Live Fast Rock Harder - Bodyslam

14.12.18 1,102 views

เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน กับปรากฏการณ์คอนเสิร์ตที่ยังประทับอยู่ในใจแฟนเพลง ‘Bodyslam’ วงดนตรีร็อกที่ระเบิดความมันใน ‘Bodyslam Live in คราม’ คอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ทั้งที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี

หยาดเหงื่อ น้ำตาแห่งความปลื้มปีติ เสียงร้องตะโกนของคนดูที่ดังคลอไปกับเสียงของตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ในทุกเพลง ย้ำไปกับทุกจังหวะกลองหนักแน่นของ ชัช-สุชัฒติ จั่นอี๊ด, เบสของปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก, กีตาร์โดยยอด-ธนชัย ตันตระกูล และความพลิ้วไหวของทุกตัวโน้ตของโอม เปล่งขำ ยังคงชัดเจนในความทรงจำของสมาชิก Bodyslam ทั้ง 5 คน 

และเมื่อ‘วิชาตัวเบา’ อัลบั้มที่ 7 ของพวกเขาใกล้จะประกอบร่างเสร็จเต็มที พร้อมๆ กับกำหนดการในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งใหม่ ‘BODYSLAM FEST #วิชาตัวเบา Live in ราชมังคลากีฬาสถาน’ ก็ถูกกำหนดออกมาแล้วเช่นกัน ในรูปแบบของคอนเสิร์ตผสมเฟสติวัล โดยจะจัดขึ้น 2 รอบ ในวันเสาร์ที่ 9 และวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 ดังนั้นเราจึงขอเช็กความพร้อมของพวกเขา ณ เวลานี้ หลังจากผ่านประสบการณ์โชว์บนเวทีคอนเสิร์ตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนตลอดเวลา 9 ปี หลังลงจากเวทีใหญ่ที่สุดในชีวิต พวกเขากำลังจะกลับขึ้นไปยืนผงาดบนนั้นอีกครั้งด้วยพลังกายและแรงใจแบบไหนที่จะส่งมอบมวลความสุขและความสนุกสู่กลุ่มคนที่รักเขามาตลอด 17 ปี


อัพเดตสถานะของวง Bodyslam ตอนนี้ให้เรารู้หน่อยว่ากำลังทำอะไรกันอยู่บ้าง 

ตูน: ตอนนี้ Bodyslam อยู่ในช่วงทำอัลบั้มที่ 7 ชื่ออัลบั้ม วิชาตัวเบา เราปล่อยไปแล้ว 4 ซิงเกิ้ล ตัวอัลบั้มเสร็จไปแล้วประมาณ 90% คงจะได้ฟังทั้งอัลบั้มช่วงเดือนมกราคมปีหน้า ตอนนี้เราออกทัวร์ด้วย กำลังทำอัลบั้มให้เสร็จด้วย และกำลังเตรียมตัวที่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ราชมังคลากีฬาสถานด้วย ซึ่งเราจะหยุดทัวร์ช่วงเดือนธันวาฯ ถึงมกราฯ เพื่อเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ โดยเราจะจัดขึ้น 2 รอบ ซึ่งเราไม่ได้เล่นที่ราชมังฯ มา 8-9 ปีแล้ว ตั้งแต่คอนเสิร์ต Bodyslam Live in คราม

ไอเดียของการทำอัลบั้มใหม่กับการมีคอนเสิร์ตใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกันเลยไหม

ตูน: พวกเราทำคอนเสิร์ตใหญ่มาตลอดตั้งแต่อัลบั้ม Believe ซึ่งมันก็เกิดขึ้นด้วยความไม่ได้ตั้งใจหรอกว่าทุกอัลบั้มต้องมีคอนเสิร์ตที่เรียกว่าคอนเสิร์ตใหญ่ มันเหมือนกับเราคิดว่ามันน่าจะดีกว่าถ้าในแต่ละอัลบั้มไม่ได้สุดแค่เรื่องของเสียงในซีดี แต่ไปสุดที่ตัวภาพ
ในคอนเสิร์ต ซึ่งพวกเราได้ขึ้นไปเล่าเรื่องที่เราแต่ง ที่เราร้อง ที่เราคิด ขีดเขียนกันมาให้คนได้เห็นภาพ ได้รู้สึกในเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งพอเราได้ทำคอนเสิร์ตแบบนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Bodyslam Believe Concert, Bodyslam Save My Life จัดที่อินดอร์สเตเดียมหัวหมาก 2 รอบ, Bodyslam Live in คราม รวมถึงทัวร์ดัม-มะ-ชา-ติ ที่เราเล่น 11 โชว์ในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งพอได้ทำตรงนี้ เรารู้สึกว่ามันเติมเต็มในส่วนของเพลงที่เราได้ทำขึ้นมาทั้ง 11 เพลงในอัลบั้ม มันช่วยต่อยอดให้คนได้เห็นภาพวิชวล ไลท์ติ้ง แอ็กชั่นของพวกเราในอัลบั้มนั้นๆ ว่าเราเคลื่อนไหวเป็นยังไงแก่ขึ้น หรือเด็กลง (หัวเราะ) คือมันน่าจะมีคอนเสิร์ตสักคอนเสิร์ตหนึ่งที่เป็นหมุดไมล์ของอัลบั้มนั้นๆ บางอัลบั้มก็ไม่ได้มีแค่คอนเสิร์ตใหญ่ อย่างคอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่น หรือ The Grandslam Live Bodyslam with the Orchestra และคอนเสิร์ต Bodyslam13 ก็ใช่

ถ้าอย่างนั้นอยากให้เล่าถึงไอเดียของคำว่า ‘วิชาตัวเบา’ ว่าทำไมถึงเลือกคำนี้เป็นชื่ออัลบั้ม

ตูน: มันเกิดจากช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากที่เราทัวร์กันในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ นาน 3 ปี จนเราเริ่มรู้สึกอยากทำงานใหม่ เลยคุยกันว่าชุดนี้อยากทำอัลบั้มใหม่ไปด้วยโดยที่ไม่ได้หยุดทัวร์ เพราะตอนทำอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ เราหยุดทัวร์ 1 ปีเต็มเพื่อทำเดโม แต่งเพลง เข้าห้องอัด คราวนี้เราเลยรู้สึกอยากลองทำเพลงในระหว่างทัวร์ไปด้วย ดูซิว่าจะเป็นยังไง อย่างตอนที่กำลังซาวด์เช็กหรือซ้อมด้วยกันก่อนขึ้นเวทีเราก็อัดเก็บอะไรบางอย่างติดไม้ติดมือมา หยิบอะไรซนๆ มารวมเก็บๆ ไว้ 

โอม: เราวางแผนไว้สำหรับการทัวร์ประมาณนึง คือเราก็ไม่ได้ทัวร์เต็มสเกลร้อยเปอร์เซ็นต์ เรารับงานแค่อาทิตย์ละ 2-3 วัน ทำให้ยังมีวันที่เราได้หยุดประมาณ 3 วัน เพื่อที่จะยังได้เล่นดนตรีกันอยู่ เราก็เซ็ตวันว่างอาทิตย์ละ 4 วันติดเพื่อให้เราพักผ่อนกันสักวันนึง อีกสัก 1-2 วันก็มาเจอกัน ประกอบร่างเพลงไปด้วยได้ และก็อย่างที่ตูนบอกว่าเกิดขึ้นจากการเก็บเล็กผสมน้อยตามทัวร์ ก็เริ่มจากที่ตูนอัดเสียงเก็บไว้ตามทาง แล้วก็มาเริ่มทำงานกันในโรงรถที่บ้านตูน เซ็ตโรงรถให้เป็นการาจแบนด์ แม้กระทั่งกระบวนการอัดเสียงก็อัดที่โรงรถนั่นแหละ


ทำไมครั้งนี้ถึงทำงานในโรงรถ

ตูน: ก็ด้วยวิถีชีวิตของพวกเรากับคนร่วมงาน ซึ่งก็คือพี่อ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) กับพี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา) วง Big Ass ที่เป็นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงของพวกเรา ซึ่งพี่ๆ อยู่หมู่บ้านเดียวกับผมเลยสะดวกกับการมาซ้อมด้วยกัน และมันก็เป็นความสุขด้วย ผมบอกได้เลยว่าอัลบั้มนี้ทำอย่างผ่อนคลายมาก ทำอย่างมีความสุข ถ้าเรียกในด้านไม่ดีก็คือเช้าชามเย็นชาม แต่เราไม่ใช้คำนั้น เราแค่รู้สึกว่ามีแรงเมื่อไรก็มารวมตัวกัน เพราะเราวางแผนว่าเราอยากเปิดซิงเกิ้ลแล้ว โดยที่เรายังมีเพลงที่กำลังประกอบร่างอยู่และให้เวลากับมัน แต่เรามีไทม์ไลน์ชัดเจน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เข้าห้องอัดกัน 2 เดือน แล้วอัดๆๆ เลิกเที่ยงคืน ตี 2 กลับบ้าน 


ทำไมที่ผ่านมาการทำงานของพวกคุณจึงถูกบีบคั้นด้วยเวลา พอมาอัลบั้มนี้กลับทำงานด้วยความสบายๆ

ปิ๊ด: ผมว่าน่าจะเป็นการทดลองมากกว่า ตอนนั้นเราก็ลองในแบบที่เราเลือก ณ ตอนนั้นว่าหยุดงานทั้งหมด แล้วมาอัดเพลงกัน พอผ่านตรงนั้นมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันเครียด มันตึงไป ประกอบกับอะไรต่างๆ ก็พร้อมขึ้น พอตูนเริ่มมีที่มีทางก็ชวนกันมาทำงานที่บ้าน มันก็ตอบโจทย์ เอาแอมป์มาคนละตัว นั่งเล่นดนตรีไปด้วยกัน

ตูน: การเข้าห้องอัด 1-2 เดือนในแบบที่ผ่านมามันเป็นวิถี หรือเป็นรูปแบบที่เขาใช้กันด้วย  เพราะวงก็มีฟิกซ์คอสต์มาจากทางค่ายว่ามีงบให้เท่านี้ ต้องอัดเสร็จภายในกี่วัน เต็มไปด้วยหลายๆ เงื่อนไขที่ก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจดนตรี พอมาในสมัยนี้ทุกอย่างง่ายขึ้นในเรื่องการอัดเสียง เราไม่จำเป็นต้องใช้ห้องอัดตอนกลางคืนแล้ว เราอาจจะไปอัดกลองในห้องอัดที่เก็บเสียงหน่อย แต่ว่าในหลายๆ ไลน์ เช่น เบส คีย์บอร์ด หรือกีตาร์ในบางไลน์ เราสามารถอัดที่บ้านได้ มีอุปกรณ์ต่างๆ อำนวยความสะดวกให้เรา


ฟีลลิ่งเปลี่ยนไปไหมระหว่างการอัดที่บ้านกับในห้องอัด

ปิ๊ด: ถ้าเราไปซ้อมข้างนอกมันจะมีเวลาเป็นตัวกำหนด แต่ซ้อมที่บ้านก็ไม่ต้องมีใครคอยมาบอกว่าน้องเหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมง มันไหลไปได้

ตูน: ความรู้สึกมันต่าง แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความตั้งใจหรือความที่เราซีเรียสกับมัน วิธีการต่างหากที่สบายขึ้น แค่ออกมาในท่าใหม่ ในฐานะนักร้องนักดนตรีผมว่ามันก็ดีที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงอีกมิติ ที่ก็มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดีของมัน


แล้วผลลัพธ์ของงานออกมาไหลลื่น ดีงาม ตามความรู้สึกผ่อนคลายขณะทำงานไหม 

โอม: ผมว่าผลลัพธ์ก็ไม่ต่าง เพียงแต่วิธีการมันชิลล์ ผลลัพธ์ออกมาโอเคในระดับที่เราพอใจ ซึ่งพวกเราพอใจกับทุกอัลบั้มที่ผ่านมา อัลบั้มนี้ก็ถือว่าพอใจ เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ชิลล์ อัดเสร็จก็พักเล่นกับหมาบ้าง (หัวเราะ)


อัลบั้ม วิชาตัวเบา ปล่อยเพลงให้เราฟังมาแล้ว 4 ซิงเกิ้ล อยากให้เล่าถึงซิงเกิ้ลที่ 5 ให้เรารู้จักมากขึ้น

ตูน: ซิงเกิ้ลที่ 5 เป็นเพลงที่พวกเราตื่นเต้นมากที่จะได้นำเสนอเพลงนี้ ตั้งแต่ชื่อเพลงแล้ว เพลงชื่อ 149.6 ลองเดาดูว่าคืออะไร

โอม: เอาเป็นว่าเลขนี้ผมว่ามีคนซื้อตามแน่นอน (หัวเราะ) 

ตูน: มันคือ 149.6 ล้านกิโลเมตร เป็นระยะจากดวงอาทิตย์ถึงโลก ซึ่งเป็นระยะที่พอดีที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต เกิดมนุษย์ ต้นไม้ ดอกไม้สวยงาม เกิดป่าเขา เกิดน้ำในมหาสมุทร เกิดชีวิต เกิดความรัก ถ้าใกล้กว่านี้ก็ร้อน อยู่ไม่ได้ ไกลกว่านี้ก็หนาว อยู่ไม่ได้ และไม่มีสิ่งมีชีวิต เราจึงเขียนเพลงนี้ออกมาเพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของระยะตรงนี้ว่าถ้าเรารักหรือชอบอะไร เราแค่โคจรอยู่รอบๆ อาจจะไม่ต้องเป็นเจ้าของ ไม่ต้องเข้าใกล้มาก ไม่ต้องชิดเกินไป ด้วยระยะเพียงแค่นี้แหละที่จะทำให้เรามีชีวิต ทำให้เรารู้สึกดี บางทีเราอาจจะอยากเข้าใกล้ใครบางคนมากกว่านี้ แต่เธอก็ร้อนเกิน ผมรู้สึกว่าระยะนี้มันมหัศจรรย์ที่ทำให้เกิดเรื่องราว ความรัก และสิ่งมีชีวิตขึ้น 


อะไรเป็นตัวจุดประกายให้รู้จักตัวเลขนี้

ตูน: Google (หัวเราะ) ไอเดียคือมาจากความห่าง เอ๊ะ ทำไมดาวดวงที่อยู่ใกล้ๆ โลก ถึงไม่มีน้ำ ไม่มีสิ่งมีชีวิต ทำไมโลกถึงเป็นดาวดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็นำมาเปรียบเทียบได้กับหลายๆ เรื่อง เช่น ความสัมพันธ์ หรืออะไรก็ตามที่ต้องมีระยะห่าง

โอม:   ซึ่งตัวเลขนี้ก็เช็กมาหลายเจ้าแล้วว่าค่อนข้างแม่นยำ 

ตูน: เหลือแต่โทรถาม NASA อย่างเดียว (หัวเราะ) เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมคิดว่าเอาไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วต้องมันมาก จัดเป็นเพลงที่หวือหวาที่สุดในอัลบั้ม

 

อัลบั้มนี้มีทั้งหมดกี่เพลง

ตูน: 11 เพลง เดี๋ยวเดือนมกราคมเราจะปล่อยอีกเพลง แล้วจากนั้นก็ปล่อยอัลบั้มในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ในวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอสำหรับการไปฝึกซ้อมร้อง


ความรู้สึกของแต่ละคนเวลาปล่อยแต่ละซิงเกิ้ลออกมา ลุ้นแค่ไหนกับผลลัพธ์ของแต่ละเพลง เช็กยอดวิวกันบ้างรึเปล่า

ยอด: เท่าที่ได้ยินมาทุกคนก็ชอบนะ ซึ่งเพลงที่เราแต่งกันมา ทุกคนในวงก็พอใจและชอบอยู่แล้ว 

ชัช: ลุ้นเหมือนกัน พยายามฟังว่าวิทยุเปิดบ่อยรึเปล่า 

ปิ๊ด: ตื่นเต้นและลุ้นเหมือนพี่ชัช แล้วก็เหมือนพี่ยอดตรงความรู้สึกในทุกครั้งที่เพลงเสร็จพวกเราก็ฟินแล้ว จากนั้นค่อยลุ้นว่าจะถูกใจคนฟังรึเปล่า ถ้าถูกใจก็จะยิ่งดีใจ

โอม: ผมลุ้นไปคนละแบบ สำหรับผมจะชอบแต่ละเพลงแตกต่างกันไป อย่างเพลง ครึ่งๆ กลางๆ ที่เราทำมิวสิกวิดีโอแบบเป็นหนังสั้นด้วยก็ลุ้นไปอีกแบบ คือผมเป็นคนเดียวในวงที่ใจแข็งพอจะเล่นเฟซบุ๊กเพื่อดูคอมเมนต์ต่างๆ ที่ไม่ใช่ของแฟนคลับ ก็เลยตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้ แต่เอาเข้าจริงพวกเราก็ไม่ได้เอายอดวิวมาเป็นตัวตัดสิน หรือเป็นปัจจัยที่ทำให้เราพอใจหรือไม่ ได้เท่าไรก็คือเท่านั้น เรารู้สึกว่าเวลาไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วคนร้องตามได้ก็ถือเป็นเรื่องดีมากแล้ว

ทำไมคนอื่นๆ ในวงถึงไม่เล่นเฟซบุ๊ก 

ปิ๊ด: ตอบได้คำเดียวเลยครับ งานเข้า (หัวเราะ) 

ชัช: ผมมีเฟซบุ๊ก แต่รับเฉพาะเพื่อนที่รู้จักกัน 


ทั้งๆ ที่สมัยนี้ศิลปินส่วนมากพยายามจะติดต่อกับแฟนคลับของเขาผ่านทางโซเชียลฯ 

โอม: เราก็มีเฟซบุ๊กของวงอยู่แล้ว

ตูน: ซึ่งก็เหมาะกับการสื่อสารข้อความของวงออกไป 

ปิ๊ด: ผมเคยหัดเล่นอินสตาแกรมก่อนที่งานจะเข้า แต่รู้สึกว่ามันวุ่นวาย ทำงานไม่ได้เลย เพราะพอเราเข้าไปดูก็ไหลไปตามนั้น

ยอด: ส่วนผมไม่ได้งานเข้า แต่ไม่ค่อยชอบ มันวุ่นวาย เมื่อก่อนผมเคยเล่นอินสตาแกรมเหมือนกันเพราะชอบถ่ายรูป แต่ช่วงหลังๆ อินสตาแกรมเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว 

ตูน: เรื่องฟีดแบ็กของแต่ละซิงเกิ้ล ผมตื่นเต้นอยู่แล้วที่มันจะออกไปสู่คนฟัง เรารู้สึกว่าในที่สุดแล้วแต่ละซิงเกิ้ลที่เราทำ แต่ละซิงเกิ้ลที่เราเลือกที่จะปล่อย แต่ละมิวสิกวิดีโอที่เราเลือกที่จะทำ เราภูมิใจและเต็มที่กับทุกเพลง ถึงมันจะไม่ได้หวือหวา หรือมียอดวิวเป็นสิบล้าน แต่สำหรับผมมันเป็นความภูมิใจในแบบนักร้องนักดนตรี เพลงที่เราช่วยกันทำ จังหวะที่ปล่อยมันออกไปแล้ว มันก็ได้เดินทางไปสู่โลกกว้างด้วยตัวของมันเอง ผมขอยกตัวอย่างเพลงนึงซึ่งมหัศจรรย์สำหรับพวกเรามาก เพลงนี้ไม่เคยมี Official MV ซึ่งก็คือเพลง แสงสุดท้าย อยู่ในอัลบั้ม คราม ซึ่งตอนนั้นมีเพลง คราม, ความรัก, คิดฮอด ที่ถูกคัดมาเป็นซิงเกิ้ลและทำมิวสิกวิดีโอ แต่สำหรับเพลง แสงสุดท้าย เป็นเพลงที่พวกเราเลือกสำหรับเล่นในการถ่ายโฆษณาชิ้นนึง ซึ่งถ่ายทำที่สยามสแควร์ แล้วก็มีคนถ่ายวิดีโอเก็บไว้และตัดต่อออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอ เพลงนี้เราไม่ได้ตั้งใจที่จะโปรโมต แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพลงที่คนชอบมาก เด็กก็ร้องได้ ผู้ใหญ่ก็ร้องดี ผมถึงบอกว่าบางทีเพลงที่เราไม่คาดคิดก็สามารถเป็นเพลงดีในอัลบั้มที่ถูกฟังโดยแฟนเพลง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงยังทำงานเป็นอัลบั้มอยู่ เพราะมันได้แสดงถึงชุดความคิดที่เราเล่น เราร้องออกไป ถ้าเราทำแต่ซิงเกิ้ล แล้วเอาซิงเกิ้ลมาประกอบเป็นอัลบั้ม เท่ากับเราทำเพลงกลางๆ ไปเรื่อยๆ แล้วพอมารวมเป็นอัลบั้มก็จะได้เพลงกลางๆ 11 เพลง ซึ่งไม่เกิดความชัดของความเป็น 4-5 คนในวง ณ ช่วงเวลานั้นๆ อย่างในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ เราก็มีเพลงที่ลึกมากๆ และเราก็มีเพลงที่ไม่ลึก ซึ่งทั้งหมดก็คือความเป็นพวกเรานี่แหละ ตัวอัลบั้มได้ทำหน้าที่เฉลย ได้สื่อสารข้อความเหล่านี้ออกไป 


ศิลปินหลายคนในยุคนี้เลือกที่จะปล่อยเพลงทีละซิงเกิ้ล เพื่อดูกระแสก่อนทำอัลบั้ม ต่างกันมากไหมกับ Bodyslam ที่เลือกทำงานเป็นอัลบั้ม หรือเพราะเป็น Bodyslam จึงไม่ต้องหยั่งเชิงแล้ว

ตูน: ผมมองว่าเพลงสัก 2-3 ซิงเกิ้ลก็สามารถกำหนดท่าทีของศิลปินคนนั้นได้แล้ว ช่องทางที่คนจะสื่อสารกับแฟนเพลงในสมัยนี้ทั้งไวและง่ายขึ้น บางทีไม่ต้องรอทำครบ 10 เพลงหรอก ซึ่งโลกเดี๋ยวนี้มันก็ไวมาก ส่วน Bodyslam เป็นวงร็อกที่นอกจากดนตรีที่เราสื่อสารแล้ว ยังมีเรื่องของเนื้อเพลงที่เราต้องกำหนด หรือบอกเล่าในเรื่องของความเป็นปัจจุบัน ซึ่งควรเล่าเป็นก้อนเดียว ขมวดเข้ามาให้ครบมิติที่สุด ผมว่าสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความคิดความอ่านหรือสิ่งที่ศิลปินนักร้องนักดนตรีแต่ละคนต้องการสื่อสารในช่วงนั้นๆ มากกว่าว่ามันใหญ่ขนาดไหน หรือมันแค่นี้ เลยออกเป็นซิงเกิ้ล ไม่แน่ต่อไป Bodyslam อาจจะทำแค่ซิงเกิ้ลสนุกๆ ก็ได้ แต่ตอนนี้ยัง


ถ้าวิชาตัวเบาหมายถึงสภาวะของทุกคน ณ เวลานี้เบาของแต่ละคนคือเบาแบบไหน 

ตูน: เท่าที่ได้เรียนรู้กับมันมา 3-4 เดือน ในขณะที่เรียนเรารู้สึกชอบ รู้สึกถึงความน่าสนใจ และอยากไปต่อกับวิชานี้ ลงเรียนให้มันลึกขึ้นหรือพยายามจบปริญญา แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นตัวเรา ไม่ใช่ว่าเราละแล้วซึ่งโน่นนั่นนี่ แต่เรารู้สึกว่าเรากำลังเป็นเด็กน้อยคนนึงที่ดีใจในสิ่งที่สำเร็จ ไม่ได้รู้สึกโกรธง่าย หรือเสียใจฟูมฟายร้องไห้ 3 วัน 3 คืนเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว เราปล่อยได้เร็วขึ้นบ้าง ถือความดีใจไว้น้อยลงบ้าง เราจึงอยากจะสื่อมุมนี้ออกไป 

โอม: ผมว่าวิชานี้มันก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากที่จะเรียนรู้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าวิชาตัวเบาคือการไม่เอาตัวเองไปยึดมั่นถือมั่นกับอะไร ไม่ยึดติดยึดโยงกับอะไรอย่างนึงจนมากเกินไป ทำให้เรารู้สึกสบายใจมากขึ้น 

ปิ๊ด: ที่ผ่านๆ มาโดยส่วนตัวผมเป็นคนบ้าบอ มุทะลุ พอมาวันนี้มันก็เหมือนกับว่าประสบการณ์ทุกอย่างได้สอนตัวเองว่าบางทีเราก็แรงไป บางทีเราก็ไปสร้างปัญหาให้เขา ประจวบกับคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มก็เป็นแบบนี้พอดี ทุกวันนี้เลยกลายเป็นว่าเวลาจะทำอะไรก็จะมีคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มคอยสอนตัวเองด้วยว่าเฮ้ย เห็นที่ผ่านมาไหม เราเหนื่อยเองแล้วเรายิ่งทำให้คนอื่นเหนื่อยเข้าไปใหญ่ ใช้คอนเซ็ปต์อัลบั้มสอนตัวเองก่อน 

ชัช: เหมือนตัวเราเองไม่ได้แบกอะไรไว้เยอะแล้ว เราไม่ต้องหน้าบึ้ง เครียด สติแตก เหมือนเมื่อก่อน

ยอด: ผมว่าเรื่องอายุก็มีส่วน เหมือนเราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตอนนี้เรารู้ว่าทำแบบนี้แล้วจะเป็นไง ด้วยวัย ด้วยประสบการณ์ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น 

ตูน: ผมว่าเรื่องของอายุงานด้วย วัยอาจจะเป็นส่วนนึง ซึ่งด้วยอายุพวกเราก็ยังไม่สามารถเบาอะไรได้ขนาดนั้น เราก็ยังมีมุมซนๆ ของเราอยู่ แต่ด้วยอายุการทำงานซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 17 ของ Bodyslam แล้ว เราได้เห็นว่าวงจรนี้มันก็ประมาณนี้ ทำงานมากที่สุดก็ได้เท่านี้ที่เคยทำ เราทำเท่านี้ เราก็ได้งานที่ดีได้ โดยไม่เสียสติไปกับมัน หรือทำให้คนรอบข้างโกรธเรา ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ประกอบกัน


ประสบการณ์วิ่งทางไกลในโปรเจ็กต์ ‘ก้าวคนละก้าว’ มีผลต่อการทำงานในอัลบั้มนี้แค่ไหน

ตูน: ผมมองว่าตอนที่ผมออกไปทำโปรเจ็กต์ก้าวคนละก้าว ผมออกไปด้วยความที่เราอยากจะออกไป พอมีคนอยากให้เราไปช่วย แล้วเราสามารถลงมือทำได้ในแบบของเรา ด้วยการออกไปทำอย่างเต็มที่ สุดท้ายสิ่งที่ผมได้รับกลับมามันช่วยยืนยันไม่มากก็น้อย คือตัวผมเองไม่ได้ออกไปเพราะต้องการค้นหาคำตอบในชีวิต ผมออกไปเพราะเราพอจะทำประโยชน์ได้ ผมคิด ไตร่ตรอง และทำอย่างเต็มที่ พอออกไปทำปุ๊บ เฮ้ย มันเจอความสุขแบบที่เราไม่ได้คาดหวัง ความสุขที่อาจจะหาไม่ได้จากทุกคืนที่เราไปทัวร์คอนเสิร์ต มันได้กลับมาเป็นมวล ไม่มากก็น้อย ซึ่งเยียวยาผม และทำให้ผมได้กลับมาเป็นนักร้องนักดนตรีที่ทำงานอย่างสนุกสนานและมีความสุข


ในขณะที่ตูนออกไปวิ่งตลอด 55 วัน ระหว่างนั้นคนอื่นๆ ในวงทำอะไร

ชัช: ผมไปวิ่งกับเขาด้วย ไปวันแรกก็เจ็บ นั่งรถตู้เลยครับ (หัวเราะ) ผมไม่ได้ซ้อมอะไรไปเลย แต่ตอนอยู่บนรถตู้ก็มองข้างทาง เห็นคนเยอะมากจนตกใจ คราวงานวิ่งบางสะพานยังไม่เยอะขนาดนี้ โห คนเยอะดีเว้ย ลงไปวิ่งดีกว่า (หัวเราะ) ช่วงใกล้ๆ จะถึงเส้นชัย พอผมลงจากรถตู้ไปปุ๊บ พิธีกรก็บอก โอ้โห ปรบมือให้พี่ชัชครับ วิ่งยังไงไม่มีเหงื่อเลย (หัวเราะ)

ยอด: ผมไม่ได้ไปวิ่งด้วย คอยลุ้นแทน แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นเด็กน้อยและคนเฒ่าคนแก่มาคอยให้กำลังใจตูน ซึ่งก็ทำให้เพลงของเราไปถึงกลุ่มคนที่กว้างขึ้น

โอม: ผมซ้อมไปก่อนและไปวิ่งด้วย ซึ่งก็ทำให้ผมได้เห็นความสุขของผู้คนรายทางที่เขาดีใจ เพราะเขาเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่โครงการทำ พวกเราเอาเครื่องมือแพทย์ไปให้ถึงที่ ผมได้เห็นความสุขของการให้ ซึ่งมันมีแวบนึงที่ผมคิดว่าน่าไปต่อด้วยชิบเป๋ง แต่เราก็มีภารกิจของเรา เพราะว่าตอนนั้นพวกเราวางแผนที่จะต้องกลับมาทำงานเพลงในส่วนที่เราสามารถทำไปก่อนได้ ทุกอย่างผ่านการวางแผนไว้หมดแล้วว่าช่วงที่ตูนไม่อยู่ วงก็ทำเพลงในส่วนที่รอตูนกลับมาทำด้วยได้ 

ปิ๊ด: อย่างที่พี่โอมบอก เราวางแผนไว้แล้วว่าระหว่างตูนไปวิ่ง ดนตรีก็ต้องอัดมาสเตอร์ไปด้วย อันนี้เป็นภารกิจหลักของสมาชิกนักดนตรี ถ้าถามว่าวงรู้สึกยังไงระหว่างทางที่ตูนวิ่ง ก็เหมือนที่พี่โอมบอก แต่ว่า ณ เวลานี้ที่เพลง แสงสุดท้าย มันใหญ่ขึ้นมาได้ก็เพราะเรื่องราวเหล่านี้ด้วย บวกกับว่าทุกครั้งที่เราไปเล่น คนที่มาดูก็จะอยู่ในช่วงวัยที่กว้างขึ้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางครั้งแม้เขาจะมาดูเรา เพราะเขาแค่อยากจะเจอตูน โดยที่เขาก็ร้องเพลงของ Bodyslam ได้ไม่เยอะเท่าไร แต่มันก็เป็นพลังที่เรารู้สึกได้ว่าเป็นพลังบวก พูดแล้วขนลุก ทุกครั้งที่เล่นเพลง แสงสุดท้าย เหมือนยิ่งเพิ่มพลังของพวกเราให้ส่งกลับคืนไป เหมือนที่เขาส่งมาให้พวกเรา 


Bodyslam เป็นวงที่เล่นคอนเสิร์ตเยอะอยู่แล้ว พอจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งต้องเตรียมตัวหรือมีชุดความคิดใหม่ไหมว่าเราจะโชว์อะไรกันดี 

ตูน: หลักๆ น่าจะเป็นการนำเสนอเพอร์ฟอร์แมนซ์ของ Bodyslam ในอัลบั้ม วิชาตัวเบา ในปี พ.ศ.2562 ว่าเราเป็นยังไง คิดอะไร เล่นแบบไหน จะตั้งกลองแบบไหน ตั้งเบสแบบไหน วิชวลเป็นยังไง เวทีเป็นยังไง แอ็กชั่นเป็นไง แรงน้อยลง แรงดีขึ้น หรือจะทดแทนด้วยความสุขุมนุ่มลึกมากขึ้น ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้ยินแน่นอนคือเพลงทุกเพลงในทั้ง 7 อัลบั้ม ตลอด 17 ปี เพราะมีหลายๆ เพลงที่เราเล่นในทัวร์คอนเสิร์ตไม่ได้ ซึ่งสนุกแน่ ผมไม่ชอบใช้คำว่ามัน แต่ครั้งนี้มันแน่


โมเมนต์จากคอนเสิร์ตครั้งไหนที่อยู่ในความทรงจำของแต่ละคน ชนิดที่นึกตอนนี้แล้วเห็นภาพนั้นขึ้นมาทันที

ชัช: ตอนเล่นเพลง แสงสุดท้าย เป็นเพลงเปิดในคอนเสิร์ต Bodyslam Live in คราม นี่แหละครับ ตอนนั้นคนแรกที่เล่นดนตรีคือพี่โอมที่เล่นคีย์บอร์ด ส่วนผมเริ่มเล่นเป็นคนที่สอง แล้วตูน ปิ๊ด ยอด ก็ขึ้นมาบนเวที จังหวะนั้นผมไม่กล้ามองไปตรงอัฒจันทร์ ทั้งเกร็งและตื่นเต้น เพราะตอนแรกเราไม่นึกว่าคนดูจะเยอะขนาดนั้น แต่พอคอนเสิร์ตเริ่มแล้วผมเห็นไฟมือถือขึ้นมาเต็มไปหมด ก็ยิ่งตื่นเต้น

ปิ๊ด: เพิ่งดูคลิปนี้ย้อนหลังไปเอง จำได้เลยว่าพอ Interlude เพลง แสงสุดท้าย ขึ้นมา ต่อด้วยลูกกลองของพี่ชัช ตับๆๆๆ แล้วนัดกันว่าให้ลงที่ 1 แต่พี่ชัชลงจังหวะอะไรไม่รู้ ผมแบบ...เชี่ย ดอกแรกก็เอาแล้ว แต่โอ้โห ไอ้ที่ตื่นเต้นอยู่แล้วมันยิ่งกลายเป็นเหมือนพลุระเบิด ปัง! มา เอาเว้ย ใส่หมด ผมก็รู้สึกเหมือนพี่ชัช เพราะนี่เป็นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต แล้วก็เป็นครั้งแรกที่เราได้เล่นที่ราชมังฯ มันอิ่มทุกอย่าง อิ่มทั้งในระหว่างการซ้อม อิ่มทั้งบรรยากาศในคอนเสิร์ต และบรรยากาศหลังคอนเสิร์ต นึกแล้วก็อิ่ม มีความสุขมาก ผมยังจำอารมณ์ได้ทุกอารมณ์ จำอารมณ์ที่เราไปยืนอยู่หลังเวทีแล้วเห็นคนทยอยเข้ามา จนรู้สึกมวนท้อง เสียระบบเลย ต้องรีบเข้าห้องน้ำ คือด้วยจำนวนคนดูและขนาดของสนามกีฬาที่ใหญ่มาก ทำให้เราคิดว่ากูมาเล่นที่นี่ได้ยังไงวะ ไม่นึกไม่ฝันว่าเราจะมีโอกาสได้เล่นคอนเสิร์ตเดี่ยว Bodyslam ที่นี่ แล้วคนซื้อบัตรหมดเพื่อมาดูเรา ดีใจ 

โอม: ความประทับใจของแต่ละคอนเสิร์ต ผมอยากใช้คำว่ากินกันไม่ลง คอนเสิร์ต The Grandslam ผมก็ประทับใจที่สุดแบบนึง นั่งเล่นก็ประทับใจที่สุดอีกแบบนึง แต่ขออนุญาตพูดถึง Live in คราม แล้วกัน เสียงที่ดังจาก Bodyslam เสียงแรกคือเสียงคีย์บอร์ดในเพลง แสงสุดท้าย ซึ่ง Interlude ที่ขึ้นมาไม่ใช่ท่อนที่ยากอะไรหรอก แต่มือผมสั่น ซึ่งก็ทำลายความอหังการก่อนหน้านั้นที่เรามีมาตลอดว่าเราเล่นดนตรีมาก็นาน ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าผมเห็นสิ่งที่นักดนตรีควรจะเจอมาหมดแล้ว โอ้โห แต่พอเล่นที่ราชมังฯ ผมรู้สึกเลยว่าตัวเองแม่งโคตรอ่อนเลย ถูกบรรยากาศทุกอย่างฆ่าตายหมด อะไรที่ซ้อมมาผมสารภาพว่าลืมหลายอันมาก เพราะกำลังเพลิดเพลินกับการเห็นคน การเห็นมือที่โบกไปพร้อมกัน เวฟมือที่เต็มสนามไปหมด ซึ่งพวกเราทุกคนไม่เคยเจอ นี่คือสิ่งใหม่สำหรับเราในตอนนั้นเลย ไม่มีใครเคยเจอคลื่นมนุษย์ขนาดนี้แน่นอน ทำให้เรารู้สึกว่าสนุกดีครับ เจียมตัวขึ้น เห็นคนมากๆ ขนาดนั้นก็ถือเป็นที่สุดแห่งความอลังการในแง่ของจำนวน ซึ่งสามารถฆ่าเราให้ตายได้บนเวที ถ้าเราไม่พร้อมจริงๆ ซึ่งพอจบเพลงที่ 3-4 เราก็เริ่มเข้ากับบรรยากาศและเราสนุกไปกับมันได้แล้ว คอนเสิร์ตในครั้งที่จะถึงนี้ผมก็หวังว่าเราจะสนุกกับมันได้ตั้งแต่แรก 

ตูน: แน่นอนว่า Bodyslam Live in คราม ถือเป็นความประทับใจในแบบสุดชีวิต เรื่องจำนวนคนก็ตาม ไซส์ของเวที ของสเตเดียม ไม่คิดไม่ฝันว่าเราจะได้มีคอนเสิร์ตที่นี่ และมีคนมาเชียร์เรามากขนาดนี้ เหมือนฝันที่เป็นจริง เราเคยดูวงฝรั่งเมืองนอกตอนเด็กๆ อย่าง Bon Jovi หรือ Metallica ที่ได้เล่นในสนามใหญ่ๆ แล้วเราดันมันมีภาพแบบนั้นกับวง Bodyslam ซะงั้น นั่นเป็นในมุมมองด้านภายนอก แต่ถ้าด้านภายในมันมีอยู่คอนเสิร์ตนึงที่ธันเดอร์โดม ตอนนั้นเราเพิ่งมาอยู่ค่ายจีนี่ เร็คคอร์ดส์ Bodyslam Believe Concert จึงถือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่คอนเสิร์ตแรกที่มีการขายบัตร ในราคา 700 บาท แล้วเล่นที่ธันเดอร์โดม ซึ่งจุคนได้ประมาณ 7,000 คน ใครจะมาดูเรา ปรากฏกว่าบัตร Sold Out และในวันคอนเสิร์ตก็เล่นอย่างมีความสุข และสุดท้ายตอนลงมาจากเวทีก็เจอแม่ แม่ที่เฝ้ามองเราอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ และก็ยังคงอยากให้ผมลองสอบเนติบัณฑิตดูไหม เพื่อที่จะได้เป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ เขาก็ยังอยากให้เราได้ทำในสิ่งที่เรียนมา เพราะตอนทำ 2 อัลบั้มแรกกับค่ายมิวสิค บั๊กส์ ที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังไม่เชื่อว่า Bodyslam จะสามารถหล่อเลี้ยงเราไปได้นานแค่ไหน แล้วพอลงมาจากเวทีปุ๊บ แม่พูดกับผมว่า “แม่เชื่อตูนแล้ว” เราก็รู้สึกดีใจ เผลอๆ ดีใจมากกว่าการที่คนทั้งหมดในฮอลล์มาดูเราเสียอีก แค่แม่เชื่อเราก็พอแล้ว และสุดท้ายเราก็เชื่อตัวเองด้วย เพราะจริงๆ แล้วตอนอยู่ค่ายมิวสิค บั๊กส์ แม้ผมจะมั่นใจในแง่จิตวิญญาณว่างานนี้สามารถหล่อเลี้ยงเราได้อยู่แล้ว เราก็มีวิถีชีวิตอยู่กินง่ายๆ ของเราไป แต่ในแง่ของความเป็นจริงมันจะหล่อเลี้ยงเราได้ขนาดไหน ในเมื่อเราก็ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป จึงเป็นคำถามที่ผมก็ถามตัวเอง สุดท้ายเราก็โชคดี ผมใช้คำว่าโชคดี 

ยอด: ของผมก็เหมือนตูนครับ ประทับใจคอนเสิร์ตที่ธันเดอร์โดม เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมมาอยู่วง Bodyslam แล้วก็ตูมเดียวได้ขึ้นคอนเสิร์ตนี้เลย ซึ่งก็เหมือนเป็นบทพิสูจน์กับครอบครัวเหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่มาดูผมเล่นดนตรี กับอีกคอนเสิร์ตคือ Bodyslam นั่งเล่น ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่ผมกลัวมาตลอด เพราะผมไม่ชอบเล่นอะคูสติก จึงทำให้ผมต้องฝึกหนักมาก เพราะกลัวจะออกมาไม่ดี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มือเริ่มชา เพราะเครียดและฝึกหนักมากจริงๆ แต่พอผ่านมาก็รู้สึกว่าเราทำได้


ครั้งนี้จะกลับไปราชมังคลากีฬาสถานอีกครั้ง คิดว่าความรู้สึกจะเป็นยังไง ในเมื่อพวกคุณเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว 

ตูน: พวกเราก็ยังตื่นเต้นมากอยู่ ผมว่าความตื่นเต้นเป็นเรื่องดี อาการสั่น ความรู้สึกมวนท้อง ความรู้สึกว่าตัวเราเล็กมาก ผมว่าทั้งหมดเป็นเรื่องดี มันคงไม่ดีแน่ถ้าเราไม่ตื่นเต้น การตื่นเต้นจะทำให้เรากระชุ่มกระชวยมากขึ้น ฝึกมากขึ้น เพื่อให้ฝีมือเราดีขึ้น พร้อมที่จะไปเล่นกับความตื่นเต้นนั้นกับไซส์ขนาดนั้น จำนวนคนขนาดนั้น ประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวมาตลอด 8-9 ปีหลังจาก Bodyslam Live in คราม ทำให้เรามีลูกล่อลูกชนมากขึ้น มีจังหวะจะโคนที่ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ผมเชื่อและสามารถตอบแทนพี่ๆ ทุกคนได้เลยว่าเราจะใช้ตรงนั้นเป็นอาวุธลับ เป็นอาวุธหนักในการพิชิตสนามนี้ให้ได้ด้วยความเป็น Bodyslam ซึ่งการฟิตร่างกายก็ไม่ใช่แค่เฉพาะคอนเสิร์ตใหญ่หรอก ทัวร์คอนเสิร์ตเองก็สำคัญ การทัวร์ทำให้ได้ซ้อมไปในตัว อาจจะฟิตเพิ่มเติมหน่อย เพราะครั้งนี้เราจะเล่น 2 รอบ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าจะได้จัดคอนเสิร์ตที่นี่อีกทีเมื่อไร ถ้าใช้เกณฑ์เดิมคือ 8-9 ปีจัดครั้งนึง แสดงว่าคอนเสิร์ตครั้งหน้าเราก็จะอายุ 48-49 ปีกันแล้ว ดังนั้นคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงน่าจะเป็นจังหวะที่สุกงอมพอดีในเรื่องของอายุของวง ลิสต์เพลงที่มีในมือ ที่จะทำให้โชว์ตลอด 3 ชั่วโมงกว่าเต็มไปด้วยความสนุก ใครเป็นแฟน Bodyslam ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา หรือมีเพลงไหนเป็นซาวด์แทร็กชีวิต อยากเรียนเชิญให้มาจริงๆ ไม่อยากให้พลาด โปรดักชั่นแบบนี้ เวทีขนาดนี้ จะเกิดขึ้นแค่ที่ราชมังคลากีฬาสถานที่เดียวเท่านั้น เราไม่สามารถยกเวทีแบบนี้ ลิสต์เพลงแบบนี้ไปเล่นทุกๆ วันในทัวร์ได้ ยังไงก็ตาม ถ้าคุณเป็นแฟน Bodyslam ก็อยากให้มาดูคอนเสิร์ตครั้งนี้จริงๆ