I’M NOT MY HAIR - โดม สุจักรพงศ์ สงวนพงศ์

เมื่อความกล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ เป็นคุณสมบัติที่ “โดม สุจักรพงศ์ สงวนพงศ์” ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่วัยเด็ก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ตอนนี้เราจะเห็นเขากล้าทดลองหยิบนู่นหยิบนี่มาผสมทดลองจนหล่อหลอมให้เขามีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของการแต่งตัว แต่กว่าจะสไตล์ของโดมจะลงตัวได้อย่างทุกวันนี้ แค่ความกล้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แล้วอะไรที่ทำให้เขามีไสตล์ที่ชัดเจนได้อย่างทุกวันนี้


จุดเริ่มต้นของการเป็น  Hair Stylist 

ต้องเล่าตั้งแต่ผมเด็กๆ เลยนะ เมื่อก่อนผมเรียนวิทยาลัย สาขาสถาปัตยกรรม ครับ การวาดรูปเป็นสิ่งที่ผมถนัด แต่เรียนสถาปัตย์ไม่ได้มีแต่การวาดรูป มันมีทั้งการคำนวณ โครงสร้าง และกฎหมาย ผมก็มองว่าถ้าจบไปเราไม่รอดแน่ๆ ในตลาดการหางานเพราะเราเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ ถ้าจะย้ายมาสายดีไซเนอร์ก็ต้องเรียนอีกตั้งหลายปี มาสรุปได้ตอนปิดเทอมเพราะคุณแม่ส่งไปอยู่ร้านทำผมของเพื่อนคุณแม่  ตอนแรกๆ ก็อายเพื่อนนะ สมัยก่อนการตัดผมมันไม่ได้เป็นอาชีพที่บูมเหมือนปัจจุบัน แต่ก็ลองทำดู ตอนนั้นผมก็ครูพักลักจำเอานะ ยังไม่ได้จับหัวลูกค้าเลยซักคน ได้แค่กวาดผม เก็บเคาน์เตอร์ คิดเงิน เหมือนไปฝึกงานแต่ได้เงินแบบนั้นเลย พอถึงช่วงเปิดเทอมผมเลยบอกคุณแม่ ผมอยากตัดผม ผมก็ไม่คิดว่าแม่จะเอาด้วย พาไปลาออกที่วิทยาลัย แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดเลย ผมต้องตัดผมจริงๆ แล้วก็ศึกษา Youtube ลองกับหัวเพื่อน ก็ต้องขอบคุณเพื่อนนะที่กล้าให้เราตัดตอนนั้น  หลังจากที่พอจะตัดเป็นบ้างแล้ว ผมกับพี่ชายก็เลยไปที่เกาะสมุยไปทำร้านบาร์เบอร์ ตอนนั้นผมตัดตั้งแต่ 7 โมง จนถึงเที่ยงคืน  30 กว่าคน ต่อวัน ทุกๆวันเหมือนเราเก่งขึ้นได้เพราะตรงนั้นครับ ซักพักเราก็เริ่มมีเป้าหมายว่าเราอยากเป็นช่างผมแบบไหน เราอยากเป็นช่างผมที่ทำในร้าน แค่นี้หรือเราอยากทำงานให้กับดารา คนมีชื่อเสียง  และเราก็ได้แรงบันดาลใจจากช่างผมหลาย ๆ คนอย่างเช่นพี่ซันรู้สึกว่าเฮ้ย เราอยากเป็นแบบเขาให้ได้

ผมเคยถามคุณแม่ว่าทำไมถึงส่งผมมาทำงานที่ร้านทำผม แม่ก็บอกว่า เห็นในห้องโดมมีแต่รูปเสื้อผ้า รูปทรงผมแปะเต็มไปหมด  จริงๆ ผมก็ฉุกคิดว่าอะไรที่เราชอบมันอาจจะอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดนะ 

อีกหนึ่งอย่างที่ชัดเจนนอกจากฝีมือการสไตลลิ่งทรงผม ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการแต่ตัวที่จัดจ้านมาก อะไรที่ทำให้สไตล์การแต่งตัวของโดมลงตัวที่ตรงนี้ 

อันนี้ก็ต้องย้อนไปอีกไกลเหมือนกัน พอๆ  กับเรื่องการเป็นช่างตัดผมเลย อะไรช่วงนั้นฮิตผมก็ทำผมเลย ตั้งแต่ทรงผมรากไทร ย้อมผมสีจัดๆ กางเกงเดฟรัดๆ สีสดๆ (หัวเราะ)  พอเริ่มลองผิดลองถูก เราก็จะหาตัวตนของเราเจอไวกว่าคนอื่น  ผมจะไม่ค่อยหาเสื้อผ้าในห้างเลยนะ ผมจะไปดูตามตลาดนัดอารมณ์ประมาณตลาดนัดรถไฟสมัยที่มีของวินเทจขาย ดูเสื้อมือสอง ของมือสอง ที่มันมีดีเทลแปลกๆ  ผมก็จะเริ่มแต่งตัวไม่เหมือนเพื่อนแล้วในตอนนั้น มีชุดหนึ่งผมจำได้อยู่เลย ตอนนั้นหัวเกรียนเลยนะ แล้วก็ใส่กางเกงสแลคของแม่ มันเป็นแสลคเอวสูง แล้วก็ใส่เสื้อรัด ๆ แขนยาว มีสร้อย ใส่รองเท้าหนัง แต่ไม่ถึงกับบู๊ทนะ แต่งอย่างนั้นออก คนแถวบ้านก็มองกัน (หัวเราะ) 

แล้วพอมาทำงานสายนี้กลายเป็นว่าเราต้องแต่งมากขึ้นเพราะเหตุผลการทำงานอย่างเช่น ลูกค้าเข้ามาหา Hair Stylist ซักคนสิ่งแรกที่ลูกค้ามองก็คือสไตล์ของคนที่จะมาทำผมให้เขาไง เสื้อผ้า หน้า ผม เขามองหาสไตล์ในตัวช่างก่อนอยู่แล้ว  มันเป็นสิ่งที่เราต้องมีให้ลูกค้าก่อน ลูกค้าถึงจะเชื่อใจเราด้วย 

ก็เคยคิดนะว่า ทำไมต้องแต่งตัวเยอะขนาดนี้ทุกวัน แต่กลับกลายว่าวันไหนผมแต่ตัวออกมาไม่ดี ผมกลับเนือยๆ อยากกลับบ้าน  ตัดผมแบบ เห้อ...เมื่อไหร่จะหมดวัน อยากกลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้าน

เคยหยิบเสื้อผ้าของผู้หญิงมาใส่ด้วย?

มีบ้างครับ หยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่บ้าง แต่เป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่ไม่ได้ดูหวานเกินไป เพราะว่าดีเทลของเสื้อผ้าผู้หญิงมีเยอะกว่าเสื้อผ้าผู้ชายอยู่แล้ว แล้วยิ่งถ้ามันเข้ากับเรานะก็หยิบมาใส่เลย บางครั้งก็ได้พวกสร้อย แหวน กางเกง จากตู้เสื้อผ้าคุณแม่ถ้าไม่บอกแม่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

ตอนนี้ร้านในอินสตราแกรมบางร้านของสวยๆ ผมก็สั่งทั้งต่างหู เสื้อแขนจัมพ์ของผู้หญิง แต่ก็เอามา Custom ใหม่ด้วยนะ ตัดแต่งใหม่ ให้เป็นแบบที่ไม่ได้ดูเป็นผู้หญิงเกินไปครับ


แต่งตัวเยอะขนาดนี้ เคยโดนหาว่าเป็นเกย์บ้างไหม 

เยอะมาก เยอะมากจริงๆ (หัวเราะ) ก็ไม่ได้เป็นเกย์นะครับ ถ้ามีคนมาถามเราก็จะตอบติดตลกไปไม่ได้ซีเรียส  ผมไม่ได้โมโหหรือโกรธเลยนะ 

เชื่อคำว่า “เสื้อตัวนี้ของผู้ชาย เสื้อตัวนี้ของผู้หญิง” หรือปล่าว 

ไม่ ไม่นะ ผมเชื่อคำว่า “เสื้อผ้าตัวไหนเหมาะกับใครมากกว่า” ในฐานะที่ผมเป็น Hair Stylist ผมยังไม่เชื่อเลยว่า ทรงผมทรงนี้เป็นของผู้หญิงหรือของผู้ชาย สกินเฮดเมื่อ 10 ปีที่แล้วผู้ชายตัดได้เท่านั้น ตอนนี้เป็นไงละ ผู้หญิงตัดเยอะแยะ แล้วมันต้องใช้ความพยายามความกล้าหาญมากนะ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งไว้ผมมา 20-25 ปี แล้วตัดสินใจตัดผมสั้นหรือผู้ชายที่ไว้ผมยาวมันไม่ใช่ 2 เดือน หรือ 3 เดือน นะที่ผมจะยาว มันใช้เวลาเป็นปี มันคือความกล้าที่จะแหกกฎ  แล้วบางคนในสายแฟชั่นความกล้าที่จะแหกกฎแบบนี้นี้ทำให้พวกเขามีตัวตนมีพื้นที่ของเขาด้วยนะ 

มีอะไรอยากจะฝากถึงคนที่กำลังค้นหาสไตล์ของตัวเองอยู่บ้าง 

ทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ คงเหมือนกับที่ผมได้มาเป็น Hair Stylist มั้งครับ ผมไม่ได้ใช้เวลา ปี 2 ปีแล้วกลายมาเป็นช่างผมได้ ผมใช้เวลากับมัน อยู่กับมัน  ในการค้นหาสไตล์ มันก็ต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเราไปเรื่อยๆ แล้วซักวันเราจะเจอในสิ่งที่พอดีกับเรา