Kinda Girl Interrupted - คิทตี้ ชิชา

22.08.18 5,103 views

หลังจากปล่อยตัวอย่างซีรีส์เรื่อง ‘เด็กใหม่’ หรือ ‘Girl from Nowhere’ ในโลกโซเชียลฯ ได้ไม่นานชื่อของ ‘แนนโน๊ะ’* ก็ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว แค่ชื่อก็พาให้หมั่นไส้ตั้งแต่ได้ยิน เมื่อได้รับชมตัวอย่างหลายฉากหลายตอนยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับคอละครไทย รวมทั้งยังกระทบถึงต่อมรับรู้ศีลธรรมอันดี ขนบจารีตประเพณีที่ผู้หญิงดีๆ พึงจะมี

‘แนนโน๊ะ’ เด็กนักเรียนนัยน์ตาหยาดเยิ้ม กับฉากแหกคอก ฉีกกรอบ ที่ทั้งเร่าร้อนทั้งน่าหมั่นไส้ น่ารังเกียจ น่าอิจฉา น่าข่มขืน และน่าหวาดกลัว เด็กใหม่ไม่มีที่มา คนนี้รับบทโดย ‘คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล’ นักแสดงที่หลายคนยังไม่คุ้นชินกับชื่อเสียงเรียงนาม แต่ถ้าไปขุดค้นหาข้อมูลในตัวเธอจากอินเทอร์เน็ต ‘คิทตี้’ คือนักแสดงสาวคนดังที่พ่วงท้ายมาด้วยข่าวคราวเชิงชู้สาวเต็มไปหมด บ้างขนานนามเธอว่า ‘คาสโนวี่’ใช้ผู้ชายเปลือง ข่าวแบบปากต่อปากเช่นนี้แหละที่ทำให้คนจำได้แม่น จนลืมไปว่าที่จริงแล้วเธอคือใคร มีผลงานอะไร จนอาจทำให้มองข้ามความจริงไปว่าเธอนี่แหละที่ตีแผ่บท ‘แนนโน๊ะ’ ได้ถึงพริกถึงขิง เธอนี่แหละเหมาะสมกับบทนี้ที่สุด 

‘แนนโน๊ะ’ และ ‘คิทตี้’ มีหลายอย่างที่ซ้อนทับกันอยู่ และเมื่อ HAMBURGER ได้กะเทาะเปลือกของเธอ จึงทำให้ค้นพบว่า ‘คิทตี้’ มีมิติมากกว่านั้น เส้นทางชีวิตของเธออาจเหมือนหรือไม่เหมือนตามที่ใครๆ พยายามอยากให้เป็น และเหนือสิ่งอื่นใดที่เรามองเห็นในตัวผู้หญิงคนนี้คือความทุ่มเทสุดตัวทั้งกายและใจให้กับทุกหน้าที่ความรับผิดชอบของเธอ เช่นเดียวกับวันที่เราทำงานร่วมกับเธอ 

“วันนี้เราชอบหลายช็อตเลย แต่ที่ชอบมากๆ คือช็อตที่เอาดอกไม้มาจุดไฟเผา กับอีกช็อตที่ยืนฉี่ในห้องน้ำชาย คิทว่ามันมีหลายอารมณ์ มันทั้งกวนตีน ทั้งเปรี้ยวและเท่ มีความเฟมินิสต์บางอย่างอยู่ เฮ้ย...มันไม่ใช่ทุกอย่างที่ถูกจำกัดว่าจะต้องเป็นของเพศใดเพศหนึ่ง”


ชีวิตจริงเคยเข้าห้องน้ำชายบ้างไหม

เคยค่ะ เวลาปวดฉี่มากๆ บางครั้งเวลาไปเที่ยวผับแล้วห้องน้ำผู้หญิงคนแน่นมาก เรารอไม่ไหว ก็ต้องตัดใจเดินเข้าห้องน้ำชายบ้าง ส่วนใหญ่ห้องน้ำผู้ชาย
คนน้อยกว่าห้องน้ำผู้หญิง ไม่ได้ยืนเบียดกันแน่น ไม่ได้มีผู้ชายแน่นเต็มห้องน้ำ 


ไม่เขินบ้างเหรอ 

ส่วนตัวเราไม่เขินค่ะ เรารู้สึกว่าสิ่งที่แบ่งห้องน้ำหญิงและห้องน้ำชายมีแค่ป้ายที่แปะหน้าห้องน้ำเท่านั้น สุดท้ายแล้วข้างในห้องน้ำมันเหมือนกัน 


ถ้ามองในมุมกลับกัน รู้สึกอย่างไรถ้าเพศอื่นเข้าห้องน้ำหญิง

มันอยู่ที่ความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับเพศสภาพที่แสดงออกมาของแต่ละคนว่าไปทางไหนมากกว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกเซฟเวลาอยู่ในห้องน้ำหญิง คือแต่ละห้องมีประตูปิดทั้งหมด ทำธุระส่วนตัวอะไรก็อยู่ในห้องที่มีประตูปิด แต่อย่างกรณีห้องน้ำชายมันต่างกัน อย่างเพศที่สามบางคน เช่น กะเทยที่เขาทำหน้าอก ผ่าตัดหลายๆ อย่างแล้ว เวลาเข้าห้องน้ำชายเขาเคอะเขินนะ ถึงแม้ว่าอาจจะยัง
ไม่ได้ผ่าตัดอวัยวะเพศก็ตาม 


เราเริ่มต้นคุยกันด้วยเรื่องหนักไม่น้อยเลยนะ แสดงว่าคิทตี้เป็นคนเปิดกว้างเรื่องเพศมากเลยใช่ไหม

ใช่ค่ะ


ถ้าอย่างนั้นข่าวที่ลือกันว่าคิทตี้เคยคบกับผู้หญิงนี่จริงไหม 

คือถามว่าคบกันมั้ย...ต้องถามก่อนว่าคิทรักเขามั้ย คิทรักเขา ทุกวันนี้ก็ยังรักอยู่ เรามักมองว่าพอพูดเรื่องความรัก เรารักใครแล้วมันต้องมีเรื่องเซ็กซ์พ่วงมาด้วยตลอดเวลา แต่คิทมองว่าการรักใครสักคนมันมีมากกว่าเรื่องของเพศสัมพันธ์ได้ คือเรารักเพื่อนคนนั้นมาก ถ้าถามว่ารักเท่ากับที่เคยรักแฟนที่ผ่านๆ มาในชีวิตมั้ย เรารักเหมือนแบบนั้นเลย เรารักจนถึงขนาดว่าถ้าเขาเป็นอะไร ณ ตอนนั้น แล้วต้องการความช่วยเหลือจากเรา เช่น ถ้าต้องการปอด เราก็ยอมเสียปอดข้างหนึ่งให้เขาได้ เพราะเราอยากช่วยเขา เรารู้สึกว่ามันคือความรักที่บริสุทธิ์ เราแค่อยากกอดเขา อยากใกล้ชิด แต่ไม่มีการเกินเลยซึ่งกันและกันไปมากกว่านี้


สัมผัสตัวกันได้ 

เรามองว่าการที่มนุษย์สองคนกอดกัน หอมแก้มกัน มันคือสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกอบอุ่น ทำให้เรารู้สึกแบบว่า...คิทว่าทุกคนอยากได้กอด ไม่ว่าจะเป็นกอดจากเพื่อน จากครอบครัว หรืออะไรก็ตาม เราไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องเคอะเขินหรือเป็นเรื่องของเพศอย่างเดียวเท่านั้น


คำว่าไม่เกินเลยของคิทตี้คืออะไร

คิทมองว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกรักแบบใจเร็ว (Rush) และไม่ใช่รักแบบที่ต้องการครอบครองเขา หรือทำอะไรกัน 


ก่อนหน้านี้เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นไหม 

เราชอบผู้หญิงในมุมมองว่าผู้หญิงหลายคนสวย น่ารัก และมีเสน่ห์ ผู้หญิงหลายคนมีความเป็นแม่ อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น เรารู้สึกว่าบางทีการอยู่กับผู้ชายมันมีความแข็งแกร่งกว่า แต่กับผู้หญิงด้วยกันมันซอฟต์ มันอ่อนโยนกว่ากันเยอะ “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ” “เหนื่อยมากมั้ย” มันมีการดูแลเอาใจใส่กันดี เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าสามารถทิ้งตัวใส่ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่ากับเพื่อนคนนี้ก่อนหน้านี้ไม่เคยคบเพื่อนผู้หญิงคนไหนมาก่อนค่ะ 


ถ้าอย่างนั้นกับเพื่อนที่ตกเป็นข่าว ถือว่าคบกันใช่มั้ย

เราคบกับคนในหลากหลายความสัมพันธ์ถูกไหมคะ...เรายอมรับว่าคนนี้เรารู้สึกมากกว่าเพื่อนสนิท เพราะว่านี่คือเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่เราโทรหาและก่อนนอนก็ยังโทรหาเขา คุยกับคนนี้ 


เหมือนผู้หญิง-ผู้ชายคบกันหรือเปล่า

เรามองว่ามันไม่ควรจะฟิกซ์ว่าต้องเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ผู้ชาย-ผู้ชาย หรือผู้หญิง-ผู้หญิง มันแค่ความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกถึงคำว่าเพื่อนสนิท มันอาจจะน้อยเกินไป เขาก็คือคนรักคนหนึ่งของเรา แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นว่าเป็นคนที่เราจะร่วมชีวิตด้วย 


รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่นบ้างไหม หรือรู้สึกว่าเราเป็นไบฯ หรือเปล่า 

สุดท้ายเรารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ทุกวันนี้เพื่อนคนนี้ก็มีแฟน เราก็ยังเจอแฟนเขาเลย เรายินดีกับความสัมพันธ์เขา ก็ยังเจอกัน กินข้าวกันทุกวันเหมือนปกติ ยังรักเพื่อนเราเหมือนเดิม เขามีแฟน ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์มันต้องเปลี่ยนไปชนิดที่ว่าเราเลิกคบกันเถอะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่านี่คือความสัมพันธ์ที่คนในสังคมเข้าใจได้ไหม 

เราแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นไบฯ ไม่เคยรู้สึกเกินเลยกับผู้หญิง ซึ่งมันน่าจะเป็นความแตกต่างกับเวลาที่เราคบผู้ชาย หมายถึงว่าเวลาเราชอบหรือคบผู้ชายสักคน เราพูดได้เต็มปากว่ามันคือความรัก แบบที่เราจับมือกันอะไรทำนองนี้ แต่กับผู้หญิงมันเป็นความรู้สึกว่าเรายินดีที่มีเขาอยู่ในชีวิต 


ประเด็นความเป็นหญิงในทัศนคติของคิทตี้ดูมีน้ำหนักในชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว จนเราเริ่มรู้สึกว่าเธอเหมาะเหลือเกินกับซีรีส์เรื่องใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงกันไม่น้อย นับตั้งแต่วันแรกที่ตัวอย่างสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาทีได้เปิดเผยสู่สังคมโซเชียลฯ ยอดแชร์ก็พุ่งขึ้นเรื่อยๆ และคิทตี้พูดถึงผลงานใหม่ล่าสุดของเธอว่า 

ตอนนี้มีซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ หรือ Girl from Nowhere the Series ที่ออนแอร์ทุกคืนวันพุธอยู่ทางช่อง GMM 25 เวลา 22.25 น.ค่ะ (ยิ้ม) มันเป็นซีรีส์ Anthology ที่มีหลายๆ ตอน ซึ่งจบในตอนทั้งหมดแต่ถูกคุมด้วยโทนเดียวกันเอาไว้ ซึ่งเรื่องนี้มีพี่คงเดช จาตุรันต์รัศมี (ผู้กำกับหนังเรื่อง ตั้งวง, Snap ฯลฯ) มาเขียนบทให้ทั้งหมด ทั้งหมดมาจาก 13 ข่าวแรงๆ ที่เกิดขึ้นจริงกับนักเรียนหญิงในรั้วโรงเรียน แต่ว่าในแต่ละตอนนั้นจะถูกสร้างสรรค์จากทั้งตัวผู้กำกับและทีมงานที่แตกต่างกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นภาพรวมของซีรีส์มันจะหลากหลายรสชาติที่แตกต่างกันไปเลย แต่ทั้งหมดยังคงถูกคุมด้วยธีมใหญ่เพียงหนึ่งเดียวค่ะ โดยมีตัวละครที่คิทตี้เล่นชื่อว่า ‘แนนโน๊ะ’ อยู่ในทุกๆ เรื่อง


‘แนนโน๊ะ’ มีความหมายหรือเปล่า 

‘แนน’ มันธรรมดาไป ‘โน๊ะ’ ถูกเติมต่อท้ายเพื่อความแรดแบบไฟลุก (หัวเราะ) ชื่อคนมันซ้ำกันได้ ครีเอทีฟของเรื่องเลยให้ชื่อนี้เป็นชื่อที่ถูกเหมารวม (Stereotype) แล้วว่าแรดแน่ๆ หลายคนชอบมองจากชื่อก็เหมารวมแล้ว ชื่อ ‘คิทตี้’ ก็เป็น เราก็เคยโดนมาก่อน ชื่อปลอมหรือเปล่าวะ? จริงๆ ชื่อคิทเฉยๆ แน่ๆ ใช่มั้ย? จริงๆ คิทว่ามันตลกออก ‘คิทตี้’ พอผวนแล้วมันตลกนะ แต่กลายเป็นทำไมคนต้องมีปัญหากับชื่อกันขนาดนี้ มันน่าเศร้า


แต่คิทตี้ก็มีการเปลี่ยนชื่อจริงๆ ใช่ไหม

คิทตี้เป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่ลืมตาเกิด คิทเปลี่ยนแค่ชื่อจริง 2 ครั้งค่ะ ครั้งแรกเปลี่ยนตามความเชื่อของที่บ้าน ครั้งที่สองเราเปลี่ยนเพราะอยากหลุดออกจากความเชื่อนั้น เราชอบชื่อนี้น่ารักดี เราก็เปลี่ยน


กลับมาที่ชื่อ ‘แนนโน๊ะ’ ได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร 

เฮ้ย มันกวนตีนดี เป็น Stereotype อีกแล้ว ยิ่งเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียน...จริงๆ ก็เป็นได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะที่ทำงาน โรงเรียน สังคมต่างๆ หลายคนมีความคิดมากมายไปก่อนที่จะรู้จักกับคนๆ นั้น เหมือนที่แนนโน๊ะโดนในเรื่องนี้ คนเราเกลียดกันได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จัก เกลียดกันได้เพราะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับคนๆ นั้น มารวมกับชื่อแบบนี้อีก ยิ่งทำให้เชื่อว่าเป็นคนไม่ดีแล้วล่ะ เหมือนอย่างในเรื่อง เธอมาพร้อมข่าวลือ เช่น เคยท้องมาก่อน หรือข่าวลือนั่นนู่นนี่จะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เราเชื่อไปก่อนแล้วตั้งแต่ได้ยินชื่อ 

แต่ละตอนได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวดังต่างๆ ของผู้หญิง ของเด็กนักเรียนหญิง เช่น ครูข่มขืน
นักเรียน นักเรียนมีเพศสัมพันธ์กับครูเพื่อแลกเกรด ความอิจฉาในโรงเรียน หึงหวงรุ่นพี่ห้ามใครมาแย่ง ครูเครียดจัดจนกราดยิงเด็กนักเรียน เรื่องที่เราคุ้นเคยจากข่าวทุกวันนี้ แล้วนำเรื่องเหล่านั้นมาปรับ ใส่เรื่องราวเข้าไป ว่าสุดท้ายแล้วคนเราเลือกทำชั่วได้หลายอย่าง บางคนอาจไม่ทำชั่วเพราะไม่มีอำนาจมากพอ ถ้ามีอำนาจเขาอาจจะทำก็ได้ แนนโน๊ะเหมือนงูพิษในสวนเอเดน ที่หยิบยื่นแอปเปิ้ลอาบยาพิษให้มนุษย์ผู้อ่อนแอ ให้เลือกว่าถ้ามีพลังอำนาจมากพอจะใช้มันหรือเปล่า ความเป็นคนดีของคุณจริงๆ อยู่ตรงไหน


แนนโน๊ะคือผีเหรอ

ในเรื่องอธิบายไว้ว่าเขาคือลูกสาวซาตาน วันดีคืนดีขอพ่อมาเที่ยวโลกมนุษย์ อยากรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ทำไมโลกมนุษย์มันถึงดูวุ่นวาย


เรื่องราวดูเหมือนเป็นการแก้แค้นเอาคืน คิทตี้มองเรื่องนี้อย่างไร 

คิทมองว่าไม่มีใครชอบเวลาถูกเอาเปรียบ หรือถูกกระทำอยู่แล้ว อย่างน้อยการได้แก้แค้นเอาคืนมันเหมือนได้ปลดล็อกความรู้สึกบางอย่าง แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นคิทว่ามันคือวิธีการ อย่างในซีรีส์ตัวแนนโน๊ะคือตัวละครที่สุดกู่ และไม่เกรงกลัวศีลธรรมใดๆ อยู่แล้ว การเอาคืนของแนนโน๊ะจึงจัดหนักเสมอ แนนโน๊ะโดนร้อยแต่เอาคืนเป็นล้านในทุกๆ โอกาสที่ทำได้ คิทว่าหลายคนคงสะใจกับสิ่งที่แนนโน๊ะทำ 

ส่วนตัวคิทเอง ถ้าจะแก้แค้นอะไรกันจริงๆ คิทแก้แค้นด้วยการทำให้ตัวเองดีขึ้นไปเรื่อยๆ ให้คนที่เคยทำให้เราเสียใจ ต้องเงยหน้าขึ้นมามองเรา แบบที่เขาคงไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะพัฒนาได้หรือดีขึ้นมาได้ คิทมองว่าการที่โดนใครด่ามาด่ากลับไม่โกงอะไรแบบนั้น มันสะใจแค่แป๊บเดียว แต่การทำให้ตัวเองมีความเป็นอยู่เหนือเขาได้นั้นมันสะใจกว่าเยอะ 


ครั้งแรกที่บทนี้มาถึงมือเป็นอย่างไรบ้าง

บทนี้ไม่ได้ส่งมาหน้าบ้านแล้วเชิญเราไปเล่น เราต้องแคสติ้ง และแคสต์หลายรอบมาก ที่ผ่านมาเราอยากลองบทหลายๆ อย่าง
ที่ท้าทายเรา ทั้งบทพิการ บทคนบ้า คนโรคจิต แต่พอเจอบทนี้มันเหนือทุกอย่างที่ว่ามา เพราะมันคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน มันท้าทาย
ต่ออาชีพนักแสดงมาก เราเลยทุ่มเทให้มัน 

แนนโน๊ะเหมือนตัวแทนของกรรม สุดท้ายแล้วกรรมคือผลของการกระทำของทุกคน เป็นบูมเมอแรงที่เขวี้ยงออกไปแล้วกลับมา มันมีแรงเหวี่ยง ไม่ว่าอย่างไรมันจะกลับมาไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง 

บทบาทของผู้หญิงแรงๆ คิทตี้ก็มีข่าวแรงๆ มาตลอด กลัวการถูกจับตามองเป็นพิเศษไหม 

คิททำเต็มที่ในส่วนของคิทแล้วค่ะ หวังว่าคนดูจะชอบ คิทรู้ดีว่าเราไม่ใช่คนเพอร์เฟ็กต์ ไม่ได้เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นดาวที่อยู่เหนือใครๆ แต่ถ้าทุกคนจะไม่ชอบจริงๆ ก็คงแอบเสียใจนิดนึง และคงเสียใจแทนทีมงานที่เลือกคิทมาค่ะ (ยิ้ม) 


ตอนไหนในซีรีส์ที่ใกล้เคียงตัวเองมากที่สุด 

แนนโน๊ะใกล้เคียงเราหลายอย่าง เราเป็นคนที่ชอบสังเกตคนอื่น คิทเสียเวลานั่งสตาร์บัคส์ได้เป็นวันๆ เพื่อดูคนผ่านไปผ่านมา แนนโน๊ะก็ชอบสังเกตเหมือนเรา รวมทั้งการสังเกตอะไรที่กว้างกว่านั้น หลายครั้งเราก็รู้สึกว่าการกระทำหลายอย่างของผู้คน กระแสสังคมต่างๆ มันตลกดีเนอะ นี่เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับตัวละครนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อยุให้คนทำชั่ว แต่เขาสังเกตการณ์มาแล้ว และมาเพื่อให้โอกาสคนๆ นั้น ในซีรีส์มันมีทางเลือกต่างๆ ของคนอยู่ หลายๆ ตอนผู้หญิงในเรื่องก็เป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่หลายตอนผู้หญิงก็เป็นคนร้ายเสียเอง 


ฉากไหนที่ทำให้รู้สึกว่าอยากได้บทนี้ที่สุด

ซีนข่มขืนค่ะ และเป็นซีนที่เขาใช้แคสติ้งด้วย โจทย์คือทำยังไงก็ได้ให้ผู้ชายที่ข่มขืนเราอยู่ พลั้งมือฆ่าเราทิ้ง และตอนนั้นคิทร้องเพลงท่อนนี้ขึ้นมา London Bridge is falling down. Falling down ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นโชค เรื่องบังเอิญ หรือไปเตะตาจนเขาเลือกเราได้ (ยิ้ม) คิทชอบเก็บตัวทำอะไรคนเดียวบ่อยๆ นะ ทั้งดูหนัง เล่นเกม อ่านหนังสือ เรามีเรเฟอเรนซ์เยอะมาก ณ ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่า แค่ด่าอะไรสักอย่าง มันไม่ทำให้เขาฆ่าเรา แต่การที่เราไม่สนใจสิ่งที่เขาทำอยู่เลย เขาน่าจะเกลียดเรามากที่สุด


ในชีวิตจริงคิทตี้ก็เคยเจอประสบการณ์การเป็นเด็กใหม่เช่นกัน

มันมีช่วงหนึ่ง ประมาณ ป.4-5 คิทย้ายจาก NIST (New International School of Thailand) แล้วไปต่อที่โรงเรียนจิตรลดา อย่างแรกเลยเราว่ามันเป็นคัลเจอร์ช็อก บวกกับความที่เรายังเด็กมากในตอนนั้น เรารู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับระบบการศึกษาแบบนี้เลย ไม่ชินกับกฎมากมายเต็มไปหมด ทำไมต้องถักเปียไปโรงเรียน ต้องใช้กระเป๋าแบบนี้ มียูนิฟอร์ม ไม่เข้าใจหลายอย่างมาก ก่อนหน้านั้นเรามาจากสังคมเปิดกว้าง มีอะไรเรา
สามารถดีเบตกันได้ คุยกันได้ บางครั้งเราไม่ได้ต้องการคำตอบเดียว แต่พอมาอยู่ในโรงเรียนไทยกลับไม่ใช่ และเราต้องมาเรียนท่องจำเยอะมาก 

ตอนอยู่โรงเรียนอินเตอร์ฯ เราได้รับเครื่องคิดเลขเป็นเรื่องปกติ เพราะเรียนจบไปทำงานก็ใช้เครื่องคิดเลขอยู่ดี แต่ระบบการเรียนของโรงเรียนไทย ได้ปากกากับกระดาษ 1 แผ่นเพื่อทดเลข เฮ้ย...ช็อก ร้องไห้อยากย้ายกลับ 


คิทตี้จัดเป็นประเภทของเด็กดื้อหรือเปล่า 

ในมุมผู้ใหญ่เราคงเป็นเด็กดื้อ เราก็คงดื้อมากๆ แหละ แต่เราเป็นประเภทที่ว่าถ้าเชื่อมั่นและรู้สึกว่ามันถูก เราก็ไม่ยอมคนนะ 


ความสัมพันธ์กับเพื่อนล่ะ

เราโชคดีว่าเป็นคนที่โตไว เรียกว่าแก่แดด (ยิ้ม) เลยเข้าใจอะไรได้ดีกว่าปกติประมาณหนึ่ง เราเข้ามาใหม่ แถมหัวรั้นและยังรู้สึกไม่เข้าที่เข้าทางกับที่ใหม่ จะให้เขามาชอบเราได้ยังไง 

อย่างแรกเลยคือก่อนหน้านั้นเราใช้ภาษาอังกฤษตลอด จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติในการถามตอบเป็นภาษาอังกฤษกับครู พอย้ายที่เรียนเราก็รู้สึกแบบนั้น พอวิชาภาษาอังกฤษ เราก็ยกมือตอบตลอด จนทำให้เพื่อนคิดว่าเราเอาใจครู พอผ่านไปสักพักเราเรียนรู้ว่ามันไม่ได้จำกัดแค่ถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสม และกาลเทศะของสังคมที่เราอยู่ เราลดบางอย่างให้น้อยลง ไม่ต้องเป็นคนที่ถูกทุกอย่าง
ตลอดเวลาก็ได้ 


กลายเป็นคนไม่ตอบโต้เหรอ

สุดท้ายการไปฟ้องครูหรือต้องมาปะทะกันรุนแรงมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลยไม่แก้อะไรทั้งนั้น ทุกอย่างก็จะดำเนินไปเหมือนเดิมอยู่ดี เราเรียนรู้ว่าไม่ตอบคำถามครูก็ไม่มีใครตาย ทุกคนไปต่อ คลาสนี้ก็จบได้ ไม่มีความเกลียดชังเกิดขึ้น 


ชีวิตวัยเรียนเป็นอย่างไร

เราไม่ชอบเรียน ชอบแอบนอนในห้องน้ำด้วยซ้ำ ติดเกมออนไลน์ กลับบ้านต้องเล่นเกม ขณะเดียวกันก็อ่านหนังสือ ทำการบ้านล่วงหน้าเพราะอยากสอบเทียบ ยิ่งทำให้รู้ว่าเรา
ไม่จำเป็นต้องนั่งเรียนในห้อง และเราชอบเรียนและทำความเข้าใจกับมันด้วยตัวเองมากกว่า สิ่งที่เราโดนตักเตือนบ่อยๆ ก็เรื่องถักผมเปีย เรื่องเดินเหยียบส้นรองเท้า แต่พอเราโตขึ้นเราก็เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น ชุดนักเรียนที่เราใส่ตอนนั้นเป็นชุดพระราชทาน มันมีคุณค่ามากนะ ไม่ใช่ชุดนักเรียนทั่วไป จริงๆ การประพฤติตัวตามกฎระเบียบในวัยเรียนก็มีข้อดีอยู่ 


เมื่อการเรียนเหมือนยาขม จึงนำไปสู่การสอบเทียบเพื่อพาร์ตชั้นเรียนเหรอ

เพื่อนเราเรียนอินเตอร์ฯ เยอะ ทุกคนรู้จักระบบ IGCSE การเอาคะแนนมาเทียบเป็นวุฒิ ม.6 เราเลือกเส้นทางนี้เงียบๆ ไม่แจ้งครู ไม่แจ้งใครก่อน เราอ่านหนังสือหลักสูตรอินเตอร์ฯ ไปด้วย เพราะมันต้องใช้ในการสอบ จนวันหนึ่งที่จะสอบจริงๆ ก็บอกที่บ้านค่ะ แม่บอกว่านี่เป็นตั๋วเที่ยวเดียวของเรานะ ทำไม่ได้ก็ต้องกลับไปเรียนเหมือนเดิมนะ ไม่มีการดร็อปเรียนเพื่อมาสอบเทียบนะ
จนวันที่ผลออกซึ่งสอบติดเหมือนได้รับอิสรภาพ ก็เรียนจนจบมหาวิทยาลัย 


เส้นทางบันเทิงเริ่มต้นอย่างไร 

เราเจอคนทำแคสติ้งที่อาร์เอส ช่วงม.ต้น เขาก็ชวนเราไปแคสติ้ง และแจ็กพ็อตก็แตก เราได้เซ็นสัญญากับทางกามิกาเซ่ เป็นนักร้องในวง Kiss Me Five ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือเราไม่ค่อยชอบคอนเซ็ปต์ที่ออกมาเท่าไร เราไม่ได้แบ๊วเหมือนเพื่อนในวง แต่โชคดีที่เราก็แสดงออกความแมนๆ ที่ไม่ใช่ผู้หญิงสวย หวาน น่ารักออกมาได้ และก็มีแฟนคลับที่ชอบในแบบที่เราเป็น แต่น่าแปลกตรงที่งานบันเทิงทั้งหมดที่ทำมา การเป็นนักร้องคือสิ่งที่อิ่มใจที่สุด เพราะเราได้เห็นคนที่รักงานเราทันที เวลาที่อยู่บนเวที เราเห็นคนเหล่านั้น มันเป็นความซาบซึ้งจริงๆ นะ ซึ่งไม่มีงานไหนที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ได้ 


ความรู้สึกครั้งแรกที่ทำงานหาเงินเองได้ตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าตอนเอาเงินก้อนแรกที่ได้กลับมาบ้าน แม่ก็ถามเราว่าต่อไปนี้จะหาเงินใช้เองแล้วใช่มั้ย หรือยังจะเอาเงินค่าขนมจากแม่อยู่ ถ้ายังรับค่าขนมแม่จะริบไปทั้งซองนะ ตอนนั้นก็ไม่เอาเงินค่าขนมของที่บ้านแล้ว เพราะเงินในซองมันเยอะกว่า (หัวเราะ) จริงๆ ก็ไม่ฉลาดเท่าไหร่นะ เพราะเราลืม
คิดว่าเกิดหลังจากนั้นเราไม่มีงานล่ะ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่รับเงินที่บ้านตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 


ได้เงินเยอะตั้งแต่เด็ก มันไม่ทำให้ค่าของเงินดูน้อยลงบ้างเหรอ

โชคดีว่าเราไม่บ้าแฟชั่นเลยไม่ได้ช้อปปิ้งเยอะ แต่ก็เป็นคนชอบเที่ยว เลยใช้วิธีเก็บเงินจำนวนหนึ่งจากเงินที่ได้ ใช้เท่านี้ ถ้ามีเงินพิเศษเพิ่มมาจะเป็นเงินเก็บทั้งหมด และจะมีแพลนเที่ยวประจำปีว่าปีนี้ไปที่ไหนบ้าง ใช้งบเท่าไหร่ แต่เป็นนักร้องได้ไม่นานเราก็ออกไปลองทำงานเบื้องหลัง


งานเบื้องหลังของคิทตี้หมายถึงอะไร

มันเกิดมาจากตอนที่เราไปแคสติ้งเรื่อง ทองสุก 13 แล้วกำลังจะกลับบ้าน มีพี่ในทีมแคสติ้งชวนให้เราอยู่ช่วยงานเขา ช่วยไปช่วยมา วันรุ่งขึ้นก็มาช่วยเขาอีก ก็กลายเป็นมาช่วยงานเบื้องหลังในหนังเรื่องนี้ทุกวัน เหมือนโดนหลอกใช้งานฟรี ไม่ได้เงินไม่ได้อะไรเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่เราทำเพราะเราอยากรู้ เราไม่เคยเล่นหนังมาก่อน เราอยากเข้าใจมัน และเราเป็นคนที่ถ้าได้ลองสนใจอะไรแล้ว เราจะโยนตัวเองเข้าไปในนั้น เราอยากเข้าใจมันทั้งหมด กินอยู่กับเขาในกอง บางวันเริ่มกอง 6 โมงเช้า เลิกกอง 8 โมงของอีกวัน แล้ว 10 โมงมีประชุมต่อ หน้าที่ของเราคือถือน้ำ คอยส่งนักแสดง ยืนบล็อกช็อตแทนบ้าง ช่วยคุมคิวนักแสดงเอ็กซ์ตร้า

 

ไม่รู้สึกว่าต่ำต้อยเกินไปสำหรับการเคยเป็นนักร้องวัยรุ่นที่มีแฟนคลับมากมายบ้างเหรอ

เราแค่เคยโชคดีที่ได้โอกาสนั้นมาก่อน พอเราทิ้งโอกาสนั้นแล้ว เราก็รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นมัน
จบแล้ว เราเริ่มชีวิต Chapter ใหม่แล้ว ถ้าเรามัวแต่หลงกับมันแล้วไม่ยอมรับความจริง เราว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัวเกินไป 


ชีวิตของคนเบื้องหลังเป็นอย่างไร 

มันเหนื่อยมาก แต่ก็รู้สึกเจ๋งมากด้วย การทำงานเบื้องหลังคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คิทอยากเป็นนักแสดง ชอบวงการนี้จัง ทุกอย่างที่เราได้เห็นเบื้องหน้า มันมาจากความเชื่อของคนเบื้องหลังทุกคน เราเริ่มรู้สึกเสพติดเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนังทั้งหมด หลงใหลไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสดีๆ ที่ได้ไปเป็น Script Consult ให้พี่ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค


อะไรที่ทำให้ต้อม ยุทธเลิศ ยอมรับคิทตี้ในวัยเพียง 20 ต้นๆ เข้าทำงาน 

มันคงเป็นดวงด้วย แต่พี่ต้อมก็มีอะไรพิสูจน์เราหลายอย่างกว่าจะรับเราเข้าทำงานด้วย เช่น เขาฝึกความอดทนเรานานมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยนัดเราไปคุยงานด้วย โดยให้เราไปนั่งรอเขาเตะฟุตบอล เรานั่งรอเขาที่สนามอยู่เป็น 2 ชั่วโมง จนเขาเตะบอลเสร็จถึงได้คุยงาน ตรงนี้เขาคงเห็นความอดทนของเรา (ยิ้ม) แล้วพอถึงช่วงคุยงาน คิทตี้จริงจังและตรงไปตรงมามาก เรายกมือไหว้เขาก่อนคอมเมนต์บทของพี่ต้อม เพราะรู้ตัวว่าเราอาจจะคอมเมนต์รุนแรงเลยต้องขอโทษกันก่อน ซึ่งพี่เขาก็ฟังเรานะ มีการปรับเปลี่ยนกันไปมา และผลงานเรื่องแรกที่คิทตี้ทำคือ ‘ตุ๊กแกรักแป้งมาก’ นั่นเป็นครั้งแรกที่มีชื่อของเราอยู่ใน End Credit เราภูมิใจมากกว่าการเป็นนักแสดงเสียอีก 

ระหว่างนั้นก็มีงานแสดงเข้ามาบ้างประปราย และก็ได้ช่วยพี่ต้อมใน ‘บุปผาอาริกาโตะ’ อีกเรื่อง เรามองพี่ต้อมว่าเป็นพ่อคนหนึ่ง เป็นเมนเทอร์ที่สอนอะไรเราหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตด้วย เราก็ชื่นชมและบูชาเขาประมาณหนึ่ง ซึ่งมากพอที่จะร่วมลงเหวไปกับเขาได้ ถ้าเขาเอ่ยปากชวน


ชื่อที่ขึ้นรั้งลำดับท้ายๆ แบบนี้ ไม่รู้สึกว่าการเป็นนักแสดงมันดีกว่าบ้างเหรอ 

ว้าว! มากกว่าค่ะ และทำให้ทุกครั้งที่เรากลับมาแสดง ที่เรารู้สึกเหนื่อยมันยังไม่ถึง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของทีมงานเลย พวกเขาต้องเตรียมงานเป็นเดือนก่อนวันถ่ายจริง ต้องเขียนบท และปรับแก้กันมาเป็นปี ในขณะที่เราทำงานแค่ 15-20 วัน มันเล็กจิ๋วมากเมื่อเทียบกัน 


อะไรคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้คิทตี้ชอบดูหนัง 

เราโตมากับบ้านที่มีวิดีโอที่คุณพ่อคุณแม่สะสมไว้เยอะมาก ทั้งหนัง การ์ตูนดิสนีย์ เราได้สิทธิ์ในการดูหนังหรือการ์ตูนทุกเรื่อง เราดูทุกแนวเลยก็ว่าได้ เคยถึงขั้นทำลิสต์หนัง 150 เรื่อง ใน IMDbแล้วแปะโพสต์อิตติดไว้ในห้องนอน แล้วค่อยๆ ดึงออกทีละเรื่องที่ดูแล้ว เราเป็นคนกลางคืน ไม่ค่อยนอน ชอบอยู่ดึก ทุกคืนๆ เราพยายามหาซีรีส์มาดู หรืออย่างน้อยก็หาหนังมาดูสักเรื่องสองเรื่อง

หนังที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุด คือ Requiem for a Dream กำกับโดย Darren Aronofsky (ผู้กำกับหนังเรื่อง Black Swan, Mother) เป็นหนังที่เจ๋งมากตรงที่มันสามารถทำให้เรารู้สึกอินมาก ไม่ใช่หนังคำสอน ไม่มีคำพูดหรือป้ายประกาศใดที่บอกว่ายาเสพติดไม่ดีต่อชีวิต เป็นแค่หนังเรื่องหนึ่งที่สร้างความบันเทิงให้เรา แต่พอหนังจบแล้วมันทำให้ชีวิตนี้เราจะไม่จะเล่นยาแน่นอน 


ชอบดูหนังมาก แต่ก็ชอบเที่ยวมากเช่นกัน

สมมติว่าเราจะไปเที่ยวไหน เราจะมีอินสไปเรชั่นก่อนว่าเราอยากไปที่นี่เพราะอะไร ซึ่งส่วนมากมาจากหนัง เช่น เราไปญี่ปุ่นมาหลายครั้งแล้ว แต่มีครั้งหนึ่งที่เราไปเพราะอยากไปตามรอยหนังเรื่อง Lost in Translation เราจองห้องที่สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน เคยนอนที่โรงแรมปาร์ค ไฮแอท เราไปหลายๆ มุม ไปร้องคาราโอเกะแบบในหนัง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก มากกว่าการไปเที่ยวเพื่อไปดูแลนด์มาร์กทั่วไปแล้วก็กลับ 


อะไรที่ทำให้คิทตี้รู้สึกว่าเราแตกต่างจากคนอื่น 

เรื่องของแนวคิดหลายๆ อย่าง ลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคิทตี้ไม่มีงานรีวิวสินค้า ซึ่งเราไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด แต่เราจะรู้สึกกระอักกระอ่วนแน่นอนถ้าเราทำ เราไม่พร้อมจะมาบีบเสียงพูดว่าใช้อันนี้อย่างไร ดียังไง มันไม่ใช่เรา เราไม่อยากฝืน อีกอย่างเราค่อนข้างชอบความเป็นส่วนตัวมาก ถึงขั้นที่เก็บเรื่องราวส่วนตัวไว้กับตัวเองให้มากที่สุด ด้วยการเขียนไดอารี่มาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ 

เราซึมซับมาจากคุณแม่ เขาชอบการเขียนมาก เวลาเขาไปทำงานต่างประเทศหรือไปไหนไกลๆ เขาก็เขียนจดหมายหรือโปสต์การ์ดส่งกลับมาให้เราเสมอ เขาบอกว่าถ้าค่อยกลับมาเล่าที่บ้านมันไม่โรแมนติกเท่าเขียนและส่งมาจากสถานที่ที่เขาไปมาจริงๆ แล้วเราได้สิ่งนี้มาจากแม่ เมื่อเราเขียนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี เราจะหยิบขึ้นมาอ่าน มารีวิวรอบหนึ่งว่าตลอดปีที่ผ่านมาชีวิตเราเป็นยังไงบ้าง โดยเฉพาะวันเกิดเราหยิบมาทบทวนตลอด หลายครั้งเราก็รู้สึกตลกกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้น เราเคยชอบคนนี้ได้ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ พูดเป็นเล่นน่า!!! (หัวเราะ) 


หลังจากใช้เวลาทำงานเบื้องหลังอยู่ราว 2 ปี สุดท้ายแล้วคิทตี้ก็กลับสู่งานเบื้องหน้าอีกครั้ง

ตลอดช่วงที่ทำงานเบื้องหลัง ก็มีคนติดต่องานเล็กๆ น้อยๆ มาตลอด เรามีโอกาสไปเป็นนางเอกละครช่อง 3 เรื่องหนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไม่เป็นตัวเองเลย (เป็นคนเลือกบทจากความคล้ายตัวจริงเป็นพื้นฐาน?) ใช่ค่ะ เพราะเราไม่อยากฝืน ถ้าจะทำงาน เราต้องทำงานที่เรารัก ตื่นเช้ามาแล้วเราอยากไปทำ 


แต่การทำงานเบื้องหน้าก็มาคู่กับข่าวหรือคอมเมนต์มากมาย คิทตี้จัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร 

(เธอส่งยิ้มหวานก่อนจะเริ่มตอบคำถาม) ชีวิตช่วงที่ผ่านมา เรารู้ตัวว่าเราอาจจะดื้อ หัวรั้น และใจร้อนเกินไป ยอมคนไม่ได้มากเกินไป เรามีความผิดพลาดมาก่อน เราเคยไม่ยอมพี่ๆ นักข่าวมาก่อน ซึ่งถ้าถามว่าเราเสียใจมั้ย เราเสียใจและรู้สึกว่าไม่น่าทำอะไรแบบนั้นเลย เราวู่วามเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราได้รู้จักคน การโดนหลอก โดนโกง ในวันนี้ถ้าย้อนกลับไปได้เราจะไม่หนีปัญหา เราจะหาทางแก้ปัญหาให้ดีกว่านั้นให้ได้ 


คิทตี้ไม่ใช่คนประเภทที่ยอมตอบเพื่อให้คนรักหรือเอ็นดูใช่มั้ย

เราไม่อยากให้เขารักเราในสิ่งที่เราแสดงค่ะ เราอยากให้เขาชอบตัวตนที่เราเป็น เพราะสุดท้ายแล้วมันจะไม่เกิดการผิดหวังขึ้น เพราะถ้าเขาไม่ได้รักตัวเราตั้งแต่แรก แล้ววันหนึ่งมารู้ว่าเราเป็นอีกแบบ เขาอาจผิดหวังหรือถึงขั้นเกลียดเราไปเลยก็ได้ เราอยากให้ชอบแบบนี้ที่เราเป็น แบบที่ไม่ว่าอีกนานแค่ไหนเราก็มั่นใจว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง 


นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว คิทตี้มีงานถ่ายแบบ เดินแบบที่สร้างความหวือหวาไม่น้อย ภายใต้ชุดที่มองผิวเผินเหมือนโนบรากลางเวทีเดินแบบ 

คิทไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกล้าโชว์...โอเค คำนี้มันดูรุนแรงนะ แต่คิทว่าสิ่งที่ทำมันไม่ได้เป็น Pussy Power ก่อนอื่นต้องบอกว่าเวลาที่เดินแบบ คิทจะไม่คิดว่าตัวเองคือนักแสดง ไม่ได้มองว่าตัวเองคือดารา วันนั้นเราถูกจ้างไปในฐานะนางแบบ ซึ่งการเป็นนางแบบแล้วต้องโนบราไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรมาก แต่มันก็มีข่าวออกมา คิทแค่รู้สึกว่าหลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคิทเป็นดารา ต้องดูแลภาพลักษณ์ ทุกมุมมองของตัวเองว่าต้องทำเพื่อสังคม แต่คิทยืนยันตรงนี้ว่าคิทก็ยังไม่ได้เป็นดารา/นักแสดงในแบบที่คนจะมายกย่อง คิทไม่ได้มีอะไรดีเลย ไม่ใช่ดาว และไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ 


ในทางตรงข้ามมีกระแสข่าวว่าทำเพราะอยากดังด้วย

มีคนพูดค่ะ แต่อยากบอกว่าถ้าคิทอยากได้กระแสคิททำได้มากกว่านั้นแน่นอน แต่ครั้งนั้นเราไปในฐานะนางแบบคนหนึ่ง ไม่ใช่เราคนเดียวที่แปะจุก และเรามองว่ามันไม่ได้โป๊ตรงไหนเลย เรากลับมองว่ามันดูเหมือนในหนังไซไฟด้วยซ้ำ ถ้าบอกว่าโป๊ เราว่ามันต้องเห็นหน้าอก เป็นจุก เห็นอวัยวะเพศ 


ถ้าพูดในแง่การแต่งตัวของผู้หญิงในบริบทต่างๆ 

เรารู้สึกว่าต่อให้ผู้หญิงแต่งตัวโป๊แค่ไหนออกจากบ้านก็ไม่ควรมีใครข่มขืนเขา เพราะเราว่าคนต้องเคารพคนอื่นและร่างกายที่เขาอาศัยอยู่  เราไม่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าเพราะแต่งตัวโป๊ เลยทำให้เกิดเรื่องข่มขืนง่ายขึ้น ไม่เห็นด้วยค่ะ ผู้ชายควรจะเรียนรู้ในการเก็บอวัยวะเพศของตัวเองไว้ในกางเกง  


มีมุมมองเรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงกับวัฒนธรรมสังคมไทยอย่างไร 

เรามองว่ามันคือเรื่องของการเคารพกันและกัน อาจมีบ้างที่ผู้หญิงบางคนแต่งตัวเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ หรือแต่งเพื่อออกมาล่าเหยื่อ แต่ถ้าคนอื่นๆ เขาไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น คุณไม่ควรตัดสินเขาก่อน ไม่ควรไปยุ่งหรือทำอะไรไม่ดี ยกเว้นว่าเจอผู้หญิงที่ลากคุณเข้าโรงแรม หรือผู้หญิงที่สมยอมตั้งแต่แรก แบบนั้นคุณไม่ผิดหรอก แต่ถ้าคุณเจอผู้หญิงที่เดินอยู่ข้างทาง แล้วบอกว่าเขาแต่งตัวโป๊ เรามองว่าแบบนี้มันผิดแล้วนะ 


คิทตี้เจอคอมเมนต์เรื่องแต่งตัวโป๊บ่อยไหม

มีมาเรื่อยๆ ค่ะ แต่เรามองว่าเราไม่ใช่คนก้าวร้าว ใครด่ามาต้องด่ากลับ ไม่ได้ออกมาปกป้องตัวเอง ส่วนมากจะปล่อยไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ยกเว้นเจอเรื่องที่มันบิดเบือนจากความจริงไปมาก เช่น เอาเราไปแอบอ้าง เรื่องนี้ก็คงต้องเคลียร์กัน 


แล้วต้องเคลียร์กับครอบครัวด้วยไหม

ที่บ้านคิทชัดเจนกันตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าเราอยากทำงาน อยากอยู่ในแสง สี แต่คุณพ่อคุณแม่และน้องไม่ได้อยากอยู่ในแสงด้วยนะ เพราะฉะนั้นให้ตัดส่วนของครอบครัวและงานออกไป หมายความว่าจะไม่มีโมเมนต์ที่คนอื่นจะเห็นเรื่องเราและครอบครัว เราไม่แชร์เรื่องนี้ออกโซเชียลฯ ไม่มีใครจำเป็นต้องรู้จักว่าพ่อแม่พี่น้องของเราเป็นใคร หน้าตาอย่างไร (แม้แต่ลิมิตการรับงาน มากน้อยแค่ไหนที่จะถูกว่า) ที่บ้านเราเคารพซึ่งกันและกัน เราให้เกียรติสเปซกันค่ะ (ยิ้ม) 


คนจำนวนไม่น้อยมองว่าคิทตี้คือเด็กมีปัญหา คุณรู้สึกอย่างไร 

เราว่าเราไม่มี แต่เข้าใจว่าการที่คนทั่วไปบอกว่าเราเป็นคนมีปัญหามันเป็นคำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่เราว่าคุณอาจจะไม่เข้าใจเรา คุณไม่เคยเป็นเรา ไม่รู้จักเราจริงๆ ไม่มีทางรู้หรอกว่าเราเป็นอย่างไร 


ในขณะเดียวกันคุณก็ได้ตำแหน่งคาสโนวี่ ดาราสาวเปลี่ยนผู้ชายเก่ง

ความรู้สึกแรกเลยคือมันน่าเศร้านะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเราเจอรูปแบบความสัมพันธ์อะไรมาบ้าง ซึ่งเราเองก็ไม่จำเป็นที่ต้องเอาใครมาชำแหละกลางวงสังคม ให้คนอื่นช่วยกันประณามหรือประจานกัน เพราะมันคือความลับของคนสองคนที่ตกลงและยอมรับร่วมกันในช่วงเวลาหนึ่ง เราและเขาเคยรักกัน ระหว่างนั้นอาจมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง แต่เรื่องดีๆ มีเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องมาฆ่ากันเอง ส่วนคนอื่นอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไป 


แท้จริงแล้วสเป๊กและจุดหมายสูงสุดของความรักในแบบคิทตี้เป็นอย่างไร 

เราชอบให้ทุกวันมีความพิเศษ ไม่ใช่พิเศษแค่ 3 วัน พวกวาเลนไทน์ วันเกิด หรือวันครบรอบ เราว่าทุกๆ วันเป็นวันพิเศษได้ เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ แต่การได้ใช้ชีวิตกับใครสักคนที่ทุกๆ วันคือความสุข เข้านอนอย่างมีความสุข มันคือความคุ้มค่า และสิ่งที่ดีที่สุด เพราะวันพรุ่งนี้เราอาจจะไม่ตื่นมาแล้วก็ได้ 


คนประเภทไหนที่จะคบกับคุณได้ 

คนที่เข้าใจเรามั้งคะ เวลาที่เรารักใครแล้วเราจะอินกับคนๆ นั้นมาก เราใส่ใจมาก แต่เราก็ติสต์ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว เราไม่ใช่คนที่ Available ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ถ้าติดต่อเราไม่ได้ อย่าเพิ่งเวิ่นเว้อ เดี๋ยวเราโทรกลับเอง หมายถึงทั้ง 2 ฝ่ายนะคะ เราเองก็ให้เกียรติเขาเช่นกัน ยิ่งถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เราอยากฟังจากปากเขาก่อนเสมอ เช่นเดียวกันที่เราก็อยากให้เขาฟังเราก่อน เพราะเรารู้ว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะมีคนป้อนข้อมูลไม่ดีของเราให้คนอื่นฟัง ซึ่งเราจะเสียใจมากถ้าเขาเชื่อเรื่องพวกนั้นมากกว่าเรา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราเองก็จะไม่ทำกับเขา แต่เราพยายามทะนุถนอมทุกก้าวเดินให้ดีที่สุด แต่พยายามไม่คาดหวังกับมัน เพราะเราเรียนรู้มาเยอะว่าความผิดหวังมันน่าเสียใจ คาดหวังก็มักจะผิดหวัง 


เวลาเสียใจคุณเป็นอย่างไร

เราชอบอยู่คนเดียว การออกไปเจอเพื่อนมันจะยิ่งเจอสถานการณ์ของการพบเพื่อน เพื่อนบางคนปั่นสถานการณ์ เพื่อนบางคนก็ช่วย แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่ายิ่งเสียใจหนักกว่าเดิม แต่การอยู่กับตัวเอง ปิดมือถือ ไม่เล่นโซเชียลฯ จมอยู่ในความคิดตัวเอง จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ จะกินเหล้า จะร้องไห้ หรือทำอะไรดี แต่เป็นความรู้สึกของเราคนเดียว ค่อยๆ ผ่านไปแต่ละวัน 5 วันผ่านไป สัปดาห์หนึ่งผ่านไป จนรู้สึกว่าไม่เฮิร์ตแล้ว โอเคแล้ว สบายดี จนเริ่มคิดได้ว่าดีแล้วล่ะที่เลิกไป จุดสูงสุดความรักของเราไม่ได้อยากแต่งงาน เราเกลียดเด็กประมาณหนึ่ง เราไม่อยากมีลูก ไม่ต้องแต่งงานก็ได้ 


เคยรู้สึกไหมว่าบางอย่างก็หนักเกินไปสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง 

ไม่มีอะไรหนักเกินไปสำหรับใครทั้งนั้น ทุกคนทำได้ทุกอย่างถ้าอยากทำ เราว่าเรามีความเป็นเฟมินิสต์ แต่ไม่ได้เฟมินิสต์ประเภทที่ต้องอยู่เหนือกว่าผู้ชาย เราแค่อยากเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ทั้งในแง่ความคิด การทำงาน หรือการใช้ชีวิต ถ้าวันหนึ่งแต่งงานเราไม่อยากเอาเปรียบอีกฝ่าย เราช่วยกันคนละครึ่ง หาทางออกที่เหมาะสม ส่วนตัวเราไม่เชื่อเรื่องตรงกลางแบบ 50-50 แต่จุดร่วมคือการที่คนสองคนตกลงร่วมกันแล้วว่าแบบนี้มันโอเค 


จุดสูงสุดของการทำงานเป็นอย่างไร 

ถ้าวันหนึ่งเราพร้อมกว่านี้ เราอยากก้าวไปเป็นผู้กำกับ แต่ต้องกำกับงานที่รู้สึกว่ามันใช่ และเป็นงานที่สะท้อนตัวตนของเราจริงๆ ไม่ได้อยากเป็นแค่ผู้กำกับอะไรก็ได้ เราชอบเสี่ยงโชค ชอบเสี่ยงดวง ตอนนี้เราลุ้นอย่างเดียวว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเหวี่ยงเราไปได้ไกลถึงไหน เราทิ้งทุกอย่างและทุ่มเทเพื่อเรื่องนี้มาก เราต้องแลกกับอะไรหลายๆ อย่าง มีบาดเจ็บ นิ้วซ้น ต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่สบายไข้ขึ้น แต่ก็ยังต้องไปถ่าย เรียกได้ว่าเราทุ่มเกินร้อย ทำตัวเหมือนเต่าในเรื่องกระต่ายกับเต่ามาตลอด จนตอนนี้เราอยากรู้ว่าเต่าอย่างเราจะถึงเส้นชัยมั้ย