Life is Balancing Act - กันต์ กันตถาวร

Written by
06.07.18 1,234 views

บ่อยครั้งที่เราได้พูดคุยกับพิธีกรหนุ่ม ‘กันต์ กันตถาวร’ ถึงมุมมองการใช้ชีวิต ทำให้เราได้รู้ว่ากันต์เป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนให้ชีวิตมาโดยตลอด ถ้าเปรียบชีวิตของกันต์เป็นเมนูอาหาร ก็คงเป็นเมนูอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว ที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเชฟระดับโลก คนมักมองว่า ‘กันต์ กันตถาวร’ คืออาหารจานที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ความสมบูรณ์แบบนี้ เจ้าของเมนูอาหารได้คิดค้นและดัดแปลงสูตรมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะได้รสชาติชีวิตที่กลมกล่อมและถูกปากอย่างทุกวันนี้ กันต์ได้เรียนรู้และเสริมแต่งมันจนเรียกได้ว่าเมนูชีวิตของเขาตอนนี้อร่อยที่สุดแล้ว


ห่างหายจากการแสดงไปนาน ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นหนังอีกครั้ง

มีอยู่สองประเด็นครับ ประเด็นแรกก็คือว่าผมเลือกรับงานแสดงจากบทเสมอ พอเห็นบทแล้วรู้สึกมันเป็นพล็อตเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เห็นบทแล้วรู้สึกอยากเล่น รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ในภาพยนตร์ทั้งนักแสดงร่วมและทีมงานที่เราคุ้นเคย

สองคือผมสนิทสนมกับพี่ปี๊ด (ปัญจพงศ์ คงคาน้อย) ผู้กำกับอยู่แล้ว หลังจากที่ได้พูดคุยกันเรื่องโปรดักชั่นต่างๆ แกก็ชักชวนให้มาเล่นหนังเรื่องนี้ ด้วยตัวบทมันค่อนข้างจะยาก แล้วแกก็คงไว้เนื้อเชื่อใจผม รู้ว่าผมน่าจะทำอะไรได้ คือหลังๆ เราจะไม่ค่อยรับงานแสดงสักเท่าไหร่ เราไม่อยากยึดถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ เพราะผมรักการแสดง ผมเลยอยากทำเพราะผมรักมันจริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็อยู่ในหมวดนั้น เลยตัดสินใจรับ


คิวทองมาก เคลียร์คิวงานพิธีกรมารับเล่นหนังได้อย่างไร 

จริงๆ ตอนนี้คิวก็ค่อนข้างยากอยู่ แต่พอตกลงรับเล่นแล้วก็มีการเคลียร์คิว ณ บัดนั้นเลย คือเรื่องนี้ใช้คิวถ่ายทำค่อนข้างน้อยครับ รวมทั้งหมดประมาณแค่ 15-16 คิวเท่านั้นเอง ซึ่งปกติหนังเรื่องหนึ่งก็จะใช้คิวถ่ายทำประมาณ 20-30 หรือ 40 คิวก็แล้วแต่หนังเรื่องนั้นๆ ไป เรื่องคิวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะคิวรายการพิธีกรของผมมันล็อกมาเป็นปี มันไม่ได้ล็อกแบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน 

อย่างคิวรายการต่างๆ มันลากยาวไปถึงสิ้นปีเรียบร้อยแล้ว พอมี 4 รายการมันก็ล็อกไปแล้ว 4 รายการ เพราะฉะนั้นคิวว่างของผมมันจะเป็นรูโหว่แหว่งไปหมดเลย เราก็ต้องดูอีกทีว่าคนอื่นว่างตรงกับเราไหม เพราะอย่างคนอื่นเขาจะแสดงกันเป็นหลักอยู่แล้ว เขาก็จะว่างตามคิวของเขาอยู่แล้ว นี่คือเรื่องคิวที่กังวลว่าจะเป็นปัญหากับคนอื่น แต่สุดท้ายพี่ปี๊ดบอกเคลียร์ได้ อะ เคลียร์ได้ก็เคลียร์กันเองนะ (หัวเราะ) โชคดีด้วยที่คิวน้องมิวว่างตรงกันพอดี และกับคิวนักแสดงท่านอื่นๆ ด้วย ก็ถือว่าน่ายินดีกับทีมงานที่สามารถจัดสรรคิวได้โดยลุล่วงครับ


ในเรื่องต้องรับบทเป็นเชฟ แล้วได้ทำอาหารจริงไหม

ในเรื่องต้องทำอาหารจริงๆ ครับ แต่ก็ต้องยอมรับก่อนว่าถึงแม้ว่าผมจะทำอาหารได้ แต่ก็ไม่ใช่ Professional เหมือนกับเชฟจริงๆหรือคนที่เรียนทำอาหารมาอยู่แล้ว ซึ่งก่อนที่จะเล่นเรื่องนี้ก็มีการไปเวิร์กช็อปทำอาหารร่วมกับน้องมิวและพี่อนันดาเพื่อให้รู้ทักษะในการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเบสิก เพื่อให้เวลาแสดงมันสมจริงที่สุด พอได้ไปเรียนแล้วเราก็รู้สึกว่าเออ จริงๆ การทำอาหารก็มีเสน่ห์เหมือนกันนะ ก็ได้ลองทำเองบ้าง ส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึง (หัวเราะ) ก็อร่อยบ้างกินได้บ้าง กินไม่ได้บ้างเป็นส่วนใหญ่ 


ความสนุกของการได้เล่นเป็นเชฟอยู่ตรงไหน

ความสนุกเหรอครับ ก็คือการได้ทำอาหารที่เรารู้สึกว่ายากเหลือเกิน แต่เราต้องรู้สึกว่าโคตรง่ายเลย ประกอบกับการใส่แอ็กติ้งไปพร้อมๆ กัน ทำให้คนดูรู้สึกให้ได้ว่าเราคือเชฟกบฏ ก็จะใส่อะทำไม อร่อยอะ อร่อยปะล่ะ อร่อยก็ดี ไม่อร่อยก็ไม่ต้องกิน (หัวเราะ) คือมันกลายเป็นว่าต้องบวกคาแร็กเตอร์เข้าไปในการทำอาหาร ซึ่งมันจะสื่อออกมาแม้แต่วิธีการจับด้วยซ้ำ มันคือการเล่นเชิงลึกอีกอย่างหนึ่ง การใส่ส่วนผสมของเรามันจะดูว่าเราเป็นคนแบบไหน ซึ่งเราต้องสนุก ต้องสื่อสารทุกๆ มุมเลย ก็สนุกดีครับกับการได้มาเล่นเรื่องนี้ ได้มาแอ็กติ้งผ่านตะหลิว ช้อน ส้อม


ปกติเป็นคนทำอาหารรับประทานเองไหม

บ้างครับ เนื่องจากการใช้ชีวิตจะอยู่ที่สตูดิโอถ่ายรายการซะส่วนใหญ่ ก็จะไม่ค่อยได้ทำกินเอง แต่พออยู่บ้าน แทนที่เราจะออกไปกินอาหารข้างนอก เราก็จะรู้สึกว่าวัตถุดิบที่มันง่ายๆ อะไรที่มันง่ายๆ ก็ลองเอามาทำที่บ้าน ทำให้คุณพลอยชิมบ้าง คุณพลอยก็บอกว่าออกไปกินข้างนอกอะดีแล้ว (หัวเราะ)


จากที่ไปเรียนทำอาหารมา เมนูอะไรที่ทำเก่งที่สุด

สปาเกตตีคาโบนาราครับผม (หัวเราะ) ดูยากเนอะ แต่จริงๆ มันไม่ยากหรอก อย่างเวลาไปร้านอาหารฟิวชั่นเราก็จะสั่ง เหมือนเวลาไปร้านอาหารไทยเราก็จะสั่งข้าวผัด อันนี้ก็จะเป็นคาโบนารา ซึ่งเราก็สงสัยว่ามันจะยากไหมกับการคนชีสให้มันยืดเท่านี้ หรือให้มันข้นประมาณนี้ พอได้มาทำมันก็เหมือนมีความรู้ประดับตัวไปด้วยว่าตอนนี้เราทำได้แล้วนะ ในสิ่งที่เราชอบทานหรืออยากจะใส่อะไรเพิ่มก็ว่ากันไป คือตอนนี้ก็ได้ทำ แล้วก็ทำได้แล้วด้วย


เห็นว่าในเรื่องนี้มีการสลับคาแร็กเตอร์ ถ้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วสามารถเป็นใครก็ได้ใน 7 คาแร็กเตอร์นี้ อยากเป็นใคร

หมดนี่เหรอ ถ้าเลือกได้อยากลองเป็นเด็ก เป็นน้องคนที่เขาเล่นเป็นผมตอนเด็ก ผมว่าบางทีเราก็ลืมไปเหมือนกันว่าตอนเด็กๆ เราชอบทำอะไร เราอยากทำอะไรโดยที่ไม่มีข้อจำกัดต่างๆ เพราะเมื่อเราโตมาเราจะรู้สึกว่ามันมีกฎ กติกา มารยาทในการทำงานเข้ามาประกอบในการตัดสินใจ ถ้าเป็นเด็ก ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ทำไมต้องทำงาน ทำไมไม่ใช้ชีวิตให้สนุก ผมเลยคิดว่าการกลับไปเป็นเด็กอาจเป็นข้อดีสำหรับทุกคนก็ได้ มันอาจจะทำให้เรานึกถึงบางอย่างที่เราลืมไปแล้วว่าจริงๆ เราเป็นคนแบบไหน เราชอบอะไร ที่มันไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการทำมาหากิน ไม่ต้องเกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจการดำรงชีวิตต่างๆ


ในเรื่องของบทบาทการแสดง บทเกย์ก็เล่นมาแล้ว เชฟก็เล่นแล้ว มีบทบาทไหนที่อยากลองเล่นอีกไหม

จริงๆ ก็เยอะนะ ถ้าให้เลือกก็เดาไม่ถูก มันเป็นเรื่องของคนเขียนบทว่าจะเขียนบทแบบไหนออกมา มันไม่ใช่แค่เรื่องของลักษณะภายนอก เช่น เราเป็นเพศอะไร นิสัยยังไง ดุดัน อ่อนโยน ผมว่ามันเป็นประเภทที่เราพยายามจะจำกัดมันด้วยคำ แต่ด้วยคาแร็กเตอร์ทุกอันมันต่างกันหมดอยู่แล้ว แค่ชื่อคนเรายังไม่เหมือนกันเลย ปูมหลังต่างๆ จากชีวิตที่ผ่านมาถึงปัจจุบันมันก็ต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าทุกตัวละครมีความต่างกันหมด เพียงแต่ว่าเขาจะเลือกเสนอในมุมไหนของตัวละครตัวนั้นๆ เท่านั้นเอง ซึ่งผมก็แล้วแต่เลย ถ้าเวลามันใช่ บทมันใช่ ประกอบกับความอยากของตัวเองด้วย มันก็ลงตัว เช่นเรื่องนี้ผมเล่นเป็นเชฟที่มั่นใจในตัวเองสูง สมมติถ้ามีเรื่องหน้ามาเกี่ยวกับเชฟอีก แล้วเป็นคนมั่นใจอีก ผมก็จะไม่เล่น เนื่องจากผมได้เล่นประมาณนี้แล้ว อาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็นบทอื่นที่เราอยากเล่นในช่วงเวลานั้นบ้าง


มุมมองการทำงานในช่วง 2-3 ปีหลังนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ถ้าเป็นมุมมองในการทำงานของผมยังเหมือนเดิมครับ คือในการทำงานของผมนั้น ผมจะเชื่อว่าการทำงานให้เสร็จกับการทำงานให้สำเร็จมันเป็นสิ่งที่ต่างกัน เสร็จก็คือเสร็จ สำเร็จมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ผมก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ เพียงแต่ว่าการเลือกทำงานของผมตอนนี้ตัดเรื่องของตัวเงินออกไปแล้ว กลายเป็นว่าเราอยากทำเพราะเราอยากใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีความสุขมากกว่า มันเลยกลายเป็นว่าการทำงานในทุกๆ วันของผมจะไม่ได้รู้สึกว่าผม
ไปทำงาน งานพิธีกรของผม ผมทำหน้าที่เหมือนมาคุยกับเพื่อน ได้ไปเจอเพื่อน เจอพี่ เจอน้อง เจอผู้เข้าแข่งขัน ผู้ร่วมรายการ ผมสามารถเป็นตัวผมเองได้ในทุกๆ วัน มันเลยกลายเป็นว่าเรามีความสุขกับการทำอะไรแบบนี้ จนเป็นความรู้สึกที่ว่าเออ เราไม่ได้ทำงานเลยเนอะ มันคือเราเป็นตัวเองล้วนๆ 24 ชั่วโมงเลย นั่นคือลักษณะการทำงานของผมในช่วง 2-3 ปีหลังนะ แล้วผมก็สามารถบาลานซ์ชีวิตได้มากขึ้น ในแง่มุมของทั้งความรัก ครอบครัว การทำงาน เพื่อนฝูง กลายเป็นว่าเราสามารถทำทุกอย่างให้มันกลมกลืนได้มากขึ้น 

อย่างเมื่อก่อนเป้าหมายในชีวิตของผมคือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งพอเรามุ่งโฟกัสแบบนั้นแล้ว วันที่เราประสบความสำเร็จกลับไม่เกิดความดีใจขึ้นมาเลย ทำไมเราไม่รู้สึกว่าเราทำได้แล้ว กลายเป็นว่าเราได้เห็นในสิ่งที่เราขาดไปหลายๆ มุม ไม่ว่าจะเป็นป๊าม้าไม่ชวนกินข้าว เพราะรู้ว่าเราไม่ว่างหรอก หรือคุณแฟนไม่กินข้าวด้วย แต่เขาก็ไม่งอน เขาเข้าใจ กลายเป็นเราที่รู้สึกผิดเองที่ไม่ได้ใช้เวลาว่างกับเขา ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราขาด แล้วเราไม่ได้คิดแก้ไขมันเลย เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิต ก็เลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งในการทำงานของผมทุกวันนี้ ผมเปลี่ยนมาทำงานเพื่อความสุข แล้วก็เอาตัวเองเป็นหลักว่าเราเลือกที่จะทำอะไรแล้วคนรอบข้างก็ต้องมีความสุขกับเราด้วย คือถ้าทำงานแล้วคนรอบข้างยิ้มได้ หัวเราะได้ ผมเชื่อว่าแค่นั้นก็ประสบความสำเร็จแล้วสำหรับตัวผมนะ ซึ่งที่เหลือผลมันจะออกมาเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่หรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถควบคุมได้ มันเป็นเรื่องของปัจจัยอื่นๆ


ในเรื่องต้องเลือกระหว่างความรักกับความฝัน ในชีวิตเคยต้องตัดสินใจเลือกอะไรบ้างไหม

มี ผมเชื่อว่าทุกคนเคยมีหมด อย่างที่ผมบอกก่อนหน้านี้คือผมเคยเลือกความสำเร็จไง ผมก็เลยสูญเสียคนที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนไม่ชวน คือเพื่อนไม่ชวนกินเหล้าอะพูดง่ายๆ เขาคิดว่าเราไม่ว่างหรอก ซึ่งมันกลายเป็นความเคยชินของเพื่อนที่ไม่ชวนเราแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่อยากชวนนะ แต่รู้ว่าชวนแล้วไม่ไป คุณพ่อคุณแม่อยากกินข้าวด้วย แต่เดี๋ยวผมว่างแล้วก็จะชวนเองแหละ กลายเป็นว่าเราสร้างความเคยชินให้กับคนรอบตัวเราเอง เราสูญเสียความเอาใจใส่ให้กับพวกเขา แล้วเราสูญเสียความเอาใจใส่พวกเขาต่อเราเองด้วย คุณแฟนก็เช่นกัน คุณน้องหมาก็เช่นกัน คือเราได้ในสิ่งที่เราเลือก แต่พอผมได้แล้วทำไมผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจ ไม่ได้รู้สึกเหมือนเข้าเส้นชัย แต่ดันรู้สึกว่าทำไมมันเคว้งคว้างวะ มันหายไปหมดเลยอะ ก็เลยต้องบาลานซ์ชีวิตใหม่ กลายเป็นว่าพอผมบาลานซ์ชีวิตใหม่ ผมกลับได้ทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน ครอบครัว คนรัก น้องหมา เพื่อน แล้วผมก็รู้สึกว่าผมแฮปปี้กับมัน


อะไรคือข้อดีข้อเสียของการเป็นคนทำงานและมีคนรู้จักเยอะ

สำหรับผมนะ ข้อดีก็คือเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เราสามารถเลี้ยงดูครอบครัว เลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ได้ดี อยากกินอะไรกิน อยากไปไหนได้ไป แล้วผมก็มีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วัน อย่างที่บอกคือผมสามารถเป็นตัวเองได้ในทุกๆ วัน เหมือนมีคนจ้างให้คุณไปเป็นตัวของตัวเอง เออก็ตลกดีเนอะ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องจริง ส่วนข้อเสียก็คือว่าความเป็นส่วนตัวของคุณอาจลดลงบ้างในบางกรณี แต่ถ้าคุณทำความเข้าใจกับมันแล้ว ผมว่ามันเป็นสิ่งที่คุณควรจะยอมรับมันด้วยซ้ำนะ อย่างเวลาคุณไปกินข้าวในที่ที่มีคนเยอะๆ มีคนมาขอถ่ายรูปคุณก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาไม่ได้เจอคุณทุกวัน แต่ถ้าคุณไม่ให้ถ่าย แปลว่าคุณกำลังเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วว่าโอ๊ย ฉันเหนื่อย นี่มันเวลาส่วนตัว คือใครมันจะไปรู้ว่านี่คือเวลาส่วนตัวของคุณ เพราะคุณเลือกออกจากบ้านมาในที่สาธารณะแล้ว ถ้าคุณไม่อยากให้ใครถ่ายรูปก็อยู่บ้านเลย หรือที่ที่เป็นส่วนตัวที่คิดว่าไม่มีใครเห็น ซึ่งผมก็มีร้านอาหารที่ผมกินประจำนะ ไปบ่อยจนเด็กเสิร์ฟไม่ถ่ายรูปแล้ว ผมว่าทุกคนมีอาชีพและลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ถ้าคุณรักงานนี้คุณก็ต้องยอมรับมัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันมาพร้อมกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าเราอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างได้ เราก็จะมีความสุขกับมันเอง


แล้วมีกรณีที่เข้าใจไม่ได้ไหม

ผมว่าที่เข้าใจกันไม่ได้คือคนที่ไม่พร้อมจะเข้าใจมากกว่าครับ เอาจริงๆ ผมเคยเจอเหตุการณ์ ที่ผมกำลังกินข้าวอยู่แล้วมีคุณป้าท่านหนึ่งเดินมาขอถ่ายรูป ผมกำลังจะตักเข้าปากแล้ว เราก็บอกว่าเอ่อ...ป้าครับ ผมขอกินข้าวแป๊บนึงนะ เขาก็บอกว่าได้ลูก กินเสร็จแล้วป้าขอถ่ายรูปด้วยนะ แบบนี้ผมโคตรมีความยินดีอยากให้ถ่ายเลย คือเราอยากรีบตักคำนี้เข้าปากแล้วเรียกป้ามาถ่ายรูปกันเลย แต่มันจะมีอีกกรณีหนึ่งคือผมกินข้าวอยู่ เราก็เอ่อ...ขออนุญาตนะครับขอกินข้าวก่อน เขาก็ไม่ยอม แบบไม่ๆ อยากได้รูปนี้ตอนที่คุณกำลังจะกินข้าวนี่แหละ ถามจริงเป็นคุณจะโกรธไหม คือคนคนนั้นกำลังเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คือผมเชื่อว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจหรือชอบในสิ่งที่เราเป็นได้ แต่เราก็เลือกได้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร


ชีวิตส่วนตัวของกันต์ปกติเป็นอย่างไร

จริงๆ แล้วผมชอบอยู่บ้านนะ คืออาจจะซ่ามาเยอะด้วยมั้ง ไปข้างนอกมาเยอะ ปัจจุบันก็เลยอยากอยู่บ้านเลี้ยงหมามากกว่า หาอะไรอร่อยๆ ทานกับคุณพ่อคุณแม่ พาคุณแฟนไปดูหนังบ้างอะไรบ้าง ชีวิตผมมีแค่นี้ ดูหนัง กินข้าว พักผ่อนไปเที่ยว ไปเปิดประสบการณ์ ไปต่างประเทศ ไปต่างจังหวัด ผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างคุณแฟนผมเขาจะชอบไปช้อปปิ้ง ไปถ่ายรูป ไปนู่นไปนี่ ส่วนผมเวลาไปไหนคือไปพักจริงๆ ผมบอกเอาเลย เธออยากไปไหนไปเลย เรานั่งร้านกาแฟนะ ซึ่งผมก็นั่งอยู่เฉยๆ กินกาแฟไป ดูคนเดินผ่านไปมา เจอในสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็น เพราะถ้าเราอยู่ในเมืองไทยคนอาจรู้จักเรา อ้าว คุณกันต์ขอถ่ายรูปหน่อย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราก็ต้องเข้าใจ แต่พอไปต่างประเทศจะไม่ค่อยมีใครรู้จักเรา เราจะเห็นแง่มุมที่เราสามารถโฟกัสและจับรายละเอียดมันได้ทีละอย่าง โลกมันเริ่มหมุนช้าลง และเราจะเห็นอะไรมากขึ้นในสิ่งเดิมๆ ที่เราเคยเห็นมาตลอด สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันคือการพักผ่อน ชีวิตผมมีแค่นี้ 

อีกอย่างคือผมเลิกเสพพวกของฟุ้งเฟ้อมาหลายปีแล้วเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนคือไปสุดเลย จนรู้สึกว่ามันไม่ได้อะไร มันกลายเป็นว่าเราต้องการให้คนอื่นเห็นมากกว่าว่าเราเป็นแบบไหน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการที่จะเป็นจริงๆ เลยกลายเป็นว่าปัจจุบันเลิกแต่งตัวไปเลย เลิกไปร้านอาหารหรูๆ อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ไป โจทย์ชีวิตของผมคงเหลือแค่นี้แหละครับ ซึ่งสุดท้ายก็คือเอาแค่ตัวผมและคนรอบข้างให้
มีความสุข ถ้าคนรอบข้างของผมมีความสุข แล้วผมสามารถดูแลพวกเขาได้ดี ผมว่าแค่นี้ผมจบแล้ว 


แสดงว่าช่วงนี้ชีวิตมีความสุข สมดุลดี

สมดุลดี ณ วันนี้นะ คือผมก็ไม่รู้ว่าในอนาคตผมจะอยากทำอะไรมากกว่านี้ไหม แต่พอมานั่งตกผลึกกับตัวเองผมก็คิดว่าการทำอาชีพพิธีกรมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว เพราะผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นงาน มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ว่าพอผมจะกินข้าวแล้วขอไมค์ให้กูเหอะ กูเป็นคนติดไมค์ (หัวเราะ) พอมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแล้วเราก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราต้องทำอะไรอีกไหม รู้แค่ว่าวันนี้ผมไม่ได้อยากเป็นเจ้าของรายการ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าผมเป็นเจ้าของรายการปุ๊บ ผมจะมองมันในเชิงธุรกิจทันทีเลยว่าสปอนเซอร์จะเข้าไหม จะขายได้ไหมคนดูจะชอบไหม ซึ่งมันจะหมดสนุกทันที ณ วันนี้ ผมมาเป็นแม่ทัพให้กับทีมงานในการสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการสื่อออกไปให้คนได้ชม ผมโคตรมีความสุขเลยเพราะผมไม่ต้องกังวลอะไร ผมแค่ต้องรับผิดชอบหน้าที่บนเวทีของผม เพราะนี่คือพื้นที่ของผม นอกนั้นคือหน้าที่ของพวกคุณเลย ผมทำแค่นี้พอ ผมว่าผม
มีความสุขแล้วนะในทุกวันนี้