Keep Running - จูเนียร์ กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์



ราว 8 ปีก่อน จูเนียร์-กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์ ตัดสินใจก้าวขึ้นสู่เวทีประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์อย่างรายการ The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 7 (2554) และตกรอบตั้งแต่สัปดาห์แรกของการแข่งขัน แต่หลังจากก้าวลงจากบันไดเวที เส้นทางสายใหม่ของเขาก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในวงการบันเทิง กับการเป็น ‘นักแสดง’ ที่มีผลงานออกมาให้เราเห็นกันอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ละคร ซิตคอม ภาพยนตร์ ละครเวที จนไปถึงซีรีส์เรื่องต่างๆ

แม้ในวันนั้นจูเนียร์จะไม่ได้เป็น ‘ผู้ชนะ’ ในการแข่งขัน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ‘ผู้แพ้’ คนนี้ก็ยังคงพยายามพัฒนาและพิสูจน์ความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งเขาบอกกับเราว่า ‘กว่าที่ใครคนหนึ่งจะเป็น Winner ได้ก็ต้องผ่านการเป็น Loser มาก่อนใช่ไหมล่ะ’


เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร

ย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ผมประกวดรายการ The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 7 ตอนนั้นตกรอบคนแรกเลย (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญาและเล่นละครให้กับค่าย EXACT มาเรื่อยๆ มีเล่นละครและซิตคอมบ้างอยู่ประมาณ 7 ปี แต่ตอนนี้เป็นช่วงจังหวะในชีวิตที่ผมเป็นฟรีแลนซ์มาสองปีแล้ว


ทำไมถึงตัดสินใจมาประกวดรายการ The Star

 ผมมีพี่ชาย เขาชอบประกวดร้องเพลง แต่ผมชอบเล่นดนตรี จำพวกกีตาร์หรือเบส เวลาพี่เขาซ้อม ผมก็จะเข้าไปเล่นด้วยหรือเล่นให้ตอนที่วงของเขาขาดสมาชิก แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาประกวดเพราะตอนนั้นผมอยู่ที่ จ.เชียงราย การที่เด็กบ้านนอกจะเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงมันเป็นเรื่องยาก ช่องทางเดียวที่จะทำให้เรามีโอกาสอยู่ในวงการบันเทิงและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ได้นั้นมันคือการประกวดแบบนี้ 


แสดงว่าให้น้ำหนักกับการแสดงมากกว่าการร้องเพลงมาตั้งแต่แรกใช่ไหม

ตอนแรกไม่ให้น้ำหนักกับด้านไหนเลย (หัวเราะ) สมัยนั้นมีคนเก่งเยอะ ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้วการแข่งขันก็สูง เราเป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เขาให้ทำอะไรก็ทำครับ เริ่มจากศูนย์เลย ซึ่งผมคิดว่าการเข้าวงการมันง่ายนะ แต่การอยู่ให้นานมันเป็นเรื่องยาก ทำยังไงให้เรามีงานต่อไปเรื่อยๆ เป็นที่รักกับคนดูหรือผู้ร่วมงานไปพร้อมกัน พอเรารู้ตัวแล้วว่าเราชอบการแสดง ถ้าให้ไปทำอย่างอื่นเราทำไม่ได้ และด้วยความที่ผมเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์มา ก่อนเรียนจบมีโอกาสได้ไปช่วยรุ่นพี่ทำงานเบื้องหลัง เรารู้เลยว่ามันแสนจะเหนื่อย ผมเลยรู้ว่าเราชอบทางนี้จริงๆ และการแสดงก็เป็นสิ่งที่ผมสามารถอยู่กับมันได้

ผมชอบการแสดงที่สุด จากที่ลองทำมาทั้งหมด มันทำให้รู้สึกว่าเราได้หลุดจากการเป็นตัวเอง โอเค มันอาจไม่ได้หลุดไปทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่มันไปเบลนด์เข้ากับประสบการณ์ที่อยู่ในตัวละคร เราไปเจอเพื่อน เราไปดูหนัง สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในหัวของเรา เวลาอ่านบท เราจะมองเห็นภาพ เหมือนเราได้ทำการบ้านตลอดเวลา บางคนอาจคิดว่าการแสดงมันง่าย พอมีบทมา เล่นไปก็จบ แต่ผมว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น และยิ่งเราเจอคนที่เก่งกว่า เราก็อยากจะพัฒนาตัวเองต่อไป ตรงนี้มันเลยสนุก


ดูเป็นคนชอบความท้าทาย

ผมเป็นคนชอบแข่งกับตัวเองมาก ว่างเมื่อไหร่จะต้องแข่งกับตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่ไปเบียดเบียนคนอื่น แต่เราจะคิดว่าทำไมคนนั้นมันเก่งจัง แล้วกลับมามองที่ตัวเอง และหาเวลาให้กับมัน เวลาผมศึกษาอะไรสักเรื่อง ผมจะหมกมุ่นอยู่กับมันจนเราเข้าใจแล้วถึงยอมเดินออกมา

 

บทที่มีโอกาสได้เล่นส่วนใหญ่จะเป็นบทแบบไหน

ผมจะได้เล่นบทที่ใกล้เคียงกันอยู่หลายครั้ง เป็นคาแร็กเตอร์ที่กองละครต้องการให้ไปเล่นเพื่อสร้างสีสัน แต่ทุกเรื่องจะมีดีเทลที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมนำมาเวิร์กกับตัวเองใหม่ เวลามีคนบอกว่าอยากได้แบบจูเนียร์ มันน่าเบื่อนะกับการที่เล่นละครมาตลอด 8 ปี แต่คนกลับบอกว่าอยากได้แบบจูเนียร์ ฉะนั้นผมเล่นทุกเรื่อง ก็เหมือนกันทุกเรื่องสิ ผมเลยพยายามหาคาแร็กเตอร์ที่แต่ละเรื่องน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องจับจุดตรงนั้นไว้ อย่างคนตลก มันก็มีคนตลกหลายแบบ ไม่ได้มีแค่ตลกแบบจูเนียร์แค่นั้น


นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรือที่มีจุดขายของตัวเอง มีคนอยากร่วมงานแบบ ‘จูเนียร์’

ถามว่ามันดีต่อตัวผมไหม มันดีครับ ทุกคนรอบตัวก็จะบอกว่านี่คือจุดขายของเรา ไม่งั้นเราจะมีงานเหรอ แต่คนที่ไม่มาเป็นเรา เขาไม่รู้ว่าเราต้องใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นแค่ไหน สมมติผมเล่นละครอยู่ 7 เดือน ผมต้องใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นอยู่ 7 เดือนในการเป็นจูเนียร์ ถัดมาอีกเรื่องผมมาเล่นเป็นแบบจูเนียร์อีกแล้ว มันไม่สนุกครับ ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบนะ แต่ผมว่าการเป็นตัวเองสมบูรณ์ไปตลอด มันไม่ดี ถ้าให้เล่นบ่อยๆ หน้าผมคงจะต้องตูดมาก (หัวเราะ)


สิ่งที่ได้รับจากการเป็นนักแสดงคืออะไร

ผมคิดว่าได้อะไรเยอะเลยครับ ผมรู้จักชีวิตมากขึ้น เมื่อก่อนที่บ้านค่อนข้างเลี้ยงผมแบบปล่อยให้ออกไปเรียนรู้โลกด้วยตัวเองเลย เราเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง เข้าใจคนแค่ประมาณหนึ่ง ตีกรอบคนคนหนึ่งว่าเป็นคนอย่างไร ทั้งที่เราไม่เคยไปคุยกับเขามาก่อน คนนี้เป็นคนเงียบเพราะเขาไม่ค่อยพูด แต่การเป็นนักแสดงช่วยทำให้ผมรู้จักและทำความเข้าใจกับคน เมื่อก่อนผมอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ เอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจแต่ตัวเอง แต่พอเรียนรู้การแสดงแล้วกลายเป็นว่าเราอยากคุยกับคนอื่น เรากลายเป็นคนที่เข้าใจคนง่ายมาก


มองเห็นอะไรจากการคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 7 ปี

ทุกปีอายุผมมันแก่ลงไปทุกวัน ปีหนึ่งเรารับละครอยู่ 2 เรื่องก็หมดปีแล้วนะ ปีที่แล้ว 26 ตอนนี้ 27 แล้ว เมื่อก่อนเราไหว้คนในกองละคร ตอนนี้กลายเป็นพี่จูเนียร์ สวัสดีครับ มันเลยยิ่งทำให้เรารู้ว่าการรักษาคุณภาพตรงนี้มันยากที่สุด หรือถ้าคุณเก่งมาก แต่คุณไม่มีวินัยเลยกับกองถ่าย ไม่พัฒนาตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันอยู่ที่นี่ได้อย่างแน่นอน ผมเป็นคนหนึ่งเลยที่เริ่มจากศูนย์ อย่างที่บอกไปแล้ว ทุกครั้งที่ไปทำงานเราจะบอกกับตัวเองไว้เลย “กูไม่เก่ง” กับคนอื่นโดนสั่งเทกเยอะ อาจจะเริ่มรู้สึกแล้วว่าจะอะไรนักหนา แต่กับเรามันไม่เป็นอะไรเลย กลายเป็นดีเสียอีกที่เราได้เรียนรู้ ต่อไปเรื่องหน้าเราจะเข้าใจเอง ผมจะบอกกับตัวเองว่ามาเรียนรู้ทุกครั้ง


เมื่อก่อนช่องทางรับชมจะมีแค่ช่องโทรทัศน์หลักไม่กี่ช่อง แต่ตอนนี้มีช่องทางเลือกเพิ่มขึ้นมีความเห็นอย่างไรบ้าง 

แต่ก่อนช่องทางการดูมันน้อยมาก กว่าจะได้เล่นละครเรื่องหนึ่งมันค่อนข้างลำบาก แคสติ้งแล้ว แคสติ้งอีก แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเปิดกว้างมาก มีช่องออนไลน์ที่หลากหลายให้คนติดตามสิ่งที่เขาอยากเสพกันจริงๆ


ล่าสุดรับบทเป็น ‘วัน’ ในซีรีส์เรื่อง Hipster or Loser เป็นอย่างไรบ้าง

มีพี่คนหนึ่งติดต่อมาอยากให้ไปลองแคสติ้ง แล้วพอดีผมเพิ่งไปเล่นละครกับพี่ส้วม (สุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์) ซึ่งบทนี้เป็นบทที่ค่อนข้างคล้ายกับบทของพี่ส้วม พี่เขาเป็นคนเก่งมากในเรื่องการสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวเองให้เด่นออกมา เขาจะเป็นตัวละครที่สร้างสีสันเกือบทุกเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่มี บางทีเราไม่มีบทบาท ยืนเป็นต้นไม้อยู่ในซีน แต่พี่เขาทำให้ผมเห็นว่าจริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น ผมเลยตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้ เพราะผู้กำกับอยากได้บทที่ใกล้เคียงกับพี่ส้วม แล้วปกติผมก็ชอบกินกาแฟอยู่แล้วด้วย วันแรกก่อนจะแคสติ้ง พี่ทีมงานเขาก็ส่งเรื่องกาแฟมาให้อ่าน มึนหัวมาก เพราะมันมีหลายประเภท ถ้าได้เล่นเรื่องนี้ คงมีเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเรื่องกาแฟที่เราจะได้เรียนรู้มากขึ้น เพราะอยู่ในกรุงเทพฯ จะเดินออกไปหาร้านกาแฟแล้วให้เขาช่วยสอนให้ เขาคงจะไม่สอนหรอก (หัวเราะ)


คาแร็กเตอร์ของวันเป็นอย่างไร

คาแร็กเตอร์ของวัน เรียกว่าเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยที่สุดเลยก็ว่าได้ เขาเป็นคนที่แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน อยากมีกล้องไลก้า จักรยานฟิกซ์เกียร์ อยากมีร้านกาแฟไว้เชิดหน้าชูตา แต่ถ้าถามว่าตัวเองรู้จักกาแฟไหม เขากลับไม่รู้จัก แต่ให้เพื่อนที่รู้เรื่องกาแฟเป็นคนออกหน้า วันจะเป็นตัวละครที่มีเปลือกเยอะที่สุด ชอบสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเอง ซึ่งตัวละครวันก็จะนำความฮิปสเตอร์มาอวด มาโชว์กับคนอื่น


คิดอย่างไรกับคำว่า ‘Wanna Be’

ผมว่าวอนนาบีเป็นคำที่ร้ายแรงมากกับการพูดแล้วทำร้ายคนอื่น สมมติเราอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง กำลังหมกมุ่นอยู่ แต่มีคนเดินเข้ามาบอก ‘วอนนาบี’ จบเลยนะครับ เขวเลยทันที ถ้าใช้กับเพื่อนเล่นๆ ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเจอคนอื่นๆ ผมว่าคำนี้เป็นคำที่อันตรายมาก


ซึ่งตัวละคร ‘วัน’ ดูเป็นบทที่สะท้อนถึงความวอนนาบีมาก

ใช่ บทวันจะเป็นคนวอนนาบี อยากจะเป็นฮิปสเตอร์มาก แต่ยังไม่รู้เลยว่าฮิปสเตอร์คืออะไร คนที่ได้ดูวันจะได้สะท้อนเปลือกตัวเอง เราอยากได้ของชิ้นนี้จริงหรือเปล่า ย้อนกลับไปดูว่าควรหรือไม่ควร


การใช้ชีวิตแบบ ‘ฮิปสเตอร์’ เป็นเรื่องแย่ไหม

ไม่แย่นะ ผมมองว่าฮิปสเตอร์เป็นกลุ่มคนที่กำลังทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเราจะตีความฮิปสเตอร์ว่าเป็นแง่ลบมันคงรุนแรงไปหน่อย


ทุกวันนี้คนยังอยากถูกมองตัวเองว่าเป็นฮิปสเตอร์หรือเปล่า

ผมว่าทุกวันนี้คนคงไม่อยากได้คำว่าฮิปสเตอร์แล้วล่ะ สมัยนี้คงอยากถูกมองว่าเป็นยูนีค ฉันเป็นที่หนึ่ง ฉันต้องไม่เหมือนใคร แต่การเป็นฮิปสเตอร์ ถ้าเป็นข้อดี ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่คนใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองชอบมาก เช่น ฉันอยากจะจัดบ้านให้แดดส่องแบบนี้ เลี้ยงต้นกระบองเพชร อยากถ่ายรูปเก็บไว้ทุกวัน ฉันแค่ทำเพราะฉันรักมัน ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดีที่คนเราหมกมุ่นอยู่กับอะไรสักอย่างแล้วมีคนมองว่าน่ารักดีนะ การที่เราได้อยู่กับตัวเอง ทำในสิ่งที่เรารัก มันทำให้เรารู้จักตัวเองดี การเป็นตัวเองมันสำคัญมาก บอกลายเซ็นตัวเอง บอกว่าคุณเป็นคนแบบไหน แต่อันนั้นก็คือในเลเวลที่ให้คนอื่นเห็น แต่ถ้าเราเป็นตัวเองเต็มที่แล้ว ก็ไม่ต้องรอให้คนอื่นมองเราเลยว่าเป็นตัวเรามันจะดีหรือไม่ดี แค่เราไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นก็พอแล้ว แต่ละคนมีเสน่ห์ของตัวเอง ฉะนั้นจงภูมิใจ


แล้วถ้าให้เลือกระหว่าง Winner กับ Loser ตอนนี้ตัวเองเป็นอะไร

จริงๆ ก็คงต้องเลือก Winner ใครๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้าสำหรับผมเองนะ ผมว่าตัวเองเป็น Loser เพราะผมเริ่มจากศูนย์ ไม่เก่งอะไรเลย แต่วันหนึ่งผมจะกลายเป็น Winner เพราะผมผ่านการเป็น Loser มาก่อน