LOVE IS A LOSING GAME - ลี ฐานัฐพ์ โลห์คุณสมบัติ

21.11.18 3,037 views

ลี-ฐานัฐพ์ โลห์คุณสมบัติ ผู้รับบท ‘กู๊ด’ หนุ่มอารมณ์ศิลปินรักสนุก ไม่อยากผูกพัน จากซีรีส์ ‘Friend Zone เอา ให้ ชัด’ อีกผลงานการแสดงที่แรงไม่ใช่เล่น แต่ก็ทำให้ ‘ลี’ ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้หน้าตายียวนชวนให้คนคิดว่าเป็นแบดบอยอยู่เสมอ กลับเป็นคนหนึ่งที่มีทัศนคติ และการใช้ชีวิตที่ซับซ้อนและจริงจังแบบคนละขั้วกับแต่ละบทบาทในการแสดงโดยสิ้นเชิง 

“จริงๆ ผมเริ่มแคสติ้งงานมาตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว แต่ไม่เคยได้งานใดๆ ในโลกนี้ ไม่เคยเลย (ยิ้ม)”


อยากเป็นนักแสดงมากขนาดนั้นเลยเหรอ

ผมเป็นเด็กเล่นดนตรีครับ และเครื่องดนตรีมันราคาแพง อย่างกีตาร์ตัวแรกของผมกว่าจะได้มา แม่ต้องไปขายทองแล้วมาซื้อกีตาร์ให้ กว่าจะได้ตัวที่ 2 ก็รอพ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด แล้วตอนเราเป็นวัยรุ่นเราอยากได้ของใหม่ จะไปหาเงินที่ไหน ก็เลยคิดว่าเราควรจะหาอะไรทำที่ทำเงินได้ เคยคิดจะไปเป็นเด็กเสิร์ฟด้วยซ้ำ ถึงขั้นเดินไปบอกพ่อ แต่เขาบอกว่าหน้าที่เราคือเรียนหนังสือ ตอนนั้นเลยลองไปแคสติ้ง ถ้ามีงานมันก็ได้เงิน 

มุ่งมั่นขวนขวายหาเงินด้วยตัวเองเหรอ

เริ่มจากมีพี่คนนึงชวนไปกองถ่ายอะไรสักอย่างเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นก็ได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ แต่มันไม่คุ้มค่าแท็กซี่เลยในตอนนั้น ระหว่างนั้นก็มีรุ่นพี่ชวนไปแคสติ้งงานต่างๆ 

พกความมั่นใจแค่ไหนในการไปแคสติ้งแต่ละครั้ง 

ไม่มีเลย ไปแบบคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ก็ไม่เคยได้อะไรนะฮะ (ยิ้ม) มันอาจจะเป็นเพราะทัศนคติตอนนั้นหรือว่าการวางตัว การทำตัวที่ไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเองออกมา จนตอนไปงาน Finding U-Prince Project เขากำลังหาพระเอกหน้าใหม่ ซึ่งตอนนั้นมีรุ่นพี่บอกให้ไป เราก็ไปด้วยความเข้าใจว่าเป็นการแคสติ้งงานเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พอไปถึงหน้างานเลยรู้ว่านี่มันงานประกวดนี่! แล้วผมไม่ชอบงานประกวดเลย 

แล้วการประกวดครั้งนั้นมันเป็นยังไง 

ผมชนะเลิศไง (หัวเราะ) ต้องเล่าย้อนว่าก่อนประกวดผมเป็นนักดนตรีกลางคืนอยู่แล้ว ผ่านการประกวดมาบ้างแต่มันคือประกวดวงดนตรี นอกจากนี้การเป็นนักดนตรีกลางคืนมันทำให้ผมมีนิสัยกล้าพูด กล้ากวนประสาทคน มันติดมาบ้างในชีวิตประจำวัน ทำให้ตอนที่ไปประกวดผมก็ไปแบบคนกวนประสาทสุดๆ เป็นตัวเองไปเลย แต่ดันชนะขึ้นมาซะอย่างนั้น แล้วก็ได้งานแสดงเรื่องแรกใน U-Prince Series 

เปิดซิงงานในวงการบันเทิงเป็นอย่างไร 

อุปสรรคเยอะ เพราะเราทำอะไรไม่เป็นจริงๆ และก็ไม่เข้าใจ แถมเป็นคนตรงๆ อยากรู้อะไรก็ถามเลย ยังพูดจาห้วนๆ อีก มันเลยเหมือนคนไม่มีกาลเทศะ ซึ่งจริงๆ ผมไม่มีเจตนาร้ายอะไรเลย แต่ก็โชคดีที่พี่ๆ ในกองช่วยสอน ช่วยแนะนำตลอด เขาไม่โกรธเรา และก็สอนเรื่องการทำงานและความรับผิดชอบต่องานให้เรา (ต่อต้านเวลาโดนสอนไหม) ไม่ครับ ผมเชื่อในประสบการณ์ของเขา เราก็ยอมรับว่าตัวเองห้วนเกินไปจริงๆ 

นักดนตรี แตกต่างจากนักแสดงอย่างไร 

มันมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง นักดนตรีเราเป็นตัวของตัวเองครับ ส่วนนักแสดงคือการสวมบทบาท แต่สิ่งที่ใช้ด้วยกันได้คืออินเนอร์และฟีลลิ่ง เวลาเล่นดนตรีเราก็ต้องใช้ฟีลลิ่งและอินเนอร์ ยิ่งเวลาแสดงยิ่งต้องใช้อารมณ์แสดงออกมา รัก โกรธ หลง โมโหอะไรทำนองนี้ 

บทบาทของคุณ ใน Friend Zone เป็นอย่างไรบ้าง 

ผมเล่นเป็นกู๊ดครับ ผมไปถามพี่ๆ ทีมงานหลายคนจนได้รู้ว่า เพราะหน้าตาผม ‘หน้าตามึงอะลี เล่นเป็นคนดีไม่ได้...’ ด้วยลุคหรืออะไรในตัวผมที่มันดูเป็นคนเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์ อะไรที่มันต้องรับแต่บทที่ดูกรุ้มกริ่มหน่อยๆ เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา มันต้องเจ้าชู้ กะล่อน หรือไม่ก็บทหนักๆ เลย ที่มีภาระซ่อนอยู่ในแววตา


เมื่อถูกมองว่ารับบทคนดีไม่ได้ ตัวจริงเป็นคนดีไม่ได้จริงไหม

(หัวเราะ) ชีวิตจริงเหรอครับ ถ้าเรื่องเจ้าชู้ ผมไม่เจ้าชู้อยู่แล้ว แต่เป็นคนปากไว น่าจะติดมาจากการเป็นนักดนตรีนี่แหละ ที่มันเป็นคนขี้แกล้ง ขี้แซวคนอื่น ยิ่งรู้ว่าใครกลัวอะไรก็จะยิ่งชอบแกล้งเขา 

หลายคนมองว่านักดนตรีหนุ่มเจ้าชู้ แล้วคุณล่ะ

ไม่ใช่ทุกคน (หัวเราะ) อย่างเวลาผมไปเล่นดนตรีผมไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงคนไหนเลยนะ 

จะปฏิเสธว่าไม่มีสาวๆ มากรี๊ดเลยเหรอ

มีมาขอช่องทางการติดต่อต่างๆ แต่ผมไม่เคยให้ อย่างตอนเล่นดนตรีอยู่ ก็มีคนมากระซิบว่าเล่นเสร็จแล้วมานั่งต่อที่โต๊ะได้มั้ย เราตอบตกลง โอเคครับเดี๋ยวผมลงไป แต่พอเล่นจบ ผมลงจากเวทีปุ๊บก็ชิ่งกลับบ้านเลย 

ตัวจริงไม่เป็นอย่างนั้น แต่ทำไมกล้ารับบทที่มันขัดแย้งกับตัวเองได้ ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์เหรอ

มันคือการแสดง มันคืองานครับ เราต้องแยกเป็นคนละเรื่องกันเลย งานกับชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เรื่องของภาพพจน์มันคนละเรื่องกับการแสดง ภาพพจน์เราควรรักษาให้ดีในชีวิตจริงดีกว่า 

กลับมาที่ความสัมพันธ์แรงๆ ของ กู๊ดและโบโย่ เล่าเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย 

กู๊ดคือรุ่นน้องของพี่เคเบิ้ลซึ่งเขาเปิดร้านเหล้า และกู๊ดได้เจอโบโย่ในร้านนี้ มันเป็นช่วงที่โบโย่มีปัญหาชีวิตพอดี มีปัญหากับสตั๊ดที่เป็นรูมเมตจนต้องไล่ออกจากบ้าน โบโย่กับบูมเลยหารูมเมตมาแทน เลยชวนกู๊ดมาอยู่ด้วย ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดกับโบโย่อย่าง Friend with Benefit เพราะเมาและอารมณ์มันพาไป จนมีอะไรกัน แต่ตกลงกันว่าความสัมพันธ์จะยังคงอยู่แค่เพื่อน ส่วนตัวผมมองว่ามันน่าจะเป็นปกติที่เกิดในสังคมเรา แต่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน ถ้าเรื่องเกิดขึ้นแล้วสิ่งสำคัญคือการรับมือ เราจะปล่อยมันไป สานต่อ หรือจะทำยังไงต่อดี 

ความสัมพันธ์แบบไหนในเรื่อง Friend Zone ที่คุณจะไม่มีวันให้มันเกิด 

ความสัมพันธ์ของสตั๊ด-เอิร์ธ-แซม ครับ ผมแอนตี้การนอกใจมาก มันเหมือนไม่ให้เกียรติกัน และคนเราเสียความเชื่อใจไปแล้วครั้งหนึ่งมันจะเสียไปเลย จะให้กลับมาเชื่อใจกันอีกก็ยาก แล้วในเรื่องคือเพื่อนกันนะเว้ยยย ไปแย่งแฟนเพื่อน มันแย่มาก 

แล้วเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนล่ะ

ความไม่ชัดเจนมันทำให้เกิดความเสียหายได้ทุกอย่างครับ แต่บางทีเราทุกคนทำทุกอย่างให้มันชัดเจนไม่ได้ มันมีเหตุผลของมันอยู่ แบบว่าบางทีเราชอบคนคนนี้มาก แต่เราเองยังไม่รู้เลยว่าเรากับเขาอยู่สถานะอะไรกัน ใจหนึ่งก็ไม่อยากผูกมัดใครไว้กับเรา อีกใจก็อยากผูกมัด มันเกิดเป็นความสับสน

แบบนี้เข้าข่ายคำว่า ‘กั๊ก’ ไหม 

ผมเป็นคนคิดเยอะ คิดวนไปวนมา สับสนอยู่อย่างนั้น จนนานวันเข้า มันจะเกิดคำถามจากอีกฝ่ายว่าสรุปแล้วเราเป็นอะไรกัน เป็นความสับสนที่เราก็ตั้งคำถามอยู่ตลอด แต่เรายังไม่อยากพูดออกมา อย่างเวลาผมคุยกับใครผมคุยทีละคนจริงๆ (แล้วทำไมไม่ยอมใช้คำว่าแฟน) มันสับสนมากกว่าว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง และผมไม่ได้หวงความโสด คือบางทีเราคิดว่าการเป็นแฟนกันมันคือการกั๊กมากกว่า เหมือนเขาต้องมาติดคำว่าเป็นแฟนเรา เวลาผมดูใครผมเวลาดูนานมาก จนบางทีความสัมพันธ์มันอาจจะเหมือนเป็นแฟนกันไปแล้วด้วยซ้ำ เวลาจะทำอะไร ไปไหนกับใครเราบอกเขาทุกอย่าง

ยังไม่ใช่แฟน แต่ทำทุกอย่างเหมือนแฟน แบบนี้มีสิทธิ์หึงหวงกันไหม 

หึงหวงได้เต็มที่เลย เพราะว่าผมชัดเจนอยู่แล้วว่าผมคุยกับใคร ผมคุยคนเดียว (คนคุยกันเหรอ) ที่ใช้แค่คำว่าคุยกัน เพราะความสัมพันธ์ยังไม่ทางการขนาดนั้น กับการที่เป็นแฟนกันนะ แต่ทุกอย่างเรารู้ๆ กันอยู่ แต่ผู้ชายมักไม่ค่อยตั้งคำถามกับมันว่าเฮ้ย แม่งเป็นอะไรกัน มักเป็นคำถามจากผู้หญิง มึงกั๊กกูหรือเปล่า แต่ความจริงผู้ชายหลายคนไม่ได้รู้สึกแค่แฟนด้วยซ้ำ รู้สึกว่านี่คือแม่ของลูกเลย (ทำไมไม่พูดให้อีกฝ่ายรู้ไปเลย) ไม่รู้สิ อย่างพ่อกับแม่ผมก็ไม่เคยพูดว่าเขาเป็นแฟนกัน จนมีลูก 3 คน ก็ไม่เคยพูดว่าเป็นแฟนกัน จนแต่งงานกันแล้ว ผมว่าเรื่องบางเรื่องมันเป็นความเข้าใจกันมากกว่า 


สถานะไม่ชัดเจน มีเซ็กซ์กันได้ไหม

ได้ดิ (หัวเราะ)

ด้วยสถานะที่ไม่ชัดเจน แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งคนที่คุณเรียกว่าคุยกันอยู่ไปคุยกับคนอื่น จะรู้สึกอย่างไร

เสียใจมาก (ในทางกลับกันตัวคุณไม่คุยกับคนอื่นบ้างเหรอ) ผมไม่เคยให้สิทธิ์กับตัวเองในการคุยกับคนอื่น มันก็ใช้ชีวิตยากหน่อย การจะขอร้องให้ใครสักคนมาเชื่อใจผมเถอะนะ มันคงพูดได้แต่กับแม่เราเท่านั้น 

แบบนี้ต่างจาก Friend with Benefit ไหม 

ผมก็สับสน แต่ผมว่าไม่ใช่นะ Friend with Benefit น่าจะเป็นอารมณ์ว่าเพื่อนไปเที่ยว แล้วสปาร์กกัน มีอะไรกัน แล้วเราเป็นเพื่อนกัน เราไม่หึงหวงกัน เธอจะไปไหนกับใครก็ได้ โดยที่เราก็ยังกลับมามีอะไรกันได้อีก (Benefit คือเซ็กซ์เหรอ) ครับ ผลประโยชน์ไง เพื่อนกันเพราะผลประโยชน์บางอย่าง แต่อย่างที่ผมทำมันคือขั้นตอนของการคุยกัน ดูใจกันและกัน ปรับจูนทั้งคู่เข้าหากันเพื่อให้คนสองคนรวมเป็นหนึ่งเดียว 

เส้นแบ่งระหว่างเพื่อนและคนรักคืออะไร

ความพิเศษที่แตกต่างกัน คือการวางตัวต่อกันมันไม่เหมือนกันแล้วนะ ผมอาจเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดอะไรมาก แม้แต่กับเพื่อนผมยังไม่พูดอะไรมากเลยต่อให้ห่วงเพื่อนแค่ไหน แต่ถ้าคนที่เราคุยด้วย ถ้าทำให้ผมห่วงคือผมจะดุเขาไปเลย เพราะเราจริงจังมาก มันต่างกันกันเลย (ตอนนี้มีคนให้ดุหรือยัง) ตอนนี้ยังไม่มีครับ 

ในเรื่องมีเลิฟซีนด้วย ในฐานะที่คุณเป็นนักแสดง สามารถแยกแยะการแสดงและความรู้สึกได้ไหม

คนถามผมเรื่องนี้เยอะนะ ซึ่งการจะบอกให้ใครมาเชื่อว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็ยากมาก สมมติว่าฉากที่ผมต้องจูบน้องแพรวา ในฉากนั้นมีตากล้องยืนเรียงกัน 3 กล้อง เดินตามทุกมุม เสียงผู้กำกับ ว. มาสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันกดดันและเครียดมากกว่าจะเอ็นจอยกับมัน นี่คืองานคือหน้าที่เราที่ถ่ายทอดในฐานะตัวละคร ไม่ได้ถ่ายทอดในฐานะลี ฐานัฐพ์ ที่จูบคนนั้นคนนี้ พอคัตปุ๊บทุกอย่างก็จบ และผมต้องขอโทษเวลาจะถูกเนื้อต้องตัวหรือจูบใคร และต้องทำให้ดีทีเดียวจะได้ไม่ต้องเล่นหลายรอบ 

เป็นคนที่ซีเรียสกับชีวิตมากใช่ไหม

ผมโตมาอย่างซีเรียส มันตกตะกอนด้วยตัวเองด้วย และที่บ้านสอนด้วย 

สิ่งที่บ้านสอนคุณคืออะไร

ชีวิตไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราต้องจริงจัง ถึงผมจะเป็นลูกชายคนเล็ก แต่ไม่ใช่คนที่ถูกสปอยล์ เพราะพี่สาวอีก 2 คนดูมีอนาคตที่ดี พ่อผมซีเรียสกับเรื่องการเรียนและอาชีพมาก เมื่อก่อนเขาอยากให้เราเป็นหมอ เราเองก็อยากเป็นหมอ แต่เราสอบเข้าเรียนสายวิทย์ฯ ไม่ได้ ก็เกิดการเปรียบเทียบกับพี่ๆ และญาติๆ ที่เรียนเก่งกันหมด ผมชอบโดดเรียนไปห้องซ้อม ไปเล่นกีฬา จนวันหนึ่งเราทำงานวงการบันเทิงจริงจัง ยิ่งกดดันตัวเองว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด การเป็นนักแสดงก็คืองานหนึ่ง เราจะมาเล่นๆ ไม่ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ครอบครัว และตอนนี้ผมก็ทำให้พ่อยอมรับในงานที่ผมทำได้แล้ว แต่พ่อก็ยังรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคง 

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกที่จะเรียนปริญญาโท ทางด้านศิลปกรรมที่ มศว ต่อเลย ตั้งแต่ตอนเรียนจบปริญญาตรี เพราะตัวผมเองก็สนใจงานด้านออกแบบ ชอบงานศิลปะอยู่แล้ว รวมทั้งผมอยากเป็นอาจารย์ด้วย เพราะตอนเราเรียน เรารู้สึกว่าไม่มีอาจารย์แบบที่เข้าใจเด็กแบบเราเท่าไหร่ เราน่าจะเป็นอาจารย์ที่เข้าใจเด็กเกเรได้ดี 

เรื่องการวางตัวในความสัมพันธ์ล่ะ ที่บ้านเคร่งครัดเรื่องนี้ไหม

พ่อแม่สอนว่า ทำร้ายผู้หญิงไม่ได้เลย ห้าม! และทุกครั้งก็นึกถึงหน้าแม่และพี่สาวตลอด ยิ่งเวลาเห็นเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้หญิง เราจะอารมณ์ขึ้นได้ง่ายมาก เราเกลียดเรื่องแบบนี้และคนแบบนี้มาก (คุณรักสนุกแบบผู้ชายไม่ได้เลยใช่ไหม) ผมไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว (หัวเราะ)  

ความรักของคุณคืออะไร

ผมอยากทำทุกวันให้เหมือนวันแรกที่จับมือกัน ผมชอบความรู้สึกแบบ Puppy Love มาก มันเป็นความรู้สึกที่น่ารัก ต่อให้วันนึงเรามีลูก แต่เรายังมีความรู้สึกที่หันไปมองคนข้างๆ แล้วพบว่ายังมีคนคนนี้อยู่ กับความรู้สึกเหมือนเดิม เป็นครอบครัวอบอุ่น นี่คือความฝันของผมเลยนะ