It's Worth a Short - อุ๋ย นที เอกวิจิตร

ก่อนเข็มทิศชีวิตของ ‘นที เอกวิจิตร’ หรือ ‘อุ๋ย Buddha Bless’ จะเบนไปในทิศทางที่ดี เขาต้องผ่านการใช้ชีวิตขมๆ จนกระทั่งได้มาทดลองปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จากเด็กดื้อก้าวร้าวที่ไม่เคยสนใจเรื่องพุทธศาสนา แต่ในวันนี้อุ๋ยกลับเป็นนักร้องที่ทำให้ ‘เพลงแร็ป’ กับ ‘พุทธศาสนา’ ที่ต่างกันอย่างสุดขั้วมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว รวมถึงเป็นเจ้าของค่ายและโปรดิวเซอร์ประจำที่ ‘พร้อมบวก’ ค่ายเพลงที่พร้อมส่งต่อพลังบวกและผลักดันศิลปินแร็ปเปอร์รุ่นใหม่หลายคน


คุณมาร่วมงานกับสังกัด LOVEiS ได้อย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

พี่บอย โกสิยพงษ์ ชวนผมมาทำงานด้วยกันหลายปีแล้ว เวลาพี่เขาเขียนเพลง ผมจะขอเข้าไปนั่งด้วย ผมชอบดูคนเก่งๆ ทำงาน เหมือนเป็นการครูพักลักจำ พอพี่บอยชวนมาเขียนเพลงด้วย ผมจะมีความสุขในการทำงานกับเขามาก ก่อนหน้านี้ผมเคยชวนเขามาทำเพลงแร็ป เพลงฮิปฮอปที่มีมุมมองดีๆ ด้วยกัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จะไปหาบุคลากรจากที่ไหน 3-4 ปีที่แล้ววงการแร็ปเปอร์ยังแคบอยู่ จนช่วงปีที่ผ่านมาผมได้ทำรายการ Show Me the Money เจอเด็กที่มีความสามารถอยู่หลายคน และอยากชวนพวกเขามาร่วมงานกัน เลยได้มาคุยกับพี่บอยอย่างจริงจังสักที ซึ่งพี่บอยก็ให้เปิดเป็นค่ายเพลงฮิปฮอปนี่แหละ แต่ผมก็ไม่ได้มองว่าต้องเป็นแนวเพลงฮิปฮอปอย่างเดียว แต่มันคือแร็ปที่เป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จะไปอยู่ในดนตรีอะไรก็ได้ ดังนั้นค่าย ‘พร้อมบวก’ จะเป็นเพลงหลายๆ แนว ทั้งอาร์แอนด์บี เร็กเก้ โซล แจ๊ส แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีการแร็ปที่ปนอยู่ในนั้น


ทำไมถึงต้องเป็น ‘พร้อมบวก PROM+’

จริงๆ ผมคิดไว้ว่าชื่อ ‘คิดบวก’ ครับ แต่พี่บอยบอกให้ชื่อ ‘พร้อมบวก’ ผมเป็นคนคิด ‘บวก’ ส่วนพี่บอยอยากได้คำว่า ‘พร้อม’ เราสองคนเลยมาพบกันครึ่งทางเป็น ‘พร้อมบวก’ ซึ่งก็รู้สึกว่ามันดูพร้อม กระฉับกระเฉง และมีพลังดี


ตอนนี้ค่ายพร้อมบวกมีสมาชิกกี่คนแล้ว

ตอนนี้มีวง Buddha Bless แล้วก็น้องอีกสองคนคือทศกัณฐ์ กับนายนะ ที่เจอกันจากรายการ Show Me the Money ซึ่งน้องๆ ที่ชวนมาร่วมค่ายจะเป็นคนที่ผมประทับใจจากสิ่งที่เขาคิด อย่างทศกัณฐ์ ผมเองก็ตามฟังผลงานเขามานานแล้ว เขามีความสามารถในการเขียนเพลงและร้องเองได้ด้วย เราพยายามค่อยๆ สร้าง ไม่ได้อยากโตเร็ว เพราะมันจะพัง แต่ก็ไม่อยากโตช้า ผมอยากให้มันพอดี เมื่อเจอคนที่เหมาะสม มีทัศนคติตรงกันก็ไปกันต่อ เวลาทำเพลงผมจะให้น้องไปทำกันเองมาก่อน และเคารพการตัดสินใจเขามากๆ บางเพลงผมแค่เป็นคนตัดกรอบ ส่วนน้องทำดนตรี เนื้อร้อง และทำนองมาให้เสร็จเลย ผมจะแก้ให้นิดหน่อย หรือถ้าฟังตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่ก็บอกเขาไปตามตรงว่ามันไม่ได้จริงๆ ลองทำมาใหม่ แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้ช่วยกันนึก เพราะเราอยากให้เป็นเขามากที่สุด


รู้สึกกังวลไหม เพราะทุกวันนี้ศิลปินส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะอยู่อย่างอิสระ ไม่ค่อยอยากอยู่ค่ายกันแล้ว

เราก็กังวลเหมือนกัน แต่ก็อยากลองทำดู ผมเคยอยู่ทั้งสองโลกมาแล้ว โลกของค่ายใหญ่กับโลกที่เป็นเป็นอิสระ เห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ผมก็เครียดนะเพราะผมไม่อยากทำใครขาดทุน แต่พี่บอยพูดกับผมอยู่เสมอว่าเราปลูกอะไร เราก็จะได้กินสิ่งนั้น ถ้าเรามั่นใจว่าเราปลูกของดี เราจะได้กินของดี ตอนเป็นศิลปินอิสระ ผมก็รู้สึกว่าบางทีทำเพลงที่ชอบ แต่ขายไม่ออก ผมก็ภูมิใจกับมัน เงินก็เงินของเราไม่เป็นไร แต่พอเป็นของคนอื่นเนี่ย ผมเครียดครับ (หัวเราะ) ไม่อยากทำใครเสียเงินต่อเปล่าๆ หรือขาดทุน แต่เขาก็บอกว่าขอให้มั่นใจ เรื่องนั้นไม่เป็นไร ก็ถ้าอุ๋ยว่าดีก็ทำเลย”


ตอนนี้วง Buddha Bless ยังมีอยู่ไหม

ยังมีอยู่ครับ แต่เป็นผมกับโต้ง เอ็มไม่ได้ทำแล้ว


จะมีการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหรือเปล่า

ผมตอบไม่ได้จริงๆ ผมไม่มีปัญหาเลยครับ อยู่ที่เพื่อนๆ เลยว่าเขาจะกลับมาทำหรือเปล่า แต่ซิงเกิ้ลเพลงของ Buddha Bless ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เราก็ไม่ได้หยุดทำเพลง ผมมองว่ามันเป็นช่วงจังหวะในการออกเพลงด้วย อย่างผมเองก็ทำโปรเจ็กต์ที่ทำเองคนเดียว เก็บไว้หลายเพลงแล้ว แต่ยังไม่ได้ออกสักที ก็กะว่านี่แหละจะมาออกกับค่ายพร้อมบวก


คุณดูมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับเด็กรุ่นใหม่ มองเห็นอะไรจากพวกเขา

ความไม่กลัวของเด็กๆ ครับ ทำให้นึกถึงตัวเองสมัยก่อนเลย ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเขียนเพลงระวังมากขึ้น บางทีก็คิดเยอะจนผมรู้สึกว่าคิดเยอะไปแล้วแต่เด็กเขียนกันเร็วมาก ไม่คิดอะไรกันเยอะเลย แต่ก่อนเวลาพี่บอยเห็นผมเขียน พี่บอยจะบอกว่าเฮ้ย นี่มันแหกกฎหมดเลย แต่พอมาเจอน้องๆ พวกเขาก็แหกกฎทุกอย่างเหมือนกัน เด็กรุ่นใหม่ก็จะมีความสดใหม่ที่ไม่กลัวอะไรเลย ไม่กลัวว่าเพลงจะไม่ฮิต ไม่กลัวจะถูกมองว่ามันประหลาดหรือมันไม่อยู่ในขนบเดิมๆ มันจะขายได้หรือขายไม่ได้ เขาไม่ได้คิดตรงนั้นเลยครับ คิดว่าเขียนเพราะกูอยากเขียนออกมาแค่นั้นเลย

ตอนเด็กๆ คุณเป็นคนแบบไหน

ผมเป็นเด็กหัวดื้อครับ ดื้อมาก อาจเรียกว่าก้าวร้าวเลย มีทิฐิสูง ชอบเอาชนะ


อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกสนใจพุทธศาสนา

บ้านไฟไหม้ครับ แล้วก็ไปลองปฏิบัติธรรมครั้งแรก พอหลังจากนั้นผมเริ่มเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างว่ามันไม่ใช่เรื่องบาปเรื่องบุญเท่านั้น พุทธศาสนาสอนเรื่องทำยังไงให้ทุกข์น้อยลง มันไม่ใช่เรื่องการทำบุญสะสมไว้ ไม่ใช่เรื่องของเทวดามาส่งผลให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่มันเป็นเรื่องของสติ พอมีวิกฤตในชีวิต เราได้ไปปฏิบัติธรรม แล้วปรากฏว่าอินมาก ผมเลยสนใจธรรมะและอยากผสมเข้าไปในเพลงด้วย ไม่ถึงกับเป็นเพลงธรรมะ แต่เป็นเพลงที่แฝงข้อคิดเข้าไป

อย่างเพลง ความเชื่อ ของ Bodyslam นี่เปลี่ยนชีวิตผมเลยนะครับ ตอนทำอัลบั้มแรกของ Buddha Bless พวกผมจะเลิกทำกันหมดแล้ว ท้อมาก เพราะรู้ว่ามันไม่มีอนาคตเลย ตอนนั้นศิลปินในค่ายก้านคอคลับ มีแค่โจอี้บอยเพียงคนเดียวที่หาเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพจริงๆ ได้ ส่วนศิลปินคนอื่นๆ ไม่มีวงไหนเลยที่ประสบความสำเร็จ แต่พอได้ฟังเพลง ความเชื่อ มันทำให้ผมรู้สึกอยากกลับมาทำเพลงต่อ อย่างเพลง Live and Learn หรือ ฤดูที่แตกต่าง ของพี่บอย โกสิยพงษ์ ก็เคยช่วยผมมาเยอะมากนะครับ 3 เพลงนี้เป็นสุดยอดงานศิลปะที่ให้กำลังใจ เปลี่ยนความรู้สึกคนจากลบมาเป็นบวก ซึ่งผมเองก็อยากทำเพลงให้ได้แบบนั้น สำหรับผมเรียกว่านี่คือยาหวานเลยล่ะ รับประทานง่ายและให้คุณประโยชน์ด้วย แต่บางเพลงของผมก็กลายเป็นยาขมไปเลย คนไม่ฟัง เพราะพยายามจะให้ข้อคิดมากไป บางเพลงก็เป็นขนมที่ไม่ได้ให้สาระอะไรเลย ให้ความบันเทิงอย่างเดียว มันยากเหมือนกันที่จะผสมให้มันพอดี บางทีก็เลยเปลี่ยนวิธีให้เป็นทั้งของหวานให้คนกินได้ และเป็นยาขมมาอยู่ในอัลบั้มเดียวกัน แล้วแต่เขาจะเลือกรับประทาน


ชีวิตขมๆ ของคุณเป็นอย่างไร

ช่วงที่ขมมากๆ ก็ตอนก่อนออกอัลบั้มแรกครับ เป็นช่วงที่อกหักจากความรัก สำหรับผมมันเรียกว่าขม แต่สำหรับคนอื่นอาจจะเรียกว่าเฉยๆ ผมถูกเลี้ยงดูแบบสบายมาตั้งแต่เด็ก มีพี่เลี้ยงมีพ่อแม่ไปรับไปส่งที่โรงเรียน รถเมล์ไม่เคยต้องขึ้น แต่พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่บ้านก็เริ่มแย่ ผมต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นที่ที่ผมไม่เคยคิดที่จะเข้าไปเรียนเลย เพราะถนนเส้นนั้นสมัยก่อนรถมันติดมากครับ ผมไม่ชอบบรรยากาศแถวนั้นเลย แต่สุดท้ายผมไปสอบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพกับเพื่อน แล้วผมโง่ไม่ได้ดูว่าเขาสอบกันตอนเช้า คิดว่าสอบตอนบ่าย ตอนเที่ยงก่อนออกจากบ้านก็เพิ่งรู้ตัวว่ากูสอบตอนเช้าผมไม่กล้าบอกพ่อแม่ ก็เลยโกหกเขาไปว่าไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่อยากเรียนที่รามฯ

ช่วงที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยก็เป็นช่วงที่ขมที่สุด ผมทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศบริษัททัวร์ผมตั้งตำแหน่งตัวเองเป็นรองผู้ช่วยพนักงานถ่ายเอกสาร (หัวเราะ) งานโคตรน่าเบื่อ ผมออกจากบ้านปั่นจักรยานมาทำงาน 10 กิโลฯ เอาข้าวกล่องไปกินตอนกลางวัน แล้วก็มองชีวิตเพื่อนๆ ที่เคยโตมาด้วยกันที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ดูเขาสนุกกันดี แต่ทำไมตัวเองถึงต้องเป็นแบบนั้น


แล้วจุดเปลี่ยนของคุณอยู่ตรงไหน พาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ดีขึ้นได้ยังไง

มันไม่ได้ดีขึ้นทันที หลังจากเรียนจบก็ยังทำงานประจำอยู่ จนสุดท้ายก็เปลี่ยนงานไปเป็นเซลขายรถ จนตัดสินใจลาออกมานั่งทำเพลงแบบไม่มีอนาคต เราคิดว่าให้เวลากับตัวเองแค่ปีเดียว ถ้าทำแล้วไม่ได้ก็ต้องกลับไปทำงานประจำที่เราไม่ชอบ แต่พอทำได้ครบปี Buddha Bless ก็เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน จากที่ผมไม่มีโอกาสได้อยู่บ้านตอนบ่ายเลย แค่ออกจากบ้านก็เช้ามืดแล้ว ทำงานเหนื่อยมาก แต่ได้มาอยู่บ้านตอนบ่ายโดยที่ไม่รู้สึกผิดแล้ว แค่นี้ก็เป็นคนโคตรมีความสุขเลยครับสำหรับผม


อย่างช่วงที่คุณบอกว่าที่บ้านเกิดวิกฤต แล้วได้ไปปฎิบัติธรรมครั้งแรกจนรู้สึกสนใจพุทธศาสนา คิดว่าธรรมะให้อะไรกับตัวคุณ

ถ้าผมไม่มีธรรมะมาช่วย ผมคงจะจมดิ่งไปกว่านั้น ธรรมะเข้ามาช่วยชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ผมยังมีสติให้กลับมาอยู่ปัจจุบันได้บ้าง ยังรู้หน้าที่ตัวเองอยู่บ้าง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ไปใช้ตัวช่วยที่พาชีวิตลงเหวไปกว่าเดิม ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้มาเจอธรรมะ จากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ผ่านมา ผมใช้ตัวช่วยพวกนั้นแน่นอนครับ (หัวเราะ) โดยมากผมจะอยู่ในกลุ่มเด็กเกเร แต่ผมจัดเป็นเกเรน้อยสุดในกลุ่มเด็กเกเรนะ ผมว่าตัวเองยังโชคดีที่ที่บ้านแย่ตอนกำลังเป็นวัยรุ่น ช่วงวัยสนุกสนาน ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง พอที่บ้านแย่พอดีกับเศรษฐกิจแย่ แม่กับพี่สาวก็เตือนว่าชีวิตครอบครัวเราไม่เหมือนเพื่อนๆ ที่เขามีฐานะ เพราะฉะนั้นจะไปสนุกแบบนั้นอย่างเดียว อนาคตเราไม่ได้มีอะไรรองรับอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราควรจะต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ก่อน เอาตัวเองให้รอดก่อน ก็เลยเริ่มหันเข็มให้มันถูกทิศ


มีบทเรียนอะไรที่คุณได้รับและอยากฝากถึงคนอื่น

ไม่มีอะไรแน่นอน ชีวิตจากลบเป็นบวก จากบวกก็กลับไปลบได้อีก การเห็นแค่ครั้งเดียวสำหรับบางคนอาจจะยังไม่ตื่น ผมอาจจะเป็นพวกปัญญาทึบ เจอครั้งเดียวก็ยังไม่ตื่น ผมรู้สึกว่าผมก็ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในหลายๆ อย่าง ผมนั่งจินตนาการว่าถ้าพ่อแม่ผมตายตอนนี้ ถ้าแฟนเลิกกับผมตอนนี้ ถ้าผมล้มละลายตอนนี้ ผมก็ทุกข์มากนะ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต เราทำตัวเองทั้งนั้น คนอาจจะมองว่าพูดแล้วมันซับซ้อน มันเป็นเรื่องความเชื่อ เป็นเรื่องกรรมในอดีตชาติ แต่สุดท้ายแล้ว พระท่านบอกสั้นๆ ง่ายๆ เราทุกข์เพราะเราคิด ถ้าไม่คิดก็ไม่ทุกข์ แต่ระหว่างทุกข์เราควรรู้ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไร ควรจะทำอย่างไรบ้างให้มันไม่แย่หนักไปกว่าเดิม


ความรักตอนนี้โอเคดีไหม

ก็โอเคครับ


แต่ก่อนภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นผู้ชายแบดบอย จริงไหมว่าที่เขามองกันว่าคุณเป็นคนเจ้าชู้ 

ผมตรงข้ามกับคนเจ้าชู้เลย ถ้าไปถามเพื่อนสนิทผม ถามพี่โจ้ หรือถามคนในค่ายจะรู้ดีว่าผมไม่มีเรื่องนี้เลยครับ ผมมีแฟนผมก็จะมุ่งอยู่กับคนเดียว คบใครก็คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่


ท่าทีของผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตสมัยก่อนกับปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน

ผมไม่ค่อยมีเข้ามานะครับ แฟนเกือบทุกคนส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเข้ามาหาผมก่อน เพราะผมไม่กล้าจีบผู้หญิง ผมเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เด็ก แล้วผมก็จะรู้สึกว่าเวลาผู้หญิงเข้ามาจีบก่อนมันมีเสน่ห์ เราจะแพ้ผู้หญิงที่มีความมั่นใจแบบนั้น


จริงหรือเปล่าที่ผู้หญิงชอบผู้ชายแบดบอยมากกว่าผู้ชายธรรมะ

ผมว่ามันเรื่องความตื่นเต้นนะ ผู้ชายแบดบอยอาจมองว่าคารมดี คุยสนุก แต่ว่าผมชอบประโยคหนึ่งที่เขาบอกว่า “ผู้หญิงชอบคนดี แต่รักคนเลว แต่สุดท้ายเลือกแต่งงานกับคนรวย” ผมเคยอ่านตามทฤษฎีแล้วรู้สึกเห็นด้วย เขาบอกว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องตั้งครรภ์ ฉะนั้นการตั้งครรภ์เนี่ย ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกมั่นคงและอยู่รอดได้ตามสัญชาตญาณลึกๆ ของมนุษย์ ก็ต้องทำยังไงก็ได้เพื่อให้รู้สึกว่าต้องอยู่รอด สัญชาตญาณผู้หญิงคือความมั่นคง ส่วนผู้ชายคือการมองหาแม่พันธุ์ที่ดี ซึ่งถ้าตามหลักทฤษฎีมันก็มีเหตุมีผลของมัน แต่ถ้าฟังจากคำพระพูดท่านก็จะบอกว่ามันเป็นสัญชาตญาณต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งสัตว์ก็มีเหมือนกัน แต่สิ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์คือการมองเรื่องจิตใจ พอผมฟังจากพระท่านเทศน์ ก็รู้สึกว่ามัน เมกเซนส์ เลยเข้าใจได้ว่าถ้าเขาบอกว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบดบอยก็คงเป็นเรื่องปกติ