I Free With Your Insults - พีช พชร

Written by
22.02.18 239 views

หลังโลกโซเชียลได้รู้ว่า พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ได้เป็นเมนเทอร์ในรายการ The Face Men Thailand เขาเป็นคนเดียวที่ถูกสบประมาททั้งเรื่องอายุและประสบการณ์ กระหน่ำฟาดเข้าใส่อย่างไม่ยั้งตั้งแต่รายการยังไม่ออนแอร์

แถมยังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพีชต้องส่งลูกทีมในสังกัดเข้าห้องดำถึง 5 สัปดาห์ และ 3 สัปดาห์แรกของการออกอากาศก็เสียสมาชิกในทีมไป 2 คนติดๆ จนเราอยากรู้ถึงสภาพจิตใจในการเป็นเมนเทอร์ของเขาเหลือเกิน ว่าผ่านมาเกินครึ่งทางแล้วยังแข็งแกร่งเหมือนวันแรกที่ก้าวเข้ามาไหม แต่การถามไถ่ครั้งนี้กลับดำลึกไปถึงรากเหง้าของคำสบประมาท ที่พีชมองว่าเกิดจากผลพวงของระบบการศึกษาไทย

\

ถามตรงๆ นะว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ถูกสบประมาทตั้งแต่วันแรกที่ได้เป็นเมนเทอร์

“ผมไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ ผมว่าการสบประมาทเหล่านี้ เป็นผลจากระบบการศึกษาที่เฮงซวยของประเทศเรา เลยทำให้ทุกคนมีมายด์เซ็ตกันแบบนี้ ชอบคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นคนอายุเยอะเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับอายุเลย อายุไม่ใช่ปัจจัยหลัก ผมว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวคนและแอตติจูดมากกว่า เพราะต่อให้โตแค่ไหนแล้วไม่คิดจะทำอะไรกับชีวิตตัวเอง ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จอยู่ดี ก็ห่วยอยู่วันยังค่ำ”

แล้ววันที่เดินเข้ามาใน The Face Men Thailand คุณเข้ามาด้วยแอตติจูดแบบไหน

“พยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุด ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นยังไง ผมเป็นคนพูดตรงมั้ง อาจจะดูเหมือนเป็นคนไม่ค่อยมีมารยาทด้วยซ้ำ ไม่รู้ดิ แต่เห็นเป็นแบบนี้ ผมก็เคารพความคิดของคนอื่น เช่นเดียวกับที่ผมคาดหวังให้ทุกคนเคารพในความคิดผมเช่นกัน”

พูดถึงมารยาทแล้ว คนไทยไม่ค่อยชอบให้เด็กต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่สักเท่าไหร่นะ

“ก็นี่แหละครับ ผมคิดว่าที่ประเทศเรากำลังถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็เพราะแบบนี้ เมื่อก่อนเราเคยเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่เดี๋ยวนี้ถ้าผมจำข้อมูลจากสหประชาชาติไม่ผิดนะ ประเทศเรากลายมาเป็นประเทศโลกที่ 3 ประเทศเราไม่พัฒนาเพราะเราแสดงความคิดเห็นที่ก้าวหน้าไม่ได้ พอเยาวชนอยากแสดงความเห็นก็ถูกปิดกั้น 

“อย่างกรณีของคุณเก่ง (ธชย ประทุมวรรณ) ที่เอาศิลปวัฒนธรรมไทยมาดัดแปลงให้ร่วมสมัย จนเขาไปได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้วขนาดนั้น ผู้ใหญ่ในประเทศก็ยังไม่ค่อยแฮปปี้กับสิ่งที่เขาทำสักเท่าไหร่ ทุกคนชอบพูดชวนให้คนรุ่นใหม่หันมาอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกันเยอะๆ แต่พอมีคนเอามาดัดแปลงให้ร่วมสมัยขึ้น ก็ไปห้ามไม่ให้เขาทำ ผมคิดว่านี่คือการทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ เพราะเวลาเราแสดงความคิดเห็นไม่ได้ นานวันเข้าก็ไม่อยากทำและปล่อยทิ้งไป

“ผมว่าทุกคนต้องเรียนรู้ได้แล้วว่าต้องเปิดใจรับคนอื่นบ้าง ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าประเทศเราไม่ค่อยฟังใคร มีอีโก้สูง สำนวนที่ว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนคืออีโก้ส่วนตัวของประเทศเรา เป็นสำนวนที่ทำให้รู้สึกว่าฉันไม่อยากฟังคนอื่น เพราะฉันมีประสบการณ์เยอะกว่า ส่วนเธอมีประสบการณ์น้อยจะมาพูดได้ยังไง ผมว่ามันเป็นความคิดที่ทำลายความก้าวหน้าของประเทศ มีอีกคำหนึ่งที่แย่ไม่กันคือ ไม่เป็นไรหรอก เพราะเวลาที่มีใครทำอะไรไม่เก่ง เรามักจะชอบพูดว่า ไม่เป็นหรอก ชิลๆ ก็ได้ เหมือนว่าเราประเทศเราไม่เคยคาดหวังจะเป็นที่หนึ่ง พอเราไม่หวังผลแบบนั้น เราก็ไม่พัฒนาไปไหน นั่นคือสิ่งที่ต้องแก้ไข”

ปัญหาคือแอดติจูด

“มันเป็นผลพวงจากระบบการศึกษาที่สอนแอดติจูดเรามาแบบนั้น ผมจึงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก”


ข้าใจว่าคุณก็ทำงานด้านการศึกษากับ Unicef ด้วยใช่ไหม

“ใช่ครับ แต่ทำโปรเจ็กท์เกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเป็นหลัก เพราะผมมองว่าประเทศเรามีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาสูงมาก ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ สิ่งที่ผมทำกับ Unicef คือการเข้าไปพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเป็นแพล็ตฟอร์มให้พื้นที่อื่นๆ ใช้เป็นต้นแบบได้ในอนาคต”

นอกจากความเหลื่อมล้ำแล้วคุณเห็นอะไรอีก

“ขอพูดตรงๆ เลยนะ การศึกษาไทยแย่มากจริงๆ เราสอนให้ทุคนท่องจำ แต่เราไม่เคยพัฒนาคนให้คิดเป็น เด็กเก่งคือคนที่ท่องจำได้เยอะกว่าคนอื่น นั่นคือคนเก่งของระบบการศึกษไทย แต่คนแบบนี้เมื่อออกไปใช้ชีวิตจริงกลับไม่ได้เรื่อง เด็กไทยจำนวนมากไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่เคยถูกจับไปยืนอยู่ในพื้นที่ที่ต้องแสดงความเห็น ผลคือคนจำนวนมากไม่สามารถมี critical thinking ได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้เลย เพราะว่านี่คือการพัฒนาคน เมื่อคนฉลาด ประเทศก็พัฒนาขึ้น ผมว่าเราคงหวังพึ่งคนรุ่นโตกว่าหรือรุ่นเราไม่ได้แล้ว ต่อให้ผมอายุ 50 หรือ 60 ปีก็น่าจะยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คงต้องไปหวังกับเด็กเจนถัดไป ซึ่งเราก็ต้องช่วยวางรากฐานเอาไว้ให้พวกเขาด้วย”

คนรุ่นเราสิ้นหวังขนาดนั้นเลยเหรอ

“สิ้นหวังมากเลยนะ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแค่คนสองคน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนทั้งหมด เปลี่ยนแอตติจูดของคน เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ใน 10-20 ปีหรอก”

ด้วยแอตติจูดของคุณทำให้ #ทีมพีช ต่างจากทีมอื่นยังไงบ้าง

“ผมว่าลูกทีมผมเขามีแอตติจูดชัดกันทุกคน มีความคิดใกล้เคียงกับเรา แล้วผมก็ให้ทุกคนสามารถพูด แสดงออก และเป็นตัวของตัวเอง ทุกคนต้องเคารพความเป็นตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทีมเราเป็น ทีมเราไม่ได้แคร์ว่าจะแย่งซีนในรายการได้ไหม แต่ทุกคนต้องเป็นตัวของตัวเองเท่าที่ทำได้”

คุณซีเรียสในการทำงานขนาดไหน

“ผมซีเรียสนะครับ เห็นผมเป็นแบบนี้ แต่เวลาทำงานผมจริงจังและดุมาก”

ต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้นไหม

“ผมเกิดมาแล้วก็ต้องอยากเป็นที่หนึ่งให้ได้ ไม่อย่างนั้นอย่าทำดีกว่า เสียเวลาชีวิต ถ้าไม่อยากเป็นที่หนึ่งก็ควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า”

แต่ 4-5 วีกแรกทีมของคุณเข้าห้องดำตลอดและ 2 วีกแรกก็โดนออกมา 2 คนติด

“ผมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เขาเป็นประเทศที่อยากเป็นที่หนึ่งจริงๆ ประเทศเขาเลยต้องพยายามๆๆๆ พยายามมาเรื่อยๆ ทำไม่ได้ก็ทำต่อ วันนี้เป็นที่สองไม่เป็นไร เราจะพยายามเพื่อให้เป็นที่หนึ่งให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ”

เวลาแพ้นี่เฟลไหม

“เซ็งครับ เซ็งในแบบที่ว่าทำไมต้องเอาเขาออก ทั้งที่บางทีเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่มีบางคนที่ไม่ชอบงานของเขาเท่านั้นเอง แถมบางทีแพ้เพราะเราเลือกรูปไม่ตรงใจกรรมการ เป็นความผิดของเราเอง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องเลือกเขาออก ไอ้เรื่องแพ้ไม่แพ้ไม่เซ็งเท่าไหร่ 


คุณต้องทำการบ้านหนักขนาดไหนในแต่ละวีก

“ต้องคิดตลอดเวลาเลยครับ จบรายการกลับมาบ้านก็คิดว่าจะทำให้เขาดีขึ้นได้ยังไงบ้าง เราต้องศึกษาลูกทีมทุกคนว่าเขาเป็นคนแบบไหน นิสัยยังไง มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง แคมเปญที่ผ่านมีปัญหาตรงไหน ผมต้องเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อหาทางแก้ไขพวกเขาแต่ละคนให้ดีขึ้นและพร้อมที่สุด จะว่าไปการเป็นเมนเทอร์ก็เหมือนกับเราเป็นพ่อที่มีลูกอยู่ 6 คน ต้องคอยจับตาดูการพัฒนาและช่วยเหลือพวกเขา ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังอยู่หรือออกจากทีมไปแล้ว ผมก็ยังสอนพวกเขาอยู่ตลอด เวลาให้ทำอะไรก็ต้องทำร่วมกันเป็นทีมทั้ง 6 คน 

“เราอยากให้ทุกคนเก่งเท่ากันกับเพื่อนให้ได้ หน้าที่ของเมนเทอร์คือการเป็นครูคอยให้คำปรึกษา ใจจริงผมไม่ได้สนใจเรื่องแพ้ชนะของตัวเองสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญในรายการนี้คือการทำให้คนเก่งขึ้นมากกว่า เพราะที่ผ่านมาผมเห็นจากรายการประกวดในเมืองไทยมาเยอะแล้ว คือคนเป็นแชมป์ไม่สามารถทำงานต่อได้ ซึ่งตัวผมไม่อยากให้ลูกทีมเป็นอย่างนั้น เพราะผมอยากให้ลูกทีมสามารถทำงานต่อไปได้อีก 5-10 ปี แบบนั้นต่างหากที่เรียกว่าความสำเร็จ”

การไม่สนใจเรื่องแพ้ชนะจะทำให้คุณเสียเปรียบหรือเปล่า

“แล้วไงอ่ะครับ ในรายการหรือแม้แต่คอมเมนต์ในโซเชียล มักจะได้ยินคนพูดเสมอว่ารายการนี้คือเกม แต่สำหรับผมและลูกทีมทุกคนไม่ใช่ แต่รายการนี้คือชีวิต ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การเล่นเกมกันระหว่างเมนเทอร์ แต่เป็นการช่วยเขาเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในโลกแห่งความเป็นจริง ความยากของรายการนี้คือต้องทำตามโจทย์ภายใต้ความกดดันต่างๆ แต่ในโลกการทำงานจริง นอกจากความกดดันที่ต้องเจอแล้ว ยังต้องลงไปแข่งขันกับคนอีกเป็นร้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจเป็นผมด้วยซ้ำไป ในรายการแข่งกันแค่ 18 คนก็แทบตายแล้วนะ ผมจึงพูดเสมอว่านี่ไม่ใช่เกม”

เหมือนความรับผิดชอบในฐานะเมนเทอร์ไม่มีที่สิ้นสุดเลย

“ไม่มีที่สิ้นสุดหรอกครับ ถึงเราจะเป็นคู่แข่งอยู่ในตลาดเดียวกัน แต่ผมบอกกับทุกคนมาตลอดว่าหลังจบรายการ ถ้าใครอยากฝึกอะไรหรืออยากได้คำแนะนำอะไรก็ขอให้บอกมา ผมพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกคนเหมือนกับตอนอยู่ในรายนี้เสมอ”

นั่นคือสิ่งที่ลูกทีมได้จากรายการ แล้วตัวคุณได้อะไรจากรายการนี้บ้าง

“ผมได้โมติเวชั่นกลับมา การได้เห็นว่าพวกเขาพยายามแล้วเก่งขึ้น ทำให้เราอยากเก่งขึ้นกว่าเดิม เหมือนเป็นการเติบไฟให้กัน อย่างที่สองคือความรับผิดชอบ อย่างที่สามคือการเรียนรู้ที่จะคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น”