กว่าผมจะมาถึงวันนี้ - เบนจาร์มิน โจเซฟ วาร์นี

Written by
06.07.18 89 views
Written by

06.07.18 89 views

หลายคนอาจจะเพิ่งมาคุ้นหน้าเขาจากซีรีส์เรื่อง Wake Up ชะนี แต่จริงๆ แล้ว เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี คนนี้เป็นที่รู้จักตั้งแต่การประกวด Academy Fantasia ซีซั่น 7 มาฟังกันว่ากว่าจะถึงวันนี้ กับบทบาทนักแสดง ไม่ใช่นักร้อง หนุ่มคนนี้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักที่เรียกว่าก



มาประกวด AF 7 ตอนไหน ทำไมถึงตัดสินใจมา

มีเพื่อนชวนไปแล้วบังเอิญได้เลย คงเป็นดวง เพราะอยู่ดีๆ เราก็ได้มาตรงนี้เลย หลังจากเรียนโฮมสคูล ผมย้ายไปอยู่โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ เริ่มเจอสังคมใหม่ อยากเป็นหมอ เรียนชีวะ เคมี แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้มาเป็น AF ชีวิตผมค่อนข้างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา น่าจะเป็นเพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าเราอยากจะเป็นอะไร เราเปิดใจที่จะเป็นอะไรก็ได้ บางคนเกิดมา เขาจะรู้เลยว่าจะใช้ชีวิตไปในทางไหน อยากเป็นอะไร ซึ่งมันก็ดีครับ พอมาได้เข้า AF มันเป็นจังหวะพอดีกับการแสดงที่เคยเรียนตอนเด็กมากกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักแสดงเต็มตัว

ตอนนั้นอยู่ ม.5 กำลังจะเรียนจบ เป็นช่วงที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมยังค้างว่าตัวเองอยากเป็นหมอ มันเลยยังมองเห็นอะไรไม่ชัด คิดว่าเป็นประสบการณ์ใหม่เฉยๆ ไม่ได้ไปเพราะต้องแข่งขัน หรือเป็นนักร้องนักแสดงให้ได้

พ่อแม่ไม่ผิดหวังเหรอที่ลูกชายไม่อยากเป็นหมอแล้ว

บ้านผมไม่ได้บิวต์ให้อยากเป็นหมอ เขาอาจจะเข้มงวดนิดนึง แต่ไม่ได้บอกว่า เราต้องเป็นอะไร แค่ขอให้รู้ว่าทำอะไรอยู่ และมีเกรดระดับที่ดีแค่นั้นก็พอ เขาไม่ได้คาดหวังว่าผมต้องเป็นอะไร เขาแค่อยากให้เราผ่านช่วงชีวิตนี้ไปเฉยๆ เรียนให้จบ และดูแลตัวเองได้ อยากให้ผมประสบความสำเร็จในระดับที่ผมพอใจ ที่เขาเคยเข้มงวดตอนเด็กๆ เพราะกลัวผมจะหลุดไปที่ไหนมากกว่า ดูผิวเผินเขาจะดูดุ แต่ลึกๆ พวกเขาเป็นคนน่ารัก พอผมโตมาเขาก็ปล่อย ไม่ได้มาว่าอะไร

เคยถามกรรมการไหมว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา

ผมไม่ชอบถามคำถามแบบนี้ ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่คงเป็นเพราะความเป็นธรรมชาติมั้ง ตอนนั้นผมเลือกร้องเพลง แทงข้างหลัง...ทะลุถึงหัวใจ ของ อ๊อฟ ปองศักดิ์ (2558) โคตรแย่ (หัวเราะ) ยังงงเลยว่าเข้ามาได้ยังไงร้องแบบนี้ ดีที่ AF ไม่ได้มีแค่การร้องเพลง ยังมีทั้งการแสดงและอย่างอื่นด้วย ถ้ามีแค่ร้องเพลง ผมไม่น่ารอดมาได้

ตอนนั้นชีวิตในบ้าน AF 7 เป็นอย่างไรบ้าง

บรรยากาศในบ้านสนุกมากครับ เราเคยนึกภาพบ้านในรายการเรียลลิตี้ว่าข้างในเป็นอย่างไร จริงหรือปลอมแค่ไหน พอเราได้เข้ามาอยู่จริงๆ เฮ้ย มันสนุกว่ะ สำหรับผมชีวิตในบ้านสนุกกว่าการแข่งขันอีก บางทีการแข่งขันมันเครียดไปสำหรับทุกคน ยิ่งรุ่นผมอายุน้อยกันมาก บางคนจะอินกับการต้องทำโจทย์ให้ได้ภายในอาทิตย์นี้ แต่เราจะไม่ซีเรียสเท่าไหร่

สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดในบ้าน AF

ผมชอบทุกอย่างในบ้านนะ แต่สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการที่เขาไม่ให้รู้เวลา ทุกคนจะได้มือถือมาคนละเครื่อง พอดีในบ้านมันจะมีเครื่อง V ที่เซ็ตเวลาเอาไว้ แล้วเหมือนทีมงานน่าจะลืม เวลามันเป๊ะกับเวลาข้างนอก หกโมงเย็นก็ดูหกโมงเย็น ผมเลยจดเวลาไปเปลี่ยนในมือถือ ทุกอาทิตย์เราจะต้องเอามือถือไปคืน แล้วเขาจะเปลี่ยนเวลาของเราทุกคน มีครั้งหนึ่งที่มาร์ค AF (วิทวัส ท้าวคำลือ) ยืนตรงสระน้ำ เอามือตั้ง และเดาเวลาเอาจากแสงแดด (หัวเราะ)

ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเยอะไหม หลังจากเข้าประกวด AF

ก่อนเข้ามาผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเซ็นสัญญาด้วย 5 ปี ด้วยความที่เป็นเด็กด้วย ผมไม่มานั่งอ่านเอกสารทุกหน้า เราคิดว่าเข้ามาอยู่ในบ้าน ออกจากบ้าน ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแต่จริงๆ คือไม่ใช่ เราต้องอยู่ทำงานให้เขาต่ออีก 5 ปี พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ คนเดียว เรารู้สึกเป็นอิสระ อยู่ดีๆ ชีวิตพาเรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องอยู่กับพ่อแม่แล้ว ตอนนั้นเราหน้ามืดตามัวไปอยู่เหมือนกัน เป็นช่วงที่เราไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ก็ไม่แคร์ ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดีตรงที่เราอยู่ในปัจจุบันไม่ต้องห่วงกับอะไร แต่เรากลับกลายเป็นเด็กที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตไปเลย ผมติดเที่ยว เอาแต่ใจ อยากทำหลายสิ่งหลายอย่างตามใจตัวเอง ซึ่งผมก็ไม่ได้เสียใจที่มันเกิดขึ้น มันเป็นบทเรียนที่ดีเสมออยู่แล้ว แค่บางทีมีคนที่เราน่าจะให้เกียรติเขาบ้างกับการที่เขายื่นโอกาสให้เรามา อยู่ในค่ายผมก็ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะยังไม่เจอทางของตัวเอง แต่ลึกๆ ผมรู้ตัวว่าชอบการแสดงนะ มันยังอยู่ข้างใน แต่รูปแบบงานแสดงของ True อาจจะไม่ใช่การแสดงที่เราชอบ