Happy Go Lucky Guy - หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์

07.01.19 187 views

หน่อง-ธนา ฉัตรบริรักษ์ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัวราว 8 ปีก่อน ทว่าชีวิตของเขาไม่ได้โลดโผนเหมือนพี่ชายเท่าไรนัก กระทั่งช่วงปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาของนักแสดงหนุ่มเลือดทะเล้นคนนี้เสียที หลังจากที่ใช้ชีวิตราบเรียบมาหลายปี ‘หน่อง’ มีทั้งผลงานละคร ภาพยนตร์ รวมทั้งพื้นที่ข่าวบันเทิงไทยต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมาจนข้ามสู่ศักราชใหม่ เรียกได้ว่ามาแรงจนออร่าจับ แต่ใครเลยจะรู้ว่ากว่าจะถึงจุดนี้เขาเคยเป็นหนุ่มขี้อายมาก่อน และตัวตนอีกหลายด้านที่ซ่อนอยู่ในมาดทะเล้นยียวนชวนยิ้มของผู้ชายคนนี้ที่จะทำให้หลายคนเผลอยิ้มและเผลอใจให้ได้อย่างไม่รู้ตัว


การกลับมารับงานภาพยนตร์ส่งท้ายปี ‘ขุนบันลือ’ เป็นอย่างไรบ้าง

‘มันเปลี่ยวมาก’ คือหนังเรื่องแรกที่ผมเล่นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จนมาถึงเรื่อง ‘ขุนบันลือ’ เป็นหนังเรื่องที่ 2 ของผม เป็นหนังแนวคอเมดี้ย้อนยุค โดยมีพี่หม่ำ-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา เป็นผู้กำกับ และรับบทขุนบันลือเอง ส่วนผมรับบทเป็นคุณหมอกีรติ หมอประจำตัวของขุนบันลือ ที่เขาจะคอยตามตัวมารักษา แล้วก็ดันมาแอบชอบทาสในบ้านเขา แต่มันไม่ง่ายเพราะมีคู่แข่งความรักเป็นลูกชายของเพื่อนขุนบันลือ ก็จะเขม่นกัน
ทั้งเรื่อง แข่งกันจีบ แต่มันมีเซอรไพรส์บางอย่างตอนจบอยู่ครับ 


เล่นหนังคอเมดี้ร่วมกับดาราตลกเต็มไปหมด ยากไหม

ด้วยความที่เป็นคุณหมอ คาแร็กเตอร์มันก็จะนิ่งๆ สุภาพเรียบร้อย ไปตามบทบาท แต่พอถ่ายคิวที่ 7 ช่วงที่ต้องเขม่นกับคู่แข่ง พี่หม่ำสั่งให้เล่นแบบหลุดๆ เหวอๆ ตอนนั้นก็แอบสงสัยในใจว่ามันจะไปต่อกับคาแร็กเตอร์เก่าที่ถ่ายไปแล้วได้หรือเปล่า เพราะมันมาจากบุคลิกนิ่งๆ แต่ผมว่าพี่หม่ำคงไปหาจุดเปลี่ยนของมันได้เองแหละ ซึ่งก็ต้องตามไปดูกันในหนังครับ (ยิ้ม) เรื่องนี้ถ่ายทำกันจริงๆ พี่หม่ำจะคิดมุกสดๆ ขึ้นมา มันก็มีหลุดบ้างนะ แต่มันเป็นการหลุดที่เล่นต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะมันเป็นซีนที่เราก้มหน้าพอดี

ข้ามปีไม่ทันไร ก็มี ‘แช่ง’ ภาพยนตร์ต้อนรับปีใหม่ต่อเลย

หลังถ่าย ขุนบันลือ จบ ก็มีเรื่อง แช่ง ติดต่อเข้ามา คราวนี้เป็นหนังสยองขวัญ 3 ตอน เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลย การที่เราไปแช่งคนอื่นมันจะเกิดสิ่งไม่ดีตามมา ผมเป็นพระเอกในตอน เมียแช่ง เรื่องราวมันประมาณว่าผมตื่นขึ้นมาแล้วความทรงจำใน 3 วันที่ผ่านมาหายไปหมดเลย มันงงมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ต้องไปสืบไปตามเอาจากคนอื่นรอบตัว สืบไปสืบมาจนมันปะติดปะต่อและมีเค้าโครงขึ้นมา จนได้รู้ว่าเราโดนแช่ง และคนที่แช่งคือเมียของเราเอง ซึ่งสาเหตุที่แช่งมาจากความเข้าใจผิด แต่พอแช่งไปแล้ว มันเลยต้องมาหาทางแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป

ในส่วนของตอนนี้มันไม่ได้สยองขวัญไปทั้งหมด เพราะมีความเป็นคอเมดี้ผสมลงไปช่วยสร้างสีสันไม่ให้เรื่องมันซีเรียส น่ากลัวและดาร์กเท่า 2 ตอนแรก (ส่วนตัวเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ไหม) ถ้ามีคนมาแช่งผมผมก็ไม่กลัวนะ ผมว่าคนที่แช่งคนอื่นมากกว่านะที่จะเจอเรื่องไม่ดีเข้าตัวเอง การแช่งมันก็คือการคิดไม่ดีกับคนอื่นนี่แหละ สิ่งที่ไม่ดีมันก็ย้อนกลับเข้าหาตัวเขานี่แหละ 


ดูเหมือน 2 บทบาทจะต่างกันมาก คุณใช้เกณฑ์อะไรในการรับงาน 

เวลามีหนังเข้ามาให้เล่น ผมจะอ่านบทก่อน ถ้าบทดี น่าสนใจ น่าสนุก ผมจะเอาไปให้เฮียบอยดู ไปเล่าให้แม่ฟัง คือต้องไปถามหน่อยแหละว่ามันดีมั้ย ถ้าเขาโอเคก็รับเล่น  

ผมเป็นคนดูหนังเยอะ ทั้งหนังต่างประเทศและหนังไทย หนังที่กระแสวิจารณ์ไม่ดี หนังที่คนบอกว่าไม่สนุก ไม่ทำเงิน ผมก็ดู ด้วยความที่ชอบดูหนังอยู่แล้ว ถ้ามีเวลาก็เลยดูทั้งที่ชอบและบางทีก็ดูเพื่อศึกษาไปด้วย ถ้าอันไหนที่มันไม่ดีก็จะได้รู้ว่ามันไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเรื่องไหนที่ดูแล้วมันดี เราก็ศึกษาแล้วเอามาปรับใช้ได้ด้วย ยิ่งเป็นหนังไทยผมยิ่งดูเพราะมันเป็นสิ่งใกล้ตัวเรา ส่วนหนังฝรั่งอาจห่างไกลคนไทยทั้งเรื่องราว และการทำงาน ก็ดูไปเพื่อความบันเทิงเฉยๆ 


ติดตามกระแสวิจารณ์ด้วยเหรอ มีเรื่องสไตล์ที่ชอบเป็นพิเศษไหม

ใช่ ผมก็ดูตามเว็บหรือเฟซบุ๊ก เพราะเราจะได้ลิสต์หนังใหม่ที่เข้าแต่ละวีก 

สไตล์ที่ชอบ...ถ้าไปดูในโรงผมเลือกจากหนังที่กระแสวิจารณ์ดี เพราะว่าหนังพวกนี้มันจะมีความน่าเบื่อ ส่วนใหญ่มันเป็นหนังดูยากและต้องอาศัยสมาธิในการดู ซึ่งเป็นหนังที่ดูที่บ้านไม่ได้ ถ้าดูอยู่บ้านผมดูไม่จบแน่นอน ต้องไปทำอย่างอื่นก่อน แต่ถ้าเราดูในโรง มันต้องมีสมาธิ เพราะเราซื้อเวลามาดูแล้ว เราต้องอยู่ในโรง คุณเชื่อมั้ยว่าเวลาผมดูหนัง ผมไม่หยิบมือถือมาเลย ไม่ทำนั่นนี่ ผมจะต้องดูอย่างเดียว ส่วนหนังที่จะดูอยู่บ้านได้ คือหนังที่เราอยากดูมากๆ แต่ไม่มีเวลาดูในโรง หนังแอ็กชั่น สยองขวัญ หนังที่ดูง่ายๆ ก็นั่งดูแผ่นที่บ้าน ถามว่าดูละครไหม (หัวเราะ) ผมไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่นะ ถ้าจะดูก็เรื่องที่คนเค้าพูดถึงกัน ที่มันฮิต มีดูซีรีส์ฝรั่ง หรือซีรีส์ไทยบ้าง ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าคำว่าละครกับซีรีส์ของไทยมันต่างกันยังไง แต่พอได้ยินคำว่าซีรีส์ปุ๊บมันสนุกกว่า (ยิ้ม) แต่ก็ไม่ค่อยได้ดูซีรีส์มาก เพราะผมไม่ชอบดูอะไรที่มันยาวๆ อย่างละคร หรือซีรีส์ 


พูดถึงละครพอดี คุณมีงานละครให้ชมตลอดปีที่ผ่านมาเช่นกันใช่มั้ย

ช่วงปลายปีก็เป็นเรื่อง รักพลิกล็อก ออนแอร์ทางช่อง 3 เวลารับเล่นละครก็จะมาจากผู้กำกับ ที่เรารู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เรื่องของบท ถ้าน้ำเน่ามากผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยต้องอ่านบทแล้วสนุก ถ้าไม่สนุกเราก็ไม่อิน จริงๆ แล้วก็เป็นคนชอบเล่นดราม่านะ เหมือนเวลาที่เราได้ใช้อารมณ์ แล้วพอไปดูมอนิเตอร์เรารู้สึกพอใจ


อย่างที่คุณบอกตอนต้นว่านอกจากจะอ่านบทแล้วชอบ คุณก็มีการถามคนในครอบครัวก่อนรับบทด้วย เพราะอะไรถึงต้องถามเหรอ

เพราะว่าพี่ผมมีประสบการณ์มากกว่า (ไม่รู้สึกว่าคุณเองก็อยู่ในจุดที่ไม่ต้องถามแล้วก็ได้บ้างเหรอ?) ใช่ เราไม่ต้องถามแล้วก็ได้ แต่เราถามเพื่อความสบายใจ คือเราเห็นว่าดีแล้ว ถ้าพี่เขาเห็นว่าดีด้วย มันจะไม่มีอะไรที่ต้องกังขาแล้ว หรือบางครั้งในหนังมันมีบางฉากที่ผมรู้สึกว่าต้องถาม อย่างนี้ผมก็ถามแม่เลยว่าโอเคมั้ย 


ฉากที่ต้องถามหมายถึงเลิฟซีนเหรอ

อะไรอย่างนั้น สมมติว่าเรื่อง 18+ เลยก็เคยมีติดต่อผมมา และผมไปคุยกับแม่ก่อน ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่รับเล่น จริงๆ แม่ไม่ได้ห้ามนะ เพราะเราแค่ไปคุย ไปบอกให้ทราบ 


นักแสดงส่วนใหญ่มักมีบทท้าทายของตัวเองอยู่ในใจ บทท้าทายของคุณคืออะไร

ผมว่าทุกบทมันท้าทายผม เพราะบางทีผมยังไปยึดติดกับบทเก่าๆ ถึงจะเปลี่ยนตัวละคร เปลี่ยนบทบาทแล้ว แค่การที่จะดึงตัวเองจากบทเก่าๆ เท่านี้ให้ได้ก่อนก็ท้าทายแล้ว เหมือนเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายเสมอ เพราะจริงๆ แล้วผมเก่งกับเรื่องพวกนี้เลย หลายครั้งที่เล่นเสร็จแล้ว เราคิดว่าพอใจแล้ว แต่พอไปดูมอนิเตอร์มันไม่เห็นดีเลย 


คุณไม่ค่อยดูละคร แล้วได้ดูละครที่คุณแสดงบ้างไหม

ดู แต่อาจจะไม่ได้ดูครบทั้ง 100% แต่ก็พยายามหาเวลาดู เราอยากดูงานที่ตัวเราออกมา ที่เราเล่นเอาไว้มันเป็นยังไง หลายครั้งเราก็ไม่พอใจอะไรเลย พอมาดูทั้งเรื่องเราไม่ได้รู้สึกดีเหมือนตอนที่ถ่ายฉากนั้นเสร็จเลย 


ก่อนหน้านี้ที่งานยังไม่เยอะ คุณรู้สึกแย่ไหมที่หลายคนเปรียบเทียบกับพี่ชาย (บอย ปกรณ์)

ไม่เลย อันนั้นงานเขาเยอะมากจริงๆ เขาทำงานเกือบทุกวัน เดือนนึงเขาได้หยุดประมาณ 2-3 วัน ของผมมีครึ่งนึงของเขาก็ดีมากแล้ว ผมทำงานสัก 12 วันก็เยอะมากพอสำหรับผมแล้ว คนอื่นจะพูดอย่างไรก็เรื่องของเขา และไม่เคยกดดันนะ เพราะว่าด้วยระดับของผมกับเขามันก็เทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว เราเข้าใจสิ่งที่เราเป็นและเขาเป็น เพราะเราก็ทำดีที่สุดของเราแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนเรียกไปทำงานหรือเปล่า (ไม่ได้หมายความว่าต้องมีงานเท่าพี่?) พูดตรงๆ แบบมนุษย์คนนึง ไม่หวัง เพราะว่าด้วยศักยภาพของเรา เราไม่สามารถไปถึงเขาอยู่แล้ว อันนี้พูดตามหลักความจริง เอาเป็นว่า ณ ปัจจุบัน มีคนมาให้เราทำงานครึ่งนึงของคุณบอยก็ดีมากพอแล้ว (ยิ้ม)


พวกคุณเป็นพี่น้องที่สนิทกัน โตกันมาอย่างไร

สนิทกันครับ โตมายังไงถึงเป็นคนแบบนี้เหรอ (หัวเราะ) เรา 3 คนไม่เคยคิดว่าโตมาจะทำอะไรแบบนี้เลยนะ


เมื่อก่อนอยากเป็นอะไร

ไม่มีครับ เอาจริงๆ เวลาที่เขาถามเราตอนเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คนอื่นก็เขียนไปตามที่เขาอยากเป็น ส่วนผมไม่เคยเขียนเลย ไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร ถ้าต้องเขียนก็คือลอกคนอื่น

ถ้าถามเรื่องการเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง มันเริ่มจากการได้ถ่ายมิวสิกวิดีโอ ถ่ายแบบ มาตั้งแต่ช่วงเรียนปี 1-2 ด้วยการที่มีคนจากโมเดลลิ่ง แล้วชวนเราไปแคสต์งาน (คิดว่าตัวเองหน้าตาดีไหม) ไม่เคยมั่นใจว่าตัวเองหน้าตาดีเลย ถ้าจะมีก็คือคนอื่นบอก ไม่เคยคิดเอง คิดไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) 


เริ่มเข้าวงการบันเทิงจริงจังตอนไหน

มันเริ่มมาจากของพี่บอยนั่นแหละ ทางช่อง 3 เห็นว่าพี่บอยมีน้อง เลยให้เราเข้าไปเรียนการแสดง ตอนนั้นยังไม่เซ็นสัญญา พอเรียนไปสักพักแล้ว...โอ้โห ไม่เอา ไม่รับเลย ผมชอบดูหนังก็จริง แต่พอไปเรียนแล้วสมองสั่งมาว่า เราไม่เอาทางนี้ 

เมื่อก่อนผมเป็นคนขี้อาย แค่ออกไปพรีเซ็นต์หน้าชั้นเรียนยังทำไม่ได้เลย (แต่คุณดูเป็นคนขี้เล่น) ใช่ ขี้เล่น แต่เล่นกับอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หน้ากล้อง เกี่ยงกับเพื่อนตลอดถ้าต้องพรีเซ็นต์งานหน้าชั้นเรียน


ความขี้อายของคุณมากระดับไหน 

มันมีวิชาภาษาไทยตอนเรียนปี 1 ซึ่งต้องมีการออกไปเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียนคนละ 5 นาที เป็นวิชาบังคับด้วย คือต้องเรียนถึงจะผ่าน ทุกคนในชั้นก็ออกไปเล่าเรื่องกันเรียงตามโต๊ะไปเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของผม ตอนนั้นผมไม่เข้าเรียนเลย ผมขาดเรียนติดกัน 3-4 ครั้งได้ คือผมนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่ว่าเครียดมาก โอ๊ย ไม่เอา เรากังวลและเครียดมาก ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ แต่สุดท้ายโดนตามตัวไปจนได้


อะไรที่ขจัดความขี้อายจนเข้าสู่วงการบันเทิงได้

เป็นช่วงที่เรียนการแสดงนี่แหละ หลังจากนั้นมันมีอีกคอร์สนึงต่อ ด้วยความที่การไปเรียนมันตรงกับที่เราต้องเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เลยขาดเรียนการแสดงและอ้างว่าติดเรียนมหาวิทยาลัย ก็ขาดเยอะมาก ทางช่องก็พอดูออกว่าเราไม่ชอบการแสดง แล้ววันที่ทางรายการตีท้ายครัวมาชวนถ่ายที่บ้านเรา ตอนนั้นเราเรียนจบมหาวิทยาลัยพอดี  ผมหนีไปจีนเลย บอกแม่ว่าอยากเรียนภาษาจีน 

เราก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรต่อ เราไม่รู้หรอกว่าการทำงานมันเป็นยังไง แต่ตั้งใจเอาไว้ว่าเรียนจบปุ๊บจะเรียนต่อปริญญาโท คิดว่าเรียนโทจบเดี๋ยวมันก็เริ่มมีช่องทางหางานจากทางนั้นทางนี้ได้เอง ซึ่งระหว่างที่เรียนภาษาจีนจนปิดเทอมแรก เราก็กลับมาไทย 2 เดือน ตอนนั้นจองคอร์สเทอม 2 ไว้แล้วด้วย จนวันก่อนที่กลับไปที่จีน มีทางซีรีส์บันทึกกรรม และหนังดังสุดสัปดาห์ติดต่อมา 

แม่อยากให้ผมอยู่ ส่วนผมจะกลับไปจีน จนแม่พูดมาคำนึงว่า “หน่อง สู้หน่อยดิหน่อง” ผมฟังแล้วอึ้ง ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่จีนทั้งหมดเลย ตกลงรับงาน บันทึกกรรม และแค่วันแรกที่ไปถ่าย ทุกความกังวลที่เคยมีมันหายไปหมดเลย เรารู้สึกว่าเฮ้ย...เราคิดมากไปเอง กลัวไปเอง พอมาอยู่ในกองถ่ายจริงๆ ทุกอย่างก็สนุก ไม่ได้ซีเรียสแบบที่เราคิดไว้ แค่วันเดียวเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนชีวิตเรา หลังจากนั้นก็เข้าวงการยาวเลย 


เมื่อเข้าสู่วงการบันเทิงแล้ว ได้เตรียมตัวไหมว่าจะวางตัวอย่างไร รับมือกับข่าวบันเทิงได้ไหม

เตรียมเยอะครับ เรื่องการวางตัว เวลาอยู่ข้างนอก เมื่อก่อนผมอยู่กับกลุ่มเพื่อนก็จะเฮ้วๆ เสียงดัง แต่ทุกวันนี้การวางตัวมันดีขึ้น แค่เราวางตัวให้มันนิ่งขึ้นก็น่าจะโอเคแล้ว 


คนในวงการบันเทิงพูดเรื่องความรักของตัวเองได้ไหม

ได้ครับ 


#ตัวเล็กสเป๊กหน่อง คืออะไร

อันนั้นเป็นของรายการแฟนฉันเป็นซุปตาร์ (You Are My Fantasy) ครับ เป็นการเดตกับซุปตาร์ ก็จะมีคนสมัครเข้ามา แล้วก็คัดเหลือคนเดียว ก็ไปเดตกัน ตอนนั้นที่ออนแอร์ออกมาคนก็เลยอู้หูวววว มีแฟนวันเดียวครับ ณ ตอนนี้ก็โสดครับ 

แต่ก็งงนะว่าเขารู้ได้ยังไง เมื่อก่อนผมชอบคนตัวเล็ก แต่ทุกวันนี้พอโตขึ้นสเป๊กมันเปลี่ยนไปเรื่อยแหละครับ ไม่ต้องเป็นสเป๊กว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้


วันนี้ความรักของคุณคืออะไร 

ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย มันว่างเปล่า

ความว่างเปล่าที่ว่านั้นเกิดจากความผิดหวังหรือเปล่า 

ไม่เกี่ยวครับ แต่ความจริงตัวผมเองก็แก่แล้วนะ แม่เองก็รู้สึกว่าควรจะมีใครสักคนหรือมีลูกแบบคนอื่นได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นใครในบ้านมีใครเลย จนนี่แหละครับ มีวันใหม่เข้ามาให้แม่แล้ว (ประสบการณ์ทำให้เข็ดเรื่องความรักไหม?) ก็ด้วย เรามีเหตุผล ดูความเหมาะสมมากขึ้น ไม่ใช่แบบชอบใครแล้วคุยเลย เราก็ต้องหาข้อมูลมากขึ้นให้เราพอรู้บ้าง 


ผู้ชายก็ส่องผู้หญิงด้วยเหรอ

สำหรับผมนะ ผมก็ไม่ง่ายนะ (ยิ้ม) มันก็มีดูๆ บ้าง พอคุยไปแล้ววันหนึ่งเราได้เจอสิ่งที่ไม่ชอบขึ้นมา มันจะตีกันเปล่าๆ ผมว่ามันไม่ดี 


ถ้าชอบใครต้องให้ครอบครัวช่วยดูเหมือนที่รับงานแสดงไหม

อืม...ถ้าเรื่องนี้คนที่จะมาเกี่ยวข้องด้วยจะเป็นเพื่อนครับ ถ้าสมมติเราชอบใครสักคน ส่วนใหญ่จะให้เพื่อนๆ ช่วยดู ถามเพื่อนว่าคนนี้ดีมั้ย ให้เพื่อนผู้หญิงไปช่วยสืบ เพราะสมัยนี้หาข้อมูลเจอง่ายอยู่แล้ว ผู้หญิงสมัยนี้อย่างกับนักสืบ ผมก็เลยส่งสายสืบไปช่วยดู ถ้าเจออะไรที่มันจึ้กขึ้นมาก็บาย แล้วเปลี่ยนคนเลย (หัวเราะ) 


มีผลขนาดนั้นเลยเหรอ

จริง ยกตัวอย่างเช่นผมไม่ชอบผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วถ่ายลงโซเชียลฯ อะไรอย่างนี้ (เป็นคนขี้หวง?) มั้ง คือผมไม่ชอบ เพราะถ้าคุณใส่ชุดว่ายน้ำ ใส่บิกีนี่ลงรูป แล้วอย่างนี้ในชีวิตประจำวันมีคนมาเห็นกางเกงในของคุณยังดูเป็นเรื่องปกติอยู่มั้ย เรียกว่าหัวโบราณไหม...ไม่รู้เหมือนกันนะ ผมเป็นคนมองเรื่องแบบนี้อย่างนั้น ผมว่ามันดูไม่เหมาะสม แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนกลายเป็นเทรนด์ไปแล้วในอินสตาแกรม 


ถ้าเป็นแฟนเราไม่อยากให้คนอื่นดู แต่เราดูเองได้เหรอ

ใช่ ถูกต้อง ผู้ชายชอบดูแน่นอน แต่พอเป็นแฟนตัวเองไม่มีใครชอบหรอก ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติก็เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบดู ผมว่าผู้ชายเป็นแบบนี้กันเยอะ 


ชอบผู้หญิงเรียบร้อยใช่ไหม 

ไม่ใช่ครับ ไม่ต้องเรียบร้อย คือผมชอบผู้หญิงที่เขารู้ว่าอะไรเหมาะสมมากกว่า 


หลายคนมักจะพูดว่าการเป็นลูกคนกลางแล้วพ่อแม่จะไม่ค่อยรัก คุณรู้สึกอย่างนั้นไหม

ผมไม่รู้คนอื่นมองยังไง หลายคนมองว่าผมชอบปลีกตัวมาอยู่คนเดียว ผมดูนิ่งๆ ผมว่าแล้วแต่คนมองมากกว่า ลูกคนกลางไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น ลูกคนกลางไม่ใช่พ่อแม่ไม่รัก เออ...ผมก็เคยได้ยินมานะ ทำไมครับ ผมไม่มีนะ ก็ปกติทั่วไป 


คุณให้ความเคารพพี่ชายมาก ดูแลกันมาอย่างไร

ใช่ครับ เพราะเรารู้ว่าเขาเป็นคนเก่ง ผมเห็นเขามาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะมีช่วงวัยรุ่นที่เขาเกเรไปเลย นั่นก็เป็นปกติของมนุษย์นะ มันจะมีช่วงที่เกเรกันบ้าง ไม่อ่านหนังสือ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างและเต็มที่กับมัน ทุกเรื่องที่เขาทำมันจะออกมาได้ดีเสมอ อย่างทุกวันนี้ที่เห็นว่าหลายคนชอบและรักเขา เขาต้องบริหารเวลาและการใช้ชีวิต แบ่งเวลาให้ใครต่อใครบ้าง เขาทำได้ดีมากๆ สมองเขาคิดดี รวมๆ แล้วก็คือเขาเป็นคนเก่งแหละ

การดูแลของเราส่วนใหญ่ก็เป็นการตักเตือนกันมากกว่า บางเรื่องเขามองแล้วว่ามันไม่เกิดผลดีกับเรา เขาก็จะคอยมาเตือนว่าทำอย่างนี้มันไม่โอเค เราก็หยุดเพราะเรารู้ว่าเขาเตือนเพราะอะไร เขาคอยเป็นห่วงเรื่องชีวิตและอนาคตของน้อง เขามักจะถามอยู่เสมอว่าช่วงนี้ถ่ายงานอะไรบ้าง หรือมีงานเสริมหรือเปล่า เพราะมีอยู่ช่วงนึงที่ผมอยู่บ้านทั้งวัน เขาก็จะเริ่มให้ไปหาอะไรทำเพิ่มเติมมั้ย ธุรกิจอื่นๆ อะไรอย่างนี้ คือน้องๆ จะอยู่ในสายตาเขา 

ในขณะที่เราก็เห็นภัทรตลอด เห็นงานเขาอยู่ ผมจะไม่ค่อยถามอะไรเขาเยอะ เราเห็นด้วยกันหมด ทั้งพี่ทั้งน้อง มีคุยกันบ้างผ่านไลน์กรุ๊ป 


ไลน์กรุ๊ปอะไรเหรอ

มันจะมีไลน์กรุ๊ปที่มีแม่อยู่ด้วย (มีชื่อกรุ๊ปมั้ย?) ไลน์กรุ๊ปของบ้านคือ Momomama ตามชื่อแม่ และอีกอันที่มีแค่เรา 3 คน อันนี้ไม่ได้ตั้งชื่อ เพราะมันไม่ได้เป็นกรุ๊ป แค่อินไวต์เข้ามาเฉยๆ อันนี้แม่ไม่น่ารู้ (หัวเราะ) เราจะเอาไว้คุยเรื่องที่ต้องปรึกษากันเอง อย่างการไปส่งน้อง (วันใหม่) แบ่งคิวกันว่าวันนี้ใครไป เป็นเรื่องที่เราแบ่งเบาภาระของแม่ ซึ่งแม่ไม่ต้องมารับรู้ก็ได้ (ยิ้ม) 


ลูกชายบ้านนี้ดูแลแม่อย่างไรบ้าง

ตอนนี้ต้องบอกว่าแม่ไม่ต้องทำงานแล้วก็ได้ หน้าที่หลักของแม่ก็คือช่วยกันดูแลน้อง หรือช่วยดูเรื่องบัญชีต่างๆ คืองานของแม่ก็มีแหละ แต่ถ้าเอาตรงๆ แม่ไม่ต้องทำงานก็สบายแล้ว เพราะลูกทั้ง 3 คนทำงานตรงนี้ เงินที่ได้ส่วนใหญ่เราก็แบ่งให้แม่ ส่วนตัวผม เอาที่ผมทำเองนะก็คือตั้งแต่เริ่มทำงานเก็บเงินได้ แสนแรกก็คือให้แม่ มันก็ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะสำหรับตอนนั้น มีถ่ายมิวสิกวิดีโอบ้าง ก็เริ่มเก็บเงินมาเรื่อยๆ เราตั้งใจเลยว่าแสนแรกจะเอาให้แม่ ความตั้งใจต่อมาก็คือเก็บครบล้านเมื่อไหร่จะเอาให้แม่เหมือนกัน (ครบหรือยัง?) ตอนนี้ครบไปแล้วครับก็ให้แม่ไปแล้ว ก็คิดต่ออีกว่าถ้าครบ 10 ล้านเมื่อไหร่จะเอาให้แม่อีก แต่ยังไม่ได้ (ยิ้ม)


เป้าหมายการเก็บเงินแบบนี้ได้มาจากไหน

ไม่รู้สิ ผมเป็นคนเสียดายเงินมาก งกมาก แต่พอกับแม่ผมแค่รู้สึกว่าให้แม่ไปก็จบ 


กว่าจะโตมาได้ มีกฎเหล็กอะไรไหม

ไม่มีนะ


สิ่งที่แม่ห่วงที่สุดคืออะไร

ก็เรื่องความเกเรแหละ จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังห่วงเรื่องนี้ การทำตัวไม่ดี เพราะถ้าเกิดเราทำตัวไม่ดีขึ้นมามันก็จะเป็นข่าว พอเป็นข่าวปุ๊บคนที่เครียดก็คือแม่ เราเองก็เครียด แต่คนที่เครียดกว่าก็คือแม่ ทุกวันนี้เราจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ทำให้แม่กังวลก็แค่นั้นเอง 


ทุกวันนี้การมี ‘วันใหม่’ มาเป็นน้องสาวคนเล็กของบ้าน เป็นอย่างไรบ้าง 

เปลี่ยนไปเยอะเลยครับ เยอะมาก คือต้องบอกว่าก่อนหน้านั้นแม่ค่อนข้างเหงานะ เพราะทั้ง 3 คนก็ออกไปทำงาน ทีนี้แม่จะอยู่กับใคร พอวันที่มีน้องวันใหม่เข้ามา แม่ก็มีชีวิตชีวามากขึ้น เหมือนมีคนอยู่เป็นเพื่อน อารมณ์ดีมากขึ้นเลย อาจจะมีอารมณ์เสียบ้างเวลาที่น้องดื้อ (ยิ้ม) แต่ผมเชื่อว่าตอนที่เขามา พลังงานบวกเยอะกว่ามากแน่นอน มันเหมือนเรามีอีกชีวิตที่ต้องดูแล เหมือนมาเติมเต็มให้แม่ด้วย 

ส่วนเรา ช่วงแรกก็รู้สึกแปลกนะ จริงๆ ทุกวันนี้เราก็ชินกับการมีน้องสาว แต่ลึกๆ ส่วนน้อยของเราจะมี 2-3 เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกว่าเราเคยอยู่ด้วยกันพี่น้อง 3 คนผู้ชาย แล้วมีผู้หญิงคนนึงเข้ามา เป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่ทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตเป็นปกติแหละ บางช่วงเราก็คิดว่าเขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตครอบครัวของให้ดีมากขึ้น ซึ่งการดูแลน้องสาวมันจะอีกแบบเลย ไม่เหมือนน้องชาย เพราะเราก็อายุไล่เลี่ยกัน เราไม่ต้องไปนั่งสอนน้อง ไม่ต้องห้ามหรือดุ แต่กับวันใหม่จะเหมือนเราสอนลูกมากกว่าครับ


ไลฟ์สไตล์อื่นๆ นอกจากทำงานและดูหนังแล้ว คุณชอบทำอะไรบ้าง

ถ้าไม่ใช่งานในวงการ ก็มีงานข้างนอก คือการเป็นเวดดิ้งแพลนเนอร์ที่ผมทำกัน 2 คนกับเพื่อน แต่ช่วงนี้ผมยุ่งๆ ก็จะไม่ค่อยได้ไปช่วยเพื่อน เขาก็จะลุยเดี่ยวคนเดียว คือเริ่มจากเพื่อนคนนี้ทำงานออร์แกไนเซอร์มาก่อน มีอยู่ช่วงนึงผมได้ไปช่วยงานเขา ก็ได้ศึกษางาน ไปช่วยจัดงานแต่ง จริงๆ มันก็คือการประสานงาน ซึ่งความจริงทำคนเดียวยังได้เลย แต่เราก็ไปช่วย (คนไม่เคยแต่งงาน พอต้องจัดงานแต่งงานมันยากไหม?) หมายถึงผมยังไม่ได้แต่งงานแล้วมาทำเวดดิ้งแพลนเนอร์เหรอ ผมว่าคนที่เขาขายอาหารหมาก็ไม่ได้ลองกินนะ (ยิ้ม) ผมขอโทษ ผมเข้าใจความหมายที่ถาม แค่แกล้งเล่นเฉยๆ ผมก็มีโอกาสได้ไปงานแต่งบ่อยๆ ผมเห็นและเข้าใจ เราแค่เอาความต้องการของพวกเขามาไว้กับพวกผมและจัดงานขึ้นมา

ผมว่าก็ดีนะ นี่จัดเป็นงานเบื้องหลังอย่างหนึ่ง ได้รู้ได้เห็นอะไรมากขึ้น งานหลักๆ จะอยู่เพื่อนผม ส่วนตัวผมอยู่พาร์ตในงานแล้ว คือเข้าไปประสานงาน หรือทำอะไรที่เพื่อนทำไม่ได้ อย่างงานที่ไปช่วยล่าสุดคือช่วงที่เจ้าสาวจะโยนดอกไม้ แต่ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวหรือใครเดินออกมายืนรอรับดอกไม้เลย นี่คือหน้าที่ของผมแล้วที่จะไปกวาดคนมายืนรับจนได้ ซึ่งการทำงานตรงนี้ได้ก็เพราะว่าทุกคนรู้จักผมจากการทำงานบันเทิง และผมก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมออร์แกไนเซอร์ คนในงานก็เลยให้ความร่วมมือ 


ลองย้อนกลับไปเมื่อก่อนสมัยที่ขี้อาย คุณคิดว่าจะทำอะไรแบบนี้ได้ไหม

(หัวเราะ) ทำไม่ได้หรอก และยิ่งถ้าไม่ได้ทำงานบันเทิงคงยิ่งมองว่าเฮ้ย ใครวะ มายุ่งอะไรในงาน แต่ด้วยความที่มันเป็นหน้าที่เราในการจะทำให้ภาพออกมาสวย การที่มีคนมายืนรอรับดอกไม้เยอะๆ ภาพจะออกมาสวย ตอนนั้นผมคิดแค่นั้น 


ในวันนี้ที่งานเริ่มมากขึ้น คุณประเมินตัวเองอยู่ตรงไหนของวงการบันเทิง 

โห ผมว่าผมยังเพิ่งเริ่มต้นอยู่เลยนะ ถึงจะเข้าวงการมา 7-8 ปีแล้ว แต่ผมดันไปมองเรื่องของการแสดง ชอบไปเปรียบเทียบเรื่องแสดงกับคนอื่น คนนั้นเก่งจัง เขาเล่นได้ยังไง แล้วพอมาดูตัวเอง มันดูไม่ค่อยพอใจ ดูแล้วไม่ชอบที่ตัวเองเล่น รู้สึกว่ายังไม่ดี (ไม่มีงานของตัวเองที่ชอบเลยเหรอ?) ไม่ครับ เพราะผมมองคนอื่นแล้วเอามาเปรียบเทียบ แต่มันไม่ได้หมายความว่าทำให้ตัวเองไม่มีความสุขนะ ผมว่าที่เราเปรียบเทียบมันทำให้เราจะได้ปรับปรุงให้ตัวเองทำได้สูงขึ้น 

ส่วนงานอื่นๆ ในวงการบันเทิงนั้น ก็นี่ไงผมเริ่มไปทำออร์แกไนเซอร์ ผมว่ามันไม่ต่างอะไรกับงานในวงการบันเทิงเท่าไหร่ เป็นงานเบื้องหลังเหมือนกัน การทำงานตรงนี้ก็เผื่อว่าวันนึงมันจะเข้ามาช่วยอะไรเราได้บ้าง (แล้วงานพิธีกร นักร้องล่ะ คิดอยากจะลองบ้างไหม?) นักร้องนี่ตัดไปเลยครับ เราร้องเพลงไม่ได้ พิธีกรก็ตัดเลยเพราะผมเป็นคนพูดจาวนไปวนมา ในหัวเราคิดอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วทำให้บางทีเราเรียบเรียงไม่ถูก


ทุกวันนี้อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจรับงานอิสระมากกว่าการมีสังกัด 

ผมว่ามันทำงานสะดวกกว่าครับ เราไม่ต้องพะวงว่าเรารับงานนี้แล้วจะไปกระทบกับช่องหรือเปล่า หรือบางงานรับมาแล้วจะเกิดปัญหากับช่องไหม เราไม่อยากให้เกิดอะไรแบบนั้น และเราโตแล้วด้วย อยากทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งการรับงานอย่างนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ การอยู่กับช่องมันก็ดีเพราะมีคนช่วยดูแล มีงานป้อนเข้ามาเรื่อยๆ พอวันที่เราออกมาอยู่ข้างนอก ข้อดีก็คือการรับงานได้อิสระ มีอะไรเข้ามาก็รับได้หมด ดูเอง สบายๆ แต่การมาดูเองก็คือข้อเสียอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีใครช่วยสแกนงานให้ 


ตอนนี้ยังอยู่ช่วงปีใหม่ เราอยากชวนคุณมาทำ Best & Worst สักหน่อยได้ไหม

ผมไม่ค่อยชอบทำอะไรแบบนี้ เพราะขี้เกียจนึก (ยิ้ม) สำหรับปีที่ผ่านมาถ้าเป็น Best ก็เป็นการที่ผมได้กลับมาเล่นหนังถึง 2 เรื่องติดกัน ปลายปีที่ผ่านมาทบปีนี้เลย คือทำงานมา 8 ปี เล่นหนังมาเรื่องเดียว จนได้กลับมาเล่นอีก ซึ่งพีกตรงที่มี 2 เรื่อง ที่เข้าโรงติดกันด้วย แถมใกล้กับหนังของเฮียบอยตามมาติดๆ ด้วย (Gravity of Love: รักแท้...แพ้แรงดึงดูด) ผมว่ามันเป็นเรื่องดีนะ ให้คนได้เห็นทั้งผมและพี่บอย เหมือนคนได้เห็นครอบครัวของเราเยอะดีในช่วงที่ผ่านมา เขาเรียกว่าอะไรนะ...มันดูเป็นธุรกิจครอบครัวด้วยมั้ง 

สำหรับ Worst คงเป็นเหมือนทุกๆ ปีที่แก้ไม่ได้ หรือยังไม่ได้แก้เลยก็ไม่รู้คือเป็นคนขี้เกียจ อยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากทำอะไร มันก็ยังเป็นคนอย่างนั้นอยู่ แต่ว่าด้วยการที่งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ถึงขี้เกียจก็ต้องไปต่อ 


เคยคิดจะทำธุรกิจครอบครัวจริงๆ ไหม

มีครับ อยากทำสตูฯ เราอยากทำสตูฯ ถ่ายโฆษณา ถ่ายภาพ ถ่ายงานต่างๆ ทำกันทั้งบ้าน เริ่มทำไปหลายรอบแล้วครับ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ถึงขั้นตอนไหนแล้วเพราะปรับแก้มาหลายรอบแล้ว (ยิ้ม) แต่มันจะมีจริงๆ ตอนนั้นที่เริ่มทำแม่ตั้งชื่อไว้แล้วด้วย ‘สตูดิโอคุณแม่’ มันก็ดีนะ ก็เป็นสมบัติของบ้าน และความจริงคือเงินที่พวกเราหามาได้ก็ให้แม่หมดเลย ไม่ได้มาคิดว่านี่เงินเรานะ ทุกวันนี้ทำงานมาก็ให้แม่ เพราะว่ายังไม่มีแฟน ยังไม่ได้ตั้งรากฐานอะไร ให้แม่ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยเอาดอกเบี้ยคืน (หัวเราะ) 


ฝากงานอื่นๆ อีกสักรอบก่อนจากกันหน่อย

นอกจากละครเรื่อง รักพลิกล็อก หนังเรื่อง ขุนบันลือ และ แช่ง ที่ผมเต็มที่ทุกอย่างกับทุกเรื่อง ก็มีผลงานอื่นๆ ตามมาแน่ๆ เอาอย่างนี้อีกอย่างที่อยากฝากไว้คือยูทูบครับ Tana and Everyhis ที่น่าจะมีการอัพเดตประมาณทุกๆ 10 วัน เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ไม่ค่อยมีอะไรครับ เน้นการตัดต่อที่โชคดีมีเพื่อนมาช่วยทำ และมันตลก ดูง่ายๆ ครับ