Life is a Roller Coaster - เบนจามิน วาร์นี

ควรจะแนะนำว่า ‘เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี’ เป็นใครในวงการบันเทิงกันดี บอกตามตรงว่าแม้แต่ตัวของเบนเองก็อธิบายไม่ถูก ชีวิตของเขาพลิกผันไปมาหลายครั้ง ผ่านมาแล้วกับการเป็นอดีตนักล่าฝันในรายการ True Academy Fantasia ซีซั่น 7, นักแสดงจากซีรีส์เรื่อง Coffee Prince (2555), พระเอกมิวสิกวิดีโอ-โฆษณาหลายชิ้นนายแบบ และล่าสุดกับบท ‘บอย’ ชายรักชายในซีรีส์เรื่อง Wake Up ชะนี The Series (2018) ที่เพิ่งออนแอร์ตอนจบไปเมื่อไม่นานถึงจะมีบทบาทเข้ามามากมาย แต่ชีวิตของเขาก็เคยอยู่ในช่วงแน่นิ่งอยู่สักพัก อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาลุกขึ้นมากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงชายรุ่นใหม่ที่โดดเด่น มีงานเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บอกเลยว่าก็คือทุกบทบาทนั่นแหละที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็น  ‘เบน’  ที่มีวินัย ความรับผิดชอบและความลงตัวในชีวิตอย่างทุกวันนี้

เล่าเรื่องเกี่ยวกับวัยเด็กของเบนให้ฟังหน่อย

ตอนเด็กผมน่าจะเป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่ยังไม่เคยเจอโลกภายนอก ผมเป็นลูกคนเดียวมีพ่อเป็นฝรั่ง เขาจะค่อนข้างหวง ไม่ค่อยให้ไปไหน ให้อยู่แต่ในบ้าน ตอนนั้นมีน้องแถวบ้านคนหนึ่งชื่อโอ๊ต ชอบชวนออกไปเล่นกันริมแม่น้ำ เล่นลูกแก้วเล่นดิน ตอนเด็กเราก็อยากออกไปบ้าง ผมเลยน่าจะมีความเกเรในมุมมองของพ่อแม่ว่าทำไมไม่เชื่อฟัง แต่ลึกๆ เราไม่ได้ออกไปเกเรหรือตีกับใคร เราแค่อยากออกไปทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง

ไม่รู้ด้วยวัฒนธรรมของการมีพ่อเป็นฝรั่งหรือเป็นลูกคนเดียวหรือเปล่า ปกติเวลาเราเห็นครอบครัวฝรั่งเขาก็จะค่อนข้างฟรี แต่อย่างพ่อแม่ของผม พออายุ 18-19 ปี เขาจะเชื่อใจเราให้ไปไหนก็ได้แล้ว แต่ตอนเด็กจะไม่ให้ไปไหนเลย เขาอยากให้เราอยู่ในพื้นที่ที่เขาเห็นเราตลอด ไปนอนบ้านเพื่อนไม่ได้ ให้เพื่อนมานอนบ้านเราดีกว่า เราอยู่ในห้อง มองจากหน้าต่างเห็นโอ๊ตกำลังวิ่งเล่นมีความสุข เราก็อยากมีโมเมนต์แบบนั้นบ้าง ตอนนั้นยังไม่เข้าใจมุมมองของพ่อแม่เลยน่าจะมีความเกเรนิดๆ ตรงที่อยากออกไปทำนู่นทำนี่บ้าง พ่อแม่เขาก็เลี้ยงดูเรามาดี แต่พอเป็นห่วงมากๆ บางทีจากการที่ทำให้เป็นเรื่องดี มันอาจจะกลายเป็นตรงกันข้าม เหมือนอารมณ์แฟนคบกัน ไม่ยอมให้แฟนไปเที่ยวเลย อาจเป็นการทำลายความสัมพันธ์โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้

พ่อแม่ของผมเป็นครู แม่สอนที่บ้าน ส่วนเมื่อก่อนพ่อจะสอนที่โรงเรียนมงฟอร์ต วิทยาลัย ตอนแรกผมก็เรียนอยู่ที่นี่ แต่ตอน ป.4 ที่โรงเรียนผมน่าจะเป็นเด็กเกเร พ่อเลยจับมาเรียนโฮมสคูลสอนเอง โดยมีหลักสูตรของโรงเรียนจากสิงคโปร์ส่งหนังสือมาให้ แล้วพ่อของผมก็จะเป็นคนสอนเอง แค่ส่งรายงานกลับไป

สนิทกับพ่อแม่แค่ไหน

สนิททั้งคู่ครับ แต่ผมจะสนิทกับแม่มากกว่า รู้สึกคุยได้ทุกอย่าง เพราะพ่อก็จะมีความเชื่อของเขา เขาจะไม่ชอบให้เราเถียง ห้ามเถียง ถ้าเถียงก็ให้กักบริเวณอยู่แต่ในห้อง (หัวเราะ)

การเรียนระบบโฮมสคูลยิ่งทำให้เรามีเพื่อนน้อยหรือเปล่า

ก็ใช่ครับ เราไม่ค่อยเจอสังคมข้างนอกเหมือนไปโรงเรียน แต่ก็มีข้อดีตรงที่ว่า มันทำให้เราอยู่คนเดียวได้ เราสามารถหาวิธีต่างๆ ทำให้ไม่เหงา มีเพื่อนของผมหลายคน เขาจะกลัวความเหงา กูอยู่คนเดียวไม่ได้ กูต้องออกไปเจอเพื่อน ต้องมีคนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา เราเลยมีทักษะต่างๆ ที่ไหลไปได้แม้อยู่คนเดียว พอมีแพสชั่นเกี่ยวกับงานดนตรีหรือวาดรูป มันทำให้เราสามารถโฟกัสที่จะอยู่คนเดียวตรงนั้นนานๆ มากได้

การแสดงก็เริ่มต้นจากการที่ผมเรียนโฮมสคูล พอผมอยู่คนเดียว ไม่ได้ไปโรงเรียน เราไม่มีสังคมเพื่อนออกไปแฮงเอาต์ด้วย ผมเลยได้ไปเรียนการแสดงที่กาดสวนแก้ว ซึ่งจุดประสงค์หลักคืออยากมีเพื่อน

มาประกวด AF 7 ตอนไหน ทำไมถึงตัดสินใจมา

มีเพื่อนชวนไปแล้วบังเอิญได้เลย คงเป็นดวง เพราะอยู่ดีๆ เราก็ได้มาตรงนี้เลย หลังจากเรียนโฮมสคูล ผมย้ายไปอยู่โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ เริ่มเจอสังคมใหม่ อยากเป็นหมอ เรียนชีวะ เคมี แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้มาเป็น AF ชีวิตผมค่อนข้างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา น่าจะเป็นเพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าเราอยากจะเป็นอะไร เราเปิดใจที่จะเป็นอะไรก็ได้ บางคนเกิดมา เขาจะรู้เลยว่าจะใช้ชีวิตไปในทางไหน อยากเป็นอะไร ซึ่งมันก็ดีครับ พอมาได้เข้า AF มันเป็นจังหวะพอดีกับการแสดงที่เคยเรียนตอนเด็กมากกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักแสดงเต็มตัว

ตอนนั้นอยู่ ม.5 กำลังจะเรียนจบ เป็นช่วงที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมยังค้างว่าตัวเองอยากเป็นหมอ มันเลยยังมองเห็นอะไรไม่ชัด คิดว่าเป็นประสบการณ์ใหม่เฉยๆ ไม่ได้ไปเพราะต้องแข่งขัน หรือเป็นนักร้องนักแสดงให้ได้

พ่อแม่ไม่ผิดหวังเหรอที่ลูกชายไม่อยากเป็นหมอแล้ว

บ้านผมไม่ได้บิวต์ให้อยากเป็นหมอ เขาอาจจะเข้มงวดนิดนึง แต่ไม่ได้บอกว่า เราต้องเป็นอะไร แค่ขอให้รู้ว่าทำอะไรอยู่ และมีเกรดระดับที่ดีแค่นั้นก็พอ เขาไม่ได้คาดหวังว่าผมต้องเป็นอะไร เขาแค่อยากให้เราผ่านช่วงชีวิตนี้ไปเฉยๆ เรียนให้จบ และดูแลตัวเองได้ อยากให้ผมประสบความสำเร็จในระดับที่ผมพอใจ ที่เขาเคยเข้มงวดตอนเด็กๆ เพราะกลัวผมจะหลุดไปที่ไหนมากกว่า ดูผิวเผินเขาจะดูดุ แต่ลึกๆ พวกเขาเป็นคนน่ารัก พอผมโตมาเขาก็ปล่อย ไม่ได้มาว่าอะไร

เคยถามกรรมการไหมว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา

ผมไม่ชอบถามคำถามแบบนี้ ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่คงเป็นเพราะความเป็นธรรมชาติมั้ง ตอนนั้นผมเลือกร้องเพลง แทงข้างหลัง...ทะลุถึงหัวใจ ของ อ๊อฟ ปองศักดิ์ (2558) โคตรแย่ (หัวเราะ) ยังงงเลยว่าเข้ามาได้ยังไงร้องแบบนี้ ดีที่ AF ไม่ได้มีแค่การร้องเพลง ยังมีทั้งการแสดงและอย่างอื่นด้วย ถ้ามีแค่ร้องเพลง ผมไม่น่ารอดมาได้

ตอนนั้นชีวิตในบ้าน AF 7 เป็นอย่างไรบ้าง

บรรยากาศในบ้านสนุกมากครับ เราเคยนึกภาพบ้านในรายการเรียลลิตี้ว่าข้างในเป็นอย่างไร จริงหรือปลอมแค่ไหน พอเราได้เข้ามาอยู่จริงๆ เฮ้ย มันสนุกว่ะ สำหรับผมชีวิตในบ้านสนุกกว่าการแข่งขันอีก บางทีการแข่งขันมันเครียดไปสำหรับทุกคน ยิ่งรุ่นผมอายุน้อยกันมาก บางคนจะอินกับการต้องทำโจทย์ให้ได้ภายในอาทิตย์นี้ แต่เราจะไม่ซีเรียสเท่าไหร่

สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดในบ้าน AF

ผมชอบทุกอย่างในบ้านนะ แต่สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการที่เขาไม่ให้รู้เวลา ทุกคนจะได้มือถือมาคนละเครื่อง พอดีในบ้านมันจะมีเครื่อง V ที่เซ็ตเวลาเอาไว้ แล้วเหมือนทีมงานน่าจะลืม เวลามันเป๊ะกับเวลาข้างนอก หกโมงเย็นก็ดูหกโมงเย็น ผมเลยจดเวลาไปเปลี่ยนในมือถือ ทุกอาทิตย์เราจะต้องเอามือถือไปคืน แล้วเขาจะเปลี่ยนเวลาของเราทุกคน มีครั้งหนึ่งที่มาร์ค AF (วิทวัส ท้าวคำลือ) ยืนตรงสระน้ำ เอามือตั้ง และเดาเวลาเอาจากแสงแดด (หัวเราะ)

ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเยอะไหม หลังจากเข้าประกวด AF

ก่อนเข้ามาผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเซ็นสัญญาด้วย 5 ปี ด้วยความที่เป็นเด็กด้วย ผมไม่มานั่งอ่านเอกสารทุกหน้า เราคิดว่าเข้ามาอยู่ในบ้าน ออกจากบ้าน ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแต่จริงๆ คือไม่ใช่ เราต้องอยู่ทำงานให้เขาต่ออีก 5 ปี พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ คนเดียว เรารู้สึกเป็นอิสระ อยู่ดีๆ ชีวิตพาเรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องอยู่กับพ่อแม่แล้ว ตอนนั้นเราหน้ามืดตามัวไปอยู่เหมือนกัน เป็นช่วงที่เราไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ก็ไม่แคร์ ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดีตรงที่เราอยู่ในปัจจุบันไม่ต้องห่วงกับอะไร แต่เรากลับกลายเป็นเด็กที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตไปเลย ผมติดเที่ยว เอาแต่ใจ อยากทำหลายสิ่งหลายอย่างตามใจตัวเอง ซึ่งผมก็ไม่ได้เสียใจที่มันเกิดขึ้น มันเป็นบทเรียนที่ดีเสมออยู่แล้ว แค่บางทีมีคนที่เราน่าจะให้เกียรติเขาบ้างกับการที่เขายื่นโอกาสให้เรามา อยู่ในค่ายผมก็ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะยังไม่เจอทางของตัวเอง แต่ลึกๆ ผมรู้ตัวว่าชอบการแสดงนะ มันยังอยู่ข้างใน แต่รูปแบบงานแสดงของ True อาจจะไม่ใช่การแสดงที่เราชอบ

อยู่ใน True ผมแทบไม่มีงานเลย แต่พอหลังจากหมดสัญญาผมออกมาเป็นฟรีแลนซ์ กลายเป็นว่ามีงานติดต่อเข้ามา ตอนนั้นได้ร่วมงานกับพี่บาส (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) เล่น MV ปลิดปลิว ของ Bodyslam ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนด้านมุมมองการแสดงของผมไปเลย ยิ่งได้มาดูคลิปทำให้รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่กูชอบมาตั้งแต่เด็กเลยนี่หว่า เลยรู้สึกดีที่ตัวเองไม่ได้ตั้งเป้าอะไรไว้ อยู่ดีๆ มันจะมาของมันเอง

มีอะไรที่เรารู้สึกไม่คลิกกับงานของ True เหรอ

ตอนอยู่ True มีช่วงหนึ่งที่ทำให้ผมไม่มั่นใจในการแสดง น่าจะเป็นเพราะรูปแบบงานหรือโอกาส เพราะการแสดงมีหลากหลายรูปแบบมาก ทั้งละครหรือซีรีส์ มันต้องทำความเข้าใจว่าเราชอบด้านไหน รูปแบบงานที่เขารับอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราหลงรักหรือชอบถึงขั้นทำได้อีก อาจจะทำผ่านๆ ได้ แต่ทุกอย่างก็โอเคดีครับ

หลังจากเงียบหายไปสักพัก ตอนไหนถึงเรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมาให้เห็นในวงการอีกครั้ง

 อยู่ๆ ก็มีพี่แคสติ้งเรียกให้ไปแคสต์โฆษณา Mountain Dew ตัวแรกเลย แล้วหลังจากนั้นก็มีคนในกองโทรเข้ามาให้ไปเล่น MV ของพี่บาส (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของดวงล้วนๆ เลย ผมไม่ได้ไปสรรหาอะไร ผมอยู่ดีๆ ของผม ชีวิตเลยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อย่างถ้าผมบอกอยากจะเป็นหมอ ผมคงฉีกสัญญาแล้วกลับไปเป็นหมอแล้ว แต่สำหรับผมได้อะไรมา เราก็สามารถไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะครับ แต่ตอนนี้มันก็ทำให้ผมเจอความชอบลึกๆ ที่อยู่ในใจอย่างการแสดง

มีเหตุการณ์ไหนบ้างไหมที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลง

 ช่วงหมดสัญญาเป็นช่วงที่เราเริ่มคิดได้ เริ่มตื่น พอคนเรามีช่วงที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงมากๆ มันจะมีบางโมเมนต์ที่นอนอยู่ในห้อง ก่อนหลับเราจะเริ่มคิด แล้วอยู่ดีๆ เราก็เริ่มมองตัวเองในกระจก มองย้อนกลับไปถึงช่วงที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง ถึงแม้เราจะมีจุดที่ปล่อยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่มันต้องมีจุดที่เราโตขึ้น เข้าใจจริงๆ ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราอาจชอบอะไรได้หลายอย่าง แต่เราต้องมีแก่นของตัวเอง มีวินัย และความรับผิดชอบ

สมัยที่ถ่ายซีรีส์ Coffee Prince กับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) เป็นช่วงที่ผมไม่มีความรับผิดชอบ ไม่แคร์กับเรื่องอะไรทั้งสิ้น ตอนนั้นกองถ่ายอยู่ที่เชียงใหม่ 2 เดือน ผมประสบอุบัติเหตุทางมอเตอร์ไซค์ ล้มแล้วหน้าแหก ซึ่งอีกสองวันจะถ่ายงานแล้ว มีหลายชีวิตมากๆ ที่เขาต้องทิ้งครอบครัวมาถ่ายทำกันถึงที่นี่ แต่พอเป็นถิ่นของผม ผมก็เอาแต่ใจมาก ไม่ระวังตัว พอมอเตอร์ไซค์ล้ม หน้าแตก ไม่ระวังตัว ถ่ายไม่ได้ประมาณเดือนกว่า แต่พี่ย้งก็ยังรอ ทั้งที่เขาจะเปลี่ยน นักแสดงใหม่ไปเลยก็ได้ มันทำให้ได้คิดด้วยเหมือนกัน ตอนนั้น ก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรนะ แต่ถ้าเป็นเราตอนนี้ ในตอนนั้นเราคงจะรู้สึกผิดมาก 

ช่วงไหนในชีวิตของเบนที่พีกที่สุด

ตั้งแต่ช่วงที่ได้เข้าใจตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ชีวิตไม่หลงทาง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอด แต่พอเราเริ่มเข้าใจตัวเอง เริ่มพอ ไม่ทำตามอีโก้เกินไป กูต้องเป็นแบบนี้ให้ได้ กูต้องไปแบบนั้นให้ได้ คาดหวังกับตัวเองจนเกินไป แบบนั้นจะไม่แฮปปี้ บางทีมันมาเองนะ พอมีงานเล่นเอ็มวี เราอยากเล่นแบบนี้ว่ะ อีโก้มันมาแล้ว จังหวะนี้มึงต้องทำให้ได้ แต่เราก็จะคอยบอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งคิดถึงตรงนั้น แค่อยู่กับโมเมนต์ ณ ตอนนี้ แล้วซึมซับให้มากที่สุด ข้างหน้าช่างแม่ง

ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร แต่ก็ไม่ได้คาดหวังต้องทำไปให้สุด แค่เรารักมันก็พอแล้ว พอเราได้งานมา ไม่ต้องไปคิดว่าทำออกมาแล้วคนจะชอบไหม จะดังไหม แค่ทำให้เต็มที่ แล้วเดี๋ยวมันจะออกมาดีเอง

ทุกวันนี้วงการบันเทิงเปิดโอกาสให้เบนได้เป็นตัวของตัวเองแค่ไหน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่า เราสบายใจหรือเปล่า ไม่มีอะไรที่สามารถมากำกับเราได้ถึงแม้รูปแบบจะเป็นอย่างนั้น อย่างเช่นเวลาให้สัมภาษณ์อาจจะไม่พูดมากไม่ได้ เราแค่ไม่ต้องพูดสิ่งที่เขาไม่อยากฟัง แต่มันไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง แค่ในสถานการณ์นั้นเราควรรีแอ็กกับมันยังไงแค่นั้นเอง ถึงแม้บางทีเราไปเจอกับสังคมต่างๆ แล้วอาจทำให้ข้างในลึกๆ รู้สึกเหนื่อย แต่ในที่สุดเราก็ต้องกลับบ้าน กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผมรู้สึกว่าโลกโซเชียลฯ ของมันน่ากลัว บางทีผมสังเกตตัวเอง ตื่นเช้าต้องหยิบมือถือเป็นสิ่งแรก ข้อมูลมันเยอะไป แล้วมันปั่นสมองครับ ผมเลยบอกว่ามันขึ้นอยู่กับตัวเราเลย อยากรู้อยากเห็นอะไร จะเลือกเสพอะไร และเราก็จะสามารถเลือกได้

วันนี้เบนได้เลือกใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองชอบ ยังมีอะไรอีกที่ผู้ชายคนนี้อยากทำ

ตอนนี้มาถูกทางในแบบที่เราชอบ แต่ก็พร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว เราอาจจะเคยทำหลายอย่างมาก่อน แต่ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่มั่นใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เรารัก และเราอยากจะเก็บสิ่งนั้นไปตลอดจนวันตาย แต่เราก็พร้อมที่อยากจะทำอย่างอื่นไปจนวันตายด้วยเหมือนกัน เหมือนอย่างเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่แรก กูรักมึงมาก แต่กูก็ยังพร้อมที่จะเปิดใจรับเพื่อนใหม่ๆ มาเป็นเพื่อนตาย อยู่ข้างกัน ให้กำลังใจกูตลอดเหมือนกัน 

คนเราไม่ควรไปกำหนดว่าตัวเองต้องเป็นอะไร เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเรา เราควรแค่หาสิ่งที่เรารัก และคงมันไว้ มีวินัยกับมัน รักมันให้เกียรติมัน แล้วมันก็จะให้เกียรติเรา แค่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ แล้วในที่สุดภาพของคนนั้นจะปรากฏออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเลย ทุกอย่างจะออกมาเองจากการกระทำ

วันที่ล้มมีวิธีลุกยืนขึ้นมาใหม่อย่างไรบ้าง

วิธีการลุกของผมคือการที่เราไม่ต้องไปจมหรือไปซีเรียสกับมัน สำหรับผมชีวิตคงเป็นเหมือนการเต้นรำครับ เป็นเหมือนเพลงๆ หนึ่ง เราไม่ควรไปโฟกัสตรงจุดไหนเลยด้วยซ้ำ เราควรฟังทุกท่อนให้จบเพลง ไม่ควรไปโฟกัสว่า ท่อนนี้แม่งห่วยว่ะ ท่อนนี้แม่งดี เราควรมีความสุขในทุกๆ วัน หรือไม่ต้องบิวต์ให้ตัวเองมีความสุข แต่แค่ปล่อยวางเริ่มต้นใหม่ในทุกวันอย่างที่เป็น แล้วเราก็จะลุกขึ้นมาได้ง่ายมาก เพราะเราไม่ไปจมปลัก ฟังเพลงก็ฟังเรื่อยๆ เต้นรำก็เต้นไปเรื่อยๆ ขอโทษเหยียบเท้า เต้นใหม่ได้ไหม เริ่มใหม่ได้ไหม ก็แค่ไปเรื่อยๆ คนเรามีโอกาสในทุกวันอยู่แล้วเรารู้ว่าวันหนึ่งเราต้องตาย แล้วเรามัวแต่มาจมกับความผิดพลาด วันหนึ่งก็จะเป็นอะไรไปแล้วไม่รู้