Life isn't a Bed of Roses - ไอซ์ ปรีชญา

Written by
26.02.18 518 views

เป็นใครก็ต้องแอบอิจฉาจังหวะชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของ ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร กันบ้างล่ะ

เพราะแค่ก้าวเท้าเข้ามาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก (ATM เออรัก..เออเร่อ) ก็ได้ตำแหน่งนางเอกร้อยล้านมาเป็นสเตตัสพ่วงท้าย พอมาแสดงเป็นนางเอกภาพยนตร์เรื่องที่สอง (ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้) ก็อัพเกรดจากนางเอกร้อยล้านมาเป็นนางเอกสามร้อยล้านแทน เมื่อขยับจากจอเงินมารับงานละครและซีรีส์โทรทัศน์ ผลงานส่วนใหญ่ของเธอยังได้รับเรตติ้งดีเป็นอันดับต้นๆ ของช่วงไพรม์ไทม์ โดยเฉพาะปี 2560 ที่มีงานออนแอร์ 3 เรื่องตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี แล้วแบบนี้ไม่ให้แอบอิจฉาความลงตัวในชีวิตของเธอได้ยังไง

แต่ท่ามกลางเส้นทางบันเทิงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอบอกกับเราว่าความจริงก็ไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น เพราะกว่าจะทำได้ถึงขนาดนั้นก็ต้องผ่านการทำการบ้านมาอย่างหนัก และเส้นทางที่เห็นว่ามีแค่กลีบกุหลาบนั้น หลายครั้งก็มีหนามกุหลาบที่ชื่อว่าข่าวปะปนมาทิ่มแทงอยู่ตลอดการก้าวเดินของเธอ


ดูเหมือนปี 2560 จะเห็นไอซ์อยู่บนจอโทรทัศน์ตลอดทั้งปีเลย

ความจริงต้องบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญเลยนะคะ เพราะละครกับซีรีส์ทั้ง 3 เรื่องที่เห็นในปีนี้ ใช้เวลาถ่ายค่อนข้างนาน อย่างเล่ห์ลับสลับร่างกับรักกันพลวันก็ถ่ายกันมาเกือบจะ 2 ปีได้ ส่วน ’30 กำลังแจ๋ว The Series’ ก็เหลืออีกนิดหน่อย พอละครกับซีรีส์มาเสร็จในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คิวออนแอร์เลยออกมาต่อกัน จนดูเหมือนเป็นนักแสดงที่ฮอตมาก มีละครออนแอร์ให้ดูกันตลอดทั้งปีเลย แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย (หัวเราะ)”

ต้องมีเรื่องที่ถ่ายชนกันแน่ๆ แบบนี้มีปัญหาเรื่องการปรับอารมณ์ของคาแรกเตอร์ไหม

ยอมรับว่าตอนนั้นงงมาก (เน้นเสียง) เพราะคิวละครที่ชนกันคือ เล่ห์ลับสลับร่าง กับ รักกันพัลวัน ที่กินเวลาของไอซ์แบบ 7 วันเต็มเลย ซึ่งคาแร็กเตอร์ของทั้งสองเรื่องก็แตกต่างกันคนละขั้ว เรื่องหนึ่งเป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาก พูดช้า มองโลกในแง่ดี ส่วนอีกเรื่องเป็นทอมบอย พูดจาโผงผาง แล้วทีมงานของละครทั้ง 2 เรื่องก็ยังเป็นทีมเดียวกันอีก  มีหลายครั้งเลยค่ะที่เอาบุคลิกหรือน้ำเสียงบางอย่างมาใช้สลับกัน ซึ่งก็ต้องมีผู้ช่วยคอยจับตามองและเตือนเราเรื่องนี้อยู่ตลอด การรับละคร 2 เรื่องชนกันแบบนี้ ทำให้ต้องเรียนรู้เรื่องการแยกประสาทในการจำบทและทำการบ้านสูงมาก ไม่งั้นจะหลุดเอาง่ายๆ เพราะในวงการละครเรายังถือว่าเป็นน้องใหม่มากๆ อยู่เลย เห็นแบบนี้ก็นับถือนักแสดงเก่งๆ ที่รับงานพร้อมกันหลายเรื่องมากเลยนะคะ ที่สามารถแยกคาแร็กเตอร์ของแต่ละเรื่องออกได้ ส่วนตัวไอซ์คงต้องใช้เวลาเรียนรู้เรื่องแบบนี้อีกสักพัก

ประสบการณ์จากการแสดงภาพยนตร์มีส่วนช่วยอะไรบ้างไหม

แน่นอนว่าต้องมีส่วนช่วยในเรื่องการแสดงอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ตรงความแตกต่างในการทำงานระหว่างภาพยนตร์กับละคร ที่ทำให้เราต้องปรับวิธีคิดไปเยอะพอสมควร ยกตัวอย่างเรื่องเวลาแล้วกัน ถ้าเป็นภาพยนตร์ถ่ายเต็มที่ก็ไม่เกิน 4 เดือน แต่พอเป็นละครปุ๊บจะกินคิวของเราไปเป็นปีเลย ดังนั้นถ้าในช่วงปีนั้นรับงานแสดงละครเรื่องอะไรอยู่ จะพยายามไม่เปลี่ยนแปลงลุคของตัวเองมากนัก อย่างตอนถ่ายเรื่อง รักกันพัลวัน ก็ห้ามไว้เล็บยาวเกือบ 2 ปี อย่างเรื่องกล้องก็ไม่เหมือนกัน ภาพยนตร์มี 2 กล้องตามถ่าย ซึ่งเราเล่นได้แบบฟรีสไตล์เลย เดี๋ยวกล้องจะเข้ามารับเราเอง แต่อาจต้องเล่นซ้ำหลายรอบ เพื่อความละเอียด วันนึงถ่ายประมาณ 3-4 ซีน แต่ถ้าเป็นละครจะใช้กล้อง 3 ตัวและทุกอย่างต้องตามบล็อกกิ้งเป๊ะๆ เพราะวันนึงอาจจะถ่าย 10-20 ซีน

แบบนี้ทำงานตรงไหนเหนื่อยกว่ากัน

ถ้าพูดในแง่การถ่ายทำก็ต้องเป็นภาพยนตร์ค่ะ เหนื่อยกว่าแน่นอน เพราะต้องเล่นซ้ำบทเดิมหลายรอบ แต่ละครก็มีความเหนื่อยในแบบของละครอยู่ เพราะอย่างที่บอกว่าวันหนึ่งแสดงกันเป็น 10-20 ซีน นั่นหมายความว่าเราต้องจำบทให้แม่น และยังต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมกันแทบทุกซีนเลยด้วย เพราะบางทีก็ไม่ได้ถ่ายแบบเรียงตามซีน บางครั้งอาจมีสลับกัน 3-5-4-1-2 แล้วแต่คิวของแต่ละกอง

เคยเจอแบบ 20 ซีนมาแล้วใช่ไหม

โดนมาเต็มๆ จากเรื่องรักกันพัลวันนี่แหละค่ะ แต่ซีรีส์ 30 กำลังแจ๋ว ก็เยอะประมาณนี้เหมือนกัน บทเบรกดาวน์ละประมาณ 3 หน้ากระดาษ แต่เชื่อมั้ยคะว่าตอนแสดงภาพยนตร์เบรกดาวน์ละประมาณ 1 หน้ากระดาษเท่านั้นเอง

เท่ากับว่าต้องกลับบ้านไปนั่งท่องบททุกคืนหรือเปล่า

แทบจะเป็นอย่างนั้นทุกวันเลยค่ะ เพราะถ้าสมมติว่าวันนึงถ่าย 20 ซีน ก็ต้องพยายามท่องให้ได้มากเท่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการถ่ายละครจะค่อนข้างเป๊ะทุกอย่าง บทมาแบบไหนก็ต้องแสดงตามนั้นเลย ไม่มีเวลาให้มาทดลองครีเอทพฤติกรรมตัวละครกันทุกซีน ซึ่งตรงนี้ก็ต่างจากภาพยนตร์มากเลยนะ เพราะกองภาพยนตร์จะเปิดโอกาสให้นักแสดงทำความเข้าตัวละคร และสามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ได้มากที่สุด

ละครให้อิสระนักแสดงคิดน้อยกว่าภาพยนตร์ใช่ไหม

จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิดสักเท่าไหร่ แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวอยู่กำกับด้วย อย่างป้าแจ๋ว (ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์) ก็จะเปิดให้เรา Improvise ได้บ้าง ถ้าก่อนหน้านี้มีเทคที่ได้ตรงตามแนวทางของละครแล้ว และถ้าการ Improvise ของเราไม่นอกกรอบจนเกินไป บทพูดฟังแล้วไม่ประหลาดหรือมั่วมากนัก เขาก็ยอมให้เราเล่นได้อยู่แล้ว

เคยย้อนกลับไปดูงานเก่าๆ ของตัวเองบ้างไหม แล้วรู้สึกยังไงบ้างกับผลงานในตอนนั้น

ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกโอเคกับผลงานที่ผ่านมาอยู่เหมือนเดิมค่ะ เพราะเราลงมือทำอย่างสุดความสามารถแล้วในตอนนั้น แม้ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้มองเห็นจุดบกพร่องบางอย่างในการแสดงของเรา แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่มีต่องานชิ้นนั้นเปลี่ยนไปเลย เพราะนั่นคืองานที่ดีที่สุดของไอซ์ในตอนนั้น แต่ถ้าถามว่าอยากแก้ไขอะไรหรือเปล่า ไอซ์คงอยากแก้เรื่องกินให้น้อยลงหน่อยจะได้ผอมลงมาอีกนิด


แต่ตอน ATM เออรัก..เออเร่อ ก็ไม่เห็นว่าจะอ้วนตรงไหนเลยนะ

ไม่ได้อ้วนหรอกค่ะ แต่เวลาไอซ์เข้ากล้องแล้วหน้าจะบวมออกข้างมากกว่าปกติ ยิ่งเราเป็นคนผิวขาวเลยไม่มีเชฟของใบหน้าแบบคนผิวเข้มก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ไอซ์เลยคิดว่าถ้าตอนนั้นกินน้อยลง ควบคุมน้ำหนักให้ดีกว่านี้ ตัวเองในภาพยนตร์ก็คงจะสวยขึ้นกว่านี้แน่ๆ (หัวเราะ)”

แสดงว่าเมื่อก่อนเป็นสายกินตัวแม่เลยใช่ไหม

เป็นคน Enjoy Eating มาก อะไรอร่อยเรากินหมดทุกอย่าง ขอแค่กินแล้วมีความสุขก็กินหมดแบบไม่เลือกเลย และที่สำคัญคือไม่ออกกำลังกายด้วย เมื่อ 6 ปีที่แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิ่งคืออะไร แต่ที่ทำให้ไม่บวมมากไปกว่าตอนนั้นน่าจะเป็นเพราะยังเด็กด้วยมั้ง ระบบเผาผลาญเลยยังดีอยู่ แต่ตอนนี้อายุเพิ่มขึ้น ระบบเผาผลาญแย่ละ จะให้ทำแบบนั้นไปตลอดก็คงไม่ได้แล้ว เพราะถ้าไม่ควบคุมดีๆ แค่ 3-4 วันน้ำหนักก็เด้งขึ้นมาหลายกิโลฯ เลยนะ แล้วไอซ์เป็นคนแพ้พวกแป้ง ยีสต์ และโซเดียม ถ้ากินของพวกนี้มากๆ ตัวจะบวม พุงป่อง ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลย

หมายความว่าตอนนี้ ลด ละ เลิก ของกินบางอย่างได้แล้ว

ได้เป็นบางอย่าง แต่อย่างส้มตำปูปลาร้านี่เลิกไม่ได้จริงๆ เมื่อ 3-4 วันก่อนก็เพิ่งจัดชุดใหญ่มาเอง (หัวเราะ) เพราะเป็นอาหารจานโปรดของเรา ถึงจะรู้ว่าเป็นเมนูที่แน่นไปด้วยผงชูรสและเค็มมากก็จริง แต่จะให้เราหยุดกินไปตลอดชีวิตคงแย่แน่ๆ เรารู้สึกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องเหลือพื้นที่ความสุขเอาไว้ให้ตัวเองด้วย อย่างของไอซ์คือส้มตำปูปลาร้า แต่เราก็ไม่ได้กินทุกมื้อ แค่กินเฉพาะมื้อพิเศษหรือในวันที่เหนื่อยมากและอยากได้พลังบางอย่างในการทำงาน เรียกว่ากินเพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเองก็ได้ (หัวเราะ) แต่อย่างเฟรนซ์ฟรายเลิกกินได้เด็ดขาดแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เบิร์นออกยากมาก เราอาจจะมีความสุขกับการกินแค่ 1 ชั่วโมง แต่ไม่คุ้มเลยกับการใช้เวลา 3 วันในการเบิร์นส่วนเกินจากเฟรนซ์ฟรายออกไป เห็นแบบนั้นแล้วก็สงสารตัวเองจริงๆ

ถามจริงๆ ว่าเหนื่อยไหมที่ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนี้

ก็ต้องเหนื่อยอยู่แล้วแหละ เหนื่อยมากด้วย แต่ถ้าไม่ดูแลเลยก็ไม่ได้ เพราะเราทำงานอยู่ตรงนี้ อีกอย่างสิ่งที่ทำไปนั้นก็เหมือนกับเป็นการแสดงความรักต่อตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากรูปร่างที่ดี ส่องกระจกแล้วรู้สึกภูมิใจกับหุ่นของตัวเองแล้ว ก็ยังได้สุขภาพที่ดีกลับมาด้วยเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้บ้าพลังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เรารู้สึกว่าการทำอะไรที่มันเกินพอดี อย่างเลิกกินบางอย่างหรืออดอาหารบางมื้อ มีผลต่อความเครียดของเรามาก ถ้าสุดท้ายเราทนไม่ไหวก็มีโอกาสหลุดไปไกลแบบกินอย่างเดียว จนกู่ไม่กลับได้เลยนะ ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลให้กับตัวเองให้ได้

ถ้าไม่เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงก็คงไม่ดูแลตัวเองขนาดนี้ใช่ไหม

ก็อาจจะใช่นะคะ (หัวเราะ) อาชีพนักแสดงค่อนข้างจะมีไลฟ์สไตล์ต่างจากอาชีพอื่นมาก ทำงานไม่เป็นเวลา บางช่วงก็ไม่มีวันหยุดไปตลอดทั้งปีเลยก็มี ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพตัวเองก็มีสิทธิ์พังได้เหมือนกัน เพราะถ้าให้หยุดรับงานก็คงไม่ได้ เพราะนอกจากค่าจ้างแล้วการทำงานตรงนี้ก็ให้ความสนุกกับไอซ์ด้วย

คิดว่าละครและซีรีส์ทั้ง 3 เรื่องในปีนี้ เรื่องไหนทำงานยากและหนักที่สุด

น่าจะเป็นรักกันพัลวันค่ะ นอกจากเรื่องระยะเวลาในการทำงานแล้ว ก็เป็นเรื่องคาแร็กเตอร์ทอมบอยที่ต้องแสดง ความจริงไอซ์มีเพื่อนเป็นทอมเยอะมาก แล้วสมัยเด็กๆ ก็เคยเป็นแฟนกับทอมมาก่อนก็จริง แต่การต้องมาแสดงเป็นทอมเองเป็นอะไรที่ต่างกันมาก

เคยเป็นแฟนกับทอมตอนไหน

นานมากแล้วค่ะ เป็นเรื่องสมัยมัธยมฯ แต่ไอซ์ก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ต้องเคยคบทอมมาก่อนนะ

ไม่ทุกคนหรอกมั้ง

ก็อาจจะไม่ทุกคนขนาดนั้น แต่เท่าที่ได้ลองถามเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นแฟนกับทอมสมัยมัธยมฯ กันทั้งนั้นเลย (ยิ้ม)”

งั้นพอจะจำได้ไหมว่าทำไมตอนนั้นถือตอบตกลงเป็นแฟนกัน

เอาจริงๆ ไอซ์ไม่ได้ชอบทอมหรอก ชอบผู้ชายมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นด้วยอะไรหลายๆ ทำให้เราตอบตกลงคบกับเขาแบบ โอเค..คบกันก็ได้นะ ไม่มีอะไรไม่ดีด้วย เขาก็เทคแคร์เราดีมาก มีแฟนเป็นผู้หญิงก็เซฟกว่าเวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาเข้าใจเรา อย่างเวลามีประจำเดือนก็ขอยืมผ้าอนามันได้ ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจจะสงสัยว่าเป็นประจำเดือนปวดท้องด้วยเหรอ แล้วจะหงุดหงิดทำไม แต่เรื่องนี้ทอมจะเข้าใจเราดี แต่ก็คบกันไม่นานมากนะคะ

แล้วทำไมพอมาแสดงเป็นทอมถึงยากล่ะ

เป็นเรื่องของมุมมองมากกว่าค่ะ เพราะสมัยนั้นเราอยู่ในมุมของคนที่ได้รับ แต่พอมาแสดงเป็นทอมในเรื่องนี้ เราต้องเป็นฝ่ายให้ ดังนั้นจึงต้องทำการบ้านหนักมาก ดีที่มีหมอเจี๊ยบ (ลลนา ก้องธรนินทร์) มาช่วยเป็นโค้ชให้ เราเลยได้ศึกษาพฤติกรรมจากเขามาใช้ในเรื่องเยอะมาก นอกจากเรื่องงานแล้วการคุยกับหมอเจี๊ยบทำให้ไอซ์รู้ว่า ไม่ใช่ทอมทุกคนที่ไม่ชอบผู้ชาย เพียงแต่ยังไม่เจอผู้ชายที่ดีจริงเข้ามาต่างหาก ทำให้เขาเลือกคบกับผู้หญิงต่อไป อย่างหมอเจี๊ยบก็บอกกับไอซ์ว่าถ้ามีผู้ชายที่ดี เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติกันเข้ามา เขาก็พร้อมยอมคบด้วยนะ

อันนั้นเป็นสป็กของหมอเจี๊ยบ แล้วสเป๊กของไอซ์เป็นยังไง

ไอซ์รู้สึกว่าเมื่อผู้หญิงโตขึ้นมักต้องการผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องถึงขนาดคุณชายจุฑาเทพหรอกนะ เพราะเอาเข้าจริงแบบนั้นก็คงไม่มีเหมือนกัน ขอแค่พอดีๆ ดีกว่า แต่สมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องเป็นผู้ชายที่ดีเป็นสุภาพบุรุษแล้ว ยังต้องไม่มีแฟนด้วย หายากมาก

บุลลิกไอซ์เริ่มทับซ้อนกับคาแรกเตอร์ในซีรีส์ 30 กำลังแจ๋วแล้วหรือเปล่า

ไม่ๆ (หัวเราะ) ไอซ์ก็ยังไม่ได้ซีเรียสเรื่องหาแฟนขนาดนั้น อีกอย่างอายุจริงก็เพิ่งจะ 27 ย่าง 28 ยังมีเวลาอีกพอสมควร เลยยังไม่เคยมีโมเมนต์มานั่งคิดเรื่องการแต่งงานหรือรถไฟขบวนสุดท้ายอะไรแบบนั้น ยอมรับว่าเราก็อยากมีครอบครัว แต่ตอนนี้ยังสนุกกับการทำงานอยู่แล้ว ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีนักแสดงหญิงน้อยคนมากเลยนะที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเวลา 25-30 ปลายๆ เป็นช่วงที่กำลังทำงานได้เต็มที่ แต่สมมติว่าไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง ถ้าอายุสัก 29 ถ้าไม่มีแฟนอาจจะเริ่มเครียดแล้วก็ได้ เพราะกว่าจะแต่งงานกว่าจะมีลูกอีก


เคยเครียดเรื่องไม่มีแฟนบ้างไหม

เครียดเรื่องนี้แค่ตอนเป็นประจำเดือนเท่านั้น ที่คิดว่าทำไมไม่มีใครเข้ามาเลยนะ แต่พ้นจากช่วงนั้นมาแล้วก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

อยู่ในวงการบันเทิงมา 7 ปีแล้ว พอจะบอกได้ไหมว่ามีอะไรที่ไม่ชอบบ้าง

ส่วนตัวค่อนข้างไม่ค่อยโอเคกับการตีข่าวในวงการบันเทิง เพราะหลายครั้งหลายหนที่ข่าวบางข่าว ก็เกิดจากการโยงกันข้อมูลกันไปเรื่อย โดยไม่มองดูข้อเท็จจริงของบุคคลนั้นๆ เลย แต่การอยู่วงการมานานก็เริ่มทำให้เราเข้าใจวัฏจักรของวงการบันเทิงมากขึ้น จากที่ไม่ชอบก็กลายเป็นการมองเห็นอีกด้านของข่าวเหล่านั้นมากขึ้น

ก่อนเข้าวงการเป็นคนเสพข่าวบันเทิงแบบไหน

เป็นเหมือนคนทั่วไปเลยค่ะ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่เลย (หัวเราะ) ขนาดเข้ามาอยู่ในวงการ 6-7 ปีแล้วก็ยังแก้ไม่หาย ยังเป็นผู้หญิงที่เอาข่าวบันเทิงมาเมาธ์กับเพื่อนว่านี่เรื่องจริงหรือเปล่า ไอซ์ว่ามันเป็นธรรมชาติของคน เรียกว่าเป็นธรรมชาติของผู้หญิงก็ได้นะ ห้ามกันไม่ได้หรอก แต่ถามว่าเราเชื่อตามข่าวนั้นไหม ก็ไม่ได้เชื่อ 100 เปอร์เซนต์อยู่แล้ว แต่เราแค่เลิกอ่านข่าวแบบนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง (ยิ้ม)”

ข่าวไหนที่คิดว่าไม่ Make Sense กับตัวเองมากที่สุด

อย่างข่าวเรื่องแฮชแท็ก #ND ที่เกิดขึ้นในช่วงละครเล่ห์ลับสลับร่างกำลังออนแอร์ ซึ่งเราเล่นกับณเดชน์ และบังเอิญเราแฮชแท็กถึงเพื่อนสนิทของเราว่า #ND แต่กลายเป็นว่ามีคนเอาเรื่องนี้ไปโยงว่าเราเป็นมือที่ 3 ของณเดชน์ ข่าวนี้เป็นเรื่องที่งงมากสำหรับเรา เพราะเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย กลายเป็นว่าอยู่เฉยๆ ก็เป็นข่าวได้เหมือนกัน แต่พอมานั่งย้อนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ก็รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็ได้ ที่รับสารมาแล้วก็มีแนวโน้มว่าจะเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยที่ยังไม่ได้ไตร่ตรองหรือหาข้อเท็จจริงมาสนับสนุน จากนั้นจะเกิดการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งที่ยังไม่รู้แน่ว่าข่าวนั้นจริงหรือเปล่า

มีบ้างไหมที่ต้องอธิบายเรื่องข่าวให้ครอบครัวเข้าใจว่านั่นไม่ใช่เรื่องจริง

โอ้ย..เขาเอาข่าวมาถามก่อนเราจะรู้เสียอีก เพราะด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง มุมมองที่มีต่อข่าวเหล่านี้จึงเหมือนคนนอกมองเข้ามา และเป็นมุมมองของคนที่รักเราที่ดีที่สุดในโลก เวลามีข่าวออกมาเขาจึงเป็นห่วงเรามาก ส่วนเราก็ทำได้แค่อธิบายให้เขาเข้าใจอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย

รู้สึกยังไงเวลามีคนมาถามเรื่องศัลยกรรม ทั้งที่ก็ตอบไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำ

เวลามีคนมาถามว่าเราไปศัลยกรรมมาหรือเปล่า เพราะดูสวยขึ้นกว่าเดิม อันนี้ชอบนะ อยากขอบคุณมากๆ เลย ส่วนเรื่องข่าวเรารู้สึกเฉยๆ เพราะนักแสดงหญิงกับข่าวศัลยกรรมเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ถามหน่อยว่ามีใครที่ไม่โดนข่าวศัลยกรรมบ้าง ทั้งที่แค่เปลี่ยนการแต่งหน้านิดหน่อยก็โดนทักว่าไปศัลยกรรม ใส่คอนแทคเลนส์ก็หาว่าหน้าเปลี่ยน อ้วนขึ้นก็หาว่าไปฉีดฟิลเลอร์ ผอมลงก็หาว่าไปฉีดโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็กลายเป็นข่าวไปตลอด เพราะเขาเห็นแค่ภาพๆ เดียว มุมๆ เดียว ที่หน้าเปลี่ยนไปใน IG ทั้งที่ถ้าให้ล้างหน้าออกมาก็เหมือนเดิมแล้ว (หัวเราะ)”

เคยเลิกแต่งหรือเลิกใส่อะไรไปเพราะไม่อยากเป็นข่าวไหม

มีบ้างค่ะ อย่างล่าสุดก็คอนแทคเลนส์สีเทาที่โยนทิ้งไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะเวลาใส่คอนแทคเลนส์อันนี้แล้วคนชอบทักว่าหน้าเปลี่ยนจนเป็นข่าว

แต่คอนแทคเลนส์ไม่น่าจะเกี่ยวกับโครงหน้าหรือเปล่า

ไม่เกี่ยวเลยค่ะ แต่การใส่คอนแทคเลนส์สีเทาทำให้ลุคของไอซ์เปลี่ยนไป เพราะการใส่คอนแทคเลนส์สีนี้ให้ดูดี เราก็ต้องแต่งตาให้ดูเปรี้ยว ดูเฉี่ยวกว่าปกติ แต่บางคนไม่รู้ก็คิดไปว่าไอซ์หน้าเปลี่ยนเพราะไปทำศัลยกรรม แต่ถ้าถามเขาว่าเปลี่ยนไหน เขาก็ตอบไม่ได้หรอกว่าเปลี่ยนตรงไหน หรือไปทำศัลยกรรมอะไรมากันแน่ แต่ส่วนคนที่รู้ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือใส่คอนแทคเลนส์สีนี้แล้วสวยขึ้น กับอีกกลุ่มที่คิดว่าใส่แบบนี้แล้วไม่เข้ากับเราเลย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเรื่องมุมมองของคนล้วนๆ ร้อยคนก็ร้อยมุมมอง ไม่ว่าใครจะคิดกับเรายังไงก็ไม่ใช่ความผิดของเขาหรือความผิดของใครทั้งนั้น เราแค่ต้องเข้าใจและยอมรับในจุดนี้ให้ได้ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นมา

เวลาโดนคอมเมนต์แรงๆ จากใครก็ไม่รู้ในโลกออนไลน์นี่ทำยังไง

โดนใครก็ไม่รู้มาด่าก็ต้องโกรธเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้โกรธแบบเอาเป็นเอาตายขนาดละวางไม่ได้ เพราะประสบการณ์ในวงการบันเทิงสอนเราให้คิดและประมวลผลว่าโดนด่าเพราะอะไร ถ้าแย่ก็แค่ปรับปรุง แต่ถ้าเข้าใจผิดก็ปล่อยเขาไป ไม่ต้องไปสนใจอะไรมากนัก แค่นั้นก็ทำให้เราโอเคแล้วนะ

งั้นต้องใช้ชีวิตอย่างระวังตัวมากขึ้นไหม

ระวังไปก็เท่านั้นค่ะ ไม่ได้หมายความว่าไอซ์เป็นคนใช้ชีวิตสุดโต่งจนระวังไม่ไหวนะ เพราะชีวิตปกติของเราก็อยู่บนพื้นฐานของความพอดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยู่ในสายตาของพ่อแม่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่สามารถห้ามความคิดของคนอื่นได้ เพราะคนร้อยพ่อพันแม่ไม่มีใครชอบเรา 100 เปอร์เซนต์อยู่แล้ว เมื่อเรามายืนอยู่บนสปอตไลท์แบบนี้ ยังไงก็หนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์หรือข่าวเล็กๆ น้อยๆ อยู่แล้ว ถึงเราระวังมาก (เน้นเสียง) แค่ไหน ยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ลองถามนักแสดงทุกคนในวงการได้เลย เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยโดนโยงข่าวที่ไม่มีมูลมาหาตัวเองอยู่แล้ว อีกอย่างเราแคร์คนทั้งโลกไม่ได้ใช่ไหม ดังนั้นเราแคร์เฉพาะคนที่เรารักและรักเราก็พอ เพราะครอบครัวคือคนที่รู้จักเราดีที่สุด ถ้าเขาโอเคกับสิ่งที่เราทำและสิ่งนั้นไม่ไปเดือดร้อนใคร แค่นั้นก็พอแล้ว