิดไปเจอเพลงอะไรสักเพลง แล้วอยู่ๆ ร้องไห้แบบที่ไม่รู้ตัวก็มี การกินยาจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ อย่างผมจะมีเซ็ตยาก่อนนอนตลอด เพื่อให้นอนหลับ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับ เพราะผมเป็นคนคิดมาก ยาจะทำให้ผมเลิกคิด

แต่คิดมากก็ทำให้แต่งเพลงได้หรือเปล่า

เรียกว่าได้อย่างเสียอย่างครับ บางครั้งเราได้พรสวรรค์อย่างหนึ่งที่คนอยากได้ เช่นหลายคนอยากแต่งเพลงได้ แต่ว่าเขาทำไม่เป็น ต่างจากผมที่แต่งเพลงได้ แต่ตรงกันข้ามคือผมอยากมีเพื่อนหลายๆ คน แต่ผมก็ไม่มี นี่เป็นเรื่องที่ผมพยายามทำความเข้าใจมาสักพักนึงแล้วว่า คนเราไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์หรอก ต้องมีได้บ้างเสียบ้าง พระเจ้าอาจจะให้พรสวรรค์การแต่งเพลงเรามา แล้วก็ตัดเพื่อนเราออกไป ให้อยู่โดดเดี่ยวคนเดียวบ้าง

เรารู้สึกว่าเพลงของทีเจเต็มไปด้วยความรู้สึกน้อยใจเยอะมาก

ใช่ครับ ลองไปฟังเพลงผมได้เลย ทุกเพลงมาจากความรู้สึกน้อยใจทั้งหมด อย่างเพลงวายร้ายก็เป็นเพลงน้อยใจ เพราะไปชอบคนๆ หนึ่งแล้วเขาไม่รัก สุดท้ายคนที่เป็นวายร้ายอย่างเราต่อให้ตายเขาก็ไม่มารัก นั่นก็เป็นความน้อยใจ เพียงแต่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบแสดงออกมาตรงๆ ผมเลยพยายามทำเพลงให้มีท่าทีเหมือนกำลังมีความสุขอยู่นะ แต่จริงๆ เรากำลังน้อยใจมาก เช่นเดียวกับเพลงเค้าก่อน ก็เกี่ยวกับการที่ไปชอบคนๆ หนึ่งที่มีแฟนแล้ว แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมให้เขาไปกับแฟนของเขา เอาไว้ว่างๆ ค่อยแอบโทรหาเขาก็ได้ ดูสิครับ เพลงของผมเป็นเพลงของคนขี้น้อยใจมากๆ เลยนะ ทุกเพลงคือเพลงที่บ่งบอกตัวตนของผมจริงๆ

แสร้งยิ้มเก่งมากเลยนะ

“(หัวเราะ) อันนี้หัวเราะจริงๆ ครับ ผมแค่พยายามเก็บงำความรู้สึกจริงๆ เอาไว้ พยายามทำให้ทุกคนเห็นว่าเราไม่ได้เศร้า ทั้งที่จริงๆ แล้วกำลังเศร้ามาก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมแต่งเพลงวายร้าย หรือเค้าก่อน แบบ Fake นะครับ แค่อยากบอกให้รู้ว่าผมโอเค” 

รังเกียจกันไหม?’ ซิงเกิลเดี่ยวที่ปล่อยเมื่อวันเกิด (20 สิงหาคม) ก็ฟังดูดาร์กมากเลยนะ

รังเกียจกันไหม? เป็นซิงเกิลที่ผมตั้งใจทำออกมาให้เป็นแบบนั้นครับ ถือว่าเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดในชีวิตเลยได้ เพราะที่ผ่านมาผมมักจะอยู่คนเดียวในวันเกิดแทบทุกปี ผมอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงพิเศษสำหรับวันเกิดครบ 25 ปี ที่ถ่ายทอดชีวิตจริงอย่างตรงไปตรงมา ส่วนตัวผมมักจะรู้สึกว่าคนรอบข้างเขารังเกียจเรา ไม่ชอบเรา เวลาชวนไปไหนก็ไม่มีใครไปด้วย เหมือนว่าผมเป็นคนที่มักโดนปฏิเสธตลอดเวลา หลายครั้งที่นัดแล้ว ก็ต้องมีเรื่องให้โดนเบี้ยว โอเค เขาอาจจะไม่ว่างจริงๆ แต่พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกน้อยใจ รู้นะครับว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ยังไงก็น้อยใจอยู่ดี เพราะรังเกียจกันไหมเลย Base on ชีวิตผมเอง ผมแค่รู้สึกว่าไม่อยากมานั่งแอ๊บว่าเราสนุกสนานทั้งที่จริงๆ กำลังเศร้าอยู่อีกแล้ว” 

คิดมากเกินไปหรือเปล่า

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ อาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่ความรู้สึกน้อยใจเวลาโดนปฏิเสธคือของจริงแน่นอน ผมรู้สึกว่านี่คือปัญหาที่ก้าวข้ามไปไม่ได้จริงๆ จะว่าไปผมก็ขี้น้อยใจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว โหยหาความรักตลอดเวลา รู้สึกขาดความอบอุ่น และจะไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวครับ เรียกว่าอยู่คนเดียวไม่ได้เลยน่าจะดีกว่า เพราะนั่นคือสิ่งทรมานจิตใจผมที่สุด เวลาขับรถไปสยามคนเดียวก็จะรู้สึกประหลาดๆ อย่างการกินข้าวหรือดูหนังคนเดียวเนี่ย ถ้าไม่จำเป็นผมจะไม่ทำเด็ดขาด

แต่วันเกิดก็น่าจะมีสัก 1-2 คนที่พร้อมกินข้าวกับเราไม่ใช่เหรอ

จริงๆ ก็มี 1-2 คนนั่นแหละครับ แต่การไปปาร์ตี้วันเกิดด้วยคนแค่นั้นก็ดูตลกมาก ใครมองเข้ามาก็คงคิดว่า เด็กคนนี้ไม่มีเพื่อนเลยหรือไงกัน? เพราะปาร์ตี้วันเกิดหลายงานที่ผมเคยไปมา เขาจัดกันในคลับมีเพื่อนไปเยอะแยะ ซึ่งตัวผมเองยังไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนั้นเลยสักครั้งในชีวิต อีกอย่างผมเองก็ไม่กล้าจัดด้วยครับ กลัวชวนแล้วคนจะไม่มากัน แบบนี้ยิ่งเฟลหนักเข้าไปใหญ่ เพราะผมก็รู้จักคนน้อยมาก มีคนที่คุยกันได้จริงๆ ไม่เกิน 5-6 คนเอง

จากที่เล่ามาก็ไม่ถือว่ามีเพื่อนน้อยนะ

จริงเหรอครับ (ยิ้ม) แต่ผมเองเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยมีเพื่อนอยู่แล้ว ตอนเรียนอนุบาลจนถึงมัธยมรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนเลยด้วยซ้ำ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อธิบายความประหลาดตรงนี้ไม่ถูกจริงๆ เวลาไปโรงเรียนก็จะรู้สึกว่าไม่มีความสุขเลย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ คุยกับเพื่อนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะสมัยก่อนเพื่อนผมฟังเพลงป๊อบ เพลงร็อค เพลงตลาดทั่วไป แต่น่าจะมีผมคนเดียวเองมั้งที่ฟังฮิปฮอป เลยไม่มีใครเก็ตกับแนวเพลงของเรา 

ยิ่งตอนเด็กๆ หน้าตาเราจะเหมือนฝรั่งมาก คนก็จะมองว่าเราเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครคบ และก็จะโดนแกล้งเป็นประจำ อีกอย่างผมก็เป็นเด็กที่ต้องย้ายโรงเรียนอยู่บ่อยๆ เรียนได้แป๊บเดียวก็ต้องย้ายไปที่ใหม่แล้ว ก็เลยไม่มีเพื่อนสนิทจริงๆ  แต่ก็เพราะความที่ไม่มีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมนี่แหละ ที่ทำให้ผมเริ่มหัดทำเพลงเอง เขียนเพลงเอง เพื่อจะได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นทั้งหมดออกมาในเพลงของเรา


เดาว่าทีเจทำความรู้จักไม่ก็เข้าคนไม่เก่งใช่ไหม

ประมาณนั้นครับ ผมไม่ค่อยกล้าทำความรู้จักกับคน สมมติว่าถ้าผมอยากรู้จักกับใครสักคน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าไปทักทายเขายังไง ไม่รู้ว่าต้องเริ่มแบบไหนถึงจะดี แต่ถ้าเขาเข้ามาคุยกับเราก่อนแบบนี้ไม่มีปัญหา อาจจะเขินบ้าง แต่ก็น้อยกว่าเราเดินเข้าไปหาเอง

ตอนนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

อาจจะดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อยครับ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะตัดสินใจปล่อยเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยว ผมคิดอยู่นานมากว่าจะปล่อยดีไหม ทั้งที่เพลงก็เสร็จเรียบร้อยมาครึ่งปีแล้ว เพราะผมค่อนข้างกังวลกับการออกไปสื่อสารกับแฟนเพลง อย่างเมื่อก่อนอยู่ในวง 3.2.1 ก็จะมีเพื่อนๆ คอยพูดกับสื่อและแฟนเพลง ส่วนผมมีหน้าที่ร้องอย่างเดียว แต่พอต้องมาทำงานเพลงคนเดียวแล้ว ความกลัวถาโถมเข้ามาหนักมาก คิดไปมาว่าจะเอายังไงดีวะ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจปล่อยออกมา เพราะไหนๆ ก็ทำเสร็จแล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีสื่อสารและทำความรู้จักคนฟังมาเรื่อยๆ ครับ

จริงๆ แล้วทีเจอยากเป็นศิลปินเดี่ยวหรือเปล่า

ความฝันของผมคือการได้เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าเมื่อทางต้นสังกัดยืนยันว่าจะไปทำวง 3.2.1 ผมบอกกลางที่ประชุมต่อหน้าผู้ใหญ่ในบริษัทและเพื่อนอีกสองคนเลยว่า ไม่อยากทำวงกับสองคนนี้ แล้วก็เดินออกจากห้องมาเลย แต่พี่โฟร์ มือกีตาร์วง 25Hours ที่ตอนนั้นเป็นโปรดิวเซอร์ให้พวกเราก็ตามมาบอกให้ใจเย็นๆ ลองทำดูก่อน ถ้าไม่ชอบค่อยเลิกทีหลังก็ได้ ผมก็กลับบ้านไปคิดอยู่หลายวันเลยนะ สุดท้ายก็คิดได้ว่าในเมื่อเราทิ้งทุกอย่างมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว จะยอมทิ้งโอกาสไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ลองดูสักตั้งก็ได้ 

พอมองย้อนกลับไปในวันนั้น ผมก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมให้เราออกเดี่ยว เพราะตอนนั้นเรายังไม่พร้อมในหลายๆ อย่าง พูดก็ไม่เป็น เอนเตอร์เทนคนก็ไม่ได้ แล้วไหนจะเป็นคนที่มีลุคแบบว่าใครเห็นก็ไม่รักอีก ไม่มีอะไรให้น่าหลงใหลเลย ถ้าออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวยังไงก็แป๊กแน่ๆ แถมตอนเป็นวง 3.2.1 ผมก็เป็นคนที่มีแฟนคลับน้อยที่สุด ได้เสียงกรี๊ดน้อยมาก ดังนั้นการทำวง 3.2.1 จึงช่วยเสริมในสิ่งที่ผมขาดไปได้มากทีเดียว แล้วประสบการณ์จากตอนนั้นก็ช่วยให้ผมได้กลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างทุกวันนี้ได้

สงสัยว่าใช้เวลาปรับตัวกับเพื่อนร่วมวง 3.2.1 นานไหม เพราะเท่าที่ฟังเหมือนจะเริ่มต้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“(หัวเราะ) ทุกวันนี้ก็ยังเข้ากันไม่ได้เท่าไหร่นะครับ สมัยนั้นเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เป็นคนที่ทำงานด้วยกันเท่านั้น พอจบงานก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตของแต่ละคน ชีวิตส่วนตัวแทบไม่ยุ่งเกี่ยวกันเลย

ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ทีเจทะเลาะกับกวิน (ดูวาล) เพราะแย่งรองเท้ากันจริงๆ เหรอ

จริงครับ ทะเลาะกันด้วยเรื่องตลกแบบนั้นแหละ อาจจะเพราะยังเด็กกันทั้งคู่ด้วยครับ แต่ปัญหาหลักๆ คือเราคุยกันไม่เข้าใจในหลายๆ เรื่องครับ เรื่องรองเท้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง จริงๆ หลังหมดสัญญากับค่ายและออกจาก 3.2.1 แล้ว ผมกับกวินก็มีคุยกันว่าจะทำเพลงเป็นดูโอ แต่คุยกันไปคุยกันมาก็เข้ากันไม่ได้จริงๆ เมื่อก่อนก็มีปัญหากันเรื่องนิสัยแหละครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เข้ากับเราไม่ได้ พอคิดแบบนั้นก็เลยตัดสินใจยกเลิกโปรเจ็กท์ดูโอ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอีกแล้ว เพลงผมก็แต่งเอง งั้นออกเดี่ยวคนเดียวแบบทุกวันนี้ไปเลยแล้วกัน แต่ทุกวันนี้ถ้าเจอกันก็คุยกันได้นะครับ ไม่ได้เกลียดกัน แต่ขอเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกันดีกว่า

กลับมาคุยกันเรื่องงานเพลงกันหน่อย จำได้ว่าทีเจเคยบอกเราว่ากำลังทำอัลบั้มอยู่ จะได้เห็นในปีนี้ไหม

ไม่น่าจะทันแล้วครับ ตอนนี้เลื่อนไปปีหน้าเลย เพราะตอนแรกผมตั้งใจว่าจะทำอัลบั้มซีดีให้เสร็จทันวันเกิดปีนี้ แต่ด้วยความที่ตั้งใจให้มี 18 เพลงในอัลบั้ม นอกจากนี้ข้างในยังจะมีโฟโต้บุ๊คเป็นเซ็ตแฟชั่นที่อยากให้ทุกคนได้เห็น เพื่อให้แฟนเพลงรู้สึกคุ้มค่าที่เสียเงินซื้ออัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกของผม ส่วนเพลงตอนนี้ยังเหลืออีก 4-5 เพลงใหม่ที่ยังไม่เสร็จครับ เพราะช่วงที่ผ่านมามีโปรเจ็กท์พิเศษให้ไปแจมเยอะมาก เลยไม่มีเวลามาโฟกัสเพลงของตัวเองเท่าไหร่ คิดว่ากว่าจะมีเวลาได้ทำจริงๆ ก็ต้องเป็นช่วงสิ้นปีไปเลย ผมอาจจะบินไปเมืองนอกเพื่อรีเฟรซสมองสักพักนึงก่อน แล้วค่อยเริ่มทำเพลงที่เหลือต่อครับ

เป็นยังไงบ้างกับการทำงานเพลงเองคนเดียวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

มีอิสระในการทำงานเยอะมาก ที่สำคัญคือทุกเพลงเป็นเพลงที่รู้สึกชอบจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนไปให้ค่ายตรวจก่อนว่าชอบหรือไม่ชอบ เพราะตอนนี้แค่เราชอบก็สามารถปล่อยออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ ได้เป็นนายตัวเองและใส่ความเป็นตัวเองได้เต็มร้อยเปอร์เซนต์ แต่สมัยอยู่ค่ายเพลง เราใส่ตัวตนเราลงไปได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองมั้งครับ ขนาดผมยังไปตัดเองไม่ได้เลย เพราะเดี๋ยวไม่เข้ากับคอนเซ็ปท์วง ชุดก็ต้องใส่ชุดโปรโมทได้แค่ชุดเดียว ผมว่าไม่เมกเซนส์เท่าไหร่ หรือเอ็มวีของ 3.2.1 ผมก็ดูแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับไปดูอีกเลย เพราะผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่เรา โดนเขาสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนทุกอย่างออกมาประหลาดไปหมดเลย หรืออย่างบางเพลงแต่งออกมาแล้วเราชอบจังเลย แต่ค่ายกลับไม่ชอบ อย่างเพลงวายร้าย ซึ่งควรจะเป็นเพลงของ 3.2.1 แต่ตอนนั้นเขาไม่เอา ทำไมล่ะ สงสัยมากครับ เพราะตอนที่ผมเอามาทำเองก็กลายเป็นซิงเกิลที่คนรู้จักกันดี แต่การเป็นศิลปินเดี่วไม่มีสังกัดค่ายก็มีข้อเสียนะครับคือเหนื่อยมากๆ เพราะผมต้องทำเองหมดทุกอย่าง ตั้งแต่แต่งเพลงยันวางแผนโปรโมท ยังดีที่ช่วงหลังมานี้เริ่มมีทีมเข้ามาช่วยกันทำงานบ้างแล้ว

นอกจากงานเพลงแล้ว การแต่งตัวของทีเจก็เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว

จริงๆ ผมก็พยายามเปลี่ยนลุคบ่อยๆ มาตั้งแต่ยังอยู่ 3.2.1 แล้ว เพราะผมเป็นคนขี้เบื่อมากๆ และชอบตามเทรนด์แฟชั่นไปเรื่อยๆ ผมมักจะรู้สึกดีที่ได้ลุกขั้นมาทำอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

เรื่องรอยสักก็ถือเป็นไฮไลท์สำหรับเราเลยนะ เลือกสักแต่ละลายมีความหมายอะไรบ้างไหม

ผมเริ่มสักครั้งแรกตอนอายุ 18 ปี ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้วครับ ตอนนั้นขออนุญาตไปสักเป็นของขวัญเกิดให้ตัวเอง หลังจากนั้นผมก็สักมาเรื่อยๆ เข้าร้านสักทุกสัปดาห์ แผลนี้หายก็ไปเติมใหม่ แต่รอยสักที่ภูมิใจที่สุดอยู่ตรงหน้าอกซ้ายครับ เป็นตัวอักษรเขียนว่าฉันเกิดในรัชกาลที่ 9’ ครับ เป็นรอยสักที่ง่ายมาก แค่ฟอนต์ตัวหนังสือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็บังเอิญว่าเหลือพื้นที่ตรงหน้าอกซ้าย ตรงหัวใจพอดี ผมจึงรู้สึกว่าตลอดชีวิตทั้งหมดจนถึงวันตาย เราจะไม่เสียใจเลยที่สักลายนี้

เราสามารถนิยามสไตล์ของทีเจว่าอะไรดี

ผมว่าตัวเองไม่มีสไตล์หรอกครับ ผมแค่ชอบใส่ในสิ่งที่ตัวเองอยากใส่เท่านั้นเอง อย่างการแบกเป้ขึ้นไปร้องเพลงในงานคอนเสิร์ต ผมก็แค่อยากสะพายเป้ขึ้นไปร้องเพลง แล้วที่ผ่านมาก็เห็นว่าศิลปินอย่าง เจย์ซี  หรือ คานเย เวสต์ เขาก็ทำแบบนี้เหมือนกัน แล้วทำไมผมถึงทำแบบนั้นในเมืองไทยไม่ได้ล่ะ งงมากๆ แค่สะพายกระเป๋าขึ้นไปร้องเพลงก็กลายเป็นดราม่าไร้สาระไปซะอย่างนั้น

ดราม่าเพราะดันเป็นกระเป๋าหลุยส์ ซูพรีม หรือเปล่า?

ผมว่าใช่นะ เพราะคนที่เข้ามาแขวะก็บอกว่าการทำอะไรแบบนี้ เป็นการโฆษณาที่ Cheap มาก ไม่แพงเลย อันนี้เป็นเรื่องที่งงมาก ทำไมวะ ผมไม่ได้อยากโฆษณาอะไรทั้งนั้นนะ ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์ด้วย ซื้อมาด้วยเงินของตัวเองล้วนๆ ผมแค่อยากสะพานกระเป๋าขึ้นไปร้องเพลงเท่านั้นเอง สำหรับผมกระเป๋าก็ไม่ต่างจากเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง เหมือนใส่สร้อยทองนั่นแหละ ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย อีกอย่างคงเป็นเพราะคอนเสิร์ตครั้งนั้นเล่นที่สยามมั้งครับ เป็นคอนเสิร์ตที่ใครๆ ก็เข้ามาดูได้ เลยทำให้คนที่ไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้เข้ามาแขวะ ซึ่งผมก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ก็ขึ้นเลย ด่ากลับไปทันที แต่หลังจากนั้นมา 2-3 วันก็กลับมานั่งคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปโต้เถียงกับคนแบบนี้ ยิ่งตอบโต้เข้ายิ่งชอบ เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน ดังนั้นเงียบๆ ไว้ดีกว่า

ทุกวันนี้ถ้าไม่ระวังก็มีโอกาสกลายเป็นเรื่องดราม่าได้หมดเลย

ทุกวันนี้นอนเล่นโทรศัพท์อยู่บ้านก็กลายเป็นดราม่าได้แล้วนะ อย่างเคสของพี่พลอย (หอวัง) ที่จัดงานวันเกิด แต่ดันโดนแขวะในคอมเมนต์ว่า ทำไมไม่ดูสถานการณ์บ้านเมือง จัดงานวันเกิดทำไม อ้าว! อะไรวะ ก็วันเกิดเขาไง คุณไปยุ่งกับเขาทำไมกัน เหมือนคนเดี๋ยวนี้คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ในโซเชียลโดยไม่ผิด ทั้งที่กรณีแบบนี้สามารถฟ้องร้องกันได้ แค่เขายังไม่เคยเห็นการโดนจับจริงจัง เขาเลยไม่กลัว ทำให้อยากพิมพ์อะไรก็พิมพ์แบบไม่คิดก่อน

แบบนี้ต้องระวังขึ้นไหม

ระดับนึงครับ แต่ก็ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ เพราะนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ผมไม่ชอบ Fake เป็นคนอีกแบบเพื่อให้ใครมารักเรา ผมอยากให้เขารักในสิ่งที่ผมเป็นมากกว่า แต่ถ้าไม่รักก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน สิ่งที่ระวังมากขึ้นตอนนี้คือเรื่องคอมเมนต์ต่างๆ มากกว่า ผมจะไม่ชอบมากเลยกับพวกที่บอกว่าขอติเพื่อให้ดีขึ้น ทั้งที่เนื้อหาไม่ใช่เลย นั่นคือการด่านั่นแหละ ช่วงที่ผ่านมาจึงไม่รับคอมเมนต์จากคนอื่นเลย ฟังเฉพาะคอมเมนต์ของเพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น เพราะความเห็นไร้สาระเหล่านั้นมันรกสมองจริงๆ ทำให้ยิ่งเปลืองยาที่ต้องกินเข้าไปล้างความเห็นแย่ๆ และปรับสภาพจิตใจเราให้เป็นปกติอีก พอไม่สนใจความเห็นเหล่านั้นแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเสียสุขภาพจิตสักเท่าไหร่